ข่ายมนต์บาง ๆ ค่อย ๆ ปกคลุมทั่วอาณาเขตพระราชวัง ไม่อาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกตัวได้ ยกเว้นแต่เพียงเหล่าผู้วิเศษทั้งหลายที่พร้อมระวังภัย ผู้นำการเดินทางทั้งสี่ คาโล โร คาลิน่าเริ่มรู้สึกตัวถึงความเปลี่ยนแปลง
ข่ายมนต์... ของใคร
ข่ายมนต์อบอุ่น อ่อนโยน ข่ายมนต์ปกป้องของใครบางคนกำลังทำงาน ข่ายมนต์ที่รู้สึกถึงชัยชนะลาง ๆ แม้ยังไม่ปะทะศัตรู จอมเวทย์มืดแห่งเดมอส สองพี่น้องเกรเดเวลกำลังแผลงฤทธิ์ ท้องฟ้ายามเที่ยงที่เคยต้องแสงแดดเจิดจ้าพลันมืดมิดราวกับมีใครนำผ้าใบผืนใหญ่มาคลุมบริเวณนี้เอาไว้ พายุพัดโหมกระหน่ำ เหล่าทหารหญิง อเมซอนออกมาประจำการเตรียมความพร้อมทั่วบริเวณรอบนอก
“เกิดอะไรขึ้น วะเนี่ย”
ครี้ดเอามือป้องหน้าเอาไว้ มองฝ่าพายุที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างผิดปกติ
“ห้ามทุกท่านออกจากเขตปราสาท นี่คือคำสั่งฝ่าบาท”
ทุกคนหันไปมองหญิงสาวในชุดแพรไหมสีสด เธอหันไปทำความเคารพมาทิลด้า ผู้เป็นเจ้าหญิงของเมือง ก่อนจะหันไปสั่งการทหารที่รายล้อมอยู่ให้เตรียมพร้อมรับมือ
“เกิดอะไรขึ้น เวียงนา” มาทิลด้าถามเสียงทรงอำนาจ
“มีผู้บุกรุกเพค่ะ องค์หญิง”
กลุ่มคนจำนวนมากในชุดสีดำปิดคลุมใบหน้ามิดชิดบุกเข้ามาในเขตพระราชวังทันทีตามคำพูด
ทหารที่รายล้อมอยู่กระโจนเข้ารับมือทันที เหล่าทโมนที่เห็นหญิงสาวเข้าต่อสู่ ทนไม่ได้จึงกระโดดเข้าร่วมรบด้วย
“ให้ตายเหอะ มากันไม่หยุด” ลอเรนซ์สบถก่อนจะเข้าไปช่วยแนวหน้าอีกคน
“ลอรี่ เล่นด้วย”
โรเวนมองความวุ่นวาย ถอนหายใจเบา ๆ ไธนอส ตบบ่าเพื่อนผู้นำทัพพร้อมกระชับดาบเข้ามือ ก่อนกระโดดเข้าสู้ศึกตาม
“แองจี้ มาทิลด้าคุมทัพหน้า คาโล โร คาลิน่าสนับสนุนทัพหลัง เรนอนคอยช่วยคนเจ็บ ลงมือได้”
การต่อสู้ดังสนั่นทั่วบริเวณ คนเจ็บประปรายทั้งฝ่ายตนและฝ่ายศัตรู ทำให้โรเวนเกิดความไม่พอใจเท่าไรนัก ภาพของกลุ่มผู้มาใหม่สี่คนทำให้เขาต้องเหงื่อตก แต่จู่ ๆ พลังสีดำก็อัดเหล่าศัตรูที่ขวางทางแหวกออกไปสลบแน่นิ่ง โรเวนหันไปมองผู้มาใหม่ฝั่งตนทันที
เฟลิโอน่า
หญิงสาวหน้าหวานละมุ่นรุ่นน้องหัวหน้าชั้นปี ผู้กุมอำนาจชั้นปี ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามสมสายเลือด ก้าวเดินด้วยท่าทีสงบไม่ทุกข์ร้อนกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ข้างตัวเจ้าหล่อนคือชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอมดำที่เดินอย่างสงบ มองดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
ทั้งคู่เดินไปหยุดลงตรงกลางของลานที่โดนเคลียร์ทางโล่งไว้ เก้าอี้ถูกเสกขึ้นให้แก่ชายหนุ่มที่นั่งลงอย่างสงบเยือกเย็น ลอเรนซ์ที่เสร็จจากการต่อสู้เดินตามไปสมทบเช่นเดียวกัน เฟรินดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เสียงการต่อสู้ก็พลันเงียบลงในบัดดล ร่างของฝ่ายตรงข้ามร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“เฟลิโอน่า ให้แขกยืนรอมันเสีย มารยาท”
เสียงทุ้มเอ่ยอย่างนุ่มนวลไร้ความโกรธแต่อย่างใด แต่กระแสเสียงที่ทอดออกมากลับฟังดูน่าเกรงขามชวนขนลุกอย่างน่าประหลาด เฟลิโอน่าเสกเก้าอี้ขึ้นมารับแขกผู้มาเยือนทั้งสี่ แต่อีกฝ่ายหาไม่มีใครนั่งลงแต่อย่างใด เฟรินโบกมือนิดหน่อย พายุก็สงบลงทำให้เสียงรอบข้างเงียบสงบลงอีกครั้ง
“มารยาท”
ดวงตาสีน้ำตาลแข็งกร้าว นิ้วเรียวดีดนิ้วอีกครั้ง สามคนที่อ่อนวัยกว่าก็ถูกกระชากลงติดกับเก้าอี้ เหลือเพียงท่านอาวุโสหนึ่งเดียวที่ยืนได้อย่างสงบ มองเด็กหนุ่มอย่างหยั่งเชิง น่ากลัวดังคำล่ำลือ ... เจ้าชายรัตติกาล
ความร้ายกาจที่แม้แต่ฝ่ายเดียวกันยังอดกลัวชายหนุ่มไม่ได้ ชายหนุ่มที่ถึงแม้จะไม่ได้ขยับตัวจากเก้าอี้ ไม่แม้แต่จะเรียกอาวุธเสียด้วยซ้ำ ก็สามารถปราบกองทัพฝ่ายตรงข้ามได้อย่างราบคราบไร้ที่ติ นี่หรือพลัง... ของหัวขโมยขี้เล่นที่มีดีแค่เพียงฝีมือทางดาบ
“หากมีธุระก็ควรติดต่อขอนัดพบเสียก่อน การนำคนเข้าบุกรุกเป็นการกระทำที่เสีย มารยาท”
สิ้นคำพูดร่างผู้บุกรุกที่กองบนพื้นก็เริ่มดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดราวกับมีใครจับพวกเขามาทรมาน
“ข้าขออภัยในความเสีย มารยาท”
ราวกับมนต์สะกด ร่างผู้บุกรุกสงบลง พากันพยุงล่าถอยกลับไปอยู่ข้างหลังผู้สั่งการทั้งสี่นิ่ง เฟรินขยับยิ้มกว้าง กระซิบกระซาบบางอย่างกับ เฟลิโอน่า
“ไอพวกปีศาจน่ารังเกียจ”
ชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงตะโกนลั่นฮึดฮัดขัดใจ เพราะตัวเองต้องติดอยู่ในอาคมบนเก้าอี้ของอีกฝ่าย หากแต่อีกฝ่ายกลับยังคงสงบเฉกเช่นเดิม
“มุมท่านแยกปีศาจกับมนุษย์ จากรูปร่างลักษณะภายนอก หากแต่พวกผมแยกความแตกต่างจากจิตใจ หากละโมบอยากได้ มนุษย์ก็มิต่างจากปีศาจที่น่ารังเกียจในคราบมนุษย์ หากแต่ปีศาจผู้มีจิตใจอ่อนโยนกลับกลายเป็นมนุษย์ไม่ได้ เพียงเพราะรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนใคร”
“จิตใจโหดเหี้ยมสมปีศาจ”
“การฆ่าฟันโดยไร้เหตุผลเพื่อของที่ต้องการ ท่านฆ่าคนที่ขวางทางได้อย่างไม่ลังเลมิใช่หรือ”
ชายผมแดงเพลิงกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่ไม่อาจโต้เถียงใด ๆ กลับไปได้ ผู้อาวุโสบีบไหล่ชายหนุ่มเบา ๆ เรียกสติ ทำให้เขาต้องยอมสงบลงเสียโดยดี
“พวกท่านถอยกลับไปเสียเถิด พวกเราจะไม่ทำร้ายพวกท่าน” เฟลิโอน่าเกลี่ยกล่อม
“น่ารัก พูดดี แต่ต้องขอโทธด้วยขอรับกระหม่อม งานคืองาน รับมาแล้วก็ต้องทำ แล้วก็ต้องทำให้มันสำเร็จด้วย” ชายหนุ่มขี้เล่นเอ่ย ดวงตาจริงจังตรงข้ามกับคำพูด
“งั้น... ผมก็ต้องขอเสียมารยาท”
สายลมพัดวูบแล้วร่างของคนทั้งเจ็ดก็หายไปเหลือเพียงกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ตรงกลางลาน ท่ามกลางความงงงวยของเหล่าผู้ชม
เจ้าหมอนี่
ดวงตาสี อเมทิตย์ จ้องมองบุรุษตรงหน้าที่ดูน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับรุ่นน้องของเขาเห็นจะได้ ดวงหน้าใต้ผมสีแดงเพลิงหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
นี่มันอะไรกัน กลิ่นไอปีศาจปนอยู่ในตัว... ชายผมเพลิงย่นคิ้วไม่สบอารมณ์กับคนตรงหน้า
“นักบวชนอกรีต”
ดวงตาของนักบวชนอกรีตวาววับกับคำพูดของคนตรงหน้า
“การสวดมนต์ไม่ได้ห้ามปีศาจ คัมภีร์มนตราสวรรค์”
คัมภีร์ยาวคลี่ออกสะบัดพุ่งพรวดรวดเร็ว รุนแรง พลิ้วไหว แม้อีกฝ่ายจะเอาดาบตั้งรับได้ แต่ไม่อาจเอาดาบตั้งรับคัมภีร์ที่พลิ้วไหวกรีดเลือดเนื้อจนเจ็บแสบ เลือดไหลซึมตามรอยแผล
“หลีกทางซะ เสร็จงานแล้วจะไป”
เฟี้ยว...
มีดสั้นปาดแก้มซ้ายยามเกือบถึงใบหูชายหนุ่ม ดวงตาสี อเมทิตย์วาววับจังมองคนพูดดุดัน
“อยากกลับก็กลับ อยากบุกก็บุก” เสียงทุ้มตะคอกใส่อย่างไม่สบอารมณ์
“เพลงดาบสิบหกตะวัน”
ชายผมแดงเพลิงสะบัดดาบเป็นเพลงดาบรัวเร็วจนราวกับเกิดแสงเจิดจ้าขึ้นจนทุกอย่างพล่าเลือน ลอเรนซ์ยกมือขึ้นป้องสายตา
อัก อึก...
ร่างสูงของนักบวชหอบเล็กน้อย ตามเนื้อตัวมีแต่บาดแผลเต็มตัว ความโมโหวิ่งเข้าสู่จิตใจ คฑาที่ไม่ถูกใช้มานานถูกเรียกเข้ามือ พลังเวทย์เรียกร้องส่องแสงสว่างเจิดจ้าที่หัว คฑา
บุตรแห่งจอมเวทย์ทั้งสองแผ่นดิน ราชินีจันทรา แม่มดผู้ทรงอิทธิฤทธิ์แห่งเดมอสกับกษัตริย์ริชาร์ด จอมมนตราสามทหารเสือแห่งเอเดน
ศึกครั้งนี้ไม่หวังชนะ ขอเพียงแต่มีชีวิตเหลืออยู่เป็นพอ
ชีวิต
จะสั้นจะยาว ใครเป็นผู้กำหนด ตอนเกิดยังไม่รู้ว่าเกิดได้ยังไง หากตายใครกันเป็นผู้รู้ หายนายให้บ่ายสู้ มีหรือบ่าวจะขัด
โร ผู้ถูกดึงเข้ามาเอี่ยวในการต่อสู้ด้วยถอนหายใจเบา ๆ มองบุรุษตรงหน้าที่บุคลิกท่าทางไม่ได้ต่างไปจากเพื่อนหัวขโมยเท่าไรนัก
“นึกว่าจะได้ปะมือกับเจ้าหญิงคนงามเสียอีก น่าเสียดาย”
ชายหนุ่มเปรยขึ้นเบา ๆ ให้พอได้ยิน โรขยับยิ้มมุมปาก แบมือทั้งสองข้างยื่นข้อเสนอ
“จะรอก็ได้ ฉันไม่ว่า”
“เอาจริง?” ชายหนุ่มทำท่าทางครุ่นคิดสักพักก่อน “อย่าดีกว่าน่าเบื่อแย่ ไหน ๆ เขาก็ให้เราจับคู่กันสู้แล้ว เล่นฆ่าเวลากันสักหน่อยจะเป็นไรไป”
ดาบเรียวพุ่งออกไปหวังเรียกเลือดอีกฝ่าย โรเรียกดาบเข้าตั้งรับและใช้ลูกพลังเข้าสู้ พลิกแพลงไปตามโอกาส
นักดาบ VS พ่อมดดำ
เปรี้ยง...
ดาบเรียวปะทะกับเกาะป้องกันเสียงดังสนั่น คลื่นพลังสีดำลูกใหญ่อัดเข้าใส่นักรบผู้ไม่เจียมตัวกระแทกติดกำแพงเวทย์กระอักเลือด เขาเช็ดเลือดที่มุมปากยิ้ม ๆ ดาบสองเล่มถูกเรียกเข้ามือ...
ผู้ใช้วิชาสามดาบ
ไอเฟรินมันช่างจับคู่เสียเหลือเกิน
คู่... เจ้าพี่นี่ไม่รู้วิธีจับคู่เอาเสียเลย
เฟลิโอน่ามองหญิงสาวอีกคนที่ต้องมาติดอยู่ภายในเขตอาคมเล็ก ๆ นี่ด้วยกัน
“กลับไปซะ อย่างพวกเธอเอาชนะเจ้าพี่ไม่ได้”
หญิงสาวเปิดบทสนทนาแต่อีกฝ่ายยังคงเงียบอยู่เช่นเดิม ยืนบริกรรมคาถาเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น นี่คือลูกคนที่สามของ คิงบาโรหรือไงกัน ชีวิตเธอต้องพบเจอแต่คนกลัวดอกพิกุลร่วงจากปากตลอดเลยหรือไงกันน่ะ
“ฟรีเซล”
มังกรลมกระพือปีก หน้าตาถมึงทึงรอคำสั่งนิ่ง ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมใส่ผู้ริอาจทำร้ายนายของตน
ผู้ใช้เวทย์อัญเชิญสัตว์
เฟลิโอน่าคำนวณในใจ พร้อมหลบไปด้วย แม้เธอจะไม่ได้เร็วเท่าเจ้าพี่ที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวขโมย แต่เธอก็ถือเป็นลูกศิษย์ของมาดัส เดอเบอโรว์เช่นเดียวกัน เพ็งมองคู่ต่อสู่ที่ยังบริกรรมคาถานิ่ง
เฟลิโอน่าดีดตัวตีลังกาไปยืนบนศีรษะมังกร เพียงเท้าของเธอแตะเข้า มังกรก็พลังสงบลงอย่างน่าเชื่อ คนเบื้องล่างขมวดคิ้วแต่ยังคงบริกรรมคาถาต่อ
“เผ่าเดมอสเป็นชนเผ่าที่ควบคุมสัตว์ศักดิ์สิทธิ์”
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ใช่ไม่ได้ผล ต้องดวลเวทย์
ปะทะเวทย์กับจอมเวทย์เท่ากับเอาชีวิตมาทิ้ง หากแต่ตอนนี้ทุกคนต่างติดอยู่ในกับดักข่ายมนต์ของเจ้าชายรัตติกาล จอมขมังเวทย์กันเสียหมด เป็นยังไงกันบ้างก็ยังไม่รู้ ทางเดียวที่ทำได้คือต้องรอดออกไป
รอดจากน้ำมือของเจ้าหญิงแดนปีศาจ
รอดไปจากเขตอาคมของเจ้าชายรัตติกาล
ผู้อาวุโสมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยังคงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมสงบนิ่ง นึกดีใจและเสียใจในคราวเดียวกันที่ได้เป็นคนปะทะกับเจ้าชายรัตติกาลที่ล่ำลือทั้งเพลงดาบและเวทย์มนต์ พลังที่เทียบเท่ากับท่านจ้าวปีศาจเอวิเดสผู้เป็นพ่อ
“ทำไมพวกท่านถึงยึดติดกับพลังนัก”
“พลังช่วยทำให้ปกป้องของสำคัญได้”
เฟรินหัวเราะรับเบา ๆ ท้าวคางกับพนักพิงเก้าอี้มองสบผู้อาวุโสกว่านิ่ง ดวงตาสีน้ำตาลยากเกินกว่าจะคาดเดาความรู้สึกนึกคิดได้
“ฆ่าคนอื่นที่ตนไม่เห็นความสำคัญเพื่อปกป้องของสำคัญของตนเอง ช่างเป็นเหตุผลที่ปีศาจอย่างผมยังต้องระอายแทน”
ความระอายวิ่งเข้าสู่ชายผู้สูอายุกว่า จนต้องกำหมัดแน่น
“การเสียสละบางส่วนเพื่อปกป้องส่วนใหญ่ เป็นหนึ่งในการปกครอง”
“การเสียสละ การเสียสละ ฟังดูน่ายกย่อง” เฟรินพยักหน้ารับ “แล้วท่านเคยนึกคิดบ้างหรือไม่ว่าผู้ที่ต้องเสียสละเหล่านั้นมีคนสำคัญของตนเช่นเดียวกัน”
พลันห้องทั้งห้องก็ไหววูบ ชายหนุ่มตรงหน้าหัวเราะทิ้งท้ายก่อนจางหายไป เหลือเพียงแค่เขาที่ยืนอยู่บนลานกว้าง ภาพทหารหญิง อเมซอน เด็กหนุ่มนักรบเอดินเบิร์ก หรือแม้แต่เหล่าลูกน้องทั้งสามของตนต่างนอนจมกองเลือดสิ้นแล้วซึ่งลมหายใจ
ข้างหน้าคือเป้าหมายที่นั่งคุกเข่าเลือดโชกตัว ดวงตาที่มองผ่านเลือดเป็นสาย จ้องมองเขาอ้อนวอน หากแต่ตอนนี้ชายหนุ่มกลับสิ้นลมหายใจไปเสียนานแล้ว
ตุบ ๆๆ
หัวใจ... ของใคร
ทันเท่าความคิดชายชราก็มองไปยังร่างของชายหนุ่ม รอยโหวงตรงช่วงอกมีเลือดไหลโชกออกมา
ชนะ... เขาชนะ
ได้แล้ว... ได้ของที่ต้องการแล้ว
ควรจะดีใจ ควรจะกลับ ที่นั้นคงดีใจที่เขากลับไปพร้อมของที่ต้องการ
‘ผู้เสียสละเหล่านั้นมีคนสำคัญของตนเช่นเดียวกัน’
กลุ่มคนจากหลากหลายทิศทางเข้ากอดประโลม ประคองกอดเหล่าศพที่นอนเกลื่อนกลาดเต็มลานกว้าง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังระงม
“ท่านอา พี่สาว ๆ พี่สาวทำไมถึงตายล่ะฮะ”
จากหนึ่งเสียงเล็ก ๆ ของเด็กน้อยตามมาด้วยหลากหลายเสียงตั้งแต่เด็กจึงถึงคนแก่ ร้องไห้ให้กับเหล่าคนตาย คนตายที่ตายไปเพียงเพราะความต้องการของเขา นี่หรือชัยชนะ ชัยชนะที่เขาต้องการ
น้ำตาของชายชราร่วงหล่น หล่นให้กับเหล่าศัตรูที่ล้มตาย เพื่อนผู้ร่วมศึกที่ล้มตาย ความตายหนักเหมือนขุนเขา เบาเหมือนปุ้ยนุ่น
.............................................................................