บริเวณยอดของต้นพลังอัตลักษณ์กิ่งไม้หนามากมายได้พันเกี่ยวร้อยรัดกันจนเป็แท่นไม้แท่นหนึ่งซึ่งตอนนี้บนแท่นไม้นั้นก็มีสายตาหลายคู่กำลังมองลงมายังตำแหน่งของหลี่ลั่วจาก้า
“เ้าหลี่ลั่วหายหัวไปหนึ่งอาทิตย์ในที่สุดก็มาวิทยาลัยเสียทีนะ”
ตี้ฝ่าฉิงกำลังยืนกอดอกชุดนักศึกษาที่รัดรูปเผยให้เห็นทรวดทรงอันงดงามสมส่วนเมื่อรวมกับใบหน้าที่น่ารักและมีเสน่ห์เย้ายวนรางๆ เสี้ยวหนึ่งกับผิวพรรณอันขาวเนียนละเอียดอ่อนด้วยแล้วก็ทำให้มีสายตาของเด็กหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่อยู่รอบข้างแอบมองมาที่นางเป็พักๆ
นางจ้องมองไปที่หลี่ลั่วเบะปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “มันกลัวถูกเป้ยคุนหาเื่หรือไง? ถึงได้ใช้วิธีแบบนี้มาหลบเลี่ยง?”
“น่าเสียดายใบหน้าอันหล่อเหลานั่นจริงๆ”ข้างๆ นางมีกลุ่มเด็กสาวส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์พร้อมถอนหายใจออกมาด้วยเช่นกัน
“ฮิฮิทำเป็พูดดีไป ข้าจำได้ว่าตอนที่หลี่ลั่วยังอยู่ตึกหนึ่งเ้านี่แหละคลั่งไคล้เขาที่สุดเลย” มีเพื่อนคนหนึ่งพูดแซวขึ้นมา
เด็กสาวที่ถูกแซวถึงกับหน้าแดงก่ำรีบกระทืบเท้าโต้กลับ “พวกเ้าเองก็ไม่ต่างกันหรอก!”
เหล่าเด็กสาวหัวเราะคิกคักั์ตาล้วนฉายแววเสียดายออกมาเล็กน้อย หลี่ลั่วในตอนนั้นตอนที่เพิ่งเข้าตึกหนึ่งใหม่ๆ ถือเป็ตัวตนที่โดดเด่นไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆไม่เพียงแต่หน้าตาหล่อเหลาเท่านั้น แต่ยังมีพร์ในการเรียนรู้ที่โดดเด่นและที่สำคัญที่สุดคือคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนั้นยังรุ่งเรืองถึงขีดสุดหนึ่งคฤหาสน์สองขุนนางเลยด้วย
ทั้งหล่อเหลามีพร์ และยังมีภูมิหลังแข็งแกร่ง เด็กหนุ่มแบบนี้มีหรือที่เด็กสาวจะไม่ชอบ?
แต่น่าเสียดายเมื่อเวลาผ่านไปประกายรอบตัวของหลี่ลั่วก็ค่อยๆ จางหายไปเริ่มจากการหายตัวไปของพ่อแม่ของเขาทำให้ทั้งตำแหน่งฐานะและความแข็งแกร่งของคฤหาสน์ลั่วหลานลดลงอย่างมากหลังจากนั้นไม่นานก็ยังมีข่าวออกมาว่าหลี่ลั่วนั้นไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดอีกยิ่งทำให้เขาตกต่ำลงอย่างมาก
ดังนั้นบุคคลที่เคยโดดเด่นที่สุดของตึกหนึ่งจึงถูก“เนรเทศ” ไปอยู่ที่ตึกสอง
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วหากไปหลงใหลเขาอีกก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมแล้ว
ตี้ฝ่าฉิงที่ได้ยินเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของกลุ่มเด็กสาวข้างๆแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดแล้วกล่าวว่า “พวกตื้นเขิน”
...
หลี่ลั่วเพิ่งจะนั่งลงบนใบไม้สีเงินใบหนึ่งไปไม่ทันไรเขาก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังขึ้นมาจากรอบๆ แล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเป้ยคุนเดินนำกลุ่มเพื่อนอันธพาลมายังด้านหน้า
เป้ยคุนมีรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าขาวเนียน แต่แววตาเ้าเล่ห์คู่นั้นกลับทำให้มันดูมืดมนเล็กน้อย
“หลี่ลั่วข้าคิดว่าเ้าจะไม่มาวิทยาลัยแล้วเสียอีก” เป้ยคุนจ้องมองหลี่ลั่วกล่าวด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
หลี่ลั่วเพียงเหลือบมองมันครู่หนึ่งเท่านั้นคร้านจะไปสนใจจริงๆ
ท่าทีเช่นนี้ของหลี่ลั่วทำให้เป้ยคุนเดือดดาลขึ้นมาทันที ตอนที่คฤหาสน์ลั่วหลานยังรุ่งเรืองเขาเอาอกเอาใจหลี่ลั่วสารพัดแต่หลี่ลั่วก็มักจะเมินเฉยใส่เช่นนี้มาโดยตลอดตอนนั้นเขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาแต่ตอนนี้มันยังคิดว่าตัวเองเหมือนกับเมื่อก่อนอยู่อีกหรือ?
“หลี่ลั่วเ้าปล่อยให้ข้าต้องรอเก้อที่หอชิงเฟิงหนึ่งวันเต็มๆ เื่นี้เ้าว่าข้าควรจะจัดการอย่างไร?” เป้ยคุนกัดฟันกล่าว
หลี่ลั่วกล่าวอย่างหงุดหงิด“อย่าเอาความโง่ของตัวเองมาโทษคนอื่นได้ไหม”
“สมองเ้าต้องมีปัญหาขนาดไหนกันถึงคิดว่าข้าจะไปเลี้ยงอาหารเ้าที่หอชิงเฟิง?”
แววตาของเป้ยคุนถมึงทึงลงทันทีกล่าว“หลี่ลั่ว หากเ้าขอโทษข้าตอนนี้ เื่นี้ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้มิฉะนั้น…”
หลี่ลั่วโบกมือปัด“ไสหัวไป”
รอบข้างมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมาเป้ยคุนผู้นี้ถือเป็อันธพาลคนหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงเลยเหมือนกันปกติแล้วมักจะไปรังแกคนอื่นอยู่บ่อยๆแต่เห็นได้ชัดว่าหลี่ลั่วไม่ได้กลัวคำข่มขู่ของมันเลยแม้แต่น้อย
เป้ยคุนจ้องมองหลี่ลั่วด้วยสายตาถมึงทึงจากนั้นจึงกล่าวว่า “ปากดีนัก อย่างนั้นเ้ากล้าลงมาเล่นกับข้าสักหน่อยไหมเล่า?”
หลี่ลั่วส่ายหน้า“ไม่มีอารมณ์”
เป้ยคุนผู้นี้นิสัยต่ำช้าเกินไปในอดีตเขาก็ไม่อยากสนใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งไม่อยากสนใจเข้าไปใหญ่หากเขาไปทำตามคำท้าของมันละก็เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาลดตัวไปอยู่ระดับเดียวกับอีกฝ่าย
เป้ยคุนแค่นเสียงเ็าไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้อีกจากนั้นก็โบกมือออกมากลุ่มเพื่อนอันธพาลของมันก็พากันส่งเสียงโห่ร้องโวยวายออกมาทันที“พวกตึกสองขี้ขลาดกันหมดเลยรึไง?”
คำพูดหยาบคายไม่น่าฟังถูกพ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง
เหล่านักศึกษาตึกสองที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็โกรธแค้นแต่เพราะเกรงกลัวต่อชื่อเสียงอันบ้าเถื่อนของเป้ยคุนทำให้พวกเขาได้แต่โกรธอยู่ในใจ
“หลี่ลั่วเหตุใดเ้าถึงปล่อยให้ปัญหาของเ้า ทำให้ทั้งตึกสองต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเล่า?” เป้ยคุนกล่าวด้วยเจตนามุ่งร้าย
ดูท่าเป้ยคุนผู้นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้างเหมือนกันจงใจยั่วยุให้นักศึกษาตึกสองโกรธแค้น แต่นักศึกษาเหล่านี้กลับไม่กล้าทำอะไรมันสุดท้ายก็ต้องไประบายความโกรธใส่หลี่ลั่วแทนซึ่งก็บีบให้หลี่ลั่วต้องออกหน้าอยู่ดี
“พวกเ้าหุบปากไปเลย”
แต่ไม่นานก็มีเสียงตะคอกดังขึ้นเป็จ้าวคั่วที่ก้าวออกมา จ้องมองเป้ยคุนอย่างเดือดดาลแล้วกล่าว “ถ้าอยากสู้ละก็ข้าจะเป็คู่ต่อสู้ให้เอง”
“เ้าอีกแล้ว”
เป้ยคุนขมวดคิ้วกล่าว“ดูท่าเ้าจะยังไม่เข็ดกับบทเรียนครั้งก่อนสินะ”
จ้าวคั่วกำลังจะอ้าปากพูดต่อแต่กลับถูกหลี่ลั่วโบกมือห้ามเอาไว้ จากนั้นจึงถอนหายใจอย่างจนใจ“เ้าไปสนใจพวกขยะเหล่านี้ทำไม”
จากนั้นเขาก็หันไปมองกลุ่มเพื่อนอันธพาลของเป้ยคุนถอนหายใจกล่าว “เ้าช่วยจำหน้าพวกมันเอาไว้ให้หมดหน่อยแล้วกันเดี๋ยวข้าจะให้คนไปสอนวิธีอยู่ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอย่างสันติให้เอง”
ถึงแม้ว่าตอนนี้คฤหาสน์ลั่วหลานจะมีปัญหามากมายแต่อย่างไรเสียมันก็ยังเป็หนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยอยู่ดีอีกทั้งยังมีกองกำลังที่แข็งแกร่งประจำการอยู่ที่บ้านเก่าด้วยอย่างน้อยก็ยังพอจะจัดผู้คุ้มกันระดับลักษณาจารย์จำนวนหนึ่งออกมาช่วยเหลือได้อยู่
เมื่อนักศึกษารอบข้างได้ยินคำพูดนี้แล้วต่างก็ตกตะลึงจนเบิกตาโตอ้าปากค้างทันที ส่วนกลุ่มเพื่อนอันธพาลของเป้ยคุนต่างก็มีสีหน้าใและมึนงง
พี่ใหญ่เล่นแรงไปหรือเปล่า? พวกเราก็แค่เด็กๆเล่นสนุกกันในวิทยาลัยเท่านั้นเองแต่นี่พี่กลับคิดจะกลับบ้านไปเรียกคนมาทำร้ายพวกเราเลยหรือ?
แบบนี้มันไม่มีเหตุผลเลยนะ!
พวกเขามองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่กก่อนจะถอยหลังไปหลายก้าวอย่างอดไม่ได้ปากที่กำลังส่งเสียงพูดอย่างโอหังอวดดีก็เงียบลงเช่นกันเพราะพวกเขารู้ดีว่าหลี่ลั่วสามารถทำแบบนั้นได้จริงๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะไร้อัตลักษณ์แต่เขาก็ยังเป็ถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานอยู่ดีการจะส่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งมาจัดการพวกเขาสักรอบหนึ่งมันก็ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก
เป้ยคุนเองก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงตวาดด่าทอออกมาว่า “หลี่ลั่ว เ้าไม่ละอายใจบ้างเลยหรือไงถึงได้ใช้วิธีสกปรกแบบนี้”
หลี่ลั่วขมวดคิ้วกล่าว“ถ้าไม่พอใจ เ้าก็ไปเชิญยอดฝีมือของพวกเ้าตระกูลเป้ยมาจัดการข้าสิ”
เป้ยคุนอ้าปากค้างพบว่าตัวเองไม่สามารถตอบโต้กลับได้เลยอย่างไรเสียถึงแม้ว่าคฤหาสน์ลั่วหลานตอนนี้จะกำลังมีปัญหาทั้งภายในและภายนอกแต่ก็เป็ดั่งคำกล่าวว่า อูฐที่ผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้าอยู่ดีตราบใดที่คฤหาสน์ลั่วหลานยังไม่ล่มสลายลงจริงๆ ตระกูลเป้ยก็ยังทำได้แค่ลอบกัดเพียงสองสามคำเท่านั้นส่วนเื่จะให้เขาไปเชิญยอดฝีมือของตระกูลเป้ยมานั้นยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าเขาจะเชิญมาได้หรือเปล่าเลย ต่อให้เชิญได้จริงๆแต่ตระกูลพวกเขาจะกล้าลงมืออะไรกับหลี่ลั่วจริงๆ หรือ? ผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นพวกเขาไม่มีทางรับผิดชอบไหวอยู่แล้ว
ดังนั้นเขาจึงได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
...
บริเวณจุดสูงสุดของต้นพลังอัตลักษณ์มีบ้านต้นไม้ตั้งอยู่หลังหนึ่งซึ่งตรงหน้าบ้านต้นไม้ตอนนี้มีเงาร่างหลายสายกำลังมองดูการโต้เถียงกันระหว่างเหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านล่าง
“ฮ่าฮ่าเ้าหนูน้อยจากคฤหาสน์ลั่วหลานคนนี้นี่น่าสนใจดีจริงๆ”ชายชราผมขาวที่สวมเสื้อคลุมสีขาวดำเอาไว้เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ชายชราผู้นี้คือผู้อำนวยการของวิทยาลัยหนานเฟิงนามว่าเว่ยซา ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังในมณฑลเทียนสู่เลยเหมือนกัน
“เื่ทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษากลับต้องยืมพลังของตระกูลมาจัดการ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลยยอดคนทั้งสองท่านของคฤหาสน์ลั่วหลานไฉนถึงได้ให้กำเนิดบุตรชายที่ไร้ยางอายเช่นนี้ออกมาได้” ข้างๆนั้นได้มีเสียงพูดอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ผู้พูดเป็ชายรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งให้ความรู้สึกสุภาพเรียบร้อยทว่าตรงระหว่างคิ้วกลับมีความหยิ่งผยองเล็ดลอดออกมารางๆ ด้วย
เขาผู้นี้ก็คือครูที่ปรึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงตึกหนึ่งในตอนนี้หลินเฟิง
ก่อนหน้านี้ก็เป็เขาเองที่ออกตัวเสนอให้ไล่หลี่ลั่วออกจากตึกหนึ่งลดขั้นลงไปอยู่ที่ตึกสอง
“อาจารย์หลินเฟิงพูดแรงเกินไปแล้วเป้ยคุนผู้นั้นรู้ทั้งรู้ว่าหลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์ แต่ก็ยังจะไปหาเื่อีกแบบนี้ไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าหรือ?” สวีซานเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆได้ยินเช่นนั้นแล้วก็แย้งกลับทันที
หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบ“การแข่งขันระหว่างนักศึกษาย่อมเป็ผลดีต่อการพัฒนาของพวกเขาเอง”
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คร้านจะมาถกเถียงกับสวีซานเยว่ในเื่นี้เช่นกันจึงหันไปมองชายชราที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าว “ท่านผู้อำนวยการเื่ที่ข้าเสนอไปก่อนหน้านี้ ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
ผู้อำนวยการเว่ยกะพริบตากล่าว“ข้อเสนอไหนหรือ?”
เมื่อเห็นดังนั้นหลินเฟิงก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะกล่าวว่า“การสอบใหญ่ของวิทยาลัยใกล้เข้ามาแล้ว ใบไม้ทองคำของพวกเราตึกหนึ่งมันไม่เพียงพอข้าจึงอยากจะขอให้ท่านผู้อำนวยการแบ่งใบไม้ทองคำมาให้ตึกหนึ่งอีกห้าใบ”
“ข้าไม่เห็นด้วย!”
ผู้ที่ตอบกลับคือสวีซานเยว่นั่นเองเขาจ้องมองหลินเฟิงด้วยความโกรธ เพราะตอนนี้ใบไม้ทองคำบนต้นพลังอัตลักษณ์นั้นนอกจากส่วนที่อยู่ในมือของตึกหนึ่งแล้วก็เหลืออีกแค่สิบใบซึ่งอยู่ในมือของตึกสองเท่านั้นเ้าหลินเฟิงนี่ยังจะมาขอแบ่งไปอีกห้าใบ เช่นนั้นแล้วมันจะไปแบ่งมาจากไหนได้? ก็มีแต่ต้องแบ่งไปจากของพวกเขาตึกสองน่ะสิ?!
ไอ้หมอนี่มันได้คืบจะเอาศอกจริงๆ!