อัศจรรย์วันขอพร 神奇如意 | นิยายวายจีน Mpreg

    บทที่ 1-2

    อัศจรรย์วันขอพร 神奇如意บทที่ 1-2 ภาพวาด 
    พิธีสวมกวานของกงจื่อเสร็จสิ้น หากแต่แขกในงานยังมิแยกย้าย บางสำนักยังนั่งร่ำสุรากันอยู่อย่างสำราญ บัดนี้คุณชายรั่วอวี้ได้ผ่านพิธีสวมกวานครบรอบยี่สิบชันษาแล้ว องค์รัชทายาททั้งสองกำลังเดินพูดคุยกันอยู่หน้าตำหนัก ยามนี้เข้าฤดูตงเทียนแล้ว กลีบดอกท้อหลายสิบต้นร่วงโรยปลิวลงสู้พื้น เห็นแล้วรั่วอวี้ก็อดนึกเปรียบกับอาการป่วยของตนมิได้ ไท้จือไจ้จงกล่าว "เหตุใดเจ้ายังมีสีหน้ากลัดกลุ้มอยู่อีก?" รั่วอวี้กล่าวตอบ "มิมีเหตุอันใดหรอกท่านพี่ หากยามนี้เป็นฤดูตงเทียน ใบไม้บนต้น ทั้งดอกท้อหน้าโถงถิงหลงเมื่อครู่ก็ร่วงโรยคงไว้เพียงกิ่งก้านเท่านั้น" ไจ้จงฉุดนิ่งคิดตามสิ่งที่รั่วอวี้กล่าว "ใยเจ้าสนใจต้นไม้ที่ยังมีเพียงกิ่งก้านอยู่เล่า...มีร่วงโรยก็มีเกิดใหม่ ยามเข้าฤดูชุนเทียน ก็ผลิดอกออกผล เกิดยอดอ่อนเติบโตเป็นกลีบดอกไม้งามได้เช่นเดิม..." รั่วอวี้เดินเล่นอยู่กับไจ้จงก็พยักหน้าฟังในสิ่งที่ไจ้จงกล่าว จริงอยู่หากมีร่วงโรยก็ย่อมมีเกิดใหม่ แต่หากตอนนี้รั่วอวี้ยังไม่อยากจากเมืองหลวงแห่งนี้ไป อยากเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองตนบ้าง มิใช่ดำเนินชีวิตที่ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ ยามนี้เขาต้องรีบตามหาผู้มีบุญบารมีที่จะช่วยให้พรของตนนั้นสำเร็จ จะว่าไปหากมัวแต่ตามหาโดยไม่มีจุดหมายคงไม่เกิดประโยชน์ แถมยังเสียเวลาไปมาก เช่นนี้แล้วท่านประมุขผู้นั้น...รั่วอวี้ฉีกยิ้ม "ท่านพี่ประมุขเจียเฟิ่ง ท่านว่ายามนี้ ท่านประมุขท่านนั้นจะบำเพ็ญพลังเซียนถึงระดับใดแล้ว...ดูท่าแล้วคงเก่งกาจเอาการ พลังเวทย์ของท่านประมุขเจียเฟิ่งช่างบริสุทธิ์ ข้ารู้สึกได้ว่าร่างกายข้าแข็งแรงกระปรี้กระเป่าขึ้นยิ่งนัก" ไจ้จงหยุดชะงักชั่วครู่ "เจ้าก็คิดเช่นเดียวกับข้า...เรื่องบำเพ็ญเซียนถึงระดับใดแล้วข้ามิค่อยมั่นใจนัก แต่เจียงจวินเคยกล่าวกับข้าว่า ท่านประมุขเจียเฟิ่งมีพลังเซียนใกล้ถึงระดับสูงสุดอีกไม่กี่ฤดูกาล คาดว่าวิชาเซียนก็สำเร็จถึงขั้นเซียนเทพแบบขั้นสูง" รั่วอวี้พยักหน้าในขณะเดียวกันก็นึกถึงใบหน้ารูปงาของประมุขเจียเฟิ่ง "มิน่า ใบหน้าของท่านเจียเฟิ่งถึงได้ดูอ่อนเยาว์นักข้าได้ยินว่า หากผู้ใดบำเพ็ญเซียนมากกว่าสามระดับก็จะมีใบหน้าอ่อนกว่าวัย แถมยังอิ่มทิพย์ได้อีกด้วย" ไท่จือไจ้จงยืนฟังคำกล่าวของรั่วอวี้ได้สักพักก็คิดบางอย่างขึ้น "แม้มีข้อดีอยู่มาก การฝึกวิชาเซียนเช่นนี้เหตุใดฮ่องเต้ถึงได้เกลียดชังนัก...ข้ากับเจ้าจึงไม่มีบารมีได้ร่ำเรียนแม้แต่วิชากระบี่ก็ยังสั่งห้าม..."  รั่วอวี้เองที่ไม่เคยใส่ใจกับกฎบ้านเมืองมากนักบัดนี้กลับอยากเรียนรู้ให้มาก เพิ่มพูนความรู้อีกนิด บางทีฮ่องเต้อาจจะเมตตาให้เขาได้ฝึกวิชาอยู่ที่พรรคของประมุขเจียเฟิ่งบ้าง ไจ้จงยื่นมืไปจับข้อมือบางผอมของรั่วอวี้ที่ยามนี้ช่างดูไม่ต่างจากเด็กขาดสารอาหาร ร่างกายผอมบางจนไม่มีเค้าของเด็กหนุ่มไปแล้ว ไจ้จงกล่าว "เป็นเพราะข้าที่ทำให้ให้ร่างกายของเจ้า เป็นเช่นนี้ หากข้าป่วยหนักก็ควรจะปล่อยให้ข้าจากไปอย่างสงบ...มิใช่ให้เจ้าคอยเอาเลือดมาให้ข้าจนเจ้าต้องป่วยเสียเองเช่นนี้" รั่วอวี้ส่ายหน้า มือผอมกุมมือไจ้จงไว้แน่น "มิใช่ความผิดท่าน ข้ายินดีที่มอบเลือดข้าเพื่อรักษาท่านไว้...แม้ชีวิตข้าจะสั้นแต่ข้าก็ดีใจนักที่ภายภาคหน้าบ้านเมืองนี้จะมีองค์จักรพรรดิไจ้จงเป็นผู้ดูแล..." รั่วอวี้กล่าวออกมาด้วยใจจริง การที่ไจ้จงเจ็บป่วยตั้งแต่เกิดทำให้รั่วอวี้ที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว ได้คอยให้เลือดแก่ไจ้จงเกือบทุกคืน  ทำเช่นนั้นติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ท้ายที่สุดร่างกายของไจ้จงเริ่มแข็งแรง ไม่มีอาการไข้ติดต่อกันหลายเดือน แต่น่าใจหายนักที่อาการของรั่วอวี้กลับแย่ลง เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ  จนถึงทุกวันนี้ ไจ้จงถอนใจใบหน้าแสดงออกถึงความกลัดกลุ้มภายในใจ "หากเจ้าคิดเช่นนั้น ก็มิผิดหากข้าขอให้เจ้ารักชีวิตเจ้าด้วย ที่เจ้าไข้ขึ้นเช่นนี้ประมุขเจียเฟิ่งบอกกับข้าว่าเจ้าเดินทางออกจากวังหลวงไปที่เขาจันทราอะไรสักอย่าง...โดนฝนนานเช่นนั้นมิให้เจ้ามีไข้ได้อย่างไรกัน" รั่วอวี้บัดนี้ตนไม่อยากให้ไจ้จงหนักใจกับเรื่องสุขภาพมากนัก จึงทำได้แค่ส่งยิ้มแล้วแสดงสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย ใบหน้ายับยู่ยี่ลง “ท่านพี่...ข้าเพียงแค่อยากไปสูดอากาศนอกวัง แต่ไม่นึกว่าจะหลงทาง...ข้าผิดไปแล้วอย่าเอาเรื่องข้าไปบอกฮ่องเต้เลยนะ...” คว้ามือของไจ้จงขึ้นมาก่อนจะลูบเบาๆ คล้ายเอาใจยามนี้ไจ้จงจะทำอย่างไรได้ เขาจึงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าเข้าใจรั่วอวี้...น้องข้าเจ้าคงเหนื่อยที่เฉยแล้วมิได้ทำอะไร...”ไจ้จงบัดนี้เข้าใจรั่วอวี้ดีมากกว่าผู้ใด เห็นน้องชายอยู่เพียงตำหนักตงเทียน วันวันมิได้หยิบจับอะไรมากนัก นอกจากจับพู่กันแต่งแต้มลงบนกระดาษชวนจื่อ[4] เพียงเท่านั้น มีบ้างที่รั่วอวี้นำภาพวาดไปขายเองในตลาดนอกวัง แต่พักหลังถูกฮ่องเต้ตำหนิบ่อยครั้งว่าเป็นถึงองค์รัชทายาทที่สอง เหตุใดจึงทำตัวมิสมเกียรติ จึงได้แค่เก็บภาพวาดไว้ในตำหนัก“ไท่จื่อ...บัดนี้ฮ่องเต้ทรงมีคำสั่งให้ไท่จื่อเข้าเฝ้า” เสียงแม่ทัพหยุ่นฮ้าวกล่าวกับไจ้จงหลังจากเดินตามหาองค์รัชทายาทอยู่นานไจ้จงพยักหน้า “อื้ม...ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ไว้พี่จะไปพบเจ้าที่ตำหนักแล้วกัน” ไจ้จงกล่าวกับรั่วอวี้ก่อนจะเดินไปพบฮ่องเต้พร้อมกับท่านแม่ทัพ....                    จังหวะที่รั่วอวี้กำลังจะเดินกลับตำหนักของตน เขาเห็นประมุขเจียเฟิ่งเดินผ่านหน้าโถงถิงหลงไปทางโถงรับรองแขกที่เข้ามาพักในวังหลวง สงสัยจะเป็นโถงประจิมแน่ คิดได้เช่นนั้นรอยยิ้มกระตุกขึ้นเพียงครั้ง รั่วอวี้ฉีกยิ้มก่อนจะเดินเร็วๆ ไปยังโถงประจิม          รั่วอี้เดินมาถึงหน้าโถงรับแขก ประมุขเจียเฟิ่งเดินเข้าไปในห้องแล้ว เท้าค่อยๆ เดินอย่างเชื่องช้า ยามนี้ถ้าเขาเข้าไปทักทายกับประมุขเจียเฟิ่ง ก็คงมิเป็นการรบกวนมากเท่าใด ครั้นจะเอ่ยกล่าวขอบคุณสักเล็กน้อยที่ประมุขเจียเฟิ่งได้ช่วยเหลือตนเอาไว้ ก็คงเป็นเรื่องที่เหมาะสมนัก          คิดได้เช่นนั้นรั่วอวี้ก็ยืนชั่งใจอยู่ชั่วครู่บริเวณด้านหน้าประตูของห้องโถงนี้...แต่มือที่ยกขึ้นได้เพียงไม่กี่ชุ่นกลับต้องงอกลับมา “ต้องมีของตอบแทนสักเล็กน้อยถึงจะเหมาะสินะ...” คิดได้เช่นนั้นรั่วอวี้จึงรีบผินตัวกลับวิ่งเร็วๆ ไปยังตำหนักตงเทียน           ประตูห้องโถงถูกเปิดออกเมื่อครู่เจียเฟิ่งเห็นเงาของใครบางคน ยืนทำท่าคล้ายจะบุกเข้ามาในห้อง เขาจึงเปิดประตูเพื่อจะดูว่าเป็นผู้ใด เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นเป็นกงจื่อรั่วอวี้กำลังวิ่งกลับออกไป สายตาก็ปรากฏแววสงสัยมากมิน้อย...           รั่วอวี้เข้ามาในตำหนักของตน เดินไปยังโถงข้างเตียงนอน บนชั้นมีตำราหนังสือมากมาย รวมถึงกล่องเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการวาดรูป รั่วอวี้หยิบพู่กัน จานฝนหมึกและกระดาษชวนจื่อมากางลงบนโต๊ะเขียนอักษร...          คิ้วเส้นบางยกขึ้นคล้ายกำลังนึกสิ่งใดอยู่ในหัว...ไม่นานรั่วอวี้ก็ได้เตรียมจานฝนหมึก มือเรียวจับแท่งหมึกฝนลงบนจานเบาๆ เขาวนแท่งหมึกวนไปมาอยู่สองสามรอบลงบนจานหมึกเปียกน้ำ          ใช้เวลาไม่นานน้ำหมึกสีดำก็พร้อมใช้ ปลายพู่กันค่อยๆ จุ่มลงบนน้ำหมึกรั่วอวี้ฉีกยิ้มอย่างตั้งใจ เขาจรดพู่กันลงบนกระดาษชวนจื่อ ตวัดปลายพู่กันให้กลายเป็นรูปของประมุขเจียเฟิ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ                      ยามนี้ผ่านไปจนถึงยามเซินแล้ว เจียเฟิ่งที่กำลังพักจิบชาอยู่ในโถงรับรองได้รับสารเวทย์[5] จากอาจารย์ในพรรคเป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบกลับไปจัดการ เจียเฟิ่งใช้นิ้วเขียนข้อความขึ้นกลางอากาศปรากฎแสงสีแดงก่อนจะส่งสารเวทย์นี้กลับไป                    ไจ้จงเดินมายังตำหนักตงเทียนไม่ทันจะเปิดประตูเข้าไป ร่างของรั่วอวี้ก็เดินออกจากประตูมาพร้อมกับถือกระดาษอยู่หนึ่งมวน “รั่วอวี้...เจ้าจะไปที่ใด...หรือว่าจะไปขายภาพวาดนี่อีกเช่นนั้นหรือ?”          ไจ้จงชี้นิ้วไปยังกระดาษชวนจื่อ รั่วอวี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “มิใช่...ข้ากำลังจะไปหาประมุขเจียเฟิ่งน่ะท่านพี่...”           ไจ้จงกล่าวเมื่อนึกขึ้นได้ “เมื่อครู่ประมุขเจียเฟิ่งพึ่งออกจากโถงรับรองไป...ได้ยินว่ามีเรื่องด่วนเกิดขึ้นจึงต้องรีบกลับไปจัดการ ยามนี้คงถึงหน้าประตูวังแล้วกระมัง...”          รั่วอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าตกใจ เขาอุตส่าห์ตั้งใจวาดเกือบครึ่งวันเหตุใดถึงกลับไปเร็วนัก ยังมิได้กล่าวขอบคุณสักประโยคเลย“เช่นนั้นข้าวิ่งตามไปตอนนี้น่าจะทัน...ท่านพี่ไว้ข้าจะกลับมาคุยกับท่านใหม่นะ...ตอนนี้ข้าต้องรีบแล้ว” พูดจบร่างผอมบางก็รีบวิ่งถือภาพวาดไปยังหน้าประตูวัง โดยไม่สนใจคำค้านจากไจ้จงเลยสักนิด          “เจ้าจะวิ่งทันได้อย่างไร...ฝีเท้าคนกับฝีเท้าม้ามิใช่ว่าต่างกันมากนักหรอกหรือ...” ไจ้จงกล่าวอย่างนึกตำหนิน้องชายที่ยามนี้นึกเอาแต่ใจเสียจริง รั่วอวี้วิ่งเร็วสุดแรงจนมาเจอขบวนม้าของประมุขพรรคเจียเฟิ่งที่ตอนนี้กำลังขี่ม้าผ่านประตูวังหลวง ที่ไกลออกไปประมาณครึ่งลี้ “ท่านประมุขเจียเฟิ่ง...ช้าก่อน...” รั่วอวี้ตะโกนเรียกสุดเสียง แต่ดูท่าประมุขเจียเฟิ่งจักมิได้ยินเสียงเรียกของรั่วอวี้เลย“ช้าก่อน!...ท่านประมุขเจียเฟิ่ง...รอข้าก่อน” เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก บัดนี้ประตูวังค่อยๆ ปิดเข้ามา “อย่าพึ่งปิด!...ช้าก่อน! รอข้าสักประเดี๋ยว” รั่วอวี้วิ่งมาถึงประตูวังที่ตอนนี้ปิดลงไปแล้ว เขาสั่งให้ทหารเปิดประตูให้อีกครั้ง “ประมุขเจียเฟิ่งลืมของสำคัญ...เปิดประตูวังสักครู่เถิด...”ไม่นานประตูวังหลวงถูกเปิดออก รั่วอวี้ไม่รอให้ประตูเปิดกว้างเท้าก็เร่งฝีเท้าขึ้นเร็วๆ วิ่งไปด้านหน้าที่ตอนนี้ประมุขเจียเฟิ่งกำลังควบม้าห่างออกไปไม่ไกลมากนัก“ช้าก่อน! ได้โปรด...ได้ยินข้าสักทีเถอะ!” รั่วอวี้วิ่งเร็วๆ อาการหอบเหนื่อยก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น  เขาวิ่งและเพิ่มแรงเฮือกสุดท้ายพร้อมตะโกนดังๆ ออกไปว่า  “ท่านประมุขเจียเฟิ่งรอข้าก่อน!...” ก่อนร่างผอมจะล้มพับลงด้วยขาที่เหนื่อยล้า...ทันใดนั้นศิษย์จากพรรคประมุขเจียเฟิ่งที่เดินทางรั้งท้ายขบวนได้ยินเสียงของรั่วอวี้จึงหันกลับไปมอง ก่อนจะตะโกนเรียกท่านประมุขพรรคว่า “หยุดม้าก่อน…ท่านประมุขมีคนตามท่านอยู่ด้านหลังขอรับ...”เจียเฟิ่งหยุดม้าทันทีก่อนจะผินตัวกลับไปมองว่าผู้ใดที่ตามเขามา เจียเฟิ่งเห็นร่างของรั้วอวี้ที่อยู่ห่างไปครึ่งลี้ เขารีบควบม้าให้วิ่งกลับไป ไม่นานม้าของประมุขเจียเฟิ่งก็หยุดอยู่ตรงหน้าของรั่วอวี้ที่นั่งเข่าพับอยู่บนพื้นดิน ชุดเสวียนตวนที่สวมในพิธีเมื่อเช้าคุกไปด้วยฝุ่น “เหตุใดจึงได้ล้มพับลงเช่นนั้น...” ฝ่ามือหนายื่นมาตรงหน้าของรั่วอวี้พร้อมกับเสียงทุ้มหนักนุ่มของเจียเฟิ่งเอ่ยถามคนตรงหน้ามือเล็กยื่นไปจับฝ่ามือหนาให้ฉุดเขาลุกขึ้นยืน“ข้า...ข้ามีสิ่งหนึ่งจะมอบให้ท่าน...แต่มิทราบว่าท่านจะออกเดินทางในยามนี้ จึงมิได้เตรียมตัวให้ดี...ข้าจึง...” รั่วอวี้พูดไปเสียงก็หอบพร่าไปด้วย เขาสูดอากาศหายใจอยู่ชั่วครู่ประมุขเจียเฟิ่งกล่าว “จึงวิ่งหน้าตื่นตามข้ามาเช่นนี้...กงจื่อมิเหนื่อยหรืออย่างไร อาการไข้ยังมิหายดีมิใช่หรือ?”รั่วอวี้ส่ายหน้าเพียงน้อย “ข้าแค่อยากมอบภาพวาดนี้ให้ท่านเป็นการตอบแทนที่ช่วยข้า...อีกอย่างข้ามีเรื่องอยากปรึกษาท่านแต่วันนี้คงมิได้แล้ว...เช่นนั้นข้าขอมอบภาพนี้ให้ท่านเพียงอย่างเดียวก็แล้วกัน” รั่วอวี้ซับเหงื่อบนใบหน้าก่อนจะยื่นภาพกระดาษชวนจื่อไปให้เจียเฟิ่ง ประมุขเจียเฟิ่งรับกระดาษมวนนั้นมา “ขอบใจกงจื่อมากที่มีน้ำใจ...ข้าก็มีของเล็กๆ น้อยๆ จะมอบให้ในวันเกิดของกงจื่อรั่วอวี้เช่นกัน”เจียเฟิ่งหยิบพู่หยกสีเขียวออกมาจากแขนเสื้อด้านใน “นี่เป็นพู่หยก...เชื่อว่าผู้ใดได้พกติดตัวจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บไข้ ร่างกายแข็งแรง”รอยยิ้มปรากฏต่อหน้าประมุขเจียเฟิ่ง รั่วอวี้รับพู่หยกไว้แววตาประกายระยับจ้องมองพู่หยกนี้ราวกับเป็นของมีค่ามหาศาล “ขอบคุณท่านประมุขเจียเฟิ่งสำหรับพู่หยกที่มอบให้ข้า...สวยงามมากจริงๆ ข้าจะเก็บมันไว้อย่างดีเลยล่ะ”เจียเฟิ่งกล่าวขึ้น “เช่นนั้นกงจื่อโปรดเชื่อฟังข้า...พรุ่งนี้อาการไข้อาจจะตีกลับได้ ให้กงจื่อรีบกลับไปพักผ่อนเถิด...อีกสามสี่วันข้าจะนำยาที่ปรุงแก้พิษไข้มาด้วย กงจื่อจะได้เจริญอาหาร”รั่วอี้ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจจนฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาอีกรอบ “จริงหรือ...ได้ๆ ข้าจะรักษาตัวให้ดีเพื่อรอท่านประมุข” “งั้นข้าคงต้องเดินทางต่อแล้ว...กงจื่อรีบกลับเข้าวังได้แล้ว” เจียเฟิ่งสั่งให้รั่วอวี้กลับเข้าวังยามนี้ใกล้มืดแล้วอากาศเริ่มเย็นเกรงว่าอีกคนจะยิ่งตัวเย็น พิษไข้ก็จะกลับมาได้เร็ว “อื้ม...ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย” รั่วอวี้อวยพรให้ประมุขเจียเฟิ่งก่อนจะยืนมองเจียเฟิ่งที่กำลังขี่ม้าเดินทางจนลับตาไป  อันนี้เป็นพู่หยกที่ประมุขเจียเฟิ่งมอบให้น้องค่ะ >,,<
    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่
     กระดาษชวนจื่อ[4] : กระดาษไว้สำหรับวาดภาพเขียนหนังสือสารเวทย์[5]  เป็นข้อความที่สร้างขึ้นจากพลังเวทย์ ใช้ส่งผ่านกระแสจิต เวลาส่งสารจะมีแสงไฟเป็นดวงเล็กๆ ลอยมายังผู้รับสาร เปิดอ่านได้กลางอากาศและสามารถทำลายด้วยพลังเวทย์จากผู้รับสารเพียงเท่านั้น  สวัสดีปีใหม่ 2564 ค่าทุกคน ขอให้มีความสุขกับวันปีใหม่นี้นะคะ มาขอพูดอะไรสักหน่อยเรื่องนี้อัพอยู่ในพาท 2 ของบทที่ 1 งงกันไหม แต่ไรท์ตั้งชื่อขึ้นมากันว่างเฉยๆ แต่ที่จริงแล้วก็จะอยู่รวมในบทที่ 1 1 บทจะมี 3 พาท นะคะ หรือบางบทอาจจะมากกว่านั้นตามเนื้อเรื่อง มาในตอนนี้แล้ว รั่วอวี้ผู้นี้ดูท่าจะหลงเจียเฟิ่งเข้าให้ละ เพราะอะไรรู้ไหม หาผู้มีบุญบารมีไงล่ะ 5555 น้องเลยอยากสนิทสนมกับประมุขมากกว่านี้ เผื่อภายภาคหน้าจะขอพึ่งพาได้ คำขอพรของน้องจะได้เป็นจริงสักที ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ >3<   ขอฝากนิยายเรื่อง ไท้เจี๋ยน ขันทีเคียงบัลลังก์ อีกเรื่องด้วยนะคะ ><