เช้าวันรุ่งขึ้นเต็มกมลถูกปลุกให้ตื่นั้แ่ตีสี่ มีคนงานหญิงคนหนึ่งนำเสื้อผ้าและของใช้จำเป็อีกหลายอย่างมาให้ และบอกให้หล่อนจัดการตัวเองให้เรียบร้อยภายในครึ่งชั่วโมง แล้วให้หล่อนตามไปที่กลางลานหน้าเรือนใหญ่ ทุกคนจะรออยู่ที่นั่น หญิงสาวไม่มีเวลาถามรายละเอียดมากนัก เพราะสาวเ้ารับคำสั่งมา แล้วก็รีบไป หล่อนยังคงง่วงงุน และงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า และเพราะอากาศที่ยังหนาวเหน็บบวกกับเวลาเช้ามืดขนาดนี้ เป็เวลาที่ใครต่อใครกำลังหลับใหล ไม่อยากลุกขึ้นจากที่นอนด้วยซ้ำ ร่างบางจึงเอนตัวซุกใต้ผ้าห่ม หวังแค่หลับต่ออีกสักชั่วครู่ แต่การณ์กลับไม่เป็เช่นนั้น เวลาผ่านไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง สาวชาวบ้านคนเดิมก็กลับมาอีก เสียงเคาะประตูดังลั่น ปลุกหล่อนให้ทะลึ่งพรวดจากที่นอนทันใด อาการง่วงงุนหายเป็ปลิดทิ้ง เหลือไว้แต่ความกังวลเข้ามาแทน ตายแล้ว!! นี่หล่อนเผลอหลับไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ หญิงสาวะโบอกคนข้างนอกให้คอยก่อนชั่วครู่ ก่อนจะรีบจัดแจง อาบน้ำแต่งตัวอย่างเร่งด่วน เมื่อหล่อนเปิดประตูก็อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเข้ม กางเกงขายาวสีเดียวกัน รองเท้าบู้ทกลางเก่ากลางใหม่ยาวครึ่งแข้ง และหมวกปีกกว้าง ดูกลืนกับคนงานเป็อย่างดี
“รีบไปเถอะคุณ นายโมโหใหญ่แล้ว ตอนนี้ทุกคนรอคุณอยู่คนเดียว ปกติเราต้องไปถึงไร่นานแล้ว” พูดไป เร่งเท้าเดินไปโดยเร็ว เต็มกมลกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามอย่างกระหืดกระหอบ ก็จะรีบอะไรกันนักหนา นี่ก็ยังเช้าขนาดนี้
“เรากำลังจะไปไหนกัน แล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง?”
“ไปถึง เดี๋ยวคุณก็รู้เอง” อีกฝ่ายไม่ให้ความกระจ่าง ทุกอย่างดูเป็ความลับไปเสียหมด ถามอะไรไป ไม่ได้คำตอบชัดเจนสักอย่าง เต็มกมลได้แต่ส่ายหัว รีบเดินตามไปอย่างเงียบๆ พอไปถึงลานที่พักคนงาน สิ่งแรกที่หล่อนเห็นคือ ชายร่างสูง มาดเข้ม หน้าตาถมึงทึงยืนจ้องมาทางหล่อนเหมือนจะกินเืกินเนื้ออยู่ก่อนแล้ว
“สายไป 20 นาที ที่นี่เรามีกฎ ถ้าเริ่มงานสายก็ต้องถูกทำโทษ คำปานจัดการด้วย”
แล้วสาวชาวบ้านที่ชื่อคำปานซึ่งเป็คนเดียวกับที่ไปปลุกหล่อนจากที่นอนเมื่อครู่ รีบเดินมาจูงหล่อนออกไปยังรถหกล้อคันใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยคนงานชายหญิงหลายสิบชีวิต บนรถค่อนข้างหนาแน่น หล่อนนั่งรถคันนั้นไปอย่างทุลักทุเล จากเส้นทางที่เริ่มไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และ ลดระดับสลับกันไป อีกทั้งเส้นทางยังเลี้ยวลดคดเคี้ยว ทำให้รู้สึกเวียนหัวเกือบจะอาเจียนหลายครั้ง พอลงจากรถได้ เต็มกมลถึงกับวิ่งถลาไปยังพุ่มไม้ข้างทาง ทุกสิ่งที่อยู่ในท้องมันตีรวนขึ้นมาและออกมาหมดแทบไม่มีเหลือ
“ไหวไหมคุณ? นั่งพักตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันมา” เต็มกมลรู้สึกหน้ามืดตาลาย ได้ยินเสียงคำปานดังอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่มีแรงจะเอ่ยปากพูดด้วย แล้วสาวชาวบ้านก็วิ่งไปคุยกับคนขับอยู่ชั่วครู่ หล่อนได้ยินเสียงคำปานต่อว่าอีกฝ่ายชัดเจน เพราะดูจากอารมณ์คำปานแล้วก็ค่อนข้างจะเดือดอยู่เหมือนกัน
“พี่หนานอิน ทำไมขับรถอย่างนี้ล่ะ? แล้วไหงต้องพามาเส้นทางทุรกันดารขนาดนี้? รู้รึเปล่าว่าพวกเราบนรถ เวียนหัว หน้ามืดจะเป็ลมกันไปหมด จนไม่มีแรงจะทำงานแล้วเนี่ย พี่น่ะจะห้าสิบอยู่แล้วนะ ยังจะมาทำซิ่งเป็วัยรุ่นได้ยังไง? พี่จะพาเราไปไร่ หรือจะพาไปเข้าเฝ้าพระอินทร์กันแน่หา!!..”
“มันจำเป็โว้ย ข้าทำตามคำสั่งนาย”
“อะไรนะ!! หมายความว่าไง? นายเป็คนบอกให้พี่ขับรถเร็ว ปานจะเหาะมาอย่างนี้เหรอ ช้าแค่ยี่สิบนาที ทำไมถึงต้องรีบขนาดนี้ ดีไม่ดี ไปไม่ถึงไร่ มันจะคุ้มกันไหม? ”
“ไม่รู้เว้ย นายให้ข้าเหยียบให้มิด ข้าก็ต้องทำตามคำสั่ง ถ้าขืนนายแซงได้เมื่อไหร่ ข้าโดนเล่นงานแน่ และบอกให้ใช้เส้นทางนี้ ข้าเองก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะนายย้ำมาว่าจะขับตามมาห่างๆ โน่น มาโน่นแล้ว เอ็งสงสัยอะไร ก็ไปถามเอาเองแล้วกัน”
ร่างสูงก้าวลงจากรถ เดินเข้ามาใกล้ช้าๆ มาหยุดตรงหน้าร่างบาง ที่กำลังนั่งหน้าซีดปากสั่น สีหน้าเขามีแววยิ้มเยาะนิดๆ นี่แค่การเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น ดูท่าทางหล่อนสิ ..หมดสภาพ...
“เป็ไง? ถึงกับหมดแรงเลยเหรอ? อ่อนไปไหมเนี่ย? แล้วทีนี้จะทำงานไหวเหรอ?” เต็มกมลกัดฟันฝืนยืนขึ้น อย่างไม่มั่นคงนัก อยากเดินหนีไปให้พ้น หล่อนไม่อยากแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าหล่อนกำลังดูแย่แค่ไหน แต่เพราะด้วยความเร่งรีบของหล่อนเอง บวกกับอาการผะอืดผะอมที่ยังคงมีอยู่ ทำให้หล่อนดันเหยียบเอาหินก้อนหนึ่ง ที่ดันมาวางอยู่ตรงตำแหน่งนั้นพอดิบพอดี จนเซเสียหลักทำท่าจะล้มลงไปอีก แต่ก่อนที่หล่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น ก็มีมือแข็งแรงของอีกฝ่ายคว้าตัวไว้ได้ทัน ร่างทั้งสองแนบชิด หล่อนถูกรวบตัวไว้อยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายเต็มๆ เต็มกมลชะงักค้าง ตกตะลึงกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มก็ไม่ต่างกัน ภาพนั้นตกอยู่ในสายตาของคนงานหลายสิบชีวิต ต่างจ้องมองกันตาค้าง เต็มกมลได้สติ ก่อนจะผลักดันร่างสูงไปโดยแรง หล่อนทำหน้าไม่ถูก พอหลุดออกมาได้ หล่อนก็เดินหลบเลี่ยงไป ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ แต่หูทั้งสองก็ยังได้ยินเสียงปรบมือแรงๆจงใจให้หล่อนได้ยิน
เต็มกมลหันกลับมามอง ยังงงๆกับท่าทีนั้นก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้งเมื่อได้ยินประโยคตามมา
“ตบมือให้อย่างเดียวคงไม่พอ คงต้องให้โล่ห์รางวัลด้วยถึงจะเหมาะ”
สายตาดูแคลนที่มองมา มันช่างกวนอารมณ์ชะมัด นี่เขาคิดว่าหล่อนจงใจจะตีเนียนใช้มารยากับเขารึไง? หล่อนไม่ได้อยากให้เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นสักหน่อย สำคัญตัวผิดไปรึเปล่า? แค่หน้าของเขาหล่อนยังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ แต่หล่อนก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่กัดฟันแน่น ข่มอารมณ์ทั้งโกรธทั้งอาย รีบพาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ชวนอึดอัดนั้นโดยเร็วที่สุด
เต็มกมลถูกพาตัวมายังโรงเรือนลักษณะเปิดโล่งขนาดใหญ่ ภายในมีอุปกรณ์ สำหรับทำสวน จัดวางอยู่ยังมุมหนึ่ง มีกล้าไม้ที่เตรียมไว้ คนงานหญิงคนหนึ่งอธิบายขั้นตอนการทำงานที่หล่อนจะต้องทำคร่าวๆ มันไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน แค่เตรียมถุงสำหรับการชำ เพื่อการขยายพันธุ์ต้นชา หล่อนได้ความรู้ใหม่ ได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ แรกๆยังรู้สึกสนุกด้วยซ้ำ จนกระทั่งถูกก่อกวนโดยผู้มาใหม่นั่นแหละ ดูเหมือนว่าสายตาของใครๆหลายคนที่นี่ ดูจะไม่พอใจหล่อนเอามากๆ ทีแรกก็คิดว่ารู้สึกไปเอง แต่ตอนนี้มันเริ่มชัด คนงานผู้หญิงคนนี้แกล้งเดินมาชนหล่อนั้แ่เมื่อสักครู่ใหญ่แล้ว ตอนนี้ก็ทำทีเป็เดินมาสะดุดถุงเพาะชาที่หล่อนนำดินผสมแกลบใส่เตรียมไว้ กระจัดกระจายเกลื่อน มันเหมือนอุบัติเหตุ แต่หล่อนรู้ดีว่ามันไม่ใช่แน่ๆ ตรีชฎาผู้หญิงคนนั้นคงทำเื่อะไรไว้ให้กับคนที่นี่ ถึงได้เจ็บแค้นฝังใจกันนักหนา และดูเหมือนตอนนี้หล่อนก็ดันโชคร้ายมาอยู่ในดงศรัตรูของผู้หญิงคนนั้นเสียด้วย แย่แล้วสิ!
“ขอโทษทีนะ ฉันไม่ทันระวัง ตายแล้วคงต้องเสียเวลาทำใหม่ทั้งหมด“ แล้วหล่อนก็ลอยหน้าลอยตาเดินจากไป โดยไม่สนใจจะรับผิดชอบกับสิ่งที่หล่อนทำ เต็มกมลได้แต่หายใจเข้าออกลึกๆ บอกตัวเองไว้ว่าให้ใจเย็น
“อดทนไว้เต็มกมล อดทนไว้“ แล้วหล่อนก็จัดการเก็บกวาดเศษดินปนแกลบที่กระจายเกลื่อน และกัดฟันเริ่มทำงานของตัวเองใหม่ เอาสิ! ถ้ามีใครสักคนจงใจแกล้งเรา แล้วเราไปเต้นตามคนพาลพวกนั้น ก็เท่ากับว่าเราหลงกลและตกเป็เหยื่อเขาได้โดยง่าย และเขาก็สามารถทำร้ายเราได้สำเร็จ ซึ่งหล่อนจะไม่ยอมให้มันเป็แบบนั้นแน่ หล่อนจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ยิ้มเยาะ และรู้สึกว่าตัวเองเป็ผู้ชนะเด็ดขาด อยากจะแกล้งอยากจะทำอะไรก็ทำไป หล่อนจะไม่ยินดียินร้าย จะไม่หวั่นไหว จะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรสักนิด คอยดูสิ! ว่าใครมันจะแน่กว่ากัน แต่ตอนนี้อารมณ์มันก็ชักจะหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยเหมือนกันนะ
ผ่านไปหลายชั่วโมงคนงานหญิงคนเดิมที่สอนงานให้หล่อนก็กลับมาและบอกให้พัก ถึงเวลาพักกลางวันแล้ว ถึงเวลาที่หล่อนเองก็ตั้งตารอคอยมาตั้งนาน ตอนนี้ชักรู้สึกหิวจนจะกินลูกช้างได้สักตัวแล้ว คนงานชายหญิงทุกคนมารวมตัวกันที่โรงอาหาร ซึ่งเป็อาคารชั้นเดียวลักษณะเปิดโล่ง มีโต๊ะยาวหลายตัววางอย่างเป็ระเบียบ พร้อมเก้าอี้ล้อมรอบ คนงานหลายคนรวมกลุ่มจับจองที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเมื่อหล่อนไปถึง บางรายก็กำลังเข้าแถวเพื่อรอตักอาหาร มีแม่ครัวประจำโรงอาหารคอยบริการตักอาหารใส่จานให้คนงานแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน
เต็มกมลเข้าแถวรอรับอาหารเหมือนคนงานคนอื่นๆ มีสายตาหลายคู่มองมาทางหล่อนอย่างดูถูกดูแคลน บางคนก็มองราวแปลกใจกับการปรากฎตัวของหล่อน แต่หล่อนก็แกล้งทำเป็เฉยเสีย ไม่สนใจสายตาเ่าั้ ตอนนี้ความหิวมันมีมากกว่าความรู้สึกอย่างอื่น
เมื่อถึงคิว เต็มกมลไม่ลืมที่จะทำความเคารพและขอบคุณป้าแฉล้ม แม่ครัวประจำโรงอาหาร อีกฝ่ายถึงกับใรีบรับไหว้กลับเกือบไม่ทัน ทัพพีที่ถืออยู่ในมือก็ร่วงตกลงไปในหม้อเสียงดัง น้ำแกงที่มีเกินครึ่งกระฉอกกระเด็นออกมาโดนใบหน้าผู้สูงวัยเอง จนรีบลนลานหาผ้าเช็ดเป็การใหญ่ เพราะอาการใที่ได้เห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น แถมยังทำสีหน้าแปลกใจราวกับได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และสายตาอีกหลายๆคู่ก็มองมาด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน
เต็มกมลมองหาที่นั่ง มีโต๊ะตัวหนึ่งยังว่างอยู่ ไกลออกไปใต้ต้นไม้ให้ร่มเงาต้นหนึ่ง หล่อนเล็งไว้ก่อนจะเดินตรงไป แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
“เพล้ง!!“
ใครบางคน มาจากทิศทางไหนไม่รู้ กระแทกเข้ากับด้านหลังหล่อนอย่างจัง หล่อนเสียหลัก แต่ก็ยังประคองตัวเองไม่ให้ล้ม ถาดอาหารที่อยู่ในมือ กระเด็นออกจากมือไป แว่บแรกหล่อนรู้สึกโมโหมาก เมื่อเห็นคนก่อเหตุซึ่งเป็คนงานหญิงเ้าปัญหาคนเดิม ที่คอยตามรังควาญหล่อนไม่เลิก