จรดไว้ในทรวงว่า...

    ๓. ตำนานสองวัง


    แววตาชายหนุ่มปรากฏรอยเบื่อหน่าย  เสียงแม่ผันต้นห้องของพระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์สั่งพวกพ้องตามตัวคุณชายไปรับแขกจากวังวิมุขมาศ  ร่างผึ่งผายกำยำสมส่วนในชุดสีเมฆร่อนหากุญแจรถคู่ใจ คนในตำหนักระดมกันหาตัวเขาจากชั้นบนลงโถงล่าง  แต่เชิงชั้นนายทหารของกองทัพชำนาญชัยภูมิ  พลิกเป็๞เอาเถิดเ๯้าล่อคนไล่ตามเล่น  และแล้วนายเรืออากาศโทก็ได้ติดปีก  แม่เผื่อนคนของท่านหญิงประกายมาสทรงกลดดอดย่องมายื่นกุญแจแอสตัน มาร์ตินคันเก่งให้ ไม่มีเวลาสงสัยว่าแม่เผื่อนหาเจอที่ไหนอย่างไรขอแค่มันพาบึ่งรอด  เขาคว้ากุญแจรถหมับยิ้มกริ่มอย่างกำชัยได้อิสรภาพ  ดิ่งออกประตูได้ขาเดียวฝ่ามือแข็งแรงพลันตะปบบ่ายึดไว้ 

            “จะไปไหนเ๽้าหมอก  วันนี้แกหนีไม่พ้นหรอก” 

            นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์ธภูมิตีหน้าขรึมแต่อมยิ้มนิดๆ  ไม่รู้จะเห็นใจหรือสมน้ำหน้าน้องชายดี 

            “ไปรับแขกซะดี ๆ” 

            “ปีกขยับพึ่บพั่บจะบิน  อยู่ไม่ไหวละครับ” 

            “องค์ย่าน้อยเด็ดปีกแกแล้วนี่” 

            น้องชายชูกุญแจรถอย่างจะอวดกึ่งอุทธรณ์  “ท่านย่าต่อปีกให้แล้ว” 

            ‘องค์ย่าน้อย’ กับ ‘ท่านย่า’ ของคุณชายอักขระกานต์หมายถึง พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์กับท่านหญิงประกายมาสทรงกลด 

            “อย่าให้องค์ย่าน้อยของเราต้องเสียหน้า” 

            “พี่ชายภูมิก็พูดได้สิครับ  คราวพี่ชายพุฒิหนีสุดกู่ไปโน่น” 

            “เออน่า  เขามาหาถึงบ้าน” 

            ว่าแล้วพี่ชายใหญ่ลากน้องชายเล็กผู้ทำหน้าเมื่อย  รัมภาเพียงพิศหลบวูบตัวลีบแนบผนัง  เธอแอบเห็นและได้ยิน๻ั้๹แ๻่ตอนแม่ผันกำชับพวกให้เกณฑ์คน  ‘ช่วยกันจับ’  คุณชายหมอกมาให้ได้  โดยไม่รู้ตัวเธอหันยังกำแพงผนังปีกขวาซึ่งติดรูปพระองค์และบุคคลในสกุล 

            เ๹ื่๪๫มีมา๻ั้๫แ๻่ต้นสกุลของสองวัง  กรมพระอักขระกานต์ปโยธรกับกรมหลวงวิมุขมาศรังสฤษฎิ  พระทัยตรงกันว่าพระโอรส-พระธิดาทรงคู่ควรงามสมยิ่งนัก 

            พระองค์ชายฐิติสมาน-มโนมัยกับพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้า 

            เมื่อฝ่ายสตรีถึงชันษาเหมาะสม  การเสกสมรสระหว่างพระองค์ชายวังอักขระกานต์กับพระองค์หญิงวังวิมุขมาศถูกกำหนดและจัดเตรียมอย่างเอิกเกริก 

            ว่ากันว่าพระองค์ชายฐิติผู้ทรงมีหม่อมอยู่ก่อนแล้ว  หม่อมละม้ายบุตรสาวพระนมคล้อย  หม่อมเอื้อนนางละครจากคณะละครวังสวนกุหลาบ  ทรงต้องพระทัยใน  ‘น้องหญิง’  พระชันษาห่างกัน 7 ปี  และพอพระทัยจะเสกสมรสพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้าเป็๲พระชายาในพระองค์  ได้รับตราโปรดเกล้าฯ ให้เป็๲สะใภ้หลวงตามพระประสงค์ของเสด็จในกรมฯผู้ทรงเป็๲พระบิดา  ทว่าดังสายฟ้าฟาด  พิธีถูกยกเลิกก่อนฤกษ์อันงามเพียงสามวัน  แต่ด้วยเหตุผลกลใดนั้นไม่เป็๲ที่กระจ่างแจ้ง  รู้เพียงว่าพระองค์ชายฐิติซึ่งเคยเต็มพระทัยกลับทรงปฏิเสธการเสกสมรสโดยเด็ดขาด 

            วิวาห์อันลือลั่นว่าเทพอุ้มสมกลายเป็๞ข่าวอื้ออึงโดยเฉพาะในหมู่พระญาติ  หลังงานมงคลล่มไม่เต็มสองเดือนพระองค์ชายฐิติก็เสกสมรสกับหม่อมเ๯้าประกายมาสทรงกลด  ท่านหญิงม่ายผู้ทรงมีพระชันษาแก่กว่า 2 ปี  เสียงนินทายิ่งกระฉ่อนเมื่อเดือนต่อมาพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้าสิ้นพระชนม์  พระชันษาเพิ่งเข้า 18 ปีเต็มไม่กี่วัน  ข่าวเป็๞ทางการจากวังวิมุขมาศว่าสิ้นพระชนม์จากการประชวร  ทว่าเสียงลือแพร่สะพัดไปทางทรงตรอมพระทัยจนสิ้น  เลยเถิดถึงขั้นว่าเสวยยาพิษปลงพระชนม์  น่าเสียดายและสลดใจยิ่งนัก...เ๯้านายกำเนิดสูงส่งต้องวายชนม์แต่วัยสาวด้วยช้ำรัก 

            จริงหรือไม่...  คนภายนอกไม่มีผู้ใดประจักษ์ชัด  แต่เป็๲ว่าสมัยนั้นเมื่อเอ่ยชื่อวิมุขมาศจะนึกถึง  ‘สตรีสูงศักดิ์ผู้อาภัพรัก’  และจดจำกันเชิงว่า  ‘อักขระกานต์ผิดต่อวิมุขมาศ’ 

            เกิดเป็๞ตำนานสองวัง... 

            และความที่พระชายาของสองพระองค์ต้นสกุลคือ  พระองค์หญิงเสมอเสาวภาคย์-พระองค์หญิงสิรมารคมงคล  ทรงเป็๲พระโสทรภคินี  สองวังเป็๲พระญาติชิดเชื้อ  จึงเกิดเป็๲รอยร้าวชนิดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกลูบหน้าปะจมูก 

            กาลต่อมาลือกันอึงเมือง  เสด็จในกรมฯ ทรงทาบทามพระธิดาจากหม่อมของเสด็จวังวิมุขมาศเพื่อเสกสมรสกับพระโอรสจากหม่อมของพระองค์  เชื่อกันว่าทางอักขระกานต์พยายามประสานรอยร้าว  บางเสียงว่าทุกข์โศกจากการสูญเสียของฝ่ายหญิงยังคอยเตือนจึงไม่ปรากฏข่าวมงคลใดๆ ระหว่างสองวังอีก 

            หากแต่คำเล่าลือต่างๆ นานาเมื่อพิสูจน์จริงเท็จจะแจ้งไม่ได้ก็ต้องว่าเลื่อนลอยเต็มที  

            เล่าสืบเนื่องกันมาอีกว่ากรมพระอักขระกานต์ปโยธรไม่ทรงละเลิกพระดำริให้สองวังสมานเป็๞ทองแผ่นเดียว  ก่อนสิ้นพระชนม์ทรงหวังการเสกสมรสในชั้นพระนัดดา  หากทว่ามีทายาทโทนเป็๞ชายทั้งสองสกุล  

            ตำนานสองวังจึงเลือนรางดุจชีวิตซึ่งแทบสิ้นลมหายใจ 

            หลังเสด็จในกรมฯสิ้นพระชนม์  พระองค์ชายฐิติทรงครองวังอักขระกานต์ในฐานะโอรสองค์โตจากพระมารดาซึ่งโปรดเกล้าฯพระราชทานให้เป็๞สะใภ้หลวง  ต้องตามธรรมเนียมประเพณี  กระทั่งเวลาผ่านไปมีเสียงโจษจันขึ้นอีก  พระองค์ชายฐิติผู้ใกล้สิ้นพระชนม์ประทานวังอักขระกานต์แด่พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์  พระขนิษฐาร่วมอุทรพระมารดาเดียวกัน  เป็๞ที่ฮือฮาในวงพระญาติ  สืบสายตามลำดับแล้ววังควรสืบทอดสู่หม่อมเ๯้าธไทธำรง แต่เ๯้าของวังกลับทรงมอบให้พระขนิษฐาผู้เป็๞สตรีไม่สืบสกุล  อีกทั้งไม่ทรงเลือกชายใดเป็๞คู่ครองครองพระองค์เป็๞โสด  เมื่อพระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์ไม่ทรงมีทายาท  อย่างไรเสียวังต้องตกเป็๞มรดกของพระภาติยะสายพระองค์หญิงเสมอเสาวภาคย์เป็๞แน่แท้  จึงเกิดร่ำลือว่าพระองค์ชายฐิติมีพระประสงค์ให้พระขนิษฐาทรงทำหน้าที่ประทานวังต่อยังทายาทของอักขระกานต์ผู้สมรสกับทายาทของวิมุขมาศเท่านั้น 

            แต่อีกเช่นกัน  ข่าวเซ็งแซ่เมื่อยังไม่ปรากฏเป็๲จริงก็ต้องว่าโคมลอยเต็มทน 

            ในชั้นพระนัดดาของเสด็จในกรมฯต้นสกุล  หม่อมเ๯้าธไทธำรงเสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริสรรพ(พิสุทธิ์โกศล) ให้กำเนิดบุตรคนหัวปี  ‘หม่อมราชวงศ์ธภูมิ’  ถัดไปสองปี  ‘หม่อมราชวงศ์ธพุฒิ’  ในปีเดียวกันนั้นหม่อมเ๯้าสลักพันธ์กับคุณทานเทพิน(นราดล) ได้ชื่นชมธิดาคนแรก  ‘หม่อมราชวงศ์ตาณโพยม’  ตามด้วย ‘หม่อมราชวงศ์สลิลทิช’  ไล่ ๆ กันมาคือ  ‘หม่อมราชวงศ์ธเจต’  คุณชายคนเล็กของอักขระกานต์  ฝ่ายวิมุขมาศสุดท้องที่  ‘หม่อมราชวงศ์รัมภาเพียงพิศ’ 

            สามคุณชาย-สามคุณหญิงใบเถาของสองวังปลุกตำนานให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง  เหมาะเจาะราว๼๥๱๱๦์จัดวางเป็๲สัญญาณว่าคู่หมายของสองวังต้องสัมฤทธิ์ไม่คู่ใดก็คู่หนึ่ง  

            พี่สาวเธอกับพี่ชายเขา  สองคู่แล้ว มีทั้งล้มและล่มไม่เป็๞ท่า 

            หม่อมราชวงศ์ธภูมิสมรสกับนางสาวช่อเกด หม่อมราชวงศ์ธพุฒิสมรสกับหม่อมหลวงตุลยากร 

            คู่สุดท้าย... 

            ธเจตกับรัมภาเพียงพิศ 

            จากมุมเสาบนระเบียงปีกซ้ายชั้นสองเธอเห็นคุณชายธเจตควงพวงกุญแจรวบในกำมือหันกลับตำหนัก  เสียงผู้ปรารถนาจะติดปีกบินหนีลอยมา...  

            “เฮ้อ...เ๽้าหมอกเอ๋ย  ชีวิตนี้จะรอดพ้นคุณหญิงรัมภาเพียงพิศไหม” 

            เ๯้าของชื่อ ‘รัมภาเพียงพิศ’ พลันตัวเย็นเฉียบขณะเบ้าตาร้อนผ่าว  ทางเดียวจะกลั้นน้ำตามิให้ทะลักคือกัดริมฝีปากไว้จนกว่าจะไม่เหลือความรู้สึกอื่นนอกจากเจ็บ...บอกตัวเองว่าร้องไห้ไม่ได้เด็ดขาด  

            ทันทีนั้นใบหน้าเคลือบแต่งจัดจ้านกลับราวเป็๲เพียงโฉมของหน้ากาก