9
เกิดใหม่มาใช่ว่าเขาไม่เคยลงไม้ลงมือกับผู้อื่นเพียงแต่ระดับฝีมือของเขานั้นเหนือชั้นกว่าคู่ต่อสู้อยู่่ใหญ่อวิ๋นเซียจึงไม่ทันสังเกตได้ถี่ถ้วน
มายามนี้ทั้งสองปะทะกันดุเดือดเจียงสวินอี้ไม่มีเวลามาปกปิดกระบวนท่าที่แท้จริงอีกแล้วเขาใช้กระบวนท่าที่คุ้นเคยแต่เยาว์วัยอย่างต่อเนื่อง
ขณะโรมรันกัน เขาได้ซัดกำปั้นออกไปลมหมัดรุนแรงลอยหวือปะทะฝ่ามือของอวิ๋นเซียกลางอากาศ จากนั้นเขาก็หมุนตัวตวัดขาหวดใส่ศีรษะแต่กลับถูกอีกฝ่ายยกแขนปัดเสียก่อน
อวิ๋นเซียกระโจนถอยหลังสองก้าวอย่างงุนงงเอ่ยเสียงสั่นเครือว่า
“เ้า...เ้าเป็ใครกันแน่?”
กล่าวจบ หางตาก็เหลือบมองโลงศพข้าง ๆอย่างอดไม่ได้ เมื่อมองผ่านโลงโปร่งแสงศพของเจียงสวินอี้ยังคงนอนไร้ลมหายใจอยู่ในนั้น
เจียงสวินอี้ฉกมือเร็วราววายุตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ข้าคือปู่เ้า!”
อวิ๋นเซียเห็นท่าทีดุดันและเคลื่อนไหวเฉกเช่นท่าทางของผู้ที่ตนหวงแหนในใจมาหลายปีก็ยิ่งเหม่อลอย
เขาใช้มือขวาปัดป้องเมื่อเห็นฝ่ามืออีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่ส่วนมือซ้ายสองนิ้วชิดกันเล็งใส่ลำคอของเจียงสวินอี้โดยจิตใต้สำนึก
ตอนพวกเขาร่ำเรียนวิชามาด้วยกันได้วิเคราะห์สองท่านี้มานับครั้งไม่ถ้วนเจียงสวินอี้เตรียมสวนกลับโดยไม่ต้องคิด แต่จู่ ๆพื้นใต้ฝ่าเท้ากลับไม่เรียบเสมอกัน...เวรกรรมตามทันแท้ ๆ เขาเหยียบไปบนหน้าเด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกตนเล่นเล่ห์จนตาย
ยามยอดฝีมือประลองกันผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเป็อันตรายถึงชีวิตเจียงสวินอี้เสียหลักครั้งหนึ่งก็แทบจะประเคนจุดสำคัญอย่างคอตัวเองส่งตรงถึงมืออวิ๋นเซียทว่าอวิ๋นเซียยังนึกสงสัย จึงไม่กล้าทำร้ายเขา รีบลนลานเก็บกระบวนท่าจนถูกพลังิญญาของตนตีกลับเสียแทบกระอักเืกุมหน้าอกถอยไปสองก้าว แต่เมื่อเงยหน้ามาอีกทีก็ชะงัก
เมื่อครู่เขาไม่ได้ทำร้ายเจียงสวินอี้แต่บังเอิญทำลายหน้ากากของอีกฝ่ายได้พอดิบพอดี!
ความทรงจำเก่าเก็บหลั่งไหลราวสายน้ำหลากตัวเขาราวกับกำลังจมสู่ธารน้ำที่ไหลบ่าเข้ามา
โดยไม่ทันตั้งตัวดวงหน้าที่ไม่อาจลืมเลือนและคอยปรากฏในห้วงฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นไม่ได้เย็นชืดแข็งทื่ออีกต่อไปมันเปี่ยมด้วยพลังชีวิตแจ่มใส ท่าทีสูงส่งเปล่งประกายเจิดจรัสเค้าหน้าประณีตต้องแสงแดดที่ส่องผ่านจากภายนอกอาบทอเป็สีทองจาง ๆ
เมื่อบัดนี้ไม่มีหน้ากากบดบังแล้วอวิ๋นเซียจึงจดจำความโอหังที่ฝังอยู่ในหางคิ้วหางตาอันคุ้นเคยอย่างลึกล้ำได้ชัดเจน
ใบหน้านั้นควรอ่อนเยาว์สง่างามแท้ ๆทว่าสีหน้ากลับเย่อหยิ่งจองหองลึกถึงกระดูกลบไม่ออกมุมปากยกยิ้มเ็าที่เขาชอบมองมากที่สุด
ทุกท่วงท่าการกระทำ นอกจากเจียงสวินอี้ ใต้หล้านี้ก็ไม่มีผู้ใดอีกแล้ว
แค่ครั้งเดียวแค่แวบเดียว...ให้ตายเขาก็ไม่มีทางจำผิด!
อวิ๋นเซียอ้าปากราวกับอยากจะเรียกชื่อเจียงสวินอี้ทว่าลำคอคล้ายถูกอะไรอุดไว้ เสียงยังไม่ทันออกมา น้ำตากลับร่วงเสียก่อน
เจียงสวินอี้รู้สึกใบหน้าเย็นวาบ เขาตกตะลึงไปชั่วครู่เมื่อรู้ตัวว่าหน้ากากหล่นเพียงแต่เขาไม่ได้ตื่นเต้นใเท่าอวิ๋นเซีย
พอขมวดคิ้วน้อย ๆแล้วใช้หางตาเหล่มองอวิ๋นเซียที่กำลังจะเอ่ยปากพูด สีหน้าก็เปลี่ยนไปในพริบตา
โต๊ะเก้าอี้ในร้านรวมทั้งซากศพรอบตัวพวกเขาพลันมลายสิ้นทั้งเมืองอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยรอบด้านกลายเป็ภาพป่ารกร้างผืนเดียวกับตอนที่พวกเขาเพิ่งตกลงมา
ขณะเดียวกันบริเวณที่ไม่ไกลจากทั้งสองเริ่มมีหมอกบางๆ ปกคลุม ทั้งยังค่อย ๆ เกาะกลุ่มหนาแน่นและขยายตัวมาทางนี้
โง่จริง!ควรจะรู้ตั้งนานแล้วว่าหุบเขาขังมารไม่ได้เรียบง่ายถึงเพียงนี้เขากับอวิ๋นเซียเลินเล่อเกินไป!
เจียงสวินอี้หงุดหงิดไม่สนใจจะทะเลาะกับอวิ๋นเซียอีกแย่งกระบี่ทลายมนตราของตนกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งเตะอีกฝ่ายแรง ๆ ทีหนึ่ง
“เ้ามัวยืนเซ่ออะไรอยู่ได้ ยังไม่รีบมองทางนั้นอีก!อยากตายจริง ๆ หรือไง!”
อวิ๋นเซียราวกับถูกลูกเตะนี้ดึงออกจากห้วงฝัน เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่างเอื้อมไปกำข้อมือเจียงสวินอี้อย่างห้ามไม่อยู่ปล่อยให้กระดูกข้อมือผอมบางทิ่มฝ่ามือตนเอง พลางเอ่ยโพล่งว่า “อาสวิน!”
เจียงสวินอี้ “หมอกขาวนั่นมันตัวบ้าอะไรกันแน่ บัดซบมันใกล้เข้ามาแล้ว...เ้าบ้าอวิ๋นเซียยังไม่ปล่อยมือข้าอีกเรอะหัดดูสถานการณ์บ้างสิโว้ย!”
หมอกขาวก่อตัวจนแทบจะกลายเป็รูปลักษณ์คล้ายอสูรโบราณอันน่าพิสดารตัวหนึ่งมันพุ่งคำรามมาทางพวกเขาทั้งสอง
แม้สมองของอวิ๋นเซียจะยังสับสน แต่ก็ััถึงอันตรายได้โดยสัญชาตญาณจึงคว้าตัวเจียงสวินอี้มาปกป้องในอ้อมกอดแน่น แล้วทิ้งตัวนอนราบกับพื้น
ทว่ากลับไร้ประโยชน์หมอกขาวที่ปกคลุมทั่วแผ่นฟ้ากลืนร่างของทั้งสองหายวับไปอย่างรวดเร็ว
ขณะฟ้าดินกลับตาลปัตรสมองของเจียงสวินอี้ขาวโพลนในพริบตา...คำนี้ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ของเขาแต่อธิบายได้อย่างตรงตัว...ขาวโพลนจริง ๆ ราวกับความทรงจำเมื่อครู่ถูกใครสักคนบังคับลบออก
เมื่อได้สติอีกที เขาไม่รู้ว่าอวิ๋นเซียหนีหายไปไหนแล้วทั้งยังไม่รู้ว่าเหตุใดหมอกขาวจึงหายไปทำได้แค่มองหมู่เมฆของหุบเขายามราตรีที่พลันปรากฏตรงหน้าช่างรู้สึกคุ้นตาอย่างไร้สาเหตุ
ชั่วเวลานี้ราวกับแสงตะวันที่สาดส่องเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ค่ำคืนรอบกายเงียบสงัดมีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรตัวเจียงสวินอี้เองกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณต้นหนึ่งลมหวีดหวิวกระโชกพัดสู่อ้อมอก
เขาไม่ขยับเขยื้อนยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างระแวดระวังครู่หนึ่งจึงค่อยเดินออกมาช้า ๆและแหวกกิ่งไม้ที่ขวางทางออก พอหันหน้ามองก็พลันเบิกตากว้าง!
หญ้าทุกใบ ไม้ทุกต้นของที่นี่ตลอดชีวิตเขาไม่มีวันลืมแน่ เขาไม่ได้กลับมาเยือนที่นี่อีกเลยจนกระทั่งตกตายที่นี่คือ...เขาิญญาซ่อน!
...ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้ล่ะทุกสิ่งทุกอย่างยามนี้เป็ความจริงหรือมายา ่เวลาในตอนนี้ที่แท้แล้วคืออดีตหรืออนาคตกันแน่อวิ๋นเซียล่ะ เ้าอวิ๋นเซียสมควรตายนั่นไปอยู่ไหนแล้ว?!
ความคิดถาโถมดังเกลียวคลื่นอกของเจียงสวินอี้สะท้านขึ้นลงหอบหายใจหนักฉับพลันนั้นเขาได้ยินเสียงแกรกกรากของต้นไม้ใบหญ้าแว่วจากที่ไกล ๆสีหน้าเขาพลันแข็งทื่อ ขณะคิดจะหลบซ่อน คนก็เดินเข้ามาใกล้แล้วและผ่านข้างกายเจียงสวินอี้ไปราวกับมองไม่เห็น
คนผู้นั้น...คือตัวเขาเอง
แม้จะเพียงแค่แวบเดียว เจียงสวินอี้ก็เห็นอย่างชัดเจนนั่นคือตนที่สวมชุดลายคลื่นทะเลสีฟ้าอ่อนที่ศิษย์ภาคีิญญาซ่อนสวมเหมือนกันทุกคนข้างเอวห้อยกระบี่ยาว มือซ้ายถือติ่ง[1]เล็ก ๆ ใบหนึ่ง สีหน้าดูร้อนรน
รูปร่างของติ่งใบเล็กโดดเด่นกระแทกตาเขาจึงตระหนักได้ว่า ณขณะนี้เป็เหตุการณ์อะไรกันแน่...นี่คือคืนที่อาจารย์ของเขาลาโลกและเจียงสวินอี้ว่าที่เ้าสำนักคนต่อไปก็ถูกโจมตีว่าเป็ศิษย์ทรยศ
เื่ราวแตกหักกับอวิ๋นเซียจะตามมาหลังจากนี้
ยามนี้เวลานี้น่าจะเป็ตอนที่เจียงสวินอี้ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ไปบุกวังวารี์กวาดล้างเหล่ามารและนำติ่งเทพวารี์กลับมา แต่พอขึ้นเขามาแล้ว กลับพบว่าเจียงม่อโหลวนำเหล่าศิษย์สายตรงทั้งหมดไปที่แถบตะวันตกส่วนปรมาจารย์เซียนถีิอาจารย์เขาเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย...
พริบตานั้นความคิดทุกอย่างก็ไหลบ่าต่อเนื่องเจียงสวินอี้พลันเข้าใจว่าทำไมใน ‘หุบเขาขังมาร’ จึงไม่มีปีศาจิญญาร้ายโฉดชั่วอย่างที่เขาคิด นั่นเป็เพราะ ‘มาร’ ในที่นี้เกรงว่าจะหมายถึงใจมารของทุกคน!
เขากับอวิ๋นเซียตั้งแง่ระแวงกันมาตลอดทางในใจมีกำแพงขวางกั้น อารมณ์ไม่สั่นคลอนมากนักด้วยเหตุนี้รอบด้านจึงปรากฏภาพคับคั่งดังโลกมนุษย์และั้แ่เขาต่อสู้กับอวิ๋นเซียกระทั่งหน้ากากร่วงลงพื้นอารมณ์ของทั้งสองก็ขึ้นลงไม่หยุดนิ่ง ทำให้ตกสู่แดนมายาทันที!
ทว่าแท้จริงแล้วแดนมายาในเวลานี้เป็ใจมารของอวิ๋นเซียหรือใจมารของเจียงสวินอี้นั้นยังไม่อาจรู้แน่ชัดเจียงสวินอี้แก้ปัญหาด้วยการฆ่าฟันมาโดยตลอด จึงลังเลเพียงครู่เดียวแล้วตัดสินใจเดินไปตามทางขึ้นที่ตนคุ้นเคย
เขารู้ว่าต่อไปจะเกิดเื่กับตัวเองแต่เขาไม่มีนิสัยหลบหลีกยามต้องเผชิญหน้า
เจียงสวินอี้ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัวว่ายิ่งรุดหน้าไปเรื่อย ๆ เสื้อผ้าขาดวิ่นบนร่างก็ค่อย ๆกลายเป็ชุดคลุมตัวยาวแขนกว้างสีฟ้าอ่อนผสมขาวที่สวมใส่เป็ประจำรูปร่างเปลี่ยนแปลงจากเมื่อครู่ทีละน้อย
เงาร่างของตนที่เคยนำอยู่เบื้องหน้าค่อย ๆ ผันแปรหลอมรวมเข้ากับยามราตรีอย่างเนิบนาบ
ความทรงจำเก่าเก็บหลั่งไหลราวสายน้ำหลากสติเริ่มพร่าเลือนอย่างช้า ๆ
ท้ายที่สุดยามมองเห็นประตูสำนักที่แสนคุ้นตาบานนั้นเขาก็จมสู่ธารน้ำที่ไหลบ่าไปทั้งตัวเสียแล้ว
------------------
เจียงสวินอี้แสนกระวนกระวายใจ
ตัวเขาหนึ่งคนหนึ่งกระบี่ใช้เวลาเจ็ดวันเต็ม ๆกวาดล้างวังมารวารี์จนราบคาบแม้จะสิ้นเปลืองพลังิญญามหาศาลอย่างเลี่ยงไม่ได้และเดิมทียังคิดจะหาที่พักสักประเดี๋ยวแต่เขากลับได้รับจดหมายลับของศิษย์หลานนามอวี๋หงโดยไม่คาดฝันในจดหมายไม่ได้ลงรายละเอียดนัก เพียงบอกว่าปรมาจารย์เซียนถีิป่วยเรื้อรังเกรงว่า...จะป่วยหนักยากรักษา
เนื้อหา่นี้ในหนังสือเอ่ยไว้เพียงผ่าน ๆเจียงสวินอี้รู้ดีว่าต่อจากนี้ปรมาจารย์เซียนถีิจะลาโลกไปจริง ๆนับั้แ่เขาทะลุมิติมาในหนังสือเล่มนี้ ก็ได้อาจารย์อุ้มชูดังบิดาแท้ ๆ จนเติบใหญ่สายใยย่อมแน่นแฟ้น ข่าวนี้ไม่ใช่เื่เล็กน้อย เขาจึงไม่สนใจาแบนร่างแล้วขี่กระบี่รุดกลับรวดเร็วปานสายฟ้ามาตลอดทาง
เมื่อขึ้นมาบนเขา เจียงสวินอี้เห็นเพียงธงอาลัยสีขาวปลิวไสว
ม่านตาเขาหดแคบทว่าครั้นมองไม่เห็นศิษย์เฝ้าิญญาร้องห่มร้องไห้ก็รู้สึกมีหวังราง ๆปนเปกับความสงสัย เขาฝืนตั้งสติเร่งพลังปราณแล้วะโข้ามกำแพงอย่างไร้สุ้มเสียง กระโจนขึ้นลงสองสามครั้งก็มุ่งสู่หอไร้กังวลที่ปรมาจารย์เซียนถีิพักอยู่เป็ประจำ
เขาหลบหลีกมาจนถึงนอกหอพอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจและไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวใด ๆ จึงพลิกตัวผ่านหน้าต่างเข้าไปทันทีสายตากวาดมองรอบด้าน จากนั้นก็ค่อย ๆเดินเลียบไปยังเตียงประดับม่านกลางห้องทีละก้าว
เพิ่งออกเดินได้ไม่เท่าไร ก็พลันมีเสียงแก่แหบพร่าดังขึ้น
“ไม่ทราบว่าแขกผู้มีเกียรติท่านใดเดินทางมาจากแดนไกลหรือข้าไร้กำลังลุกขึ้นต้อนรับ เสียมารยาทแล้วจริง ๆ”
น้ำเสียงนี้อ่อนโยนมีเมตตาฟังแล้วคือปรมาจารย์เซียนถีิ
เจียงสวินอี้ทั้งใและดีใจก้าวไปเลิกม่านโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
“ท่านอาจารย์ ข้าเองขอรับ!”
ครั้นกล่าวประโยคนี้จบ สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อท่านอาจารย์ตรงหน้าแก้มซูบตอบ สายตาฝ้าฟาง หว่างคิ้วมีกลิ่นอายความตายปกคลุมหนาแน่นราวกับเป็ลมหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว
เจียงสวินอี้ตะลึงจนพูดไม่ออกแม้จะรู้บทสรุปอยู่แล้ว ใจก็ยังปวดร้าวขึ้นมาทันทีต่างจากสีหน้าของปรมาจารย์เซียนถีิกลับเปี่ยมด้วยความยินดี
ท่านเอ่ยว่า “สวินเอ๋อร์ เ้ากลับมาแล้วหรือข้ากำลังอยากเห็นหน้าเ้าอีกสักครั้งอยู่พอดี เช่นนี้ก็ดีเหลือเกิน”
ริมฝีปากของท่านแห้งแตกเป็แผลหลายรอยเอ่ยพูดคราหนึ่งก็มีเืซึมออกมา เจียงสวินอี้กลืนน้ำลายเส้นเืบนมือขวาที่ไพล่หลังปูดโปน
เขาอึกอักครู่หนึ่งจึงเอ่ยอย่างฝืดเฝื่อน
“ท่านอาจารย์ ศิษย์จะรินน้ำชาให้นะขอรับ”
แต่ปรมาจารย์เซียนถีิกลับเอื้อมจับข้อมือเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องหรอก สวินเอ๋อร์ ให้อาจารย์มองเ้าหน่อยเถอะ”
เจียงสวินอี้จึงคุกเข่าข้างเตียงค้อมกายตามคำสั่ง ปรมาจารย์เซียนถีิลูบใบหน้าเขาด้วยสีหน้ารักใคร่ทันใดนั้นก็พูดเสียงเบาว่า “ผู้าุโรองมีใจคิดคดศิษย์สายรองก็ไม่ใช่คนดี ยามนี้ม่อโหลวไม่อยู่สำนัก สวินเอ๋อร์ลำพังเ้ามีกำลังเพียงพอ ลงเขาไปเสียตอนนี้เถิด และอย่าได้หวนกลับมาอีก!”
เจียงสวินอี้ไม่เข้าใจความหมายของท่านอาจารย์เขาััความแปลกประหลาดในถ้อยคำของท่านได้ จึงรู้สึกไม่พอใจ
เขาถามกลับ “ท่านอาจารย์ท่านถูกพวกมันทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้ใช่หรือไม่ขอรับ ศิษย์จะล้างแค้นให้ท่านเอง!”
ปรมาจารย์เซียนถีิส่ายหน้ากำข้อมือเจียงสวินอี้แน่นแล้วเอ่ยย้ำเสียงเข้ม
“รีบไปเสีย!” จากนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดอีก
เจียงสวินอี้ไม่สบายใจทั้งยังไม่อยากทำให้อาจารย์โกรธจึงจำต้องเงียบเสียง ไม่คิดว่ารออยู่เนิ่นนาน ปรมาจารย์เซียนถีิกลับไม่เอ่ยอะไรอีกเลย
เขาพลันรู้สึกผิดปกติ รีบยื่นมือไปััลมหายใจแต่ปรากฏว่าท่านสิ้นลมไปนานแล้ว เพียงแค่ดวงตายังคงเบิกโพลง ถึงกับตายตาไม่หลับ
[1]กระถางโลหะสามขาภาชนะสำริดที่มักใช้ในพิธีกรรมจีนสมัยโบราณ พบว่าสร้างใน่ราชวงศ์ชางจนถึงราชวงศ์โจว