เื่บางเื่หากไร้แรงยุและส่งเสริมก็คงหยุดชะงักไม่สามารถเดินหน้าต่อปล่อยทิ้งร้างก็ย่อมห่างหายและถูกลบเลือนไปตามกาลเวลาดังเช่นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
หญิงสาวจากเมืองไท่ซารับปากแล้วว่าจะไปปักผ้าและใช้่เวลายามบ่ายที่เรือนประจิมทว่าต้องละความตั้งใจลงเมื่อถูกคำสั่งห้ามจากเผิงฟูเหรินเมื่อฟังเยว่ฉิวมิกล้าขัดคำสั่งแม่สามีผู้เป็ย่าก็ต้องงกเงิ่นมาหาหลานสะใภ้ด้วยตนเอง แต่เพียงแค่สองครั้งสุดท้ายนางถังจิ่วหยินก็ยอมถอย ด้วยฝีมือกระตุ้นของเผิงไหน่ไนความสัมพันธ์ของเผิงเซิ่งอี้และฟังเยว่ฉิวจึงพอมีความคืบหน้าให้ฟูเหรินเฒ่าจวนแม่ทัพมีร้อยยิ้มขึ้นมาบ้าง
แม้ไม่ใช่ความหวานชื่นดั่งเช่นคู่รักอื่นแต่การที่เผิงเซิ่งอี้เป็ฝ่ายนำพาหญิงสาวไปเยี่ยมเยียนยังเรือนประจิมในครั้งต่อมาก็ทำให้หญิงสูงวัยพอใจยิ่ง
่เวลาที่ฉงอวี้หลิงไม่อยู่ที่จวนสกุลเผิงจึงมีเื่ราวเกิดขึ้นมากมายหนึ่งในนั้นก็คือการลงครัวทำขนมครั้งแรกของฟังเยว่ฉิว
หลังจากฝนตกติดต่อกันมาสองวันก็ถึงวันท้องฟ้าเปิดเห็นกลุ่มก้อนของเมฆขาวฟังเยว่ฉิวมีสิ่งหนึ่งที่อยากทำเพื่อเผิงเซิ่งอี้นางอยากทำขนมมันเทศไส้ผักกาดขาวให้ชายหนุ่มกิน อย่างน้อยก็ก่อนจะอำลาจากกันหญิงสาวจึงเอ่ยปากขอคำแนะนำจากหญิงชราว่าสมควรหรือไม่ ที่นางจะลงมือทำขนมสักครั้ง
“ก็เอาสิ ย่าเห็นด้วยอยากชิมรสมือเ้า ถึงเป็ขนมแสนธรรมดา แต่ย่าคนนี้ก็มิได้ลิ้มรสมานานมากแล้ว”จะเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่ถูกสั่งห้ามจากบุตรชาย ด้วยเหตุนางอายุมากแล้วเกรงว่าของกินที่ใช้น้ำมันจะทำลายสุขภาพเอาได้อีกทั้งจวนสกุลเผิงล้วนมีของกินรสเลิศมากมายบางครั้งก็มองข้ามขนมหรืออาหารแบบพื้นๆ ไป
หลายครั้งที่ฟังเยว่ฉิวฝากท้องมื้อเที่ยงไว้ที่เรือนประจิมไม่ต้องเหงาเดียวดายนั่งกินข้าวคนเดียว ล่วงเข้ายามบ่าย ฮว่าเซียงก็ช่วยหญิงสาวเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำขนมมันเทศผักกาดขาวหัวใหญ่ในมือทำให้รอยยิ้มของนางเบ่งบานยิ่งกว่าดอกหมู่ตาน
ฟังเยว่ฉิวลงมือนึ่งมันเทศจนสุกแล้วลอกเปลือกออกก่อนจะยีเนื้อมันสีเหลืองสดด้วยเรียวนิ้วขาวสะอ้านกับอ่างกระเบื้องเคลือบนางเคลื่อนไหวไปมาภายในครัวส่วนตัวของเรือนประจิมอย่างมีความสุขเสียงเพลงเกี่ยวกับผีเสื้อปีกสวยถลาเล่นลมในสวนดอกไม้กว้างใหญ่ผ่านออกมาจากริมฝีปากอิ่มเต็มขณะเทแป้งสีนวลซึ่งโม่จากเมล็ดข้าวอวบอิ่มนอกจากนี้เผิงไหน่ไนยังมอบเห็ดหอมดอกโตจำนวนหนึ่งให้นางใช้เป็ส่วนประกอบของขนมมันเทศเคียงคู่กับผักกาดขาว
ผักกาดขาวหัวใหญ่ถูกหั่นเป็ชิ้นเล็กลงผัดกับหมูสับติดมันคละเคล้าด้วยชิ้นเห็ดซึ่งถูกฝานจนบางนางปรุงรสไส้ขนมมันเทศด้วยน้ำหมักจากถั่วเหลืองและเกลือเล็กน้อยเมื่อส่วนของไส้ถูกทิ้งให้เย็นเป็ที่เรียบร้อยฟังเยว่ฉิวก็พร้อมคลี่แป้งเป็แผ่นกลมกลางฝ่ามือ นางบรรจงห่อไส้ขนมอยู่ในครัวขั้นตอนนี้มีฮว่าเซียงคอยเป็ลูกมืออยู่ไม่ห่าง
เผิงเซิ่งอี้นั้นมาถึงครัวเรือนประจิมได้ครู่หนึ่งแล้วเพียงแต่ลอบแอบมองฟังเยว่ฉิวอยู่เงียบๆชายหนุ่มรู้ความจริงเื่ที่เผิงไหน่ไนรู้จักหญิงสาวได้อย่างไรสถานการณ์ที่ท่านย่าของเขาใช้พิสูจน์น้ำใจของฟังเยว่ฉิวนั้นทำให้เขานึกชื่นชมนางไม่น้อยเลย
นางมีบุญคุณช่วยชีวิตทั้งยังมีน้ำใจกับหญิงชราแก่เฒ่า ความดีของนางดั่งค่อยๆคลายความมึนตึงเื่มอมเหล้าวางยานั่นลง
“ท่านย่าให้ข้าเข้ามาดูว่าพวกเ้าทำขนมไปถึงไหนกันแล้ว”เสียงทุ้มนุ่มต่ำดังมาจากทางเข้าครัว
ขนมลูกสุดท้ายถูกห่อเสร็จพอดีฮว่าเซียงย่อกายคารวะนายน้อยตระกูลเผิง ส่วนฟังเยว่ฉิวเป็คนตอบคำถามของชายหนุ่ม “เยว่เอ๋อร์ห่อขนมเสร็จแล้ว เหลือแต่ทอดเ้าค่ะ”
เผิงเซิ่งอี้เดินมาหยุดอยู่กลางห้องสายตาลดต่ำมองลงยังก้อนขนมสีเหลืองซึ่งวางอยู่บนกระด้งไผ่สาน
“ขนมมันเทศไส้ผักกาดขาวท่านเคยกินหรือไม่”
สิ้นประโยคจากปากฟังเยว่ฉิวเผิงเซิ่งอี้คล้ายเกิดความรู้สึกว่าเขาเคยได้ยินคนเอ่ยชื่อขนมชนิดนี้มาก่อนเพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อใด แต่แล้วประโยคหนึ่งก็ลอดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มแ่เบา
“ไท่ซาหิมะตกยังปลูกผักกาดขาวไม่ได้”
หญิงสาวซึ่งยืนอยู่ใกล้กลับได้ยินชัดหูจังหวะการเต้นของหัวใจนางเปลี่ยนเป็ถี่กระชั้นขึ้น มือไม้เย็นเยียบ ทว่าในโพรงอกกลับอุ่นซ่าน
นี่คือประโยคที่เขาเคยพูดเมื่อนางเอ่ยเื่อยากทำขนมมันเทศให้เขากิน!
“แต่ที่ถูหยางมีผักกาดขาวมากมายเยว่เอ๋อร์สามารถทำขนมมันเทศให้คุณชายกินเมื่อไรก็ได้” เพียงท่าน้านางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย
สติซึ่งหลุดลอยไปขณะหนึ่งถูกดึงกลับมาด้วยคำพูดของฟังเยว่ฉิวสายตาหวานล้ำที่ขังคลอด้วยหยดน้ำทำให้เผิงเซิ่งอี้เกิดความสงสัยว่าตัวเองได้พูดอะไรไปเมื่อครู่
เมื่อกี้ปากของเขาคงขยับเป็คำพูดออกมาจากจิตใต้สำนึกกระมังเขาใช่จะจำความหลังได้...ฟังเยว่ฉิวคิดอย่างเสียดายนางผินหน้าหลบเลี่ยงสายตาแฝงความอยากรู้คำตอบของชายหนุ่ม กระด้งไผ่สานถูกนางยกไปวางไว้ข้างเตาฮว่าเซียงได้ตั้งกระทะจุดไฟไว้รอแล้ว
“ฝากคุณชายกลับไปเรียนท่านย่าขนมของเยว่เอ๋อร์ใกล้เสร็จแล้ว” ฟังเยว่ฉิวหันหลังให้เขาแล้วเริ่มลงมือทอดขนม ปล่อยความฝันลมๆ แล้งๆ ที่เขาจะจดจำนางได้ไว้เื้ั
เวลาที่ใช้ทอดขนมเกือบยี่สิบชิ้นนั้นไม่นานนักฟังเยว่ฉิวจัดขนมห้าชิ้นใส่จานแล้วยกไปยังห้องโถงเรือนประจิมซึ่งเ้าของเรือนกำลังนั่งสนทนาอยู่กับหลานชายของนาง
“มา...มาให้ย่าชิม”เผิงไหน่ไนใช้ตะเกียบคีบขนมชิ้นหนึ่งซึ่งควันจางๆ ลอยกรุ่นวางบนจาน “แบ่งให้หลานชายย่าสักชิ้นหน่อยเป็ไร”
ฟังเยว่ฉิวไม่รอช้าขณะที่หญิงสูงวัยกัดขนมมันเทศคำแรก ขนมอีกชิ้นก็ถูกวางใส่จานของเผิงเซิ่งอี้ “หากรสไม่ถูกปาก เยว่เอ๋อร์ขออภัย”
“เยี่ยม!แค่ของไม่กี่อย่าง ไม่นึกว่าเ้าจะสามารถทำออกมาได้อร่อยเช่นนี้” เ้าของเรือนประจิมเอ่ยปากชมจากใจ “ปล่อยให้คลายร้อนสักหน่อยเถอะประเดี๋ยวย่าปากพอง จะกินชิ้นที่เหลือไม่ได้”
อันหลิวที่ยืนอยู่ใกล้หัวเราะกับคำพูดของผู้เป็นายนับแต่ฟังเยว่-ฉิวหมั่นมาที่เรือน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเผิงไหน่ไนก็มีมากขึ้นแต่ก่อนมีเพียงนางและฮว่าเซียง พบเจอแต่คนเดิมๆ หญิงชราย่อมเบื่อเป็ธรรมดา
“ยังมีขนมอีกหลายชิ้นสำหรับป้าอันหลิวและพี่เซียงเอ๋อร์”หญิงสาวบอกแก่อันหลิว
“ว่าอย่างไรเล่าเผิงเอ้อร์อร่อยหรือไม่” ผู้เป็ย่าถามขึ้นเมื่อหลานชายกัดกินขนมคำโตเขาพยักหน้าทั้งที่ปากยังเคี้ยว
“รสชาติเทียมเท่าร้านดังบนถนนหลงอู่ขอรับ”
“จัดใส่จานแล้วยกไปเรือนอุดรให้พ่อกับแม่เ้าลองชิม”หากบุตรชายเป็คนยกไปเอง พ่อแม่สามีคงจะปฏิเสธยากอยู่กระมัง
“ขอรับท่านย่า”
แต่เมื่อเผิงเซิ่งอี้ยกจานขนมมันเทศวางต่อหน้านางถังจิ่วหยินและบอกต้นตอที่มาของขนมจานนี้ ผู้เป็มารดาก็ผลักจานออกห่างคงมีบิดาของเขาที่กินขนมไปถึงสามชิ้น
“ไม่รู้ท่านกินลงได้อย่างไร”ผู้เป็ภรรยาว่ากระทบสามี
“นางก็ทำอร่อยดีนี่ของที่ใช้ทำก็เป็ของในบ้าน หรือเ้าเกรงนางจะวางยาพวกเรา”
“นางไม่ทำเช่นนั้นแน่เพราะคนแรกที่บอก้ากินขนมของนางคือท่านย่าขอรับ”
“เฮอะ!เร่งเอาอกเอาใจย่าเ้าจริงนะ ที่บอกว่าจะออกจากจวนภายในสองเดือนดูท่าจะเป็คำโป้ปดของนางแล้วกระมัง ลองย่าเ้าได้ใจอ่อนมีหรือพ่อเ้าจะกล้าใจแข็ง”
“ไม่เอาน่า” เผิงฉานตันส่ายหน้า
“ข้าพูดเื่จริงท่านพี่จะปรามข้าทำไม หรือท่านจะบอกข้าว่าไม่เกรงใจฟังเยว่ฉิวก็ให้เกรงใจผู้ที่อยู่เื้ันางอย่างนั้นรึ”
ฟูเหรินของเขากล่าวถูกต้องถึงแม้เถียนเยวี่ยจะห่างหายวางเฉยไม่แม้แต่จะติดต่อยื่นข้อเสนอใดกับเขาอีกนอกจากเื่ให้เวลาฟังเยว่ฉิวอยู่ในจวนสองเดือนแต่เขาก็เกรงจะทำการใดกับหญิงสาวอันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์บางเบาที่มีอยู่ ณเวลานี้ จึงทำได้เพียงปล่อยให้เวลาผันผ่านไปจวบจนครบกำหนดหญิงสาวจากเมืองไท่ซาเมื่อเข้ามาอยู่ในจวนก็มิได้เรียกร้องสิ่งใดนางเพียงอยู่เงียบๆ ในที่ทางของนางเว้นเสียแต่ผู้เป็ภรรยาของเขาที่จงเกลียดจงชังนางยิ่งมาดว่าสักวันอาจกระทำการกวนน้ำให้ขุ่น เกิดความหมางใจกับเถียนเยวี่ยก็เป็แน่
“เื่นี้ข้าเห็นด้วยกับท่านพ่อเยว่เอ๋อร์มิได้ทำสิ่งใดผิด นางเพียงอยากให้พวกเราเมตตาและเอ็นดูนาง”
“เมตตา...เอ็นดูต่อไปก็รักจนเทิดทูน แล้วแม่เ้าคนนี้ก็แตะต้องนางไม่ได้ใช่หรือไม่อย่าบอกนะว่าเ้าใจอ่อนกับนางแล้ว อวี้เอ๋อร์เอ๋ยอวี้เอ๋อร์ จากเรือนไปไม่ทันไรพี่เซิ่งอี้ของเ้าก็หลงเล่ห์เสน่ห์นางจิ้งจอกเสียแล้ว”
นางจิ้งจอกอย่างนั้นรึ...ความประพฤติทั้งต่อหน้าและลับหลังเขามิอาจตราหน้าฟังเยว่ฉิวได้ถึงขั้นนางจิ้งจอกดั่งคำมารดากล่าวต่อให้หญิงสาวทำผิดยิ่งกว่าเื่วางยาเขา ทว่าบุญคุณแต่หนหลังของนางที่เคยช่วยชีวิตก็ไม่สามารถทำให้เขาทำตัวไร้น้ำใจกับนางครุ่นคิดมาหลายคืน ในเมื่อเขารับฉงอวี้หลิงเป็ภรรยาได้ฐานะภรรยาของเขาก็ควรมอบให้ฟังเยว่ฉิวได้เช่นกัน ชายสองภรรยาเช่นเขาแม้ไม่มีความรักลึกซึ้งดูดดื่มแต่เขาตั้งปณิธานแล้วว่าจะดูแลและเอาใจใส่พวกนางให้เสมอเทียมกัน
“เยว่เอ๋อร์มิได้เป็นางจิ้งจอก”เป็ครั้งแรกที่ชายหนุ่มออกปากเถียงแทนฟังเยว่ฉิว
“เ้าหลงกลหน้าตาใสซื่อของนางเข้าอีกคนแล้ว”ผู้เป็มารดาลุกขึ้น สะบัดหน้าใส่บุตรชายแล้วหันกายเดินจากไป
เผิงฉานตันส่ายหน้าระอากับความคิดเล็กคิดน้อยมิใจกว้างของนางจิ่วหยิน“แต่ก่อนแม่เ้าไม่ใช่สตรีใจแคบเยี่ยงนี้นางโอบอ้อมมีใจอารีกว่านี้มากนัก”
“เพราะท่านแม่รักเสี่ยวฉงข้าเข้าใจ ไม่มีมารดาคนไหนอยากเห็นลูกสาวต้องร่วมสามีกับหญิงอื่น”
เผิงฉานตันตบฝ่ามือลงบนไหล่บุตรชายเพื่อปลอบใจทั้งยังแสดงว่าเข้าใจความคิดและสนับสนุนทุกเื่ที่เขาชายหนุ่มตัดสินใจ
“ข้ามีความรับผิดชอบที่ต้องดูแลพวกนางทั้งสองให้เสมอกัน”
“อวี้เอ๋อร์กับเยว่เอ๋อร์พ่อมั่นใจว่าเ้าสามารถจัดการได้ แต่อีกคนนี่สิ” อนาคตครอบครัวของบุตรชายกลายเป็เื่น่าหนักใจที่ผู้เป็พ่อก็คิดไม่ตกเช่นกัน
อุปนิสัยขององค์หญิงหงหญ่าเท่าที่รับรู้ตามเสียงเล่าลือและเคยรู้เห็นมากับตาบ้างนั้นนางอาจจะไม่สามารถเป็ภรรยาที่เชื่อฟังสามีได้เลย...