แล้วก็มาถึงบ่ายวันหนึ่งซึ่งเมื่อฉันกลับมาถึงบ้านไม่เพียงแต่จะเห็นรถของเจสสีจอดอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังมีรถของแอนน์ วิทเทคเคอร์ที่ฉันจำได้ดีจอดเคียงอยู่ด้วย แพทย์หญิงผู้นี้เป็เพื่อนสนิทของป้าและแน่นอนที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาชีวิตฉันอยู่
ฉันร้อนผ่าวไปทั้งหน้าด้วยความโมโห ถ้าไม่คิดว่าความโกรธทำให้คนเราไร้เหตุผลและทำอะไรอย่างขาดความยุติธรรมไปแล้วฉันก็คงจะทำอะไรที่ไร้มารยาทลงไป ถ้าจะว่าไปแล้วเจสสีมีสิทธิ์ทุกประการที่จะปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทและยังมีสิทธิ์ที่จะพูดเื่เกี่ยวกับฉันด้วย เพราะฉันกำลังเป็ปัญหาใหญ่สำหรับป้าอยู่ในเวลานี้
เจสสีอาจคิดว่าฉันจะยังไม่กลับบ้านจนกว่าจะถึงเวลาห้าโมงเย็นหรืออาจจะมากกว่านั้นซึ่งเป็ปกติวิสัย ถ้าฉันเดินเข้าไปตอนนี้เจสสีอาจจะแกล้งพูดว่าลางานครึ่งวันและก็พอดีกับแอนน์มาเยี่ยม แต่ฉันรู้ว่าการพบปะของคนทั้งสองในวันนี้เป็เื่ของการปรึกษาหารือไม่ใช่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดา เขากำลังพูดกันถึงเื่ของฉัน
ความคิดแรกที่เกิดขึ้นฉันอยากจะวิ่งเข้าไปในห้องเผชิญหน้ากับคนทั้งสอง มันคงจะสะใจนักถ้าได้กรีดะโเข้าใส่หน้าบอกให้เขาเลิกมายุ่งกับเื่ของฉันเสียที คงสะใจยิ่งกว่านั้นถ้าโดนเขาะเิใส่หน้ากลับมา ใช่...มันเป็ความสะใจ แต่เป็การกระทำที่โง่เขลายิ่งนัก
ดังนั้นฉันจึงใช้วิธีแอบย่องเข้าทางหลังบ้าน ออกจะโชคดีที่เจสสีไม่ได้ล็อคประตูหลังไว้หลังจากปล่อยแมวออกมาแล้ว เมื่อเข้ามาหยุดตรงประตูครัวฉันก็ได้ยินเสียงพูดที่ดังออกมาจากห้องนั่งเล่น แต่เนื่องจากยังจับใจความไม่ได้ฉันจึงถอดรองเท้าย่องเข้าไปในห้องโถงและไปหยุดแอบฟังอยู่ข้างประตูที่แง้มไว้ สิ่งแรกที่ฉันได้ยินคือเสียงของแอนน์ที่กำลังพูดว่า
“เจสสีนี่เธอกำลังจะให้ฉันทำอิฐทั้งที่ไม่มีดินเลยนะ ฉันจะไปพูดกับฮัสเคลล์ได้ยังไงถ้าแกไม่อยากพูดกับฉัน จะให้ฉันโทรศัพท์มาชวนแกไปกินอาหารกลางวันด้วยกันอย่างนั้นหรือ แค่เอ่ยปากแกก็รู้แล้วว่าฉันคิดจะพูดอะไรแล้วก็คงโมโหตายเลยที่เธอเอาเื่นี้มาเล่าให้ฉันฟังโดยที่แกไม่รู้เื่ด้วย ฉันว่ามันไม่ถูกต้องนะ”
“แต่เธอเป็คนเดียวนะที่ช่วยฉันมาตลอด” เจสสีกัดฟันตอบ
“แต่ตัวเธอเองกลับไม่ยอมช่วยแก้ปัญหาเลย ฉันว่าเธอน่าจะรู้นะว่าการที่ใครคนหนึ่งเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมามันไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะต้องไม่เข้าใจผิดไปด้วย ปฏิกิริยาที่กำลังเกิดขึ้นกับฮัสเคลล์ในตอนนี้มันไม่ใช่เื่ผิดปกติหรือไร้เหตุผลเลย ถ้าเป็เธอล่ะเธอจะรู้สึกยังไงถ้าเกิดเธอรู้ตัวว่าตัวเองถูกขอมาเลี้ยงั้แ่ยังเป็ทารกโดยคนที่เธอเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าเขาเป็พ่อแม่ที่แท้จริง?”
“ฉันก็จะเลี้ยงฉลองเป็การใหญ่น่ะสิ”
“ใช่ เธออาจจะทำอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้ ฉันเคยพูดกับเธอมาแล้วนะเจสสีว่าสักวันหนึ่งเธอควรจะเลิกโกรธพ่อแม่ตัวเองได้แล้ว เธอส่งตัวฮัสเคลล์ให้ไปหาฉันตอนที่แกกำลังมีปัญหาทางอารมณ์ แต่พอฉันแนะนำว่าให้เธอลองปรึกษา...”
เสียงพูดของหมอวิทเทคเคอร์หายไป ฉันคิดว่าอาจจะเป็เพราะป้าได้แสดงกิริยาอะไรบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเธอ ฉันออกเสียดายที่ป้ายับยั้งแอนน์ไว้ไม่ให้พูดต่อ หรือว่าเจสสีเองก็มีปัญหาโดยเฉพาะกับพ่อแม่ของตัวเอง? ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าเราต่างก็มีปัญหาน่ะสิ...
“เอาละ” เสียงแอนน์พูดต่อ “ฉันจะไม่พูดถึงเื่นั้นก็ได้ ตอนนี้เราจะต้องมุ่งไปที่เื่ของฮัสเคลล์ก่อนจริงไหม? ฉันมีความรู้สึกนะว่าปฏิกิริยาที่เกิดอยู่กับแกในเวลานี้มันคล้ายกับเด็กกำพร้าที่ถูกขอมาเลี้ยงนั่นแหละ เด็กๆ ที่อยู่ในสภาพเช่นนี้้าจะรู้ให้ได้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเป็ใคร ฉันไม่เข้าใจนะว่าทำไมเธอจึงยอมรับความจริงในเื่นี้ไม่ได้?
“ฉันไม่ได้กังวลเื่ที่ว่าแกจะทำอะไรหรอกนะ แต่ฉันเป็ห่วงสิ่งที่มันเกิดอยู่กับฮัสเคลล์ในเวลานี้ แกเปลี่ยนไปมากทีเดียวนะแอนน์ เวลานี้กลายเป็คนเงียบขรึม มีความคิดร้ายๆ อยู่ในใจไม่ใช่แต่กับฉันเท่านั้นนะแต่กับทุกคนเลย ไม่ยอมบอกให้ฉันรู้ด้วยว่ากำลังคิดจะทำอะไรอยู่ ฉันกลัวว่ามันจะเป็เื่ร้ายแรง อาจจะมีอันตรายมากหรือไม่ก็เป็เื่ที่ผิดกฎหมายหรือ...เธอดูนี่สิ”
เสียงเงียบกันไปเป็ครู่ ฉันใจจะขาดรอนๆ ด้วยความอยากรู้ว่าเขากำลังดูอะไรกันอยู่ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง เป็ครู่ก็มีเสียงแอนน์เอ่ยขึ้นว่า
“ฉันไม่เข้าใจว่านี่มันหมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่าแกกำลังจะกลับไปที่นั่นน่ะสิ ฮัสเคลล์ไม่ใช่เด็กโง่หรอกนะแอนน์ แกพอจะเดาได้ว่าจะต้องเป็คนใดคนหนึ่งในกลุ่มนั้น...”
นั่นย่อมหมายความว่าทั้งแอนน์และเจสสีได้พูดกันถึงเื่นี้ก่อนหน้าให้ฉันจะเข้ามา เพราะคล้ายกับแอนน์รู้เื่ที่กำลังพูดกันอยู่ซึ่งแน่นอนว่าเป็เื่เดียวกับที่ฉันรู้อยู่ก่อนแล้ว
“จำเป็ขนาดนั้นเชียวหรือ? ถ้าอย่างนั้นเธอก็ยอมรับว่าฮัสเคลล์เข้าใจถูกแล้วใช่ไหมว่าเควิน มาโลเน่ย์ไม่ใช่พ่อของแก?”
เมื่อเห็นเจสสีนั่งนิ่งเงียบไม่ยอมตอบแอนน์ก็ย้ำว่า
“เธอพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเื่นี้มาโดยตลอด ทั้งที่มันเป็เื่ที่สำคัญที่สุด ทำไมมันถึงเป็อย่างนั้นล่ะเจสสี?”
ความที่อยากจะฟังคำตอบจากปากของเจสสีทำให้ฉันโน้มตัวไปข้างหน้า แต่บังเอิญมือไปปัดถูกตะเกียงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวเข้า ฉันคว้ามันไว้ได้ทันก่อนจะตกแตก แต่เสียงครอบแก้วที่ไปกระทบกับพื้นโต๊ะก็ทำเสียงดังขึ้น
ทั้งแอนน์และเจสสีคงจะได้ยินแน่นอน เพราะฉะนั้นแทนที่จะยอมให้ตัวเองถูกจับได้ว่ากำลังแอบฟังเื่ที่พูดกันอยู่ ฉันจึงเดินออกไปเสียเอง
“เป็คำถามที่ดีมากทีเดียวค่ะแอนน์ บางทีป้าเจสสีอาจจะอยากตอบคุณบ้างละมังคะ เพราะไม่ยอมพูดเื่นี้กับหนูเลยนี่”
ฉันใช้ความเ็าเป็อาวุธและเชื่อว่าตัวเองจะยังควบคุมสติอารมณ์ไว้ได้อย่างดียิ่ง แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น ฉันรีบคว้ามันขึ้นไว้พร้อมกับหันไปทางป้าเจสสี
“ป้าค้นโต๊ะหนูทำไม?”
“ก็ได้ความคิดมาจากเธอนั่นแหละ” เจสสีกระแทกเสียงตอบ “เธอเป็คนเริ่มต้นขึ้นก่อนนี่ ตอนแรกก็เข้าไปค้นโต๊ะในห้องฉัน ตอนนี้ก็ยังมาแอบฟังเื่ที่เรากำลังพูดกันอยู่อีก...” ป้าหันไปมองแอนน์ แบมืออย่างยอมแพ้ “ฮัสเคลล์ไม่เคยเป็อย่างนี้เลยนะ แอนน์ ปกติแล้วจะเป็คนซื่อสัตย์แล้วก็พูดจาตรงไปตรงมาอย่างที่สุด ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าแกเกิดเป็อะไรขึ้นมา”
แอนน์กระแอมไล่เสียงเบาๆ ขยับตัวอยู่ในเก้าอี้อย่างอึดอัด ทำให้เราต่างเงียบเสียงลง แอนน์เป็สตรีร่างใหญ่ รูปร่างสูง แต่ก็ไม่คิดจะลดขนาดของตัวเองลง ทั้งนี้เพราะเธอมีสติปัญญาเป็พร์ในตัวอยู่แล้ว เธอเป็ผู้หญิงฉลาดรู้คำตอบในทุกปัญหา ประการสำคัญก็คือเธอมีพลังจิตในการสื่อสารที่เข้มแข็งมาก
“ฉันดีใจนะฮัสเคลล์ที่หนูมาคุยกับเราด้วย” แอนน์เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “น่าเสียดายที่หนูไม่ได้เข้ามาก่อนหน้านี้...” เธอเหลือบตามองเท้าที่เปล่าเปลือยของฉันและรอยยิ้มอย่างรู้ทันก็ฉาบขึ้นบนริมฝีปาก แล้วก็พูดต่อ “ไม่เช่นนั้นแล้วหนูก็จะได้ยินฉันบอกกับเจสสีว่าฉันเห็นด้วยกับความคิดของหนู”
ฉันทิ้งตัวลงในเก้าอี้ตัวหนึ่ง มันเป็โอกาสที่ฉันจะได้ร่วมพูดคุยถึงเื่ของตัวเองแล้ว
“หนูยังไม่ได้ยินป้าเจสสีตอบคำถามของคุณเลยค่ะ”
“บางทีอาจจะเป็เพราะว่าป้าของหนูไม่รู้คำตอบก็ได้นี่ ฮัสเคลล์”
“ป้าต้องรู้ เพราะป้าเล่าให้หนูฟังไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าป้ากับแม่เป็พี่น้องที่สนิทกันมาก มันเป็ไปได้ยังไงคะที่แม่จะไม่ยอมเปิดเผยเื่อย่างนี้ให้พี่สาวคนที่แม่ทั้งรักทั้งบูชาฟังเลย ในเมื่อป้าเองก็ให้ความช่วยเหลือแม่อยู่ตลอดเวลา”