จิตใต้สำนึกของสมปองยังซึมซับประสบการณ์ของหลงปิงัฟ้าาไม่หยุด ขณะดวงจิตไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ร่างกายยังรับปราณจากแกนัฟ้าอย่างต่อเนื่อง
เต่าดำถูกพากลับมาด้วย มันนอนรออยู่ข้าง ๆ สมปอง มันนอนอยู่ใกล้ ๆ พยายามดึงดูดกระแสปราณจากมือของสมปอง
ทักษะและความสามารถของหลงปิง ซึบซับลงไปในจิดใจของสมปองจนหมดสิ้น ก้อนลมปราณในทะเลลมปราณถูกกระแสลมปราณของัฟ้าทำลายแล้วหลอมรวมขึ้นใหม่ สีหน้าของสมปองดูเ็ปยิ่ง หลี่ซุนที่คอยดูแลมองสมปองอย่างเป็ห่วง
“เขาอยู่ใน่สำคัญ พวกเ้าอย่ารบกวน หากฟื้นเมื่อไหร่ให้ไปเรียกข้า” ผู้เฒ๋าเฉินกำชับหลี่ซุน เยว่ิ และตู้เหวินก่อนเดินออกไป
สมปองถูกนำขึ้นจากบ่อน้ำร้อนเป็เวลาเกือบสัปดาห์แล้ว พอดวงจิตซึมซับประสบการณ์และทักษะของัฟ้าาเสร็จ ความเ็ปทำให้เขาต้องร้องครางเสียงดังออกมา
ลมปราณัสายฟ้าโบราณทำลายก้อนลมปราณระดับหนึ่งแล้วทำลายจนกระทั่งครบ 9 ครั้ง ก้อนลมปราณที่ลอยอยู่ใจกลางทะเลลมปราณหดตัวลงกลายเป็ก้อนลมปราณที่แข็งตัวคล้ายผลึกสีทองอยู่ใจกลางทะเลลมปราณ
การหลอมปราณของสมปองหยุดยั้งลง กระแสปราณที่เหลือไหลกลับไปยังแกนัที่ฝังอยู่ที่มือขวาของเขา
สมปองผ่านการทำลายและหลอมปราณเก้าครั้ง ควรเ็ปทำให้เขาสลบหลับไปอีกสามวันเต็ม ๆ พอลืมตาก็เห็นพี่หลี่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หลี่ซุนเห็นสมปองตื่นขึ้นมาจึงร้องเรียกผู้เฒ่าเฉิน
"ผู้เฒ่าเฉิน เข่อเจี้ยนตื่นแล้ว"
"โฮะ โฮะ โฮะ เ้าหนูตื่นแล้วเหรอ"
"ข้า มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
"ถึงขนาดจำไม่ได้เลยหรือ นี่ผ่านมาเจ็ดแปดวันแล้ว"
ผู้เฒ่าเฉินตัดบท "เป็ยังไงบ้าง"
"ก็มึน ๆ งง ๆ นิดหน่อยขอรับ" สมปองไม่กล้าเล่าเื่ที่ัาให้ฟัง เขารู้ว่าซากัฟ้าาสลายตัวเป็พลังงานอยู่ในแกนัฟ้าที่ฝังอยู่ในมือขวาของเขา
"เ้าลงไปในบ่อหลายวัน พอขึ้นมาก็อยู่ในสภาวะบ่มเพาะ มันเกิดอะไรขึ้น เล่าให้ข้าฟังหน่อย"
สมปองเล่าเื่ที่เขาตามเต่าดำไป เขาบอกเพียงเจอซากสัตว์อสูรขนาดยังแต่ไม่ได้บอกว่าเป็ัฟ้าา หลังจากััแกนอสูรก็หมดสติจนถูกพาออกมาอย่างที่เห็น
“แกนอสูรที่เ้าเจอคงเป็อสูรระดับนิพพาน (เนี่ยผาน) เ้าช่างเป็คนที่โชคดีจริง ๆ”
“ระดับนิพพาน เป็อย่างไรท่านผู้เฒ่า” หลี่ซุนถามด้วยความสงสัย
ตามการบอกเล่าของผู้เฒ่าเฉิน ในโลกนี้แบ่งการบ่มเพาะออกเป็หลายระดับหลังจากหลอมปราณให้เป็กลุ่มก้อนในทะเลลมปราณซึ่งเป็ระดับแรกแต่ก็สามารถแบ่งออกเป็เก้าขั้น ผ่านการหลอมปราณเสร็จแล้วก็ต้องสร้างผลึกลมปราณ แต่ระดับนี้แบ่งออกเป็สามขั้นเท่านั้น ได้แก่ขั้นกลั่น ขั้นควบแน่น และขั้นผนึก
หลังจากสร้างผลึกลมปราณครบสิบเม็ดจึงไปถึงระดับปฐีซึ่งเป็ระดับเดียวกับผู้เฒ่าเฉินในขณะนี้ ระดับนี้แบ่งออกเป็หกขั้นก่อนไปถึงระดับนิพพาน
“ท่าผู้เฒ่าไม่ทราบว่าถัดจากระดับนิพพานยังมีระดับอื่นอีกหรือไม่”
“ข้าไม่สามารถให้คำตอบกับเ้าได้ ตอนนี้ข้าติดอยู่ขั้นที่สามของระดับปฐีมานานแล้ว”
“ท่านผู้เฒ่าตอนนี้น้องเข่อเจี้ยนพัฒนาไปถึงระดับใดแล้ว?” หลี่ซุนถาม
ผู้เฒ่าเฉินวางนิ้วชี้และนิั้วกลางไว้ตรงข้อมือของสมปอง กระแสปราณจำนวนหนึ่งแทรกซึมลงไปในเส้นชีพจร คิ้วของผู้เฒ่าเลิกขึ้น “อืม”
“ท่านตา” เยว่ิร้องขึ้น
“เอ่อ ไม่น่าเชื่อ ตอนนี้เข่อเจี้ยนหลอมปราณถึงขั้นเก้าระยะปลายแล้ว”
“หา ..” หลี่ซุนและสมปองร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะ เข่อเจี้ยน เ้าหลอมปราณขั้นที่เก้าระยะปลายจริงหรือนี่”
สมปองก็ยังงง เขาไม่ได้รับรู้ขั้นตอนการหลอมปราณแต่ละขั้นทำให้สีหน้าเขาดูสลดหดหู่
“นี่เ้ายังไม่พอใจอีกหรือ คนอื่น ๆ ต้องอาศัยเวลาและความหมั่นเพียร แต่เ้า จุ๊ ๆ” ผู้เฒ่าเฉินกล่าวและจุ๊ปากใส่สมปองที่มีสีหน้าห่อเหี่ยวเพราะเข้าใจว่าสมปองไม่พอใจที่ผ่านไปได้แค่ขั้นที่เก้าระยะปลาย
“เ้านี่โชคดีจริง ๆ เลย” หลี่ซุนยิ้ม
“ใช่แล้ว คราวนี้เ้าต้องสอนข้าแล้ว” เยว่ิกล่าวสำทับ
“ั้แ่นี้เป็ต้นไป เ้าไม่ต้องไปฝึกร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ แล้ว” ผู้เฒ่าเฉินกล่าวแล้วหันไปมองหลี่ซุน “หลี่ซุนเ้าพาเข่อเจี้ยนไปที่ลานฝึกธาร์หลังหมู่บ้าน แล้วเ้าก็บ่มเพาะอยู่ตรงนั้นเป็เพื่อนเ้าหนูนี่ก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านตา”
“ท่านตา แล้วพวกข้าละ ข้าอยากไปด้วย” เยว่ิกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ไว้พวกเ้าหลอมปราณถึงขั้นที่หกแล้วค่อยไป”
“เย้ เย้ ท่านรับปากแล้วนะ” เยว่ิร้องอย่างดีใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ซุนก็พาสมปองไปยังลานฝึกธาร์ ที่ว่าธาร์นี้เพราะว่ามันเป็ลานที่อยู่ใต้น้ำตกที่ตกจากยอดเขาสูง สมปองมองแล้วคะเนว่าน่าจะอยู่แหล่งน้ำน่าจะอยู่ละแวกเดียวกับที่พวกเขาไปล่าสัตว์
ธารน้ำตกนี้ไหลลงจากที่สูงกว่าหนึ่งพันจ้าง แรงกระแทกเป็ที่เข้าใจได้ว่าคงรุนแรงยิ่ง เขาพยายามนึกถึงฉากที่จอมยุทธ์ฝึกใต้น้ำตกแต่ก็คิดไม่ออก รอบน้ำตกเป็ป่าไผ่สูงชะลูด ดูสงบร่มรื่น
คำพูด “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน” ใช้ไม่ได้กับลานหินแห่งนี้ แม้หลี่ซุนบอกว่าลานนี้เป็เช่นนี้นานแล้ว สมปองคิดสงสัยแรงกระแทกของน้ำรุนแรงเช่นนี้กลับไม่สามารถทำให้ลานหินสึกกร่อนได้ แสดงว่าลานหินนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น
หลี่ซุนพาสมปองเข้าไปด้านหลังน้ำตก เสียงร้องของสัตว์อสูรดังแว่ว ๆ ถัดจากป่าไผ่ออกไปด้านหลัง เป็เขตป่าของหมู่บ้านมีต้นไม้หนาแน่นและสมบูรณ์ สัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่เขตป่าหลังหมู่บ้านจะเป็สัตว์อสูรระดับสอง ไม่เกินระดับสาม สัตว์อสูรที่ระดับสูงขึ้นไปจะออกไปอยู่ในหุบเขาลึกไกลออกไป
สมปองกับหลี่ซุนนั่งอยู่ในโพรงถ้ำหลังม่านน้ำตกธาร์ หลี่ซุนยังอยู่ระดับหลอมปราณขั้นที่หนึ่ง
“พี่หลี่ ท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้าพเ้า รีบบ่มเพาะเถอะ เดี๋ยวข้าจะเฝ้าข้างนอกเอง”
หลี่ซุนเห็นว่าสมปองหลอมปราณขั้นที่เก้าสำเร็จแล้วแต่ตนเองยังหลอมปราณแค่ขั้นที่หนึ่งเท่านั้น จึงไม่ปฏิเสธรีบนั่งขัดสมาธิเริ่มบ่มเพาะทันที
สมปองมองหลี่ซุนที่นั่งเข้าฌานอยู่ด้านข้าง พี่หลี่ซุนดูแลเขาเป็อย่างดีเขาตัดสินใจแบ่งกระแสปราณในแกนัฟ้าที่มีปริมาณมากจนน่าใให้กับหลี่ซุน
กระแสปราณัฟ้าไหลจากฝ่ามือของสมปองเข้าสู่ร่างกายของหลี่ซุนไม่นานก็แสดงอาการว่าไม่ไหว เขานึกขึ้นได้ว่าปราณของเขาแต่เดิมถูกทำลายแล้วสร้างใหม่ แต่ว่ากระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้สึกตัวจึงทำให้สมปองไม่เข้าใจขั้นตอน เขาหยุดส่งกระแสปราณปล่อยให้หลี่ซุนหลอมรวมปราณที่ได้รับไปแล้วด้วยตนเอง เต่าน้อยยื่นศีรษะออกมาดูดปราณที่ล้นออกมาจากหลี่ซุน
สมปองเห็นท่าทางของเต่าน้อยดูแปลก ๆ จึงมองมันอย่างสงสัย เขาลองแบมือออกมันก็รีบเอาหัวไปซุกที่ฝ่ามือตรงที่มีแกนอสูรฝังอยู่ อ้าปากดูดกระแสปราณอย่างตะกละตะกราม สมปองเข้าใจในทันที
เขาส่งกระแสจิตควบคุมลมปราณในแกนัฟ้าที่ยังเหลืออยู่มากมายมหาศาลก็ไหลซึมออกมา เต่าดำอ้าปากสูดเข้าไปในร่างทันที มันแสดงอาหารตาปรือพอรับปราณไปสักพักก็หดขาหดศีรษะนอนนิ่งหลับไป
"ที่แท้เ้าเต่าน้อยนี่ก็้าปราณ" สมปองเปรยแล้วก็ส่ายศีรษะ
หลี่ซุนยังหลอมปราณไม่หยุด สมปองไม่อยากรบกวนจึงเดินออกไปยังลานหินด้านนอก เขานั่งอยู่ใต้น้ำตกที่กระแทกลงมา ปราณสีฟ้าถูกส่งออกมาห่อหุ้มร่างกายลดแรงกระแทก
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามก็รู้สึกเบื่อ การนั่งใต้น้ำตกเพียงสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเท่านั้น สมปองจึงหยิบอาวุธประจำตัวถูกนำออกมากวัดแกว่ง เขาพยายามทบทวนทักษะยุทธ์ที่ซึมซับจากัฟ้าา
อีกทางหนึ่งก็ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีในโลกก่อนมาประยุกต์สมปองนึกถึงแง่มุมการโจมตีและตั้งรับแบบต่าง ๆ แล้วก็วางลำดับการรำอาวุธทั้งสองให้สอดรับกันอย่างกลมกลืนมากขึ้น
ทั้งสองไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้าน แต่อาศัยอยู่ที่โพรงหลังน้ำตกมาเป็เวลาหลายวันแล้ว หลี่ซุนก้าวข้ามระดับหลอมปราณขั้นที่สามแล้ว แต่สำหรับสมปองระดับการบ่มเพาะกลับไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เพียงรู้สึกถึงความเข้มข้นของปราณที่จุดตันเถียนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สมปองจึงหันไปใช้เวลาฝึกทักษะยุทธ์มากกว่า ัฟ้าามีทักษะยุทธอยู่มากแต่ระดับขั้นที่จำเป็สำหรับการฝึกสูงเกินไป สมปองต้องรอให้ระดับการบ่มเพาะสูงขึ้นกว่านี้ถึงจะฝึกได้
"เหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่งนะ" เขาคิดในใจ
ใช่ เขาฝึกตนจนหลอมปราณถึงขั้นเก้า่ปลายแต่การฝึกทักษะยุทธ์หลายวันที่ผ่านมากลับไม่มีการใช้ปราณร่วมกับทักษะยุทธเลย และนั่นคือปัญหา นิยายหลายเื่มีการดูดซึมเข้าสมองหรือมองแล้วซึมเข้าตาเหมือนโหลดโปรแกรม แล้วสามารถแสดงทักษะได้ทันที บางเื่ก็มีการเข้าไปฝึกในฝัน
หลี่ซุนเล่าว่าบิดาของตนเองและทุกคนในหมู่บ้านล้วนสร้างทักษะยุทธกันเองตามลักษณะของอาวุธจากประสบการณ์การต่อสู้ สมปองนึกถึงเยว่ิตอนใช้แส้เธอดูช่ำชองอย่างมาก แต่ตอนที่สู้กับเซียนปรสิตกิ่งไม้กลับไม่ได้ใช้อาวุธของตนเองทำให้เสียเปรียบไปมาก
ทักษะยุทธมีความคล่องตัวและมีพลังเพิ่มขึ้น เหลือเพียงการพลิกแพลงใช้ปราณร่วมกับการต่อสู้ หลายวันต่อมาสมปองจึงเน้นไปที่การใช้เวทพื้นฐานร่วมกับการใช้ทักษะยุทธ
ก่อนออกจากโพรงมาฝึกทักษะยุทธ สมปองจะลอบถ่ายปราณัฟ้าให้กับหลี่ซุน เนื่องจากไม่้าให้ปราณัฟ้าไปทำลายปราณเดิมจึงได้แต่ถ่ายกระแสปราณทีละน้อย ๆ
สำหรับเ้าเต่าดำน้อย กระแสปราณที่มันรับเข้าไปยังไม่ถึงสิบส่วนที่หลี่ซุนรับได้จึงเป็ปริมาณที่น้อยจริง ๆ แต่มันก็มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้น ตัวของมันใหญ่ขึ้นตอนที่รับปราณเข้าไป คล้ายกับลูกโป่งโดนเป่าลม แต่หลังจากนอนหลับไปสองชั่วยามมันก็หดเล็กลงเหมือนเดิม