ค่ำคืนแห่งรสััอันวาบหวามและติดขัดได้ผ่านพ้นไป ทว่ามันได้ทิ้งระลอกคลื่นแห่งความปรารถนาและความสับสนไว้ในใจของหนุ่มสาวทั้งสองอย่างเต็มเปี่ยม อาซานรู้สึกหงุดหงิดและกระวนกระวายใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ััที่ริมฝีปากของหลิงเอ๋อร์ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ ราวกับว่าความนุ่มนวลและความหอมหวานนั้นได้ประทับตราลงบนิญญาของเขา
เขานอนเหม่อมองเพดานเรือนพักยามตลอดคืน ดวงตาที่เคยหลับสนิทได้ง่ายๆ กลับกลายเป็ดวงตาที่ไม่อาจหลับใหล ทุกครั้งที่เขาหลับตา ภาพของหลิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์สลัวๆ ด้วยใบหน้าที่เขินอายแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนก็จะผุดขึ้นมาในใจ เขากระหายที่จะได้ลิ้มรสมันอีกครั้ง อยากจะโอบกอดร่างอันบอบบางนั้นไว้ในอ้อมแขน และกระซิบคำรักให้สุดเสียง แต่เสียงฝีเท้าปริศนาในคืนนั้นก็เปรียบเสมือนกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งขวางกั้นเขาไว้
เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน อาซานลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ซูบซีด ดวงตาบวมช้ำจากการนอนไม่หลับ เขาเดินไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหวังจะปลุกสติให้ตัวเองตื่น แต่ความคิดถึงหลิงเอ๋อร์กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีไฟลุกไหม้อยู่ในอก เขา้าคำตอบ ้าทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับนาง และที่สำคัญที่สุด เขา้าหนทางที่จะก้าวข้ามอุปสรรคที่ขวางกั้นระหว่างเขากับนางให้ได้
ในขณะเดียวกัน หลิงเอ๋อร์ก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความว้าวุ่นใจไม่ต่างกัน นางนั่งอยู่บนเตียงเล็กๆ ในเรือนพักสาวใช้ ใบหน้าของนางร้อนผ่าวทุกครั้งที่นึกถึงจุมพิตอันเงอะงะแต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของอาซาน มันเป็ััแรกในชีวิตที่บุรุษเพศมอบให้ และมันได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน โลกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซ่านและตื่นเต้นจนหัวใจเต้นไม่เป็ส่ำ
นางลูบริมฝีปากของตัวเองเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว ยังคงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความนุ่มนวลของริมฝีปากอาซานที่เคยแตะัั ความรู้สึกนั้นทำให้นางทั้งหวานใจและหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน แต่นางก็หวาดกลัว... หวาดกลัวว่าจะมีใครล่วงรู้ความลับระหว่างนางกับเขา หวาดกลัวสายตาของผู้คน และหวาดกลัวต่อความรู้สึกของตัวเองที่เริ่มจะถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัว
นางคิดถึงเสียงฝีเท้าที่ได้ยินในคืนนั้น แม้อาซานจะบอกว่าอาจจะเป็เพียงการหูแว่ง แต่นางมั่นใจว่าได้ยินจริง มีใครบางคนแอบดูพวกเขาอยู่ ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวและอับอาย หากข่าวลือเื่นี้แพร่ออกไป นางจะต้องเสียหน้าและอาจจะถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ตระกูลเว่ยได้
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์ยังไม่ทันจะทอประกายจับขอบฟ้า อาซานก็รีบรุดไปยังเรือนพักคนสวนของลู่เฟิงด้วยใจที่ร้อนรน เขาเดินผ่านสวนที่ยังคงมีหยาดน้ำค้างระยิบระยับอยู่บนใบไม้ ผ่านศาลาร้างที่เป็สักขีพยานของความรู้สึกในคืนที่ผ่านมา ทุกก้าวที่เขาเดินผ่านไปทำให้เขานึกถึงหลิงเอ๋อร์มากขึ้นเรื่อยๆ
"ท่านตาหลี่! ท่านตาหลี่!" อาซานร้องเรียกั้แ่ยังไม่ทันจะถึงตัวเรือน เสียงของเขาดังก้องไปในอากาศเช้าที่เงียบสงบ
ลู่เฟิงซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่หน้าเรือน แสร้งทำเป็ประหลาดใจ "โอ้... อาซาน มีอันใดรึ ถึงได้รีบร้อนมาหาข้าแต่เช้ามืดเช่นนี้" เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้เก่าแก่ แล้วมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของอาซานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
"ข้า... ข้ามีเื่ด่วนจะปรึกษาขอรับ" อาซานนั่งลงตรงข้าม พลางหอบหายใจเล็กน้อย มือของเขาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นและความกังวล เขาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้ลู่เฟิงฟังอย่างละเอียด ั้แ่คำสารภาพรักอันตะกุกตะกัก ไปจนถึงจุมพิตแรกที่แสนสั้น และการปรากฏตัวของเสียงปริศนาที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลง
เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและความหงุดหงิด "ข้ารู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น นางไม่ได้ปฏิเสธข้า และดูเหมือนว่านางจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับข้า แต่แล้วเสียงนั้นก็มาทำลายทุกอย่าง ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี"
จอมโจรเฒ่ารับฟังด้วยรอยยิ้มของผู้กุมชะตา เขารู้สึกพึงพอใจกับผลงานของตัวเองเป็อย่างยิ่ง การที่เขาไปขัดจังหวะในเวลาที่เหมาะสมนั้นได้ผลตรงตามที่คาดหวัง 'ทุกอย่างเป็ไปตามแผน' เขาคิดในใจ 'เ้าหนุ่มนี่ติดกับข้าเข้าแล้วอย่างจัง'
"น่าเสียดาย... น่าเสียดายจริงๆ" ลู่เฟิงแสร้งถอนหายใจยาว ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเสียใจอย่างลึกซึ้ง "อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น เ้าก็จะได้นางมาแล้วแท้ๆ ช่างเป็เื่น่าเสียดายเหลือเกิน"
"แล้วข้าควรจะทำอย่างไรต่อดีขอรับ" อาซานถามอย่างร้อนรน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้รับคำแนะนำ "ข้าควรจะไปหานางตอนนี้เลยหรือไม่ ไปอธิบายให้นางเข้าใจว่าข้ารักนางมากเพียงใด บอกนางว่าข้าไม่สนใจว่าใครจะมาขัดจังหวะ ข้าแค่อยากจะได้อยู่กับนาง"
"ช้าก่อน... ใจเย็นๆ ไว้เ้าหนุ่ม" ลู่เฟิงยกมือห้าม แววตาของเขาเปล่งประกายแห่งความรอบรู้ "ความรักก็เหมือนการทำา การจะเอาชนะศึกได้นั้นต้องอาศัยกลยุทธ์และจังหวะที่เหมาะสม หากเ้าผลีผลามบุกเข้าไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็มีแต่จะพ่ายแพ้กลับมา เ้าจะทำให้นางรู้สึกกดดันและอาจจะหนีห่างจากเ้าไปเสียด้วยซ้ำ"
"กลยุทธ์หรือขอรับ" อาซานทวนคำอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่เคยคิดว่าเื่ความรักจะซับซ้อนขนาดนี้
"ถูกต้อง" ลู่เฟิงพยักหน้าช้าๆ แววตาของเขาฉายประกายแห่งความหลักแหลม "ตอนนี้เ้าได้จุดไฟในใจของนางขึ้นมาแล้ว แต่ไฟนั้นยังเป็เพียงแค่ถ่านที่คุแดงอยู่ สิ่งที่เ้าต้องทำคือการควบคุมมัน ไม่ใช่การสาดน้ำมันเข้าไปจนมันลุกโชนเผาไหม้ทุกอย่างจนวอดวาย"
เขาหยุดพูดเล็กน้อย จิบชาอีกสักอึก แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอาซาน "ข้าจะสอนกลยุทธ์ขั้นสูงสุดให้แก่เ้า... มันเรียกว่า 'กลยุทธ์ผลักไสเพื่อ'"
"ผลักไสเพื่อ?" อาซานทวนคำด้วยความงุนงง เขาไม่เข้าใจว่าการผลักไสจะนำไปสู่การได้อย่างไร
"ใช่... หลักการของมันง่ายมาก" ลู่เฟิงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ช้าๆ และชัดเจน "จากนี้ไป เ้าต้องทำตัวห่างเหินและเ็ากับหลิงเอ๋อร์ จงทำเหมือนว่านางไม่มีตัวตนสำหรับเ้า เมื่อนางเข้าหา ก็จงปฏิเสธ เมื่อนางพูดด้วย ก็จงทำเป็ไม่ได้ยิน จงทำให้นางรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียเ้าไป"
อาซานเบิกตากว้างด้วยความใ หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความไม่เชื่อ "ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน! นั่นมันเท่ากับผลักไสนางให้ไปจากข้าน่ะสิขอรับ! ข้าไม่อยากให้นางเศร้าใจ ข้าไม่อยากให้นางคิดว่าข้าไม่รักนาง"
"เ้ายังไม่เข้าใจ" ลู่เฟิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ราวกับกำลังอธิบายให้เด็กเล็กฟัง "ธรรมชาติของสตรีนั้นแปลกนัก ยิ่งวิ่งตามนางก็จะยิ่งหนี แต่เมื่อใดที่เราหยุดวิ่งแล้วทำท่าจะเดินจากไป นางกลับจะเป็ฝ่ายวิ่งตามเราเสียเอง ความรู้สึกของการที่จะสูญเสียสิ่งที่เคยคิดว่าเป็ของตนไปนั้น มันจะกระตุ้นสัญชาตญาณการในตัวนางให้ออกมา"
เขาเอนกายไปข้างหน้า ลดเสียงลงเป็กระซิบ "หากนางรักเ้าจริง นางจะทนไม่ได้ที่เห็นเ้าเ็า และจะเป็ฝ่ายทำทุกวิถีทางเพื่อจะดึงเ้ากลับมา นางจะมาขอร้อง มาอ้อนวอน มาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความสนใจจากเ้ากลับคืนมา และเมื่อถึงวันนั้น... ชัยชนะก็จะเป็ของเ้าโดยสมบูรณ์"
คำอธิบายของลู่เฟิงนั้นฟังดูมีเหตุผลอย่างน่าประหลาด แม้มันจะขัดกับความรู้สึกของอาซานอย่างรุนแรง เขาไม่อยากทำร้ายจิตใจของหลิงเอ๋อร์ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในประสบการณ์ของชายชราตรงหน้า และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้หัวใจของนาง เขาก็ตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้ง
"แต่... แต่ถ้านางไม่รักข้าจริงๆ ล่ะขอรับ" อาซานถามด้วยความกังวล "ถ้านางไม่วิ่งตามข้า แต่กลับดีใจที่ข้าห่างเหินจากนาง ข้าจะทำอย่างไรดี"
ลู่เฟิงยิ้มอย่างมั่นใจ "ถ้าเป็เช่นนั้น แสดงว่านางไม่เคยรักเ้าั้แ่แรก และเ้าก็ไม่ควรเสียเวลาไปกับคนที่ไม่คู่ควร แต่ข้าเชื่อว่าจะไม่เป็เช่นนั้น ข้าเห็นสายตาของนางเมื่อคืน เห็นท่าทีของนางที่มีต่อเ้า นั่นไม่ใช่สายตาของคนที่ไม่มีความรู้สึก"
"ข้า... ข้าจะลองดูขอรับ" อาซานพูดออกมาในที่สุด แม้ใจจะไม่สบาย
"ดีมาก" ลู่เฟิงตบบ่าเขาเบาๆ "จงจำไว้... ใจแข็งเข้าไว้ อย่าได้แสดงความอ่อนแอให้นางเห็นเป็อันขาด ยิ่งนางพยายามเข้าหา เ้าก็ต้องยิ่งเ็า ยิ่งนางแสดงความรัก เ้าก็ต้องยิ่งไม่สนใจ แล้วเ้าจะได้เป็ผู้นางทั้งตัวและหัวใจ"
อาซานรับคำแล้วจากไปพร้อมกับความรู้สึกที่ทั้งสับสนและมุ่งมั่น ใจของเขาขัดแย้งกันเอง ส่วนหนึ่งไม่อยากทำร้ายหลิงเอ๋อร์ แต่อีกส่วนหนึ่งกลับอยากได้นางมาอย่างสิ้นเชิง เขาเริ่มปฏิบัติตามแผนการของลู่เฟิงในทันที
ในตอนสายของวันนั้นเอง เขาเดินสวนกับหลิงเอ๋อร์ที่กำลังจะนำผ้าไปซักที่ริมลำธาร นางอุ้มตะกร้าผ้าไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของนางเปล่งประกายด้วยความหวังและความตื่นเต้น เมื่อเห็นอาซานเดินมา นางรีบวางตะกร้าลงแล้วส่งยิ้มให้เขาอย่างเขินอาย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรัก
"พี่อาซาน..." นางเรียกเบาๆ ด้วยเสียงที่หวานซึ้ง
แต่อาซานกลับทำเป็มองไม่เห็นและเดินผ่านไปอย่างไม่ไยดี ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ไม่มีแววตาที่อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน เขาเดินผ่านนางไปราวกับว่านางเป็เพียงเงาที่ไม่มีความหมายอะไร
หลิงเอ๋อร์ถึงกับหน้าชาวาบ รอยยิ้มของนางแข็งค้างอยู่บนใบหน้า หัวใจพลันรู้สึกเหมือนถูกบีบอย่างแรง มือที่กำลังจะโบกทักทายก็หย่อนลงมาอย่างช้าๆ 'เกิดอะไรขึ้น... หรือว่าเขาโกรธข้าเื่เมื่อคืน' นางคิดในใจอย่างร้อนรน 'หรือว่าเขาเสียใจที่ได้จูบข้า หรือว่าเขาคิดว่าข้าเป็ผู้หญิงไม่ดี'
นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที จ้องมองหลังของอาซานที่เดินห่างออกไปจนหายลับไปในสวน ใจของนางเต็มไปด้วยความสับสนและความเ็ป นางไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปจากคนที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักเมื่อคืนนี้ กลายเป็คนเ็าและไม่สนใจเช่นนี้
ความเ็าของอาซานดำเนินต่อไปตลอดทั้งวัน ไม่ว่าหลิงเอ๋อร์จะพยายามหาโอกาสเข้าใกล้เขามากเพียงใด เขาก็จะหาทางหลบเลี่ยงได้เสมอ เมื่อนางพยายามจะส่งอาหารให้เขาที่ป้อมยาม เขาก็บอกว่าไม่หิว เมื่อนางพยายามจะทักทายเขาในสวน เขาก็ทำเป็ไม่เห็น เมื่อนางพยายามจะยิ้มให้เขา เขาก็หันหน้าไปทางอื่น
ความสับสนในใจของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความน้อยใจและความเศร้า นางเริ่มสงสัยในตัวเอง สงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไป สงสัยว่าการที่ยอมให้เขาจูบในคืนนั้นเป็ความผิดหรือไม่ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอที่ดวงตาทั้งสองข้าง แต่นางก็พยายามกลั้นไว้ ไม่อยากให้ใครเห็น
ตกเย็น หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว นางนั่งอยู่คนเดียวในเรือนพักสาวใช้ ใจของนางเต็มไปด้วยความทุกข์และความสับสน นางทนความอึดอัดในใจไม่ไหวอีกต่อไป จึงตัดสินใจไปหาลู่เฟิงที่เรือนพักคนสวน หวังว่าชายชราผู้ใจดีจะให้คำแนะนำแก่นางได้
นางเดินไปที่เรือนพักของลู่เฟิงด้วยก้าวที่ช้าๆ และหนักอึ้ง ใบหน้าของนางซีดเซียว ดวงตาแดงๆ จากการกลั้นน้ำตา เมื่อเห็นลู่เฟิงนั่งอยู่หน้าเรือน นางก็เดินเข้าไปหาด้วยท่าทีที่เศร้าโศก
"ท่านตาหลี่เ้าค่ะ" นางเรียกด้วยเสียงที่สั่นเครือ
ลู่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองนาง แล้วแสร้งทำหน้าใ "หลิงเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น ทำไมหน้าตาเ้าถึงได้เศร้าเศร้าหมองหมองเช่นนี้"
"ข้า... ข้าไม่รู้ว่าทำอะไรผิดไปเ้าค่ะ" หลิงเอ๋อร์พูดแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา "พี่อาซานเขา... เขาเปลี่ยนไปเ้าค่ะ เขาไม่สนใจข้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาทำเป็ไม่เห็นข้า ไม่พูดกับข้า ราวกับว่าข้าไม่มีตัวตนสำหรับเขา"
นางเล่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของอาซานให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เล่าถึงความพยายามของตัวเองที่จะเข้าใกล้เขา แต่กลับถูกปฏิเสธและเมินเฉยอย่างเ็า
ลู่เฟิงแสร้งทำหน้าตาเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง "โถ... แม่หนูของข้า ช่างน่าสงสารเสียจริง" เขาลูบหัวนางเบาๆ ด้วยมือที่แสร้งทำเป็สั่นเครือด้วยอายุ "อย่าร้องไห้ไปเลย บางทีเขาอาจจะแค่้าเวลาคิดทบทวนอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้ ผู้ชายบางคนเขาเป็แบบนี้แหละ เมื่อมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น เขาก็จะ้าความเงียบสงบเพื่อคิด"
"แต่ข้ากลัวเหลือเกินเ้าค่ะท่านตาหลี่" หลิงเอ๋อร์สะอื้น น้ำตาไหลลงมาเป็สายเล็กๆ "ข้ากลัวว่าเขาจะเกลียดข้าไปแล้ว ข้ากลัวว่าเขาคิดว่าข้าเป็ผู้หญิงไม่ดี ที่ยอมให้เขาจูบในคืนนั้น ข้ากลัวว่าเขาจะไม่มองหน้าข้าอีกเลย"
"ไม่หรอกน่า" ลู่เฟิงปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ถ้าเขาเกลียดเ้าจริง เขาก็คงจะบอกตรงๆ หรือไม่ก็หาทางให้เ้าออกจากคฤหาสน์นี้ไปแล้ว การที่เขายังอยู่ที่นี่และยังทำงานเป็ปกติ แสดงว่าเขาไม่ได้เกลียดเ้า เขาแค่กำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น"
เขาหยุดพูดสักครู่ แล้วจึงพูดต่อ "เอาอย่างนี้สิ ลองพยายามเข้าหาเขาอีกสักครั้ง ลองแสดงความจริงใจของเ้าให้เขาเห็น บางทีน้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อนได้ แล้วหัวใจคนจะทนได้อย่างไร"
คำพูดของลู่เฟิงจุดประกายความหวังในใจของหลิงเอ๋อร์ขึ้นมาอีกครั้ง นางเช็ดน้ำตาแล้วพยักหน้า "ข้าจะลองดูเ้าค่ะ ข้าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ"
"นั่นสิ" ลู่เฟิงยิ้มให้กำลังใจ "ผู้หญิงที่ดีต้องรู้จักสู้ เพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก"
นางตัดสินใจที่จะลองดูอีกสักตั้ง วันต่อมา นางตั้งใจทำขนมที่อาซานชอบแล้วนำไปให้เขาที่ป้อมยาม นางใช้เวลาทั้งเช้าในการทำขนมอย่างพิถีพิถัน เลือกแป้งที่ดีที่สุด ใส่น้ำตาลปี๊บที่หวานที่สุด และปรุงรสด้วยความรักและความหวัง
เมื่อขนมสุกแล้ว นางห่อด้วยผ้าสะอาดแล้วเดินไปที่ป้อมยาม ใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและความกังวล นางหวังว่าความพยายามครั้งนี้จะทำให้อาซานอ่อนใจและกลับมาเป็เหมือนเดิม
"พี่อาซาน... ข้าทำขนมมาให้เ้าค่ะ" นางยื่นห่อขนมให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวังและความรัก "เป็ขนมที่เ้าชอบน่ะเ้าค่ะ ข้าทำมาั้แ่เช้า"
อาซานมองห่อขนมสลับกับใบหน้าของนาง หัวใจของเขาอ่อนยวบลงชั่วขณะ เขาเห็นความตั้งใจและความรักในดวงตาของนาง เห็นความหวังที่ริบหรี่แต่ยังคงอยู่ ส่วนหนึ่งในใจของเขาอยากจะรับขนมนั้น อยากจะโอบกอดนางและขอโทษสำหรับการกระทำในวันที่ผ่านมา
แต่แล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของลู่เฟิงขึ้นมาได้ 'ใจแข็งเข้าไว้! อย่าได้แสดงความอ่อนแอให้นางเห็นเป็อันขาด' เสียงของชายชราดังก้องอยู่ในหัว เขาบอกตัวเองในใจว่าต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง เพื่อจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า
เขาเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยและเ็า "ขอบใจนะ แต่ข้าไม่หิว" พูดจบเขาก็หันหลังกลับเข้าป้อมยามไปทันที ไม่มองหน้านางอีกเลย
ครั้งนี้หลิงเอ๋อร์ถึงกับทรุดลงกับพื้น ห่อขนมในมือของนางหล่นลงไปบนดิน น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย ความพยายามของนางสูญเปล่าอีกครั้ง หัวใจของนางแหลกสลายไม่มีชิ้นดี นางรู้สึกเหมือนถูกใครเอามีดแทงเข้าที่อก
นางเก็บห่อขนมที่หล่นอยู่บนดินขึ้นมาด้วยมือที่สั่นะเื แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน นางเดินกลับไปที่เรือนพักอย่างเซื่องซึม ทุกก้าวที่เดินเป็การทรมานใจ เมื่อถึงเรือนพัก นางวิ่งเข้าไปในห้องแล้วซบหน้าร้องไห้กับหมอนราวกับจะขาดใจ
สองวันผ่านไป หลิงเอ๋อร์อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ นางไม่กินไม่นอน เอาแต่เหม่อลอยและร้องไห้ ใบหน้าของนางซีดเซียวลง ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ ร่างกายของนางซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เพื่อนสาวใช้คนอื่นๆ เริ่มกังวลและถามไถ่ แต่นางก็ไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น
ในที่สุดนางก็ตัดสินใจไปหาลู่เฟิงเป็ครั้งที่สาม ซึ่งเป็ครั้งสุดท้าย นางรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่พึ่งอื่นแล้ว ไม่มีใครที่จะเข้าใจและช่วยเหลือนางได้นอกจากชายชราผู้ใจดีคนนี้
สภาพของนางในตอนนั้นดูน่าสมเพชอย่างยิ่ง ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ ใบหน้าซีดเซียวไร้เืฝาด ร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ผมที่เคยเรียบเรียงอย่างเป็ระเบียบกลายเป็ผมเผ้าไม่เป็ทรง นางเดินไปหาลู่เฟิงราวกับคนไร้ิญญา ทุกก้าวที่เดินเป็การบีบคั้นจิตใจ
"ท่านตาหลี่... ข้าไม่ไหวแล้ว" นางพูดด้วยเสียงที่แหบพร่า เหมือนใบไม้แห้งที่ใกล้จะร่วงโรย "ข้ายอมแพ้แล้ว... เขาไม่้าข้าจริงๆ ข้าพยายามทุกวิถีทางแล้ว แต่เขาก็ยังเ็ากับข้าเหมือนเดิม"
ลู่เฟิงมองดูผลงานชิ้นเอกของเขาด้วยความพึงพอใจ เขาเห็นหลิงเอ๋อร์ที่เคยเป็สาวน้อยผู้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา กลายเป็หญิงสาวที่หมดหวังและสิ้นเชิง 'ได้เวลาปิดฉากแล้ว' เขาคิด 'ตอนนี้นางพร้อมที่จะทำทุกอย่างแล้ว'
เขารีบเข้าไปประคองร่างอันไร้เรี่ยวแรงของนางให้นั่งลง แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาอันว่างเปล่านั้น "ฟังข้านะหลิงเอ๋อร์" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ปัญหาที่แท้จริง... ไม่ได้อยู่ที่ความพยายามของเ้า"
หลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสิ้นหวัง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายกลายเป็ดวงตาที่มืดมิด "แล้วมันคืออะไรหรือเ้าคะ ข้าทำผิดอะไรไป ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้"
"ปัญหาคือตัวเ้าเอง... ที่ยังขาดเสน่ห์ในการดึงดูดบุรุษเพศ" ลู่เฟิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา คำพูดของเขาเหมือนใบมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจที่บอบช้ำอยู่แล้ว "เ้าเป็เด็กสาวที่จิตใจดี แต่ความดีอย่างเดียวมันไม่เพียงพอที่จะมัดใจชายได้ เ้ายังขาด 'มนต์เสน่ห์' ที่จะทำให้บุรุษลุ่มหลงและยอมสยบแทบเท้า"
"มนต์เสน่ห์...?" หลิงเอ๋อร์ทวนคำด้วยความสับสน
"ใช่... มันคือ 'วิชาลับ' ที่สตรีใช้ในการควบคุมบุรุษ เป็ศาสตร์แห่งการยั่วยวนที่ไม่ได้มีสอนกันทั่วไป" ลู่เฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย แววตาของเขาเปล่งประกายแห่งความชั่วร้าย "มันเป็ความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาจากสตรีรุ่นสู่รุ่น เป็อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของผู้หญิง และข้า... คือผู้ที่ถือกุญแจสู่ศาสตร์นั้น"
ข้อเสนอที่แปลกประหลาดและน่าหวาดหวั่นนี้ทำให้หลิงเอ๋อร์นิ่งอึ้งไป นางไม่เข้าใจว่าชายชราคนหนึ่งจะรู้เื่เสน่ห์ของผู้หญิงได้อย่างไร แต่ในยามที่นางจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดแห่งความสิ้นหวัง แม้จะเป็เพียงแสงเทียนริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ นางก็พร้อมที่จะคว้ามันไว้
"ท่าน... ท่านจะสอนข้าหรือเ้าคะ" นางถามด้วยเสียงสั่นเครือ "ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขากลับมา"
"ข้าจะสอนให้เ้าทุกอย่าง" ลู่เฟิงรับคำอย่างหนักแน่น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและความลึกลับ "ข้าจะสอนให้เ้ารู้จักวิธีการทำให้ผู้ชายคลั่งไคล้ สอนให้เ้ารู้จักการใช้ร่างกายและจิตใจเป็อาวุธ สอนให้เ้าเป็ผู้หญิงที่ไม่มีผู้ชายคนไหนต้านทานได้ แต่เ้าต้องสัญญาว่าจะเก็บเื่นี้เป็ความลับ และต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้าทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้"
หลิงเอ๋อร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของชายชรา ในยามนี้นางไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ความรักที่นางมีให้อาซานเป็สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต และนางพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันกลับคืนมา นางจึงพยักหน้ารับอย่างช้าๆ
"ตกลงเ้าค่ะ... ข้ายอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้พี่อาซานกลับมา"
รอยยิ้มอันแสนพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลู่เฟิง เขารู้ดีว่านับจากนี้ไป หมากตัวน้อยในกระดานของเขาได้เดินมาถึงจุดที่เขา้าแล้ว และบทเรียนแห่งเสน่หาที่เขากำลังจะมอบให้นั้น จะเป็บทเรียนที่จะเผาไหม้ความไร้เดียงสาของนางจนมอดไหม้ และนำพานางเข้าสู่โลกแห่งราคะที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน