หลังจากที่บรรดาหนุ่มสาวที่ได้รับเลือกจัดการภารกิจส่วนตัวต่างๆเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
ในที่สุดพวกเขาก็ได้ออกเดินทางไปพร้อมกับเหล่าจ้าน มุ่งหน้าสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ที่ปลายทางคือสำนักกระดูกเหล็ก หนึ่งในสำนักวรยุทธที่แข็งแกร่งแห่งแคว้นเทียนิ ภายใต้ความคาดหวังอันเปี่ยมล้นและหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาในการฝึกฝนตนสู่ความยิ่งใหญ่
ชายหนุ่มหญิงสาวเ่าั้ต่างพูดคุยหยอกล้ออย่างตื่นเต้น
บางคนเอ่ยถ้อยคำวาดฝันว่าจะกลายเป็จอมยุทธผู้เลื่องชื่อในวันหน้า
บ้างตั้งใจจะฝึกฝนจนแข็งแกร่งแล้วกลับมาช่วยเหลือครอบครัว บ้างอยากสร้างชื่อให้หมู่บ้าน
เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องไปตามเส้นทางหินที่ทอดยาว บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักในทุกย่างก้าวที่มุ่งหน้าไปยังโลกกว้าง
ส่วนตัวของหลัวหยาง แน่นอนว่าเขาไม่ได้รับเลือก เพราะพร์ของตนเองเป็เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เขาจึงเป็เพียงไม่กี่คนภายในหมู่บ้านหินผาที่ไม่ได้มีโอกาสในการฝึกฝนวรยุทธที่ตนเองได้คาดฝัน
—
ภายในค่ำคืนนั้น ตัวของหลัวหยางก็ยังคงนั่งอยู่บนเชิงผา ซึ่งหันหน้าสู่ทิวเขาอันเงียบงันและป่าลึกที่ไร้ขอบเขต
ใบหน้าของเขาถูกอาบด้วยแสงจันทร์ที่เยือกเย็น เส้นผมดำขลับสยายไหวตามแรงลมที่พัดผ่าน เสื้อผ้าเก่าๆบ่งบอกถึงความเรียบง่ายของชีวิตที่เขาเป็เ้าของมานานปี นั่งเงียบอยู่อย่างนั้น ทอดสายตามองลงไปยังผืนป่าที่แผ่ขยายไกลสุดสายตา
แสงจันทร์สาดส่องลงมายังใบหน้าอันสงบเงียบ แต่ในความเงียบงันนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความขมขื่น ความปวดร้าว และความเหนื่อยล้าที่ยากจะอธิบาย ต่อให้สายลมยามค่ำคืนจะเย็นเยียบเพียงใดก็ไม่ขยับกายไปไหน เพียงปล่อยให้มันพัดผ่านไปอย่างช้าๆ
ดวงตาของเขาไม่ได้หวั่นไหว ไม่มีน้ำตา ไม่มีคำร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลัวหยางไม่รู้สึก
“ข้าขอคุยหน่อยได้ไหม?”
กระทั่งเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากเื้ั ร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าในความเงียบ
แสงจากจันทร์ขับเน้นรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและดวงตาที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ของเขา
ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็ชายชราที่เคยเล่าเื่ราวของเทพกระบี่จิงิเมื่อห้าปีก่อนให้เด็กๆในหมู่บ้านฟัง
ชายชราผู้นั้นยกยิ้มบางพลางนั่งลงเคียงข้างเด็กหนุ่มอย่างไม่เอ่ยถ้อยคำใดในคราแรก
ปล่อยให้ความเงียบค่อยๆประสานเสียงไปกับสายลมและจันทร์นวลเหนือเบื้องบน ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงช้าๆ
“หลัวหยาง.. มันเป็อย่างที่เ้าพูดเอาไว้เมื่อห้าปีก่อนจริงๆนั่นแหละ”
“มีคนมากมายที่เพ้อฝันและมุ่งหวังจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับถูกลิขิตโดยโชคชะตา เหมือนตัวของเ้ายังไงล่ะ”
“คราวหนึ่งเ้าก็เคยใฝ่ฝันอยากจะเป็อย่างเทพกระบี่จิงิ แต่สุดท้ายพร์ของเ้ามันกลับ.. เฮ้อ…”
เสียงถอนหายใจของชายชราแฝงไปด้วยความอึดอัดที่มิอาจคลี่คลาย
“กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ ถึงเ้าจะมีพร์ระดับหนึ่งก็ไม่เป็อะไร เ้าก็ยังฝึกฝนตนเองได้อยู่นะ”
“ดูอย่างข้าสิ ข้าเองก็มีพร์ระดับหนึ่งเหมือนกัน แต่ยังสามารถฝึกจนมาถึงระดับหลอมกายาขั้นห้าเชียวนะ!”
ชายชรากล่าวพลางยืดอกเล็กๆของตนขึ้นด้วยท่าทางภาคภูมิ พร้อมกับเบ่งกล้ามแขนที่เล็กจ้อยของตนเองออกอย่างภาคภูมิใจ
แต่หลัวหยางกลับยังคงนิ่งเฉย ไม่จะหันมามอง เขาเอ่ยตอบออกมาอย่างเยือกเย็นและตรงไปตรงมา
“ระดับหลอมกายาขั้นห้า.. แต่ท่านผู้เฒ่าใช้เวลากี่ปีกันละกว่าจะมาถึงจุดนี้ สิบปี? ยี่สิบปี? หรือสามสิบปี?”
“ทั้งๆที่บางคนซึ่งมีพร์อยู่ในระดับสูง พวกเขากลับใช้เวลามาถึงระดับนี้ได้ในเวลาเพียงครึ่งเดือน หรือบางทีก็แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น”
“มันคือความต่างในการฝึกฝนที่มากมายนัก เป็ความแตกต่างที่มิอาจข้ามผ่านได้ด้วยความพยายามเพียงอย่างเดียว”
ชายชรานิ่งเงียบไป ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำแก้ต่าง เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่หลัวหยางกล่าวคือความจริงที่ชัดเจนเจ็บแหลม
ท่ามกลางโลกแห่งวรยุทธนี้ ความพยายามเป็เพียงหนึ่งในองค์ประกอบที่จะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่
ทว่า “พร์” ต่างหากคือกุญแจที่แท้จริงในการเปิดประตูแห่งพลัง ยิ่งมีมาก ยิ่งเปิดได้ไกล ยิ่งเร็วขึ้น
ส่วนผู้ที่พร์อ่อนด้อย ไม่เพียงแต่ต้องเดินช้ากว่า ยังอาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ประตูบานนั้นเลยด้วยซ้ำ
ชายชราถอนหายใจเบาๆอีกครั้ง แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ถึงมันจะยากเย็น แต่เ้าก็ยังมีหัวใจที่มุ่งมั่น และข้าเชื่อว่าหากหัวใจของเ้ามั่นคงไม่หวั่นไหว”
“ไม่แน่ว่าในสักวันหนึ่ง.. เ้าจะสามารถก้าวผ่านชะตากรรมอันเ็าเช่นนี้ไปได้”
หลัวหยางพอได้ยินก็เพียงพยักหน้ารับเบาๆ ท่าทีของเขาไม่ได้แข็งกร้าว ราวกับยอมรับความจริงที่ถูกวางทับลงบนบ่าของตนอย่างเงียบงัน
ชายชรามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจยาวหนึ่งครั้ง เสียงถอนหายใจนั้นเต็มไปด้วยทั้งความเสียดาย ความจนปัญญา และความอ่อนล้าจากการมองเห็นโลกมาเนิ่นนาน
จากนั้นเขาก็หันหลังเดินกลับไปยังหมู่บ้านหินผาอย่างเชื่องช้า
เงาร่างของผู้เฒ่าหายลับไปในความมืดท่ามกลางแสงจันทร์ที่ทอดยาวเป็เงาบนพื้นหินขรุขระ
หลัวหยางส่ายศีรษะเบาๆกับตนเอง ขยับกาย ลุกขึ้นจากเชิงผา ตั้งใจจะกลับไปยังบ้านพักไม้หลังเล็กของตนเช่นเดียวกัน
ทว่าในวินาทีที่เพิ่งยืนขึ้นนั้นเอง ฟ้ากลับแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ราวกับ์ได้บิดเบือนกฎเกณฑ์ของตนเองอย่างไร้สัญญาณเตือน
“เปรี๊ยงงงงงงงงงง!”
สายฟ้าสีครามเส้นหนึ่งฟาดผ่าลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้ที่มา
มันพุ่งลงมาอย่างแม่นยำราวกับมีเจตจำนง ลงบนร่างของหลัวหยางในเสี้ยววินาทีเดียว
ร่างของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วทุกแห่งของร่างกาย เต็มไปด้วยความทรมานและความตื่นตระหนกจนแทบจะฉีกค่ำคืนอันเงียบงันออกเป็เสี่ยงๆ
ทว่ามันเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ไม่ใช่สิ มันสั้นยิ่งกว่าอึดใจเสียอีก
เมื่อหลัวหยางได้สติอีกครั้ง
ร่างกายของเขาก็ทรุดลงคุกเข่าบนพื้นหิน หอบหายใจอย่างหนัก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะะเิออกจากอก สายฟ้าสีครามที่เพิ่งฟาดลงมากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีรอยไหม้ ไม่มีควัน ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นจริงั้แ่ต้น
“กะ.. เกิดอะไรขึ้น…”
หลัวหยางพึมพำออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ความเย็นะเืจากความหวาดกลัวแทรกซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก เขามองแขนขาของตนเอง ตรวจสอบร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆแม้แต่น้อย
“เมื่อกี้นี้..”
“มันคืออะไรกันแน่…”
หัวสมองของเขาวุ่นวาย ความคิดตีกันไปมาอย่างสับสน หรือว่าเขาจะเห็นภาพหลอน หรือเป็เพราะความผิดหวัง ความกดดัน และความสิ้นหวังสะสมมานานเกินไป จนจิตใจสร้างภาพขึ้นมาหลอกตนเอง
หลัวหยางกัดฟันแน่น ความเป็ไปได้นั้นทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
กระทั่งในความเงียบงัน น้ำเสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน
【ตรวจพบผู้อ่อนแอที่มีความทะเยอทะยานเกินตัว เชื่อมต่อระบบสังหารโชคชะตา】
หลัวหยางสั่นสะท้านทั้งร่าง หัวใจแทบหยุดเต้น ดวงตาเบิกกว้างกว่าเดิมหลายเท่า ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“คะ.. ใครน่ะ!”
เขาร้องะโออกมาอย่างลืมตัว หันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนก มองไปรอบกายด้วยสายตาหวาดผวา แต่รอบตัวกลับว่างเปล่า มีเพียงป่าเขา สายลม และแสงจันทร์อันเย็นเยียบ ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้นเลยคนเดียว
ก่อนที่เสียงนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงความหงุดหงิดและดูราวกับหมดความอดทนอย่างชัดเจน
【หุบปากไอ้เด็กเวร! ข้าพูดอยู่ในหัวของเ้านั่นแหละ ฟังช้าๆและชัดๆนะ ไอ้เด็กหลัวหยาง】
ประโยคนั้นกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโอหังและเย้ยหยัน
【ข้าคือระบบสังหารโชคชะตา】
【กำเนิดขึ้นมาอย่างลึกลับ เพื่อที่จะทำให้เด็กกากๆแบบแกขึ้นเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้】
【เอาง่ายๆว่าข้าระบบ.. คือตัวตนที่จะทำให้แกกลายมาเป็ผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งยังไงล่ะ】
【แต่ก่อนอื่นต้องทำให้ข้าระบบมีความสุข จงมองหาบุตรแห่งโชคชะตาหรือวายร้ายแห่งโชคชะตาซักคน ทรมานมันแล้วสังหารทิ้งซะ!】
【อ๋อ? แล้วอย่าลืมเรียกข้าว่าท่านระบบในทุกๆครั้งด้วยละ ถ้าไม่พูดเช่นนั้นออกมา ข้านายท่านระบบก็คงไม่พอใจ】
คำสุดท้ายดังก้องในหัวของหลัวหยางราวกับคำพิพากษาจากฟากฟ้า
“อะ.. อะ.. ห๊าาาา!!”
ตัวของเขาที่ได้ยินก็นั่งนิ่ง ตัวแข็งทื่อ ลมหายใจติดขัด ดวงตาสั่นไหวด้วยความตกตะลึง ป่าเขาโดยรอบยังคงเงียบงันเช่นเดิม แสงจันทร์ยังคงส่องสว่างไม่เปลี่ยน ทว่าชีวิตของชายหนุ่มผู้มีพร์ระดับหนึ่ง กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วั้แ่วินาทีนั้นเป็ต้นไป