“ไม่เป็ไรน่า พี่อยู่นี้เเล้ว”
ฉันได้เอามือตบหลังของทั้งสองคนเพื่อเป็การปลอบ
“พี่ฟางเนฟื้นเเล้ว อึก ข้าคิดว่าพี่จะไม่ฟื้นขึ้นมาเเล้ว อึกๆ”
เป็ฟางไป๋ที่เป็คนพูด ถึงจะพยายามไม่ให้เสียงสะอึกสะอื้นออกมาเเต่สุดท้ายเสียงก็ออกมาอยู่ดี
“ข้าบอกเเล้วว่าพี่ฟางเนต้องฟื้น เห็นไหม”
คราวนี้เป็ซงหยวนคงเพราะต้องเป็ฮ่องเต้ในอนาคตเลยพยายามไม่ร้องไห้ออกมาเเต่ยังไงฉันก็รู้สึกว่าไหล่ตรงที่ซงหยวนซบมันเปียกๆอยู่นะ
“เอาน่าๆอย่าเถียงกันเลย”
“ขอรับ/ขอรับ”
ฉันรอให้สองคนนี้กอดจนพอใจ จนไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่เเล้วจนสายตาฉันไปเห็นร่างที่คุ้นเคยที่ดูเหมือนรีบร้อนมาทางนี้มาก
ถึงใบหน้าจะเเก่ลงเเละสีผมเปลี่ยนไปเยอะ เเต่ความทรงจำของร่างนี้ก็ไม่เคยโกหกคนที่เคยเห็นทุกวันตั้งเเต่เกิด
“ท่านพ่อ”
ฉันพูดไม่ได้ดังมากเเต่ก็พอให้ทุกคนได้ยิน ท่านพ่อยืนมองฉันด้วยสายตาที่เหมือนน้ำตาจะคลอเบ้า
ไม่นานก็เข้ามากอดฉันพร้อมน้องๆทั้งสองที่กอดฉันอยู่เเล้ว เลยทำให้ท่านพ่อกอดคนทั้งสามคนเลย
ฉันไม่อยากพูดอะไรมากเลยปล่อยให้พวกเขากอดกันไป คงจะทรมานมาตลอด 12 ปีเลยสินะ
จนในที่สุดทั้งสามก็กอดจนพอใจเเต่ก็ยังนั่งใกล้ข้างๆฉันอยู่บนพื้นอยู่ดี เเล้วทำไมต้องจ้องกันขนาดนั้นด้วย ฉันไม่หายไปไหนหรอกน่า
“เอ่อ..”
จะพูดอะไรดี
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
พูดบ้าอะไรเนี่ย
“คือข้าว่าพวกเราไปหาที่นั่งดีๆกันก่อนไหม”
“อะ ขอโทษขอรับ พี่ฟางเนพึ่งเดินทางมาถึงคงจะเมื่อยมาก”
เป็ซงหยวนที่พูดออกมา
“พ่อจัดเตรียมห้องให้เ้าเเล้ว รีบไปพักผ่อนเถิดเดี๋ยวร่างกายจะเเย่เอา”
“จริงด้วย เดี๋ยวข้าจะตรวจร่างกายให้พี่ฟางเนเองนะขอรับ อะพี่ฟางเนคงไม่รู้สินะขอรับ ข้าน่ะเป็หมอเเล้วนะ เเต่ข้าก็ไร้ฝีมือพยายามรักษาพี่ฟางเนเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นจนพี่ฟางเนต้องฟื้นขึ้นมาเอง ข้าคงเป็หมอที่ไม่ได้เื่สุดๆเลยสินะขอรับ”
คราวนี้เป็ฟางไป๋ที่พูดออกมาพร้อมทำหน้าเศร้า
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า พี่ได้ยินจากพี่ชิงชิงว่า ฟางไป๋น่ะเป็หมอที่เก่งที่สุดในเเคว้นของเราเลยนิ เพราะงั้นฟางไป๋ไม่ใช่หมอที่ไม่ได้เื่หรอกนะ”
“เเต่ข้า..”
“อีกอย่างเพราะฟางไป๋ค่อยดูเเลพี่มาตลอดเลยนิทำให้อาการพี่ไม่เเย่อยู่รอดจนมาถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ฟางไป๋ดูเเลพี่อาจจะตายไปเเล้วก็ได้”
“ไม่เอาพี่ฟางเนอย่าพูดว่าตัวเองตายสิขอรับ”
“พี่ขอโทษๆ ปะพี่เหนื่อยมากเเล้วอยากนอนเตียงนุ่มๆเต็มเเก่ละ อีกอย่างตอนที่พี่ล้มอะเข่าพี่มันไถลกับพื้นช่วยทำเเผลให้พี่หน่อยสิ”
“ขอรับ”
เเล้วพวกเราทั้งสี่ก็ลึกขึ้นเดินไปยังเรือนที่ท่านพ่อเตรียมไว้ให้ฉัน ตลอดทางทั้งสามคนไม่ออกห่างจากฉันเลย
ถึงเเม้ว่าฉันจะถึงเรือนอาบน้ำกินข้าวเสร็จทั้งสามก็ยังจะเฝ้าฉันอยู่ เลยมำให้ฉันต้องเกลี้ยกล่อมให้ไปทำงานของตัวเองได้เเล้วจึงจะยอมไปกัน
ตุบ
ฉันได้ะโขึ้นเตียงเเล้วเตรียมตัวจะหลับเต็มที่ ตอนอยู่รถม้าถึงจะหลับได้เเต่ก็หลับๆตื่นๆมันเลยทำให้เพลียหน่อยๆ
ระหว่างที่หลับตาก็นึกถึงผู้หญิงสองคนนั้น อ่า ลืมเลย ช่างเถอะเดี๋ยวอยู่ที่นี้ไปสักพักก็รู้เองเเหละว่าใคร นอนดีกว่า
นี้ก็ผ่านมา 3 วันเเล้วฉันอยู่เเต่ในเรือนเลยเพราะด้วยเเผลที่หกล้มนั้นเเหละทำเอาเจ็บเข่าเเละมีไข้อ่อนๆด้วย ร่างกายนี้เมื่อไหร่จะเเข็งเเรง
ส่วนท่านพ่อเเละน้องชายทั้งสองก็มาเยี่ยมฉันทุกวันถึงจะได้ยินทหารที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนคุยกันว่าทั้งสามมีงานเยอะมากจนไม่เป็อันกินอันนอนเเต่ก็ยังอุสามาหาฉัน
ฉันอยากบอกนะว่าฉันไม่หายไปไหนหรอก ไม่ต้องห่วงอะไรมากทำงานของพวกท่านเถิดเเต่ถึงจะพูดไปพวกนั้นก็คงมาหาอยู่ดี
เเละจากที่ฉันไปหาเสือ- ไปหาข้อมูลมาก็ได้ทำให้รู้ว่าผู้หญิงที่ใส่เสื้อเเดงนั้นคือเฉิงหนิงลี่ นางร้ายของเื่ เเล้วผู้หญิงที่นั่งอยู่กับพื้นคงเดาไม่ยาก จงซูฮวา นางเอกขอเื่
ทำไมนิยายเเนวจีนโบราณชอบให้มีฉากที่นางร้ายทำร้ายนางเอกต่อหน้าพวกตัวเอก หรือโดนใส่ร้ายให้เข้าใจผิดด้วย คนเราจะโง่ขนาดนั้นเชียว
ยังไงๆนางร้ายก็ถูกเเต่งตั้งให้เป็ฮองเฮาเเต่เด็กคงต้องได้รับการฝึกฝนชีวิตในวังหลวงบ้างเเหละเว้นเเต่เขาไม่ได้จะให้นางร้ายเป็ฮองเฮาตั้งเเต่เเรกเลยไม่สน
เเล้วที่นี้เป็ค่ายทหารขนาดใหญ่เป็เมืองเฉพาะของทหารเลยก็ว่าได้ครอบครัวทหารใครที่อยากมาอยู่ก็มาได้
คนที่เป็คนใหญ่คนโตที่สุดของที่นี้คือ หลางอ๋องหรือเเม่ทัพสุดหล่อของเรานั้นเอง เเละกองทัพทหารเเห่งนี้มีรองเเม่ทัพอยู่ 3 คน
คือองค์รัชทายาทเหิงซงหยวน เฉิงเฟยฟา เเละเฉิยจงจือหรือพ่อของเฉิงเฟยฟา ส่วนฟางไป๋เป็หมอประจำกองทัพ นางเอกก็เป็หมอเช่นกัน
เห็นว่านางเอกมาจากครอบครัวของทหารที่ยศค่อนข้างต่ำในกองทัพเเต่ก็พอมีฝีมือด้านการเเพทย์เลยเข้ามาอยู่ในหน่วยหมอ
ส่วนท่านพ่อที่เป็ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ทำไมถึงมาอยู่นี้ด้วย เพราะต้องค่อยมาดูผลงานเเละสั่งสอนองค์รัชทายาทว่าเหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์รึเปล่า
เเละมีอ๋องอีกท่านหนึ่งชื่อว่าเหิงมี่เยี่ยนที่เป็กุนชือของกองทัพ เห็นว่าเยี่ยนอ๋องนั้นได้พาลูกและภรรยามาอยู่ที่นี้ด้วย เหมือนกับครอบครัวตระกูลเฉิงที่พากันมาอยู่นี้ทั้งครอบครัว
ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเนื้อเื่ในนิยายจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ยังไงซะฉันก็ฟื้นมาเเล้วอะเเละฉันก็จะไม่พยายามจับคู่หรือให้เนื้อเื่เป็ไปตามนิยายด้วย
ยังไงซะนั้นก็เเค่นิยายที่คิดขึ้นมา การที่จะรักใครสักคนเอาบทมาเป็ตัวชี้วัดไม่ได้หรอก จริงสิไหนๆก็หายป่วยละไปหานั่งดื่มชาสวยๆอยู่ข้างสระบัวดีกว่า
สระบัวนี้เห็นว่าไม่ไกลจากเรือนเราด้วย
“พี่ชิงชิง เนเอ๋อร์อยากไปดื่มชาที่สระบัวเ้าค่ะ”
“เข้าใจเเล้วเ้าค่ะ”
เเล้วฉันก็เปลี่ยนชุดอะไรเรียบร้อยเเละเดินไปยังสระบัวนั้น พอมาถึงก็เห็นชุดน้ำชาจัดเรียงไว้ที่ศาลาเรียบร้อยเเล้ว
ไม่เคยคิดว่าจะได้มีโมเม้นคุณหนูในชีวิตเลยนะนิ ฉันกวาดสายตามองรอบๆ ที่นี้สวยจริงๆดูดอกบัวนั้นสิมีทั้งสีแดง ขาว ชมพู น้ำเงิน เหลือง ม่วง
น้ำก็ใสจนเห็นปลา...ปลาอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จักเเต่ที่รู้ๆสวย เหมือนปลาทองที่ตัวใหญ่มากๆเเละครีบยาวกว่าปกติ
ฉันเดินตรงไปยังศาลาเเละนั่งลงดื่มชา มองธรรมชาติที่เเสนสวยงาม มันสงบสุขจริงๆเลยนะ ไม่มีเสียงรถเสียงเครื่องบินให้รำคาญ
ชาติก่อนตอนอยู่มหาลัยฉันนอนหอในทุกๆ 8 โมงเช้าจะได้ยินเครื่องบิน บินผ่านตอนอยู่หน้าฝนน้องอึ่งอ่างก็ร้องโคตรดังทั้งวัน
พอตัดภาพมาตอนนี้มันช่าง สงบสุขเหลือเกิน ซูดดด
“ขนมเ้าค่ะ คุณหนู”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”