ตอนที่ 2: รอยเลือดในบ้านสวน
ฝุ่นผงไม้ร่วงพรูลงมาจากเพดานบ้านสีเทาเกาะเกลื่อนลงบนเรือนผมและไหล่ของนนท์ ชายหนุ่มยังคงยืนพิงแผ่นหลังเปียกชื้นติดกับผนังปูนเย็นเยือกเบื้องหลังห้องโถงชั้นล่าง สองมือกำด้ามไม้ที่พันผ้าเทปยางสีดำของมีดพร้าถางป่าไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดไร้สีเลือด แรงสั่นสะเทือนของบานประตูไม้เนื้อแข็งที่โดนพุ่งชนกระแทกยังคงแผ่ขยายผ่านพื้นปูนขัดหยาบเข้ามาสั่นระริกใต้ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยของเขา
*ปัง!!!*
เสียงกระแทกบานประตูอีกครั้งดังลั่นสะท้อนปานโลกจะพังล่มสลาย สลักล็อกไม้ชำรุดที่เขาเพิ่งลงกลอนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดพยายามต้านทานพละกำลังป่าเถื่อนด้านนอก นนท์กลั้นลมหายใจแทบไม่กล้าส่งเสียงขยับเขยื้อน ความมืดสลัวสีเลือดที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เงาร่างของอสูรกายนอกบ้านและคราบเงาดำดูน่ากลัวและหลอนตาอย่างรุนแรง
ทว่า ท่ามกลางเสียงชนบ้าคลั่งที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นและเสียงสูดลมหายใจฟืดฟาดแหบพร่าของสิ่งมีชีวิตวิปริตภายนอก จู่ๆ ความเงียบงันในพริบตาหนึ่งก็ถูกแทรกซึมด้วยเสียงแหบเครือและสั่นเทาอันแสนคุ้นหู เสียงร้องเรียกแผ่วเบา ร่วงโรย ราวกับสติของผู้พูดกำลังจะดับวูบลงไปทุกขณะดังลอดผ่านช่องแตกข้างกรอบประตู
"ไอ้นนท์... เปิดประตู... เปิดประตูให้กูหน่อย... กูไม่ไหวแล้ว..."
คำพูดนั้นขาดห้วงและปนเปไปด้วยเสียงสะอื้นฮัก นนท์เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นริ้วตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงหน้าผาก หัวใจที่เคยเต้นรัวสะเปะสะปะกลับบีบรัดตัวอย่างรุนแรงจนปวดหน่วงในอก เขาจดจำน้ำเสียงนั้นได้ดี แม้ว่าน้ำเสียงนั้นจะสั่นพร่าและแหบแห้งเพียงใดก็ตาม แต่นั่นคือเสียงของ 'กิ๊ฟ' หรือ 'กัลยา' เพื่อนสนิทที่สุดของเขาตั้งแต่สมัยวิ่งเล่นอาบน้ำคลองด้วยกัน และเธอยังเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของลูกผู้ชายชาตรีอย่างผู้ใหญ่บ้านตำบลนี้
"กิ๊ฟ... งั้นเหรอ?" นนท์กระซิบกับตัวเองในความมืด น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความสับสนลนลาน สติส่วนหนึ่งเตือนเขาว่ามันอาจจะเป็นแผนลวงของอสูรกายกระหายเลือดด้านนอก หรืออาจจะเป็นภาพลวงตาจากหมอกโลหิตที่สร้างความหลอนประสาท ทว่าอีกส่วนหนึ่งของหัวใจที่เป็นเพื่อนแท้กลับร่ำร้องลั่นสั่งการให้เขาพุ่งตัวออกไป
"นนท์... เปิด... เปิดเถอะ... กูเจ็บ... ช่วยกูด้วย..." เสียงเรียกครั้งที่สองเบาลงเรื่อยๆ ราวกับร่างของคนพูดกำลังจะร่วงหล่นลงพื้นและสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ
นนท์ไม่ยอมปล่อยให้เพื่อนสนิทตายอยู่ข้างนอกเด็ดขาด เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วและกล้าหาญ ชายหนุ่มสาวเท้าก้าวพรวดออกจากมุมมืด พุ่งตรงไปยังประตูไม้เนื้อแข็ง สองมือประสานที่ด้ามมีดพร้า สูดลมหายใจคาวสนิมเหล็กเข้าไปเฮือกใหญ่ ปลดกลอนสลักไม้ออกอย่างฉับพลันแล้วกระชากแง้มบานประตูเปิดออกกว้างขึ้นเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ภายนอกทันที
...
ผ่านช่องว่างบานประตูไม้ที่แง้มกว้าง แสงสีส้มแดงจากหมอกโลหิตพุ่งวาบเข้ามากระทบสายตา ท่ามกลางม่านหมอกสีส้มแดงหนาทึบ นนท์เห็นร่างของกิ๊ฟยืนโอนเอนไร้การทรงตัว ใบหน้าที่เคยสดใสแจ่มใสของสาวห้าวบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นไหลโซมทั่วกรอบหน้าและเปียกชุ่มปอยผมชี้ฟู เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตแขนยาวที่เธอชอบสวมเป็นประจำมีรอยฉีกขาดรุ่งริ่งจนเห็นผิวขาวเนียนที่ไหล่และต้นแขนขวา
ทว่าสิ่งที่ทำให้นนท์ใจหายวาบคือ บาดแผลฉกรรจ์ที่ปรากฏอยู่บนเนื้อตัวขาวผ่องนั้น รอยเล็บแหลมคมขูดขีดกรีดลึกเป็นทางยาวสามแนวพาดผ่านจากไหล่ขวาลงมาถึงต้นแขน รอยแผลนั้นไม่ได้เป็นสีแดงสดปกติ แต่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำปนดำปูดโปนด้วยเส้นเลือดฝอยสีม่วงคล้ำปูดขึ้นมาคล้ายร่างแหใยแมงมุม เลือดผสมหนองน้ำเหลืองใสซึมไหลหลั่งอาบไปตามแขนขาวนุ่มละมุนของเธอ
"นนท์..." กิ๊ฟพึมพำเมื่อเห็นหน้าเพื่อนสนิท ดวงตาที่เคยดุดันและเฉียบคมตามวิถีลูกผู้ใหญ่บ้านบัดนี้ปรือหม่นและฉายแววหวาดสะดุ้งเป็นครั้งแรกในชีวิต ร่างของเธอทรุดฮวบลงมาข้างหน้าทันทีราวกับเชือกที่ถูกตัดขาด
เบื้องหลังของกิ๊ฟ ในสายหมอกสีแดงชาดห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร เงาร่างดำทึบของอสูรกายตาแดงก่ำดุจดั่งไฟอสูรที่นนท์เพิ่งส่องไฟฉายเห็นด้านล่าง พุ่งทะยานฝ่าสายหมอกตรงดิ่งมาทางประตูบ้านอย่างรวดเร็วคล้ายสัตว์ร้ายตะครุบเหยื่อ ปากพ่นลมหายใจคาวเลือดและเสียงครางแหลมต่ำแหบพร่า
นนท์ไม่รอช้า สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดทำงานรวดเร็วเหนือความคิด เขายื่นแขนขวาออกไปคว้าที่ข้อมือซ้ายของกิ๊ฟทันที ออกแรงกระชากร่างอันเปียกชุ่มของเพื่อนสนิทดึงเข้ามาในบ้านปูนชั้นล่างอย่างสุดแรงเกิด ร่างของกิ๊ฟไถลลื่นข้ามธรณีประตูเข้ามาในบ้าน นนท์รีบใช้เท้าซ้ายช่วยถีบประตูไม้ปิดกระแทกกลับเข้าที่เสียงดัง *ปังลั่น!!!* พร้อมๆ กับที่เขาใช้มือซ้ายกดสลักไม้ล็อกบานประตูและลงกลอนเหล็กเสริมทับลงไปในพริบตา
*ตึง!!!*
แรงกระแทกของอสูรกายตาแดงจากภายนอกพุ่งชนปะทะประตูไม้ด้านนอกเสียงดังสนั่นสะเทือน บานประตูสะท้อนเข้ามาปะทะร่างของนนท์ที่ยืนยันหลังไว้จนสะท้าน ชายหนุ่มฟันกระทบกันเสียงดังกร๊อบ สองตาเพ่งจ้องกลอนประตูไม้ที่ขยับสั่นระริกแต่ยังไม่หลุดออกจากตำแหน่ง อสูรกายข้างนอกใช้เล็บขูดขีดบนแผ่นไม้อย่างน่าหวาดเสียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเดินวนเวียนส่งเสียงหายใจฟืดฟาดอยู่หน้าบ้านสวนรกร้างแห่งนี้
นนท์หอบหายใจรุนแรงจนอกกระเพื่อม ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเคียงข้างร่างของกิ๊ฟที่นอนนิ่งหมดสภาพอยู่บนพื้นปูนเย็นฉี่
...
"กิ๊ฟ! ได้ยินกูไหมกิ๊ฟ!" นนท์ร้องเรียกพร้อมก้มลงช้อนร่างประคองบ่าข้างซ้ายของเพื่อนสนิทขึ้นมา สัมผัสแรกที่ผิวกายของกิ๊ฟแตะต้องฝ่ามือทำให้นนท์สะดุ้ง ร่างกายของเธอร้อนระอุประหนึ่งเหล็กร้อนที่ผ่านการเผาไฟ ไข้สูงจัดจนผิวหนังของเธอขึ้นสีแดงซ่านและมีคราบเหงื่อชื้นเหนียวไหลซึมตลอดเวลา ลมหายใจของเธอร้อนผ่าวและแหบพร่าพ่นออกมาทางริมฝีปากบางสีซีดจาง
กิ๊ฟฝืนกะพริบเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมองหน้าเพื่อนสนิท สองมือกำเสื้อยืดเปื้อนคราบดินของนนท์ไว้แน่น ร่างกายของเธอสั่นเทาคล้ายคนหนาวสั่นอยู่ในหิมะ ทั้งๆ ที่เนื้อตัวร้อนจัดจนแทบจะสุกเกรียม
"ไอ้นนท์... กู... พ่อกู... ฮึก..." น้ำเสียงของเธอแหบเครือและสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ น้ำตาสีใสเอ่อล้นทะลักออกจากเบ้าตาจางๆ ผ่านโหนกแก้มเปรอะเปื้อนคราบเขม่าดำ "พ่อกู... พ่อกูกลายเป็นไอ้ตัวประหลาดนั่นไปแล้ว... คนในหมู่บ้าน... กัดกันมั่วไปหมด... ในวัด... บนถนน... ตายกันหมดแล้วนนท์..."
กิ๊ฟพยายามเค้นคำพูดบอกเล่าเหตุการณ์วิปโยคในตำบลเล่าสั้นๆ ด้วยเสียงสะอื้นเครือด้วยความทรมาน: หลังจากสายหมอกสีแดงแผ่ปกคลุมหมู่บ้าน ชาวบ้านก็เริ่มอาเจียนเป็นเลือดและชักเกร็ง จากนั้นพวกมันก็กลายร่างเป็นตัวประหลาดกระหายเลือดไล่กัดกินคนใกล้ตัว พ่อของเธอพยายามรักษาสถานการณ์และอพยพคนเข้าไปในศูนย์พักพิงเต๊นท์อพยพชั่วคราวกลางลานวัด แต่กลับถูกคนติดเชื้อพุ่งกัดจนกลายร่างตามไป กิ๊ฟที่ฝึกซ้อมมวยไทยค่ายมวยของผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่เด็ก ใช้ชั้นเชิงและพลังมัดกล้ามทุบหัวทำลายสมองซอมบี้เหล่านั้นด้วยท่อแป๊บเหล็กหนาๆ จนพวกมันแบะแตกละเลงเลือดดิ้นหลุดรอดหนีออกมาได้ ทว่าเธอกลับพลาดท่าถูกเล็บยาวเหยียดของอสูรกายตัวหนึ่งข่วนเข้าที่บ่าขวาและต้นแขนระหว่างปีนข้ามรั้วลวดหนามหนีความตายเข้ามาในสวนยางแห่งนี้
"กู... กูทรมานเหลือเกินนนท์... ร่างกายกูเหมือนจะระเบิด... กระดูกข้างในมันปวดทรมานเหมือนโดนบดเป็นผง..." กิ๊ฟเพ้อพึมพำ น้ำหนองใสและเส้นเลือดฝอยสีดำคล้ำปูดโปนเป็นสายใยลามขึ้นมาถึงบริเวณกระดูกไหปลาร้าขวาอย่างน่าหวาดวิตก
นนท์มองแผลติดเชื้อที่ดูร้ายแรงรวดเร็วกว่าแผลปกติเป็นเท่าทวีคูณ เขารู้ดีว่าเชื้อร้ายจากพิษหมอกโลหิตนี้กำลังลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดของเพื่อนสนิทอย่างเต็มกำลัง หากปล่อยไว้แบบนี้กิ๊ฟคงไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่
...
"ไม่เป็นไรนะกิ๊ฟ มึงต้องรอด กูไม่ยอมให้มึงเป็นอะไรเด็ดขาด!"
นนท์สั่นหัวไล่ความอ่อนแอ เขารวบรวมพละกำลังช้อนอุ้มร่างที่เบาบางและอ่อนปวกเปียกของกิ๊ฟขึ้นมาจากพื้นปูนอย่างทุลักทุเล กลิ่นฟีโรโมนอ่อนๆ จากกายสาวปะปนกับกลิ่นสาบคาวเลือดสดลอยมาแตะจมูกปลุกปั่นความรู้สึกประหลาดในใจของชายหนุ่ม แต่เขาไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน นนท์รีบก้าวเท้ายาวๆ อุ้มเธอไปนอนลงพักผ่อนบนแคร่ไม้ไผ่เก่าที่ตั้งชิดผนังปูนในห้องโถงชั้นล่าง
นนท์สับเปลี่ยนมือไปหยิบไฟฉายส่องสว่างไปยังซอกกำแพงครัว ค้นหาตู้ยาสามัญประจำบ้านเก่าแก่ของปู่ คว้ากล่องสำลี ขวดยาล้างแผล และผ้าขนหนูผืนเล็กสะอาดๆ พร้อมถังใส่น้ำฝนที่เขารองไว้มุมบ้าน รีบชุบน้ำบีบหมาดแล้วนำมาวางทาบบบนหน้าผากมนของกิ๊ฟ และเช็ดลูบตามซอกคอ ใบหน้า และลำตัวที่ร้อนระอุเพื่อพยายามลดอุณหภูมิร่างกายป้องกันอาการไข้ขึ้นสมองจนช็อกดับ
แต่เมื่อผ้าเปียกชื้นสัมผัสผิวหนังอันร้อนรุ่ม ความร้อนก็เดือดพล่านจนผ้าขนหนูส่งไอน้ำจางๆ ลอยกรุ่นออกมา แผลที่ไหล่ขวาของเธอยิ่งปูดนูนและมีหนองปนสีคล้ำเขียวแผ่กว้างลามเร็ว นนท์จับขวดแอลกอฮอล์และยาล้างแผลเตรียมชโลม แต่สติของเขารู้ดีว่ายาสามัญเหล่านี้ไม่มีทางยับยั้งเชื้อร้ายวันสิ้นโลกนี้ได้เลย
ในขณะที่นนท์กำลังสิ้นหวังและคิดหาทางช่วยเพื่อนสนิทที่ปรือตาเพ้ออย่างทุรนทุรายอยู่นั้น จู่ๆ ในโสตประสาทของเขาก็ส่งเสียงวิ้งยาวดังก้องแหลมสูงจนต้องสะดุ้งสุดตัว
*ติ้ง!*
เสียงสังเคราะห์ไร้อารมณ์เฉียบพลันคล้ายระบบ AI คอมพิวเตอร์ดังสะท้อนก้องกังวานในสมองของเขาโดยตรง พร้อมกับภาพสะท้อนแสงสว่างสีฟ้าเรืองรองที่ก่อตัวขึ้นเป็นหน้าจอใสโปร่งโฮโลแกรมลอยประดับอยู่ในความมืดสลัวรอบเตียงไม้ไผ่
*[ระบบ: ตรวจพบโฮสต์ 'ชานนท์' (มนุษย์ทั่วไป) และเป้าหมายสายเลือดพิเศษกิ๊ฟ 'กัลยา']*
*[ระบบ: ตรวจพบค่าความเข้ากันได้ของโฮสต์และเป้าหมายสายเลือดพิเศษกิ๊ฟ 92%]*
*[ระบบ: ทำการปลุกระบบ 'เทพแมงดา' สำเร็จ!]*
*[ระบบ: ปลดล็อกหน้าต่างสถานะแผงควบคุมหลักสำหรับโฮสต์]*
นนท์ยืนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าที่ลอยเด่นเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ชายหนุ่มขยี้ตาสามสี่ครั้งและหันมองซ้ายขวาเพื่อเช็กว่าตนเองหลอนเพราะหมอกโลหิตหรือไม่ แต่หน้าจอข้อมูลสีฟ้านั้นก็ยังลอยคงอยู่และขยับหมุนเปลี่ยนข้อมูลอย่างลื่นไหลเมื่อเขามองเพ่งไปที่ร่างของกิ๊ฟ
ข้อมูลสถานะเป้าหมายปรากฏเด่นชัดขึ้น:
*เป้าหมาย: กัลยา (กิ๊ฟ) อายุ 23 ปี*
*สถานะสายเลือด: สายเลือดพิเศษสายความถึกทนระดับต้น (กายาเทวะ - ยังไม่ตื่นรู้)*
*อาการบาดเจ็บ: ติดเชื้อไวรัสหมอกโลหิตกลายพันธุ์ขั้นรุนแรง (อัตราการติดเชื้อ 68% และเพิ่มขึ้น 1% ทุก 5 นาที)*
*เวลานับถอยหลังก่อนร่างแหลกสลายกลายเป็นอสูรกาย: 02 ชั่วโมง 45 นาที 12 วินาที*
"นี่มัน... ระบบเทพแมงดาอะไรวะเนี่ย?" นนท์ครางแหบแห้งในลำคอด้วยความตื่นตะลึงและมึนงงสุดขีด
...
หน้าจอสีฟ้ากะพริบถี่ๆ ส่งสัญญาณเตือนเป็นสีแดงกะพริบพร้อมคำแนะนำในการแก้ปัญหาและไอเท็มในการช่วยเหลือตัวละครเป้าหมาย
*[ข้อแนะนำการรักษาเร่งด่วน: ปัจจุบันร่างของเป้าหมายกำลังจะล่มสลายเนื่องจากขาดพลังตื่นรู้ในการยับยั้งเชื้อกลายพันธุ์]*
*[หนทางเยียวยาเพียงหนึ่งเดียว: ทำการสอดประสานพลังงานผ่านพันธะสัญญาร่วมรักหรือการมีเพศสัมพันธ์เพื่อชำระล้างเชื้อร้าย ดึงขีดความสามารถของระบบและเบิกเนตรพลังพิเศษสายเลือด 'กายาเทวะ' ของเป้าหมายให้ตื่นตัวเต็มร้อย]*
*[คำเตือน: หากล่วงเลยเวลาที่กำหนด เป้าหมายจะเสียชีวิตและกลายพันธุ์เป็นระดับบอสอสูรกายทันที]*
ตัวเลขนับถอยหลังบนหน้าจอใสกระพริบเปลี่ยนวินาทีต่อวินาทีอย่างบ้าคลั่งไร้การประนีประนอม สกรีนสีฟ้าเรืองแสงกะพริบถี่ๆ ส่องสว่างให้เห็นแผ่นอกกลมกลึงอวบอิ่มสมส่วนสะดุดตาของกิ๊ฟที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างเจ็บปวดทรมานใต้ร่มผ้าเชิ้ตขาดรุ่งริ่ง
นนท์รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางศีรษะ สมองของเขาขาวโพลนและสับสนปั่นป่วนจนทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกขัดแย้งในจิตใจปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนหน้าผากปูดโปนด้วยเส้นเลือด
เขากับกิ๊ฟเป็นเพื่อนสนิทที่คบหากันมานานสิบกว่าปี เล่นหัวสบถด่ากันได้อย่างเปิดเผยและไม่มีความลับต่อกัน กิ๊ฟเป็นสาวห้าวแกร่งกล้าดั่งผู้ชายอกสามศอก การจะต้องมาร่วมรักกันบนแคร่ไม้ไผ่เก่าของปู่ท่ามกลางสายหมอกคาวเลือดและอันตรายวันสิ้นโลกนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าคิดฝันล่วงเกินแม้แต่น้อย
"มีเพศสัมพันธ์เพื่อชำระล้างเชื้อเนี่ยนะ? บ้าไปแล้วระบบ! ทำไมเงื่อนไขมันสยิวกิ้วและวิปริตขนาดนี้วะ!" นนท์สบถลั่นในจิตใจ ทว่าเมื่อสายตามองเพ่งไปยังร่างสั่นเทาของกิ๊ฟที่กำลังสะอื้นฮักด้วยความปวดทรมาน ผิวขาวใสของเธอเริ่มช้ำม่วงเข้มขึ้นทุกขณะ และเสียงหอบกระเส่าปนเสียงเพ้อแหบแห้งอย่างสิ้นหวัง
"นนท์... กู... หนาว... เจ็บเหลือเกิน... ฮึก... ฆ่ากูที... อย่าปล่อยให้กูกลายเป็นไอ้ตัวพวกนั้นเลยนะ..."
ประโยคสะอื้นเพ้อขอร้องให้ฆ่าเธอนั้น บีบหัวใจของนนท์จนแทบแตกสลาย เขามองดูร่างเนื้อเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าสก๊อตขาดรุ่งริ่ง หน้าอกสล้างตูมเต่งที่โผล่พ้นรอยขาดกระเพื่อมไหวรวดเร็วตามอัตราการเต้นของหัวใจที่ล้มเหลว ลมหายใจร้อนผ่าวชื้นฟีโรโมนของสาวสะพรั่งทำให้จมูกและคอของนนท์ร้อนผ่าว แก่นกายชายที่ตื่นตัวใต้ร่มกางเกงเริ่มขยับรับแรงปั่นป่วนของธรรมชาติอย่างห้ามไม่อยู่
เวลานับถอยหลังลดลงเหลือเพียง 02 ชั่วโมง 39 นาที นนท์กระชับด้ามมีดพร้าถางป่าแน่นจนเหงื่อซึมท่วม สติคิดอ่านปั่นป่วนไปหมดระหว่างทางเลือกศีลธรรมเพื่อนพ้องกับการยอมทิ้งขีดจำกัดเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนรักของเขาไว้
...
ในขณะที่นนท์ยังคงยืนตัวสั่นตกอยู่ในห้วงความสับสนลนลานและความคิดตีกันจนยุ่งเหยิงในสมอง จู่ๆ เสียงแปลกปลอมที่น่าสะพรึงกลัวก็ปะทุขึ้นมาจากด้านหลังบ้านปูนชั้นล่าง
*เพล้ง!!!*
เสียงกระจกหน้าต่างห้องครัวหนาแตกร้าวละเอียดเสียงดังสนั่นสะเทือนปานสายฟ้าฟาดในห้องแคบๆ เศษกระจกแหลมคมร่วงกราวตกกระทบพื้นปูนครัวเลื่อนลั่น นนท์สะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจสุดขีด หันขวับไฟฉายและสายตาไปทางทิศต้นเสียงทันที
ท่ามกลางม่านหมอกสีส้มแดงที่ไหลบ่าผ่านช่องหน้าต่างครัวที่แตกหัก เงาร่างดำทึบของอสูรกายดวงตาแดงฉานแห้งแล้งโผล่ทะลวงเข้ามา มันใช้แขนที่ลอกเปื่อยตะเกียกตะกายคืบคลานปีนข้ามขอบหน้าต่างหักพังอย่างป่าเถื่อน คมกระจกกรีดเนื้อเยื่อของมันจนเลือดสีดำคล้ำหนืดไหลหยดเปรอะเปื้อนขอบปูนขาว แต่ร่างวิปริตนั้นกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ มันขยับคลานมุดเข้ามาส่งเสียงครางขู่แหบต่ำในลำคอ สายตาจ้องเขม็งมายังทิศโถงบ้านที่นนท์และกิ๊ฟนอนพักอยู่
นนท์รู้สึกความดันเลือดพุ่งสูงปรี๊ด สัญชาตญาณความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความดุดัน ชายหนุ่มสูดหายใจคาวเลือดลึก กระชับมีดพร้าเหล็กแหนบของปู่ในมือแน่นจนมั่นใจ ก้าวเท้ายาวๆ ออกไปเบื้องหน้าเพื่อยืนขวางตำแหน่งประตูครัวปูนปกป้องร่างที่ไร้ทางสู้ของกิ๊ฟไว้เบื้องหลังอย่างกล้าหาญพร้อมจะเผชิญหน้ากับความตายตรงหน้าในพริบตา!