บทที่ 25 เฝ้าต้นไม้รอกระต่าย
ฉินเสี่ยวซู่จะโดนแม่เลี้ยงของเขาต้มจนเปื่อยแล้ว
กลับไปก็ถูกลากไปตัดต้นไม้ตรงตีนเขา งานยุ่งมือเป็ระวิง
ตอนนั้นเอง จ้าวอิ้งหงก็อุ้มลูกตัวเอง มือก็จูงฉินเสี่ยวกั่วเดินเล่นเตร็ดเตร่ในหมู่บ้าน
มีไก่ตัวผู้ที่องอาจกล้าหาญของบ้านพวกเขาคอยตามหลังฉินเสี่ยวกั่ว
จะว่าไปก็แปลก เหมือนว่าน่าวจงจะจำฉินเสี่ยวกั่วได้แล้ว เดิมทีมันกำลังมีเื่กับสุนัขในหมู่บ้าน พอเห็นฉินเสี่ยวกั่วมันก็วิ่งตามก้นมาต้อย ๆ
จ้าวอิ้งหงพาฉินเสี่ยวกั่วเดินไปทั่วทุกหัวระแหง ไปเยี่ยมบ้านสมาชิกกลุ่มเก็บเกี่ยวทีละบ้าน
ตอนนี้คนในหมู่บ้านไม่เยอะ แรงงานชายฉกรรจ์ลงนาไปแล้ว รวมถึงเหล่าสตรีแม่บ้านที่แข็งแรงด้วย
แต่ในหมู่บ้านยังเหลือคนบางส่วนที่กำลังวุ่นกับการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายเพราะน้ำฝน บ้างก็กำลังระบายน้ำที่บ้านตัวเอง
จ้าวอิ้งหงแจ้งป้าเฉินหรือแม่ของหลี่เถียนว่าถึงตอนนั้นจะมารับตะกร้ากับรองเท้าใหม่ เสร็จจากนั้นก็ยืนคุยเื่สัพเพเหระกับเธอที่หน้าบ้าน
ป้าเฉินยิ้ม “รู้เื่หรือยังว่าเมื่อวานก่างจื่อหลิ่งมีลูกเห็บตกด้วยนะ กระแทกหลังคาทะลุไปไม่น้อยเลย”
จ้าวอิ้งหงพูดทันทีว่า “โธ่ป้าคะ คนเขาประสบภัย ป้าอย่าหัวเราะเยาะเขาสิ”
แต่มุมปากของเธอกลับยกขึ้นสูง
ป้าเฉินอุ้มฉินเสี่ยวกั่วขึ้นหอมทีหนึ่ง “ไม่ได้หรอกนะ เมื่อก่อนพวกมันรังแกกั่วเอ๋อร์ของเรา ฉันจะหัวเราะเยาะพวกมันให้สะใจไปเลย”
ฉินเสี่ยวกั่วยังไม่ค่อยรู้ความ มีคนอุ้มก็ดีใจใช้หัวถู ๆ ไถ ๆ ตรงคอป้าเฉิน
จ้าวอิ้งหงกล่าว “ใคร ๆ ก็บอกว่ากั่วเอ๋อร์ของเราเป็ตัวนำโชค พอเธอมาอยู่ที่นี่ ทางนี้ฝนก็หยุดเลย”
ถึงป้าเฉินจะรักเด็ก แต่ไม่ถึงขั้นจ้าวอิ้งหง เธอรู้สึกมาตลอดว่าคำพูดนี้มันออกจะเกินไปหน่อย
แต่เด็กคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูนี่นา เธอเองก็เข้าอกเข้าใจได้ เอ่ยเคล้ารอยยิ้มว่า “นั่นน่ะสิ กั่วเอ๋อร์รอเดี๋ยวนะ ป้าจะไปเอาวอวอโถวมาให้”
ป้าเฉินเข้าบ้านไปหยิบวอวอโถว แล้วหิ้วตะกร้าใบหนึ่งออกมาด้วย บอกว่าจะไปขุดผักป่ามาทำปัวปัว*[1]
เธอหิ้วตะกร้าใบเล็กมาให้ฉินเสี่ยวกั่วแล้วกล่าวว่า “หนูก็ขุดด้วยนะ เอากลับไปให้แม่ แม่ต้องดีใจแน่ ๆ”
“ค่ะ!” ฉินเสี่ยวกั่วยิ้มจนตาหยี
ที่นาในความรับผิดชอบของฉินเจียถุนอยู่ไกล แต่ตีนเขาละแวกหมู่บ้านมีทุ่งหญ้าผืนหนึ่ง ตอนนี้ฉินต้าซานกับหลี่เถียนกำลังปล่อยม้ากินหญ้าอยู่
ไป๋อวี้ก็กำลังหลอกล่อฉินเสี่ยวซู่ตัดฟืนอยู่ใกล้ ๆ
จ้าวอิ้งหงกับป้าเฉินพาเด็กและไก่ตัวหนึ่งไปด้วยกัน ไม่นานลูกชายจ้าวอิ้งหงก็เริ่มกินนม เลยอุ้มเด็กไปให้นมอยู่อีกทาง
ฉินเสี่ยวกั่วกับน่าวจงวิ่งพ่านไปทั่วทุ่งหญ้า
เธอเห็นพ่อตัวเองลิบ ๆ เพราะอยู่ไกล ม้ากับล่อในหมู่บ้านกำลังวิ่งห้อ
“พ่อคะ พ่อ...” ฉินเสี่ยวกั่วะโหย็องแหย็งอยู่ตรงนั้น
ป้าเฉินขุดหาผักป่าจนเหงื่อนไหลไคลย้อยเพียงลำพัง ซ้ำยังใส่ในตะกร้าใบเล็กของฉินเสี่ยวกั่วเป็ครั้งคราวอีกด้วย
“กั่วเอ๋อร์เอ๊ย อย่าะโลูก พ่อหนูไม่ได้ยินหรอก เดี๋ยวคอก็แห้งหรอก” ป้าเฉินห้ามปราม
พอตากแดดนานเข้า ตอนนี้เลยเวียนหัวนิดหน่อย
จ้าวอิ้งหงนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ เพิ่งให้นมลูกชายเสร็จก็พูดกับเธอยิ้ม ๆ ว่า “กั่วเอ๋อร์ มาเล่นกับน้องมา”
ฉินเสี่ยวกั่วรีบวิ่งเข้ามา
ปรากฏว่ามีสองสิ่งวิ่งไล่หลังมาไวยิ่งกว่าเธอ พุ่งออกไปในพริบตา
ฉินเสี่ยวกั่ว “ว้าย!”
จากนั้นตามมาด้วยเสียง ‘ตึงตัง’ สองสิ่งนั้นชนเข้ากับก้อนหินที่จ้าวอิ้งหงนั่งอย่างจัง
จ้าวอิ้งใเสียจนอุ้มลูกชายลุกขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้น!”
ป้าเฉินรีบยกเคียววิ่งปรูดเข้ามาเป็พัลวัน
ฉินเสี่ยวกั่วแหวกหญ้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างดีใจว่า “กระต่าย! เจอกระต่ายค่ะ!”
จ้าวอิ้งหงกับป้าเฉินรีบวิ่งไปดู จากนั้นก็ต้องตะลึงกันทั้งคู่
มีกระต่ายตัวอ้วนพีสองตัวพุ่งเข้ามาชนก้อนหินที่จ้าวอิ้งหงนั่งเมื่อครู่จนสลบไป
ป้าเฉินพูดอย่างใ “ตายแล้ว เ้านี่ปกติเ้าเล่ห์เชียวละ วันนี้เลอะเลือนหรือไง”
มันเป็กระต่ายสีเทาทั้งสองตัว ดูเหมือนจะสลบเหมือดไปแล้ว แต่มีอีกตัวยังนอนแตะแข้งแตะขาอยู่
น่าวจงร้อง ‘กุ๊ก ๆ’ ชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ป้าเฉินยื่นมือไปลูบขาที่ยังเหยียดอยู่เล็กน้อยแล้วยิ้ม “ตัวนี้ท้องนี่นา ข้าดูหน่อยสิว่าเป็อะไรหรือเปล่า”
เธอหิ้วหูกระต่ายตัวนั้นขึ้นมาแกว่งดู เหมือนว่ากระต่ายตัวนั้นยังวิงเวียนอยู่นิดหน่อย แต่มันยังลืมตาอยู่ หนวดสั่นระริก
ครู่หนึ่งป้าเฉินก็วางมันลงพื้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ ๆ คล่องแคล่วหน่อย”
คิดว่ากระต่ายตัวนั้นก็คงคิดไม่ถึงว่าตัวเองยังมีหนทางรอด มันเหยียดขาเล็กน้อยแล้วเดินกะเผลก ๆ จากไป
แต่อีกตัวไม่ได้โชคดีปานนั้น มันชนจนเข้าอย่างแรง แถมยังเป็ตัวผู้ด้วย
ป้าเฉินยิ้ม “คืนนี้หิ้วกลับไปเชือดให้กั่วเอ๋อร์กินดีกว่า”
ไม่คิดเลยว่ามาขุดผักป่าจะได้กระต่ายตัวหนึ่งกลับไปด้วย
ฉินเสี่ยวกั่วรีบเอ่ยเป็พัลวัน “หนูจะเอาผัก ไม่เอาเนื้อ”
ป้าเฉินอุทานอย่างแปลกใจ “ฮะ”
ฉินเสี่ยวกั่วได้ยินแม่เธอพร่ำบ่นทุกวันว่าไม่มีผักจะทำยังไง เลยจำได้ขึ้นใจ
เธอรีบสาวเท้าสั้น ๆ หิ้วตะกร้าแล้ววิ่งเข้าไป เงยหน้าพูดว่า “ป้าคะ ใส่ผักให้หนูเต็มตะกร้าเลย ส่วนกระต่ายน้อยย่าเฉินกับป้าสะใภ้เอาไปเลย!”
ป้าเฉินยิ้มจนหุบไม่ได้ “โธ่ งั้นกั่วเอ๋อร์ก็ขาดทุนน่ะสิ”
“ไม่ขาดทุน ๆ แม่หนูดีใจแน่! แม่ชอบของเขียวชอุ่ม!”
ป้าเฉินรับตะกร้าใบนั้นมาแล้วยิ้ม “ได้ ๆ จะใส่ให้เต็มเลย”
แต่เอาผักป่าแลกกระต่ายไม่ได้จริง ๆ พวกเธอทั้งสามเจอกระต่ายตัวนี้พร้อมกัน เพราะงั้นต้องกินด้วยกันสิ
ป้าเฉินพูดกับจ้าวอิ้งหงว่า “ฉันจะเอากลับไปย่าง ถ้าย่างเสร็จจะส่งไปให้พวกเธอนะ”
จ้าวอิ้งหงรีบพูดทันควัน “เดี๋ยวฉันปรุงเองค่ะ”
จากนั้นป้าเฉินก็เก็บผักจนเต็มตะกร้าเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ แถมยังสอนให้กั่วเอ๋อร์รู้จักผักป่าที่พบเห็นบ่อย ๆ อีกหลายชนิด เล่นกันอย่างสนุกสนาน
……
ในขณะเดียวกัน ฉินเสี่ยวซู่ยัง ‘หอบแฮ่ก ๆ’ ตัดต้นไม้อยู่เลย
ตัวเล็กกระจ้อย แต่รู้จักใช้แรงจากเอวช่วย ง้างขวานด้ามใหญ่ตัดต้นพุทราตรงแหน็ว
จากนั้นก็เริ่มเลาะเปลือกไม้กับตัดเป็ท่อน ๆ ตรงเชิงเขา
แม่เลี้ยงใจร้ายคนนั้นของเขาเก็บมะขามที่เพิ่งสุกพลางพูดว่า “ใช้ไม่ได้เลย รู้อย่างนี้ใช้เงินซื้อแต่แรกดีกว่า”
ฉินเสี่ยวซู่มีน้ำโหทันที “จะช่วยพ่อฉันประหยัดเงินไม่ใช่หรือไง!”
ไป๋อวี้รีบพูดขึ้นว่า “อ้อ ใช่ ประหยัดเงิน! ถึงจะช้าไปหน่อย แต่เราเก็บมะขามได้เยอะตั้งขนาดนี้ กลับไปฉันจะเคี่ยวให้กินนะ”
ฉินเสี่ยวซู่เริ่มเลื่อยไม้อย่างฟึดฟัด ปากบ่นว่า “ฉันทำเพราะอยากช่วยพ่อประหยัดเงินนะ ไม่งั้นฉันไม่สนใจเธอหรอก”
“ถูก ๆ นายทำเพื่อพ่อนายทั้งนั้น” ไป๋อวี้เก็บพร้อมกับพูดอย่างเห็นด้วย
ถึงยังไงการใช้แรงงานเด็กก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี ฉินเสี่ยวซู่แค่ตัดต้นไม้ยังโอ้เอ้อยู่ค่อนวัน ประสิทธิภาพในการเลื่อยไม้ต่ำชนิดที่น่าโมโห
ไป๋อวี้ไม่กล้าว่าเขา ใครใช้ให้ตัวเองไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าเด็กล่ะ…
ครู่หนึ่งฉินต้าซานที่เลี้ยงม้าอยู่ไกล ๆ ก็พลันขี่ม้ามา
ทุ่งหญ้าผืนนี้กว้างใหญ่ไพศาล คนอื่นเห็นฝูงม้าฝูงล่อ เขาไม่เห็นคนที่อยู่ทางนี้ คราวนี้ลงมาเอาน้ำที่เชิงเขา ถึงได้เห็นภรรยากับลูกชายของตัวเอง
ประจวบเหมาะกับตอนที่ไป๋อวี้กำลังหันหลังให้เขาขณะเก็บมะขามอยู่ ขากางเกงลายพร้อยพับขึ้นถึงเข่า บั้นท้ายน้อย ๆ กระดกขึ้นสูง…
พอได้ยินเสียง ไป๋อวี้ก็เหลียวมองด้วยความสงสัย
[1] ของกินชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งคล้ายหมั่นโถว โดยนำแป้งมาปั้นเป็รูปทรงต่าง ๆ และสอดไส้หลายชนิดตามชอบ
หมายเหตุ เฝ้าต้นไม้รอกระต่าย ใช้เปรียบเปรยถึง คนที่ไม่คิดที่จะลงแรงหรือพยายามทำงาน