แววตาชายหนุ่มปรากฏรอยเบื่อหน่าย เสียงแม่ผันต้นห้องของพระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์สั่งพวกพ้องตามตัวคุณชายไปรับแขกจากวังวิมุขมาศ ร่างผึ่งผายกำยำสมส่วนในชุดสีเมฆร่อนหากุญแจรถคู่ใจ คนในตำหนักระดมกันหาตัวเขาจากชั้นบนลงโถงล่าง แต่เชิงชั้นนายทหารของกองทัพชำนาญชัยภูมิ พลิกเป็เอาเถิดเ้าล่อคนไล่ตามเล่น และแล้วนายเรืออากาศโทก็ได้ติดปีก แม่เผื่อนคนของท่านหญิงประกายมาสทรงกลดดอดย่องมายื่นกุญแจแอสตัน มาร์ตินคันเก่งให้ ไม่มีเวลาสงสัยว่าแม่เผื่อนหาเจอที่ไหนอย่างไรขอแค่มันพาบึ่งรอด เขาคว้ากุญแจรถหมับยิ้มกริ่มอย่างกำชัยได้อิสรภาพ ดิ่งออกประตูได้ขาเดียวฝ่ามือแข็งแรงพลันตะปบบ่ายึดไว้
“จะไปไหนเ้าหมอก วันนี้แกหนีไม่พ้นหรอก”
นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์ธภูมิตีหน้าขรึมแต่อมยิ้มนิดๆ ไม่รู้จะเห็นใจหรือสมน้ำหน้าน้องชายดี
“ไปรับแขกซะดี ๆ”
“ปีกขยับพึ่บพั่บจะบิน อยู่ไม่ไหวละครับ”
“องค์ย่าน้อยเด็ดปีกแกแล้วนี่”
น้องชายชูกุญแจรถอย่างจะอวดกึ่งอุทธรณ์ “ท่านย่าต่อปีกให้แล้ว”
‘องค์ย่าน้อย’ กับ ‘ท่านย่า’ ของคุณชายอักขระกานต์หมายถึง พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์กับท่านหญิงประกายมาสทรงกลด
“อย่าให้องค์ย่าน้อยของเราต้องเสียหน้า”
“พี่ชายภูมิก็พูดได้สิครับ คราวพี่ชายพุฒิหนีสุดกู่ไปโน่น”
“เออน่า เขามาหาถึงบ้าน”
ว่าแล้วพี่ชายใหญ่ลากน้องชายเล็กผู้ทำหน้าเมื่อย รัมภาเพียงพิศหลบวูบตัวลีบแนบผนัง เธอแอบเห็นและได้ยินั้แ่ตอนแม่ผันกำชับพวกให้เกณฑ์คน ‘ช่วยกันจับ’ คุณชายหมอกมาให้ได้ โดยไม่รู้ตัวเธอหันยังกำแพงผนังปีกขวาซึ่งติดรูปพระองค์และบุคคลในสกุล
เื่มีมาั้แ่ต้นสกุลของสองวัง กรมพระอักขระกานต์ปโยธรกับกรมหลวงวิมุขมาศรังสฤษฎิ พระทัยตรงกันว่าพระโอรส-พระธิดาทรงคู่ควรงามสมยิ่งนัก
พระองค์ชายฐิติสมาน-มโนมัยกับพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้า
เมื่อฝ่ายสตรีถึงชันษาเหมาะสม การเสกสมรสระหว่างพระองค์ชายวังอักขระกานต์กับพระองค์หญิงวังวิมุขมาศถูกกำหนดและจัดเตรียมอย่างเอิกเกริก
ว่ากันว่าพระองค์ชายฐิติผู้ทรงมีหม่อมอยู่ก่อนแล้ว หม่อมละม้ายบุตรสาวพระนมคล้อย หม่อมเอื้อนนางละครจากคณะละครวังสวนกุหลาบ ทรงต้องพระทัยใน ‘น้องหญิง’ พระชันษาห่างกัน 7 ปี และพอพระทัยจะเสกสมรสพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้าเป็พระชายาในพระองค์ ได้รับตราโปรดเกล้าฯ ให้เป็สะใภ้หลวงตามพระประสงค์ของเสด็จในกรมฯผู้ทรงเป็พระบิดา ทว่าดังสายฟ้าฟาด พิธีถูกยกเลิกก่อนฤกษ์อันงามเพียงสามวัน แต่ด้วยเหตุผลกลใดนั้นไม่เป็ที่กระจ่างแจ้ง รู้เพียงว่าพระองค์ชายฐิติซึ่งเคยเต็มพระทัยกลับทรงปฏิเสธการเสกสมรสโดยเด็ดขาด
วิวาห์อันลือลั่นว่าเทพอุ้มสมกลายเป็ข่าวอื้ออึงโดยเฉพาะในหมู่พระญาติ หลังงานมงคลล่มไม่เต็มสองเดือนพระองค์ชายฐิติก็เสกสมรสกับหม่อมเ้าประกายมาสทรงกลด ท่านหญิงม่ายผู้ทรงมีพระชันษาแก่กว่า 2 ปี เสียงนินทายิ่งกระฉ่อนเมื่อเดือนต่อมาพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้าสิ้นพระชนม์ พระชันษาเพิ่งเข้า 18 ปีเต็มไม่กี่วัน ข่าวเป็ทางการจากวังวิมุขมาศว่าสิ้นพระชนม์จากการประชวร ทว่าเสียงลือแพร่สะพัดไปทางทรงตรอมพระทัยจนสิ้น เลยเถิดถึงขั้นว่าเสวยยาพิษปลงพระชนม์ น่าเสียดายและสลดใจยิ่งนัก...เ้านายกำเนิดสูงส่งต้องวายชนม์แต่วัยสาวด้วยช้ำรัก
จริงหรือไม่... คนภายนอกไม่มีผู้ใดประจักษ์ชัด แต่เป็ว่าสมัยนั้นเมื่อเอ่ยชื่อวิมุขมาศจะนึกถึง ‘สตรีสูงศักดิ์ผู้อาภัพรัก’ และจดจำกันเชิงว่า ‘อักขระกานต์ผิดต่อวิมุขมาศ’
เกิดเป็ตำนานสองวัง...
และความที่พระชายาของสองพระองค์ต้นสกุลคือ พระองค์หญิงเสมอเสาวภาคย์-พระองค์หญิงสิรมารคมงคล ทรงเป็พระโสทรภคินี สองวังเป็พระญาติชิดเชื้อ จึงเกิดเป็รอยร้าวชนิดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกลูบหน้าปะจมูก
กาลต่อมาลือกันอึงเมือง เสด็จในกรมฯ ทรงทาบทามพระธิดาจากหม่อมของเสด็จวังวิมุขมาศเพื่อเสกสมรสกับพระโอรสจากหม่อมของพระองค์ เชื่อกันว่าทางอักขระกานต์พยายามประสานรอยร้าว บางเสียงว่าทุกข์โศกจากการสูญเสียของฝ่ายหญิงยังคอยเตือนจึงไม่ปรากฏข่าวมงคลใดๆ ระหว่างสองวังอีก
หากแต่คำเล่าลือต่างๆ นานาเมื่อพิสูจน์จริงเท็จจะแจ้งไม่ได้ก็ต้องว่าเลื่อนลอยเต็มที
เล่าสืบเนื่องกันมาอีกว่ากรมพระอักขระกานต์ปโยธรไม่ทรงละเลิกพระดำริให้สองวังสมานเป็ทองแผ่นเดียว ก่อนสิ้นพระชนม์ทรงหวังการเสกสมรสในชั้นพระนัดดา หากทว่ามีทายาทโทนเป็ชายทั้งสองสกุล
ตำนานสองวังจึงเลือนรางดุจชีวิตซึ่งแทบสิ้นลมหายใจ
หลังเสด็จในกรมฯสิ้นพระชนม์ พระองค์ชายฐิติทรงครองวังอักขระกานต์ในฐานะโอรสองค์โตจากพระมารดาซึ่งโปรดเกล้าฯพระราชทานให้เป็สะใภ้หลวง ต้องตามธรรมเนียมประเพณี กระทั่งเวลาผ่านไปมีเสียงโจษจันขึ้นอีก พระองค์ชายฐิติผู้ใกล้สิ้นพระชนม์ประทานวังอักขระกานต์แด่พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์ พระขนิษฐาร่วมอุทรพระมารดาเดียวกัน เป็ที่ฮือฮาในวงพระญาติ สืบสายตามลำดับแล้ววังควรสืบทอดสู่หม่อมเ้าธไทธำรง แต่เ้าของวังกลับทรงมอบให้พระขนิษฐาผู้เป็สตรีไม่สืบสกุล อีกทั้งไม่ทรงเลือกชายใดเป็คู่ครองครองพระองค์เป็โสด เมื่อพระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์ไม่ทรงมีทายาท อย่างไรเสียวังต้องตกเป็มรดกของพระภาติยะสายพระองค์หญิงเสมอเสาวภาคย์เป็แน่แท้ จึงเกิดร่ำลือว่าพระองค์ชายฐิติมีพระประสงค์ให้พระขนิษฐาทรงทำหน้าที่ประทานวังต่อยังทายาทของอักขระกานต์ผู้สมรสกับทายาทของวิมุขมาศเท่านั้น
แต่อีกเช่นกัน ข่าวเซ็งแซ่เมื่อยังไม่ปรากฏเป็จริงก็ต้องว่าโคมลอยเต็มทน
ในชั้นพระนัดดาของเสด็จในกรมฯต้นสกุล หม่อมเ้าธไทธำรงเสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริสรรพ(พิสุทธิ์โกศล) ให้กำเนิดบุตรคนหัวปี ‘หม่อมราชวงศ์ธภูมิ’ ถัดไปสองปี ‘หม่อมราชวงศ์ธพุฒิ’ ในปีเดียวกันนั้นหม่อมเ้าสลักพันธ์กับคุณทานเทพิน(นราดล) ได้ชื่นชมธิดาคนแรก ‘หม่อมราชวงศ์ตาณโพยม’ ตามด้วย ‘หม่อมราชวงศ์สลิลทิช’ ไล่ ๆ กันมาคือ ‘หม่อมราชวงศ์ธเจต’ คุณชายคนเล็กของอักขระกานต์ ฝ่ายวิมุขมาศสุดท้องที่ ‘หม่อมราชวงศ์รัมภาเพียงพิศ’
สามคุณชาย-สามคุณหญิงใบเถาของสองวังปลุกตำนานให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เหมาะเจาะราว์จัดวางเป็สัญญาณว่าคู่หมายของสองวังต้องสัมฤทธิ์ไม่คู่ใดก็คู่หนึ่ง
พี่สาวเธอกับพี่ชายเขา สองคู่แล้ว มีทั้งล้มและล่มไม่เป็ท่า
หม่อมราชวงศ์ธภูมิสมรสกับนางสาวช่อเกด หม่อมราชวงศ์ธพุฒิสมรสกับหม่อมหลวงตุลยากร
คู่สุดท้าย...
ธเจตกับรัมภาเพียงพิศ
จากมุมเสาบนระเบียงปีกซ้ายชั้นสองเธอเห็นคุณชายธเจตควงพวงกุญแจรวบในกำมือหันกลับตำหนัก เสียงผู้ปรารถนาจะติดปีกบินหนีลอยมา...
“เฮ้อ...เ้าหมอกเอ๋ย ชีวิตนี้จะรอดพ้นคุณหญิงรัมภาเพียงพิศไหม”
เ้าของชื่อ ‘รัมภาเพียงพิศ’ พลันตัวเย็นเฉียบขณะเบ้าตาร้อนผ่าว ทางเดียวจะกลั้นน้ำตามิให้ทะลักคือกัดริมฝีปากไว้จนกว่าจะไม่เหลือความรู้สึกอื่นนอกจากเจ็บ...บอกตัวเองว่าร้องไห้ไม่ได้เด็ดขาด
ทันทีนั้นใบหน้าเคลือบแต่งจัดจ้านกลับราวเป็เพียงโฉมของหน้ากาก