หลี่อวิ๋นห้าวถือไก่ป่าไว้ในมืออย่างลังเล เมื่อมองดูใบหน้าซีดเซียว ร่างกายผอมแห้งของน้องชายก็รู้สึกปวดใจ ซึ่งนั่นทำให้เขาตัดสินใจไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง
หลี่ิเยว่ที่ยืนมองพี่น้องทั้งสองคนอยู่ก็ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะเอ่ยปาก “พี่ใหญ่ พวกเราเก็บสมุนไพรมาได้มากเช่นนี้ รอให้พวกเราเอาไปถามหมอฟู่ก่อน หากมันใช้ได้ พวกเราก็เอาไปขายในเมืองกัน เท่านี้ก็มีเงินพอใช้แล้ว ส่วนไก่ป่าตัวนี้พวกเราก็เก็บเอาไว้กินเองเถอะนะ ร่างกายของพวกเรานั้นยังดี แต่ร่างกายของท่านแม่นั้นย่ำแย่จริง ๆ หากไม่บำรุงให้ดีคงจะแย่กว่านี้แน่”
หลี่อวิ๋นห้าวได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็ประกาย ทุกคนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย หากสามารถขายสมุนไพรเหล่านี้ได้ล่ะก็ พวกเขาก็จะมีเงินพอซื้อข้าวกิน
เมื่อมีเหตุการณ์พิเศษแทรกเข้ามาเช่นนี้ เหล่าพี่น้องจึงสนใจสถานการณ์รอบตัวมากขึ้น พวกเขาหวังว่าจะจับเหยื่อให้ได้เพิ่มขึ้นอีก แต่ดูเหมือนวันนี้พวกเขาจะใช้โชคดีจนหมดเสียแล้ว บ่ายวันนี้จึงเก็บได้เพียงสมุนไพร และถึงพวกเขาจะเจอเหยื่อให้ล่า แต่กลับจับไม่ได้เพิ่มอีก
เมื่อเห็นว่าตอนนี้เวลาเหลือไม่มากแล้ว หลี่อวิ๋นห้าวก็ส่งเสียงหยุดน้องสาวที่กำลังหาสมุนไพรอยู่ “น้องสี่ ใกล้จะเย็นแล้ว พวกเราควรกลับได้แล้วล่ะ ไม่เช่นนั้นท่านแม่จะเป็ห่วงนะ”
หลี่ิเยว่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ตอนนี้เป็เวลาบ่ายแก่แล้ว ใกล้จะเย็นแล้วจริง ๆ นางจึงพยักหน้าและเตรียมตามพี่ใหญ่กลับบ้าน ในขณะที่กำลังจะหันกายกลับไป หางตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ดูคุ้นเคย นางจึงหมุนกายวิ่งไปยังทิศทางนั้นทันที
หลี่อวิ๋นซู่ที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว “น้องสี่ เ้าไปไหนน่ะ! รอข้าก่อน ข้าจะไปกับเ้าด้วย”
ในตอนนั้นหลี่ิเยว่วิ่งเข้ามาถึงต้นพืชที่ดูคุ้นตาแล้ว เมื่อมองไปยังผลสีแดงสดของมันก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไม่น้อย นางจึงเด็ดมันลงมาและเอาใส่ปาก ก่อนจะพูดกับพี่ชายที่ตามมาว่า “พี่สาม นี่คือผลเก๋ากี้ เป็สมุนไพรชนิดหนึ่งเช่นกัน มีสรรพคุณบำรุงตับ บำรุงไต และบำรุงสายตา”
หลี่อวิ๋นซู่หันมองไปที่ต้นไม้ที่มีผลสีแดงสดอยู่เต็มต้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย “เ้าบอกว่านี่คือสมุนไพรงั้นหรือ ข้ารู้จักที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีต้นไม้แบบนี้ขึ้นอยู่ ไม่รู้ว่ามันจะเป็ต้นเก๋ากี้นี่หรือไม่”
หลี่อวิ๋นห้าวกับน้องชายสองคนที่เพิ่งมาถึงก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเช่นกัน พวกเขาเดินเข้าไปดูต้นเก๋ากี้อย่างละเอียด จากนั้นหลี่อวิ๋นห้าวจึงพูดขึ้นอย่างมั่นใจ “ที่ที่เ้าพูดถึงข้าเองก็รู้ มันมีต้นที่เหมือนกับต้นนี้เลย น้องสี่เก็บเอาไปให้หมอฟู่ดูเถอะ หากมันเป็สมุนไพรล่ะก็ พวกเราจะได้เก็บผลที่สุกแล้วลงมาได้มาก ๆ”
หลี่ิเยว่พยักหน้าซ้ำ ๆ แต่นางไม่อาจตัดใจทิ้งต้นเก๋ากี้นี้ได้จริง ๆ นางหาใบไม้ขนาดใหญ่มาหนึ่งใบ พับเป็ทรงกรวย แล้วเด็ก ๆ ทั้งห้าจึงลงมือเด็ดผลเก๋ากี้ลงมา จากนั้นจึงรีบลงจากูเาไป
.
.
“หมอฟู่ ท่านช่วยพวกเราดูหน่อยเถิด ว่าพืชเหล่านี้ใช่สมุนไพรหรือไม่ พวกเราเก็บมันมาตามที่ท่านพ่อเคยสอนก่อนหน้านี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเก็บมาถูกต้องหรือไม่น่ะขอรับ” เมื่อหลี่อวิ๋นห้าวเจอหน้าหมอฟู่เขาก็เข้าไปถามอย่างไม่รั้งรอ
ฟู่เหวินชิงเห็นเด็ก ๆ ทั้งห้าคนก็ใเล็กน้อย เพราะเขาเห็นสมุนไพรในตะกร้าบนหลังเล็ก ๆ ทั้งห้านั่น เมื่อเขาได้ยินหลี่อวิ๋นห้าวเอ่ยถามจึงย่อตัวลงมองดูสมุนไพรเ่าั้ ชนิดของสมุนไพรในตะกร้านั้นไม่ได้เยอะมาก เนื่องจากฤดูกาลนี้บนเขามีสมุนไพรที่พอจะเก็บได้ไม่มากนัก เขาหยิบสมุนไพรแต่ละชนิดมาตรวจดูอย่างละเอียด ผ่านไปหนึ่งเค่อถึงได้ลุกยืนขึ้นและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“สมุนไพรที่พวกเ้าเก็บมาเหล่านี้ รู้หรือไม่ว่าเป็สมุนไพรชนิดไหน” ฟู่เหวินชิงอยากรู้ว่าเด็ก ๆ มีความรู้มากน้อยแค่ไหน จึงเอ่ยปากถามออกไปเช่นนั้น
หลี่อวิ๋นห้าวและเหล่าน้องชายพร้อมใจกันหันหน้าไปมองหลี่ิเยว่ทันที เพราะพวกเขาต่างก็รู้ว่านางเป็คนสอน หลี่ิเยว่เองก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าเขินอาย นางหยิบต้นสมุนไพรต้นหนึ่งออกมาจากในตะกร้า และพูดชื่อ สรรพคุณ รวมถึงวิธีการเก็บออกมาด้วยน้ำเสียงชัดเจน
ยิ่งได้ฟังดวงตาของหมอฟู่ก็ยิ่งเป็ประกาย เด็กคนนี้มีความรู้เื่สมุนไพรเยอะยิ่งนัก นี่เป็วัตถุดิบชั้นดีของการเรียนหมอ เขาถามคำถามกับนางอีกอย่างอยากรู้อยากเห็น และหลี่ิเยว่นั้นก็ตอบโดย——ไม่ต้องคิด
ฟู่เหวินชิงที่ฟังมาจนถึงประโยคสุดท้ายพยักหน้ายิ้ม ๆ “แม่หนู ข้าเห็นว่าเ้ามีความรู้เื่สมุนไพรดียิ่ง เ้าสนใจจะเรียนหมอหรือไม่?”
หลี่ิเยว่ที่ได้ยินคำว่าเรียนหมอก็ตาเป็ประกาย หากสามารถเรียนวิชาการแพทย์กับหมอฟู่ได้ล่ะก็ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าทักษะการแพทย์ที่ติดตัวมาแต่ชาติก่อนจะถูกเปิดเผยแล้ว เมื่อหันกลับไปมองเหล่าพี่น้องก็เห็นว่าพวกเขาพยักหน้า นางจึงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที นางหันกลับไปพยักหน้าอย่างหนักแน่นให้กับหมอฟู่อีกครั้ง และเอ่ยปากถามด้วยความไม่อยากเชื่อ “หมอฟู่ ข้าสามารถเรียนหมอได้จริง ๆ หรือเ้าคะ?”
ฟู่เหวินชิงพยักหน้า ชี้ไปที่ตะกร้าที่วางอยู่บนพื้นพร้อมยิ้มบาง ๆ “จริงแท้แน่นอน สมุนไพรที่พวกเ้าเก็บมาได้ในวันนี้ล้วนถูกต้องทุกต้น ข้าเห็นว่าเ้ามีความเข้าใจดีเลยอยากจะรับเ้าเป็ศิษย์ เ้าตกลงหรือไม่?”
หลี่ิเยว่คุกเข่าลงทันทีโดยไม่คิด ก่อนจะโขกศีรษะสามครั้ง “อาจารย์ โปรดรับการคำนับของศิษย์ด้วยเ้าค่ะ”
“รีบลุกขึ้นเถอะ ในเมื่อเ้าเป็ศิษย์ของข้าแล้ว นับว่าพวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน เช่นนั้นั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เ้ามาที่นี่ในยามเหมา ข้าจะสอนกังฟูเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายของเ้าก่อน เ้าต้องรู้ว่าหากจะเป็หมอที่ดีได้นั้น จะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง” ฟู่เหวินชิงมองร่างกายซูบผอมของเด็กหญิงอย่างไม่ค่อยพอใจ
หลี่ิเยว่ได้ยินคำว่าเรียนวรยุทธ์ก็ตาเป็ประกาย นางหันไปมองพี่น้อง ในดวงตาก็มีประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนมองฟู่เหวินชิงแล้วเอ่ยเสียงหวานอีกครั้ง “อาจารย์ ข้าขออะไรท่านสักเื่ได้หรือไม่เ้าคะ ข้าอยากให้พี่ชายพี่สาว และพวกน้องชายได้เรียนวรยุทธ์ด้วยกัน แล้วก็อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้หลักการแพทย์พื้นฐานนิด ๆ หน่อย ๆ ด้วยเ้าค่ะ อาจารย์เ้าขา ท่านจะอนุญาตได้หรือไม่เ้าคะ?”
ฟู่เหวินชิงมองดูลูกศิษย์ตัวน้อยของตนเองด้วยแววตาขบขันเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปยังเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างหลังเด็กหญิง และเห็นว่าพวกเขาต่างจ้องมองมาที่ตัวเองตาแป๋ว เมื่อคิดถึงสภาพของพวกเขาในตอนนี้ จึงรู้สึกใจอ่อนอยู่หลายส่วน ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าให้พวกเด็ก ๆ พร้อมกับเอ่ย “เช่นนั้นพวกเ้าเองก็มาที่นี่ในยามเหมาก็แล้วกัน ข้าจะสอนทักษะการป้องกันตัวให้พวกเ้า”
พูดจบเขาก็ตบไหล่หลี่ิเยว่ และพูดเบา ๆ “เยว่เอ๋อร์ เ้ากลับไปก่อนเถอะ สมุนไพรพวกนี้ต้องนำไปตากแห้งเสียก่อน เ้ารู้วิธีเตรียมมันหรือไม่?”
หลี่ิเยว่พยักหน้าพร้อมเอ่ยตอบเสียงเบา “ข้ารู้วิธีการเตรียมสมุนไพรเหล่านี้เ้าค่ะ แต่รู้เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น”
ฟู่เหวินชิงเห็นว่าตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว จึงเอ่ยกับเด็ก ๆ ว่า “เยว่เอ๋อร์ พวกเ้ากลับบ้านไปก่อนเถอะ นำสมุนไพรพวกนี้ไปตากให้แห้งก่อน รอให้เก็บได้มากกว่านี้แล้วค่อยส่งไปขายที่จี้ชื่อถัง เอาล่ะ รีบกลับบ้านกันได้แล้ว กินข้าวเสร็จแล้วพวกเ้าค่อยกลับมาใหม่ ข้าจะสอนพื้นฐานของกำลังภายในให้พวกเ้าก่อน”
หลี่ิเยว่พยักหน้า และนึกได้ว่าพวกนางนั้นจับไก่ป่ามาได้ จึงส่งไก่ป่าให้หมอฟู่หนึ่งตัว “อาจารย์ นี่คือไก่ป่าที่พวกข้าจับได้เ้าค่ะ โปรดรับไว้ทำน้ำแกงให้ซือเหนียง (ฮูหยินอาจารย์) ทานเถอะนะเ้าคะ”
ฟู่เหวินชิงเห็นไก่ป่าตัวนั้นก็นึกถึงรสมือของป้าเหวินแม่บ้านผู้ดูแลบ้านขึ้นมา เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ป้าเหวินนั้นทำอะไรดีหมดทุกอย่าง เพียงแต่ทักษะการทำอาหารของนางนั้นยากที่จะกล้ำกลืนจริง ๆ เขาเหลือบมองลูกศิษย์น้อย และแล้วดวงตาก็เป็ประกายทันใด “เยว่เอ๋อร์ ฝีมือการทำน้ำแกงของเ้าเป็อย่างไร เ้าคงรู้นะว่าป้าเหวินทำอาหารได้แย่ยิ่งนัก”
“อาจารย์ไม่ต้องห่วง ข้าทำน้ำแกงได้ไม่เลวเ้าค่ะ แต่ว่าอาจารย์ ข้า้าสมุนไพรบางอย่าง ท่านช่วยข้าจัดสมุนไพรที่เหมาะกับแม่ของข้าและซือเหนียงให้ได้หรือไม่เ้าคะ ข้าอยากตุ๋นน้ำแกงทำยาบำรุงให้กับพวกเขา” ร่างน้อย ๆ ในตอนนี้มีดวงตาเปล่งประกายสุกใส เมื่อพูดถึงเื่ตุ๋นยาบำรุง นางก็ตื่นเต้นยิ่งนัก
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
