NO !
-01-
คุณเคยรู้สึกอยากได้บางสิ่งบางอย่างแม้ว่ามันจะต้องแลกกับอะไรก็ตามบ้างหรือเปล่า?...
ในสมัยเป็เด็ก...แม่ที่เสียไปแล้วของฉันเคยบอกไว้ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นล้วนถูกขับเคลื่อนไปด้วยความปรารถนาไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม อยู่ที่ว่าพวกเขาจะมีปัญญาในการไขว่คว้ามันมาหรือไม่
ฉันที่เด็กมากในตอนนั้นยังไม่รู้ความหมายของมันนัก...
ปัง!
จนกระทั่งนาทีที่ฉันยิงหัวชายคนหนึ่งเพียงเพื่อจะแย่งชิงแอปเปิ้ลผลเล็กๆเพียงลูกเดียวนั่นแหละ...
...
หลังปลายกระบอกปืนซึ่งมีควันลอยกรุ่น ร่างของชายคนนั้นที่ฉันไม่รู้จักแม้แต่ชื่อล้มลงนอนแน่นิ่งฉันยืนหอบหายใจเอาอากาศที่คลุ้งไปด้วยดินและกลิ่นควันปืนเข้าปอดจนแสบคอไปหมดก่อนจะเดินโซเซเข้าไปใกล้ร่างที่นอนหงายจมกองเืนั้นและลงมือค้นตัว ฉันหยิบแอปเปิ้ลที่กลิ้งตกจากมือผู้ชายคนนั้นขึ้นมาถือไว้ก่อนจะพบะุอีกสองนัดในกระเป๋ากางเกงอีกข้าง
“ อะไรกัน มีแค่นี้เองหรอ...” ฉันบ่นพึมพำเมื่อค้นอีกจนทั่วแล้วไม่พบอะไรที่เป็ประโยชน์บนร่างนั้นอีกฉันเลิกสนใจเขาก่อนจะกัดกินแอปเปิ้ลอย่างหิวโหย
ผ่านมากว่า 3 วันแล้วหลังคนกลุ่มหนึ่งะโร่มลงมายังเกาะอันห่างไกลแห่งนี้ฉันลองนับคร่าวๆจากจำนวนร่มหลากสีบนฟ้านั้นไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยซึ่งจำนวนนั้นคงจะลดลงเรื่อยๆตามเสียงปืนที่ดังสนั่นลั่นเกาะทันทีที่คนพวกนั้นร่อนลงพื้นได้เพียงแค่10 นาที
ฉันมองร่างที่นอนแน่นิ่งนั้นขณะกินแอปเปิ้ลไปด้วยเขาเป็คนแรกที่ฉันได้เจอจากอีกหลายคนที่มายังเกาะนี้ ฉันจ้องมองใบหน้าโชกเืของเขาดวงตาสีฟ้าเบิกโผล่นั้นราวกับจะจ้องฉันตอบเช่นกัน แต่แน่ล่ะมันไม่ได้สะท้อนอะไรอยู่เลย “ ขอบใจสำหรับแอปเปิ้ล…” ฉันโยนแกนมันทิ้งก่อนจะเดินไปยังบ้านหลังที่ใกล้ที่สุด
ฉันกำลังอยู่ในหมู่บ้านร้างเล็กๆซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่หลังที่สภาพยังดีอยู่ในขณะที่ส่วนมากนั้นเหลือแต่ซากไปแล้ว ฉันเดินไปยังบานหน้าต่างใกล้ๆแล้วดึงผ้าม่านผืนใหญ่ที่สภาพยังดีอยู่ออกมาคลุมร่างของตัวเองไว้เพราะแสงแดดที่ร้อนบรรลัยนี่เริ่มจะทำให้ผิวของฉันแสบร้อนซะแล้ว
ท่ามกลางอากาศที่กำลังถูกแผดเผาด้วยแสงแดด จอภาพขนาดใหญ่ถูกฉายขึ้นบนฟ้าภายในคือข้อความและเสียงแนะนำอันน่าตื่นเต้นของ GM
“ ขอต้อนรับผู้เข้าร่วมทุกท่านเข้าสู้เกมBattle royale สุดท้าทายแห่งปี! ที่จะแหกทุกกฎของความเป็เกมเท่าที่เคยมีมา! ด้วยอาวุธจริงกว่า1000 ชนิดที่จะถูกวางกระจายไปในที่ต่างๆซึ่งผู้เล่นจะต้องใช้มันในการเอาชีวิตรอดบนเกาะ โดยไร้ซึ่งน้ำ และอาหาร...”
“ ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะสามารถคว้าเงินรางวัลกว่า 10,000,000 ไป!... ”
ช่างแม่- เงินสิบล้านนั่นเถอะ...
ฉันสบถกับตัวเองก่อนจะเลิกสนใจเสียงพล่ามของ GM แล้วเริ่มออกเดินช้าๆขาของฉันกะเผลกเล็กน้อยเพราะยังไม่ชินกับขาเทียมอันใหม่ที่เพิ่งจะได้ลองใส่แบบจริงจังเมื่อไม่นานมานี้เองฉันเดินผ่านร่างชายคนนั้นอีกครั้ง ด้วยอากาศที่ร้อนขนาดนี้ไม่นานร่างนั้นคงจะเน่าอย่างรวดเร็ว แต่นั่นมันคงไม่เกี่ยวกับฉันแล้วล่ะ เพราะสิ่งที่น่าเป็กังวลตอนนี้ก็คือผ่านมากว่าสามวันแล้วที่ฉันพยายามจะหลีกเลี่ยงผู้เล่นคนอื่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้อาวุธที่ดีกว่านี้เพราะด้วยสภาพตัวเองที่มีปืนพกแค่กระบอกเดียวคงไม่มีปัญญาไปสู้กับผู้เล่นคนอื่นที่ถือM-16 ได้แน่ แต่ตอนนี้ฉันต้องหาอาหารกับน้ำ-
ปัง!
“ !? ” เสียงปืนดังขึ้น ก่อนที่ฉันจะรู้สึกถึงเม็ดะุที่พุ่งเจาะทะลุกะโหลกของตัวเองออกไปพร้อมๆกับเศษสมอง “ … ” ภาพเบลอๆจากไอแดดตรงหน้าฉันเอนเอียงไปมามันถูกแทนที่ด้วยสีแดงของเื แล้วฉันก็ล้มลง
มีเสียงรถวิ่งเข้ามาจอดใกล้ๆ ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะก้าวลงมาเอาเท้าเขี่ยร่างของฉันที่นอนจมกองเือยู่ที่พื้นเขาจับฉันนอนหงายแล้วเปิดผ้าคลุมออก “ อะไรวะเนี่ย!” เขาทำหน้าขยะแขยงทันทีที่เห็นใบหน้าอันน่าเกลียดของฉัน “ นึกว่าผีซะอีก” เขาสบถ “ แต่ก็เป็ผีไปจริงๆแล้วนี่หว่า...ฮะๆ” เขาค้นเอาปืนพกกับะุของฉันไป
“ แล้วแกกลัวผีหรือเปล่า...”
“ เฮ้ย!!? ” ผู้ชายคนนั้นใจนผงะถอยหลัง
ฉันใช้จังหวะนั้นดึงมีดพกที่ชายคนนั้นเหน็บอยู่เอวออกมาแล้วแทงไปที่ขมับของเขาจนมิดด้าม
‘ฉึก!!!’
เืพุ่งกระจายออกมาในตอนที่ฉันดึงมีดออกจากหัวของเขาฉันลุกขึ้นในตอนที่ร่างใหญ่นั้นล้มเซไปพิงกับรถที่จอดอยู่ข้างๆ “ ทะทำไมกัน...ฉัน...ยิงหัว...แก... ”
‘ฉึก!’
เขาพูดได้แค่นั้นก่อนที่ฉันจะแทงลูกตาของเขาด้วยมีดอีกครั้งจนแน่นิ่งไป “ เออ...ใช่สิ เจ็บเป็บ้าเลย” ฉันดึงมีดออกมาแล้วเช็ดกับเสื้อของเขาชายผู้ซึ่งฉันไม่รู้จักชื่ออีกคนแล้ว “ทีหลังอย่าไปเที่ยวยิงกบาลใครเขาอีกล่ะ ” ฉันหยุด “ เออ ลืมไป แกตายแล้วนี่หว่า...”
ฉันลงมือค้นตัวเขา สิ่งที่ได้คือปืนพกของฉันในตอนแรกะเิมือสามลูก ปืนลูกโม่กับะุอีกหลายนัด หลังเก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าฉันก็ขึ้นไปนั่งบนรถจิ๊ปคันที่เขาขับมาก่อนที่สายตาจะไปสบเข้ากับกระจกมองหลัง มันกำลังสะท้อนภาพั์ตาสีม่วงของผู้หญิงคนหนึ่งที่จ้องตอบกลับมาเช่นกันเธอมีผมยาวสีแดงรกรุงรัง และใบหน้าที่มีผิวเป็เกล็ดแห้งแตกน่าเกลียด แถมหน้าผากโชกเืนั้นยังเป็รูโหว่จากะุอีกต่างหากฉันยกมือลูบแผลจากะุนั้นเบาๆ ไม่นานมันก็เริ่มสมานตัวเองอย่างช้าๆ…
บางทีฉันอาจจะไม่ใช่มนุษย์แล้วจริงๆก็ได้...
ฉันเลิกสนใจกระจกแล้วเริ่มค้นของในรถ ฉันฉีกยิ้มออกมาเมื่อเจอปืนไรเฟิ่ลซุ่มยิงที่เบาะหลังกับกระเป๋าทหารสองใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยะุและปืนอีกหลายกระบอก “ โอ้ย แกนี่มันเกิดมาเพื่อ‘แจก’ ชัดๆเลย... ” ด้วยทั้งหมดนี้มันทำให้ปัญหากว่าครึ่งของฉันปลิวหายไปในพริบตาแต่จากจำนวนที่มากขนาดนี้จะให้ฉันแบกไปก็คงจะไม่ไหวทางเดียวคือฉันต้องใช้รถเท่านั้น แต่...
เวรเอ้ย ขับไม่เป็...
จะหันไปถามเ้าของคนเก่าก็ดันตายห่-ไปซะแล้ว...
“ เอาวะทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ ” ฉันเคยเห็นวิธีขับจากในทีวีมาบ้างแถมแถวนี้ต่อให้ขับไปชนอะไรตายก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เนอะ!
คิดได้ดังนั้นฉันก็ลงมือสตาร์ทเครื่อง
เชื่อว่าหลายคนตอนนี้คงจะกำลังสงสัย ว่าฉันมาทำบ้าอะไรในเกมนรกบนเกาะอันห่างไกลนี่เอาเถอะ ระหว่างที่ฉันกำลังหาวิธีหัดขับรถอยู่นี้ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง....
1 ปีก่อน...
ฉันกำลังนอนอยู่ภายในห้องที่ซึ่งหน้าต่างทุกบานถูกปิดอย่างแ่าเพราะดวงตาของฉันที่มีอาการแพ้ต่อแสงอย่างรุนแรง ทำให้ฉันไม่สามารถจ้องมองแสงอะไรก็ตามที่สว่างกว่าแสงเทียนได้แต่ทว่านั่นดูเหมือนจะยังไม่พอ ด้วยร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและพิการมาั้แ่เกิดทำให้ขาขวาของฉันลีบเล็กและเดินไม่ได้แถมิัที่แห้งแตกเป็เกล็ดน่าเกลียดทั่วทั้งตัวก็ทำให้ฉันไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาดฉันต้องใช้เวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมาคอยหลบเลี่ยงสายตาผู้คนมาตลอดเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็รังเกียจสภาพของฉันจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นั่นเอง
เหมี้ยว~~
ฉันหันไปตามเสียงร้องนั้นบานประตูที่เปิดแง้มออกพร้อมกับเ้า สโมค เดินนวยนาดเข้ามา
อืม...จะว่าไงดี ฉันพูดเองก็กระไรอยู่ แต่ในฐานะสัตว์เลี้ยงแล้วเ้าสโมคเป็แมวที่หน้าตาน่าเกลียดมากแถมขนสีเทาฟูๆของมันก็ทำให้นึกถึงก้อนสำลีเน่าๆเดินได้ แต่ก็นั่นแหละ มันก็เหมือนกันกับฉันน่าเกลียดและไม่มีใคร้า นั่นก็เลยทำให้ฉันนึกอยากจะเลี้ยงมันไว้ขึ้นมาโดยบางครั้งก็จะแอบเอาอาหารให้มันกินบ้าง เพราะมันจะชอบเข้ามานอนในห้องของฉัน่บ่ายๆเพราะในนี้อากาศค่อนข้างเย็นนั่นเอง
“ เฮ้...มานี่มา ” ฉันหยิบขนมปังจากเมื่อเช้าโยนให้มัน เ้าสโมคเดินมาดมๆก่อนจะนั่งกินเงียบๆ
มีเสียงฝีเท้าหนักๆเดินขึ้นบันใดมาจากชั้นล่างก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตู “ เฮ้ อลิสหลับอยู่หรือเปล่า ” อเล็กซ์พี่สาวผู้ซึ่งอายุห่างกันเพียง 1 นาทีของฉันนั่นเองเธอมีผมสีแดงสดเหมือนกันกับฉัน ทว่าสั้นกว่า เธอแบกเป้ทหารใบใหญ่เข้ามาด้วย เสียงดังตุบ!หลังเธอวางมันลงพื้นนั้นทำให้รู้ว่าเป้นั่นคงจะหนักไม่น้อย
“ หอบอะไรมาล่ะนั่น ” ฉันถาม
อเล็กซ์ใช้เท้าเขี่ยเ้าสโมคออกไปก่อนจะเดินมานั่งบนเตียงเธอถอนหายใจแรงๆก่อนจะเอ่ย “ พอดีรับฝากของมาจากฟริซน่ะไอ้บ้านั่นกำลังหนีตำรวจอยู่ เวรเอ้ย! ดันหาเหามาใส่หัวกันซะได้” อเล็กซ์สบถอย่างหัวเสียซึ่งมักจะทำเป็นิสัยประจำของเธอ
เพราะความที่ทั้งพ่อและแม่นั้นติดการพนันกันทั้งคู่สภาพครอบครัวเลยเน่าเฟะั้แ่พวกเราเกิด แถมแม่ที่ติดยาอย่างหนักนั้นส่งผลให้ตัวฉันที่เกิดมามีสภาพแบบนี้อีกผลที่ได้คือหลังจากที่พ่อป่วยตาย และเงินที่ร่อยหรอลงนั้นก็มีไม่มากพอจะเลี้ยงเด็กพิการอย่างฉันได้อีกแม่จึงเลือกที่จะเก็บอเล็กซ์ไว้ และพยายามจะฆ่าฉันตอนอายุได้ 10 ปีแต่อเล็กซ์ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น เธอพาฉันหนีอออกมาในคืนหนึ่งตอนที่พวกเราอายุได้ 12ปี
เราสองพี่น้องต้องอาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำเก่าๆภายในเมืองและต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะมีชีวิตรอดต่อไป เราเริ่มออกขโมยเล็กๆน้อยๆจนไปถึงต้องคุ้ยถังขยะเพียงเพื่อจะหาเศษอาหารประทังชีวิตหรือเศษผ้าไว้ห่มป้องกันความหนาวในยามค่ำคืนจนกระทั่งอเล็กซ์ได้รู้จักกับ ดอน ลูซิโอ้ มาเฟียที่มีอำนาจคนหนึ่งในย่านนี้อเล็กซ์เริ่มทำงานผิดกฎหมายให้เขาเพื่อแลกกับเงิน และฉันก็ไม่ได้โลกสวยถึงขนาดจะไม่รู้ว่างานที่อเล็กซ์ทำนั้นมันเป็แบบไหนและเธอก็ไม่คิดจะปิดบังด้วย
“ นี่โดนอัดมาหรอไง ” ฉันสังเกตใบหน้าของอเล็กซ์ เพราะดวงตาที่แพ้ต่อแสงเวลากลางวันแต่มันกลับทำให้ฉันสามารถมองเห็นได้ชัดภายในความมืด นั่นจึงเป็สาเหตุให้ฉันเห็นเืที่เปื้อนใบหน้าของเธอได้
“ มียิงกันนิดหน่อย แต่นี่ไม่ใช่ของฉันหรอก” อเล็กซ์ใช้แขนเสื้อเช็ดเืบนหน้าออก
ท่าทางเก้ๆกังๆนั้นทำให้ฉันต้องหยิบผ้าขนหนูจากโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา “ หันมานี่ ” ฉันนั่งตัวตรงแล้วลงมือเช็ดเืออกให้อเล็กซ์นั้นดีกว่าฉันมาก ไม่ได้หมายถึงหน้าตาที่ถึงแม้จะมีรอยแผลเป็เล็กๆที่หางคิ้วนั่นนะเธอไม่เคยรังเกียจน้องสาวพิการอย่างฉัน ถึงอเล็กซ์จะมีนิสัยห่ามๆและออกจะดูโหดร้ายป่าเถื่อนไปบ้างแต่เธอก็ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งฉันแม้แต่ครั้งเดียว เหมือนกับตอนที่เรายังเด็ก ฉันเคยผลักไสให้อเล็กซ์เลิกสนใจฉันแล้วไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆซะเด็กคนที่สามารถวิ่งเล่นกับเธอได้ภายใต้แสงอาทิตย์ข้างนอกบ้านนั่นดีกว่าจะต้องมานั่งดูแลน้องสาวหน้าตาน่าเกลียดที่แม้แต่เดินยังทำไม่ได้ผลที่ได้คืออเล็กซ์ใช้มีดกรีดหน้าตัวเองจนโชกเื ก่อนจะเอ่ยกับฉันทั้งน้ำตา
ถ้าข้างนอกนั่นไม่มีเธออยู่ด้วย!...ฉันก็ไม่้า!...
และั้แ่นั้นฉันก็ไม่เคยพูดถึงเื่นั้นอีกเลย...
“ เป็อะไร ทำหน้าแปลกๆ” อเล็กซ์ถามขณะมองหน้าฉัน
“ เปล่านี่ ” ฉันบอก “ หน้าฉันมันก็แปลกอยู่แล้ว...”
อเล็กซ์ส่ายหน้าก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้ “ เออใช่ ฉันได้ยาทามาแล้ว แต่ยากินต้องรออีกซักสองวันจนกว่าฉันจะได้ค่าจ้างจากงานนี้น่ะนะ ” อเล็กซ์ลากเป้เข้ามาใกล้ก่อนจะลงมือค้นข้าวของข้างใน ที่ส่วนใหญ่ในนั้นอัดแน่นไปด้วยปืนผิดกฎหมายที่แก๊งค์ของลูซิโอ้แอบลักลอบเอาเข้ามาเธอค้นอยู่ซักพักก่อนจะล้วงหยิบกระปุกยาสีขาวออกมาได้ในที่สุด “ แตกหรือยังวะเนี่ย...”
“ เอ่อ...อันที่จริงวันนี้มันก็ไม่เจ็บเท่าไร...”
“ อย่าเื่มาก ถอดเสื้อออก” อเล็กซ์ตัดบทฉับ ก่อนจะเดินไปจุดตะเกียงเพื่อเพิ่มความสว่างในห้องเล็กน้อย
ฉันทำหน้าเบ้...แต่ก็ยอมแกะกระดุมแต่โดยดี
ิัของฉันนั้นหากไม่ได้ทายาเป็ประจำแล้วผ่านไปซักพักมันก็จะแห้งแตกจนมีเืไหลซึมออกมา มันจะแสบมากหากปล่อยเอาไว้นานแต่มันจะแสบมากกว่านั้นอีกก็เวลาจะทายานี่แหละ ดีหน่อยที่ทาครั้งหนึ่งแล้วมันจะอยู่ได้หลายวันไม่งั้นก็นรกดีๆนี่เอง
“ เอ้า หันหลังมา ยัยน้องสาว” อเล็กซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนจะพอใจเมื่อเห็นฉันทำหน้าเบ้หลังจากฉันถอดเสื้อออกไปแล้ว
“ แค่ 1 นาทีนั่นเขาไม่นับกันหรอกน่า...!?” ฉันสะดุ้งเมื่อตัวยาเหนียวๆถูกลูบลงบนแผ่นหลังอาการแสบเริ่มแผ่ขยายทันที
“ แต่ฉันนับ...ก็ฉันอยากเป็พี่นี่” อเล็กซ์เอ่ยเหมือนภูมิใจเล็กๆไม่รู้ว่าเพราะอยากจะเป็พี่สาวจริงๆ หรือแค่ที่ได้แหย่ฉันเล่นกันแน่
ฉันกัดฟันเพื่อไม่ให้ตัวเองสบถออกมาเมื่อความแสบร้อนเริ่มแผ่ขยายตามตัวยาที่กำลังถูกละเลงไปทั่วแผ่นหลัง
“ แล้ว...ทำไปถึงไหนแล้วล่ะไอ้นั่นน่ะ ” อเล็กซ์เริ่มชวนฉันคุยเพื่อจะได้ลืมอาการแสบนั้น
ฉันมองไปยังมุมห้อง ซึ่งมีอุปกรณ์เยอะแยะวางกองอยู่ตรงนั้น “ ใกล้เสร็จแล้วล่ะเหลือแค่ปรับความแข็งแรงนิดหน่อยแล้วก็ลองใส่ดูเท่านั้นเอง ” ฉันวานให้อเล็กซ์หาไม้กับอุปกรณ์อย่างอื่นอีกนิดหน่อยมาให้เพื่อจะเอามาทำขาเทียมให้ตัวเองเพราะหลายๆอย่างคงจะสะดวกขึ้นมากหากฉันสามารถเดินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ
“ เอ้า ทีนี้หันหน้ามา” อเล็กซ์บอก
“ แค่นี้ฉันทำเองได้น่า ”
“ บอกว่าอย่าเื่มากขืนปล่อยให้เธอทำเองทั้งวันคงไม่เสร็จหรอก เล่นเอานิ้วจุ่มทาทีละนิดแบบนั้นน่ะ” อเล็กซ์พูกแขวะอย่างรู้ทัน
ฉันทำหน้าเซ็งก่อนจะยอมหันหน้าไปแต่โดยดีั์ตาสีม่วงสดของเราทั้งคู่จ้องมองกันภายในความมืดสลัวของห้อง “ เดินได้เมื่อไรฉันจะเตะก้นแก”
อเล็กซ์หัวเราะชอบใจก่อนจะละเลงทายาให้ฉันอย่างเมามัน...
วันต่อมา...
วันนี้แดดร้อนเปรี้ยง...
ฉันสบถออกมาเป็รอบที่ร้อยของวันแล้วขณะกำลังถ่อขังขารออกจากบ้านมาเพื่อซื้ออาหารเย็นฉันเกลียดอากาศร้อน...แบบว่าโคตรเกลียดเลยด้วยเพราะมันจะทำให้ผิวของฉันแห้ง แล้วพอมันแห้ง มันก็จะแสบแล้วพอมันแสบ...มันก็จะทำให้อารมณ์ของฉันยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก ฉันต้องใช้ยาหยอดตาทุก2 ชั่วโมงเพื่อช่วยในการมองเห็นตอนกลางวันแม้จะรู้สึกแสบนิดหน่อยแต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะอย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้ฉันกลายเป็คนตาบอดเวลาเดินอยู่ในเมือง ฉันขยับเสื้อคลุมตัวใหญ่กับหมวกฮู้ดให้ลงมาปิดศรีษะและใบหน้ามากยิ่งขึ้นแม้ภายใต้หมวกนั้นฉันจะสวมผ้าปิดหน้าอีกชั้นหนึ่งแล้วก็ตาม เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้คงไม่มีใครกล้าขายของให้แน่ๆ
เมื่อมาถึงย่านใจกลางเมืองที่มีทั้งรถและคนเดินพลุ่งพล่านฉันตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามตรอกเล็กๆระหว่างตัวตึกเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย และหวังว่าร่มเงาในนั้นจะช่วยบรรเทาความร้อนลงอีกแม้ซักนิดก็ยังดี
แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย...
ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินพ้นออกสู่ถนนใหญ่และภาวนาอยู่ในใจว่าให้ตัวเองรีบๆพ้นออกจากนรกในเมืองนี่เสียทีที่สุดปลายทางนั้นกลับมีชายร่างใหญ่สองคนเดินเข้ามาขวางไว้ ท่าทางที่ดูไม่เป็มิตรนั้นทำให้ฉันต้องหยุดเดิน
“ แหม...ดูซิเราเจอใครเข้าเนี่ย... ” มีเสียงเรียกมาทางด้านหลัง เมื่อฉันหันไปมองก็พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง แม้ไม่ต้องเห็นรายละเอียดใบหน้าฉันก็จำเสียงผู้หญิงคนนั้นได้ทันที
“ ว่าไง...คริสตี้น่าแปลกนะที่เธอมาแถวนี้ ” ฉันเอ่ยออกไปขณะมองเ้าแม่เงินกู้ที่ดังสุดๆในย่านนี้ เธอเป็ผู้หญิงอายุราว 30 ปี ลูกครึ่งจีน-อเมริกัน ผมยาวสีน้ำตาลดัดเป็ลอนร่างสูงพรียวอยู่ในชุดสีแดงรัดติ้วั้แ่หัวจรดเท้า มองผ่านๆเธอเป็ผู้หญิงที่สวยมากผิดกับนิสัยโเี้ของเธอโดยเฉพาะกับบรรดาลูกหนี้ที่เบี้ยวจ่ายน่ะนะ...
“ พี่สาวสุดที่รักของแกไม่ได้มาด้วยหรือไงวันนี้” คริสตี้เอ่ยขณะเดินเข้ามาใกล้
แม้แต่คนตาบอดก็ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความคุกคามของผู้หญิงตรงหน้าฉันก้าวถอยหลัง “ เปล่า...ตัวเราไม่ได้ติดกันซะหน่อยนี่...”
ความรู้สึกเหมือนจู่ๆก็เดินไปเยียบกับะเิที่เรียกว่าความซวยครั้งยิ่งใหญ่นั้นกำลังฉีกกระชากตัวฉันจนเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพราะอเล็กซ์นั้นเคยไปมีเื่กับลูกน้องกลุ่มหนึ่งของคริสตี้เมื่อหลายวันก่อนจึงไม่แปลกที่อเล็กซ์จะโดนตามล่ามาได้ซักพักแล้ว
นี่มันวันซวยอะไรวะเนี่ย...
“ น่าเสียดายนะฉันแค่อยากจะขอบคุณพี่สาวแกซะหน่อย...ที่ช่วยดูแลลูกน้องฉันจนต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งเกือบครึ่งโหลแนะ” คริสตี้เดินเข้ามาใกล้อีกฉันถอยไปเรื่อยๆจนรู้สึกได้ว่าลูกน้องสองคนของเธอก็เดินเข้ามาประชิดติดหลังของฉันเช่นกัน “ แต่ไม่เป็ไร...ไหนๆก็เจอแกแล้วเรารบกวนฝากความคิดถึงไปให้พี่สาวแกซักหน่อยคงไม่ว่ากันหรอกใช่ไหม?” คริสตี้เน้นเสียงมันมีความโกรธปนอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน
แบบนี้ไม่ดีแล้ว...
เพราะชีวิตที่เคยเร่ร่อนอยู่ข้างถนนมาก่อนทำให้ฉันรู้ดีว่าจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นและก่อนที่มันจะเป็อย่างนั้นฉันเลยหมุนตัวเหวี่ยงไม้ค้ำไปข้างหลังเพื่อจะฟาดลูกน้องของคริสตี้ที่ยืนอยู่เสียงไม้หักดังลั่นเพราะคงจะโดนใบหน้าของชายคนนั้นเต็มๆฉันไม่เสียเวลาดูผลงานด้วยซ้ำขณะมุดตัวลอดแขนที่พยายามจะคว้าของเขาออกไปโชคดีที่วันนี้ฉันใส่ขาเทียมที่เพิ่งทำเสร็จมาด้วยแม้ไม่นึกว่าจะได้มาลองของตอนนี้แต่ฉันก็ตั้งใจออกวิ่งไปที่ถนนใหญ่อย่างเต็มฝีเท้าแต่ด้วยความที่ฉันยังไม่ชินกับมันมากนักเลยทำให้ท่าทางการวิ่งดูตลกปนทุเรศอยู่บ้างแต่ใครมันจะไปสนใจล่ะ
‘หมับ’
“ หนอย! นังบ้านี่!” ชายอีกคนคว้าตัวฉันไว้ได้เขากระชากหมวกฮู้ดของฉันจนเปิดอออกแล้วดึงเข้าไปหา
มือที่เร็วกว่าความคิดของฉันเอื้อมลงไปชัดมีดที่เหน็บอยู่ในขาเทียมออกมาก่อนจะฟันไปที่แขนของเขาจนมือที่กำหมวกฮู้ดอยู่คลายออก ชายคนนั้นสบถดังลั่น
“ ทำอะไรกันอยู่! แค่ผู้หญิงพิการคนเดียวพวกแกก็จัดการมันไม่ได้หรือไง! ” เสียงคริสตี้เอ่ยแหลมปริ๊ดอยู่ทางด้านหนึ่ง
แต่ความสนใจของฉันทั้งหมดกำลังพุ่งเป้าไปที่ทางออกแต่วิ่งไปได้เพียงสองก้าวฉันก็ถูกคว้าตัวไว้ได้อีกครั้ง ตามด้วยกำปั้นหนักๆที่ฉันได้มีโอกาสเห็นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะกระแทกใบหน้าฉันจนล้มคว่ำมีดถูกเตะกระเด็นออกไป
มีเสียงถอนหายใจแบบดัดจริตดังขึ้นก่อนที่เท้าคู่หนึ่งจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน “ เมื่อกี้พูดถึงไหนแล้วนะ... ” คริสตี้ทำท่านึกขณะยืนอยู่ต่อหน้าฉันที่กำลังหมอบอยู่แทบเท้า
“ ไม่เอาน่า...คริสตี้นอกจากแกจะเป็อีตัวให้พวกกุ๊ยแล้วมันยังน่าอายไม่พอจนต้องมารังแกคนพิการเพิ่มอีกหรือไง... ” ฉันถ่มเืใส่รองเท้าส้นสูงยี่ห้ออะไรไม่รู้รู้แต่ว่าราคาคงจะแพงระยับของเธอ
ผลัก!!!
หน้าฉันสะบัดไปอีกทางเมื่อคริสตี้ใช้เท้าข้างเดียวกันนั้นเตะหน้าฉันเหมือนเตะลูกฟุตบอล เืไหลออกจากปากฉันแล้วหยดลงบนพื้นก่อนที่เธอจะจิกหัวฉันให้เงยขึ้น
“ รู้มั๊ยว่าฉันเกลียดอะไรที่สุดนอกจากหน้าตาทุเรศๆของเธอ” ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางราคาแพงของคริสตี้ยื่นเข้ามาใกล้ั์ตาสีฟ้าจ้องฉันเขม็ง “ ก็คือไม่ว่ามันจะเป็คนพิการขาง่อยหรือผู้ดีตีนแดงที่ขี้ออกมาเป็ทองได้ ถ้ามันบังอาจมาหยามหน้าฉัน! หรือลูกน้องของฉัน!ฉันก็จะกระทืบมันให้เป็เศษเนื้อเหมือนที่แกเป็อยู่นี่ไง! ” เธอโขกหัวฉันให้กระแทกลงกับพื้น
แรงกระแทกที่เหมือนมีบางอย่างแตกในหัวทำให้ฉันตาพร่าไปพักหนึ่งบางอย่างหยดลงพื้น เมื่อเห็นสีชัดๆฉันจึงรู้ว่ามันคือเืนั่นเอง ถัดไปคือรองเท้าสีแดงของคริสตี้ที่อยู่ใกล้จนแทบจะแนบหน้าฉันอยู่รอมร่อมันเงาวับซะจนสามารถเห็นใบหน้าเยินๆของฉันสะท้อนอยู่ แล้วเธอก็ยกมันเยียบลงบนหัวฉันไม่สิ...คำนวณจากน้ำหนักแล้วฉันว่าเธอน่าจะกระทืบลงมามากกว่า
“ จำใส่กะลาหัวของแกไว้เพราะว่ารายต่อไปก็คืออเล็กซ์ พี่สาว- ”
ปัง!! ปัง!!
มีเสียงปืนดังขึ้นสองนัด ก่อนลูกน้องทั้งสองคนของคริสตี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังจะล้มลงพร้อมรอยรูะุที่หัว
“ มีใครเรียกหาฉันหรือเปล่า ” หญิงสาวผมสั้นสีแดงเดินเข้ามาในตรอกพร้อมปืนพกในมือที่ยังมีควันลอยกรุ่น...
อเล็กซ์นั่นเอง...
“ กะ แก... ” คริสตี้ใก้าวถอยหลังเหมือนเห็นผี “ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรลงไป! ” เธอเอ่ยเสียงตื่น
“ ก็เพิ่งยิงกบาลลูกน้องแกไปสองคนไง ” อเล็กซ์ว่า เธอเดินเรื่อยๆเข้ามาในตรอกก้าวข้ามศพลูกน้องสองคนนั้นไป
“ ฉันเป็เมียของหัวหน้าแก๊งค์สาขาหลักนะ!ถ้าแกทำอะไรฉัน เขาไม่ปล่อยแกไว้แน่! ” คริสตี้เอ่ยปากคอสั่นเมื่ออเล็กซ์เข้ามาใกล้เรื่อยๆด้วยท่าทางคุกคาม
“ เมียคนที่เท่าไรล่ะ? นับจากล่างขึ้นบนหรือเปล่าเพราะพาโก้ผัวแกมีเมียเป็ร้อยแล้วมั๊งหายไปซักคนคงไม่ทำให้เขารู้สึกแย่นักหรอก ไม่สิ สงสัยคงไม่ทันรู้ตัวเลยมั๊ง ” อเล็กซ์ทำท่านึกเธอเดินเข้ามากระชากผมยาวสีทองดัดเป็ลอนสวยของคริสตี้จนหน้าหงายปากกระบอกปืนที่จ่อคออยู่ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
คริสตี้กลืนน้ำลายดังเอื้อกเหมือนเธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าพลาดขนาดไหนที่วันนี้เอาลูกน้องมาแค่สองคนแถมกลายเป็ศพไปแล้วด้วย “ แกคงไม่อยากทำให้เกิดาแก๊งค์จริงๆหรอกใช่มั๊ย...” คริสตี้เอ่ยเสียงเบาเหมือนข่มขู่อยู่ในทีแต่ในใจจริงๆแล้วเธอกำลังห่วงชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะเธอรู้นิสัยของอเล็กซ์ดีเหมือนที่ทุกๆคนในแก็งค์ก็รู้...ความบ้าของอเล็กซ์นั้นมีไม่กี่คนที่หยุดได้
“ รู้ไหมฉันเกลียดอะไรที่สุดนอกจากหน้าตาทุเรศๆของเธอ... ” อเล็กซ์เอ่ยย้อนประโยคของคริสตี้ก่อนหน้า “ ก็คือหลังจากที่ฉันต้องไปเก็บใครก็ไม่รู้เพราะคำสั่งของลูซิโอ้เมื่อเช้าแล้วมันก็ดันมีลูกน้องเพียบ ฉันต้องฝ่าดงตี-ไปยิงกบาลหัวหน้ามัน...แล้วก็ต้องฝ่าดงตี-ลูกน้องมันเพื่อหนีออกมาอีก...” อเล็กซ์เอ่ยเสียงเบาแต่ชวนขนหัวลุกแปลกๆเธอดันปากกระบอกปืนทิ่มไปที่ใต้คางของคริสตี้ “ แล้วพอเสร็จงานกำลังจะกลับบ้านฉันก็ต้องมาเห็นสภาพน้องตัวเองโดนรุมกระทืบจนเละอีก... ”
ฉันเห็นร่างของคริสตี้เริ่มสั่นด้วยความกลัว “ อะ อเล็กซ์...เราคุยกันดีๆก่อน... ”
ผัวะ!!
อเล็กซ์ใช้ด้ามปืนตบไปที่ใบหน้าสวยๆของคริสตี้จนล้มลงไปกองกับพื้นก่อนเธอจะลงไปนั่งคร่อมแล้วใช้ด้ามปืนทุบลงไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฉันเริ่มได้ยินเสียงบางอย่างแตกอาจจะเป็กะโหลกหรือบางอย่างบนใบหน้าของคริสตี้ก็ได้ เืกระจายไปทั่วอเล็กซ์ยังนั่งทุบอยู่อย่างนั้นถึงแม้ร่างของคริสตี้จะแน่นิ่งไปแล้วก็ตาม
“ เฮ้ พอได้แล้วมั๊ง ” ฉันว่าพลางมองพี่สาวตัวเองที่เหมือนจะยังไม่ได้ยินฉันหยิบกระป๋องเปล่าใกล้มือขึ้นมาแล้วโยนใส่เธอ “ เฮ้!บอกว่าพอแล้ว! เดี๋ยวมันก็ตายจริงๆหรอก ” ฉันว่า หรือจะตายแล้วหว่า...ฉันขยับนั่งตัวตรงเอาหลังพิงกำแพงไว้แล้วมองไปยังร่างในชุดแดงที่ไม่รู้แล้วว่าอันไหนสีชุดหรืออันไหนสีเืกันแน่
อเล็กซ์หยุด เธอหันมามองฉันก่อนจะลุกขึ้นเดินมาหามือข้างที่ถือปืนอยู่นั้นถูกย้อมไปด้วยเื เธอโน้มตัวลงมาหาพร้อมยื่นมือข้างที่ไม่เปื้อนเืมาให้จับ “ ลุกไหวหรือเปล่า ”
ฉันจับมือเธอก่อนจะลุกขึ้นแล้วเริ่มออกเดินไปด้วยกันผ่านร่างของคริสตี้ที่ความสวยนั้นได้กลายเป็อดีตไปแล้ว “ ตายหรือยังล่ะนั่น ” ฉันว่า
“ ไม่รู้สิ ” อเล็กซ์เอ่ยเหมือนไม่ใส่ใจนัก
ฉันถอนหายใจ แล้วก็เหมือนนึกขึ้นได้ “ เย็นนี้แกไปซื้อกับข้าวเลยนะ...เพราะเนี่ยโจทย์แกล้วนๆเลย ”
“ รู้แล้วน่า... ” อเล็กซ์เอ่ยเสียงเบาอย่างสำนึกผิด “ เดี๋ยวทายาให้ด้วยเลยเอ้า”
“ อันนั้นไม่ต้อง ”
ผลพวงจากเหตุการณ์นั้นส่งผลมาหาเราสองพี่น้องในอีกสองวันต่อมาอเล็กซ์ที่ถูกลูซิโอ้ไล่ออกจากแก๊งค์เพื่อหลีกเลี่ยงาเพราะแก๊งค์ของพาโก้นั้นเป็แก๊งค์ใหญ่และมีอำนาจพอกันหากเกิดาระหว่างแก๊งค์ขึ้นจริงๆลูซิโอ้ต้องสูญเสียทั้งคนและเงินไปมากมายซึ่งเขาไม่ยอมเสี่ยงเพียงเพื่อลูกน้องแค่คนเดียวแน่ๆ
อเล็กซ์ต้องรีบหางานใหม่ทำก่อนที่เราจะอดตายกันทั้งคู่แต่ทางเลือกนั้นมีไม่มากนักสำหรับคนที่ไร้การศึกษาั้แ่เด็กและหนึ่งในนั้นยังทำอย่างอื่นไม่เป็นอกจากฆ่าคนอีกด้วยและนั่นเป็สาเหตุให้่นี้อเล็กซ์ดูจะอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ่อยๆเธอมีท่าทางเหมือนกำลังคิดบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนจะออกจากบ้านไปั้แ่เช้าส่วนออกไปไหนนั้น ฉันถามแล้ว แต่เธอไม่ตอบ
ตกบ่าย...
วันนี้ฝนตกแทบทั้งวัน...
ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ปล่อยให้เวลาว่างอันน่าเบื่อไหลผ่านไปช้าๆเมื่อเปิดผ้าม่านออก ภาพที่มองเห็นนั้นเลือนลางจากหยดน้ำที่เลื่อนไหลผ่านบานกระจกท่ามกลางสายฝนข้างนอก ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
“ นี่แน่ใจนะว่ามันวิ่งมาทางนี้น่ะ ”
“ แน่ใจสิ ”
มีเสียงพูดคุยกันข้างนอก เมื่อเพ่งมองออกไปฉันก็เห็นเงาร่างสองร่างกำลังเดินด้อมๆมองๆเหมือนกำลังหาอะไรซักอย่างอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้าน
สงสัยจะเป็เด็กจากหมู่บ้านใกล้ๆ...
น่าแปลกที่จะมีคนผ่านมาแถวนี้ เพราะบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในป่าและห่างไกลจากตัวเมืองมาก
ก่อนที่ฉันจะเลิกสนใจความเป็ไปข้างนอก เสียงร้องอันคุ้นหูก็เรียกให้ฉันหันกลับไปมองอีกครั้ง
เหมี้ยว!
“ นี่ไง!จับได้แล้ว เ้าแมวซอมบี้! ”
“ เหวอ~! หน้าตาน่าเกลียดจริงๆด้วย”
ฉันหันไปก็ทันเห็นเ้าสโมคที่กำลังดิ้นถูกจับยัดลงถุงโดยเด็กสองคนนั้นความโกรธที่พุ่งขึ้นมาทำให้ฉันกัดฟันแน่น ฉันหันไปคว้าขาเทียมที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมาฉันเพิ่งจะปรับปรุงมันใหม่เสร็จเมื่อวานแต่ยังไม่ทันได้ลองใช้ดูเหมือนนี่จะเป็เวลาเหมาะแล้ว หลังจากพันสายรัดจนแน่นฉันก็เดินโซเซลงบันไดไปชั้นล่าง
หลังจากทุลักทุเลซักพักฉันก็เดินมาถึงประตูหน้าบ้านจนได้ ฉันคว้าเสื้อคลุมของอเล็กซ์ที่พาดไว้ใกล้ๆมาใส่แล้วดึกฮู้ดมาปิดศีรษะและดวงตาไว้เพราะแสงจากภายนอกที่แม้จะไม่มีแดด แต่มันก็ทำให้ฉันแทบจะมองไม่เห็นอยู่ดี ฉันเปิดประตูออก
ซ่า...
สายฝนข้างนอกสาดโดนตัวฉันจนเปียกโชกขณะเดินกะเพลกออกไปที่รั้วสองคนนั้นกำลังจะไปแล้ว “ หยุดนะ! ”
ภาพเงาสองร่างนั้นดูเหมือนจะใที่เห็นฉัน
“ เหวอ!!!พี่ครับ! ผี! ผี! ” เสียงคนน้องร้องะโ
“ แกเป็ใครน่ะ! ”
ฉันมองเ้าสโมคที่กำลังดิ้นยุกยิกอยู่ในถุงที่พวกนั้นถืออยู่ “ ปล่อยมันเดี๋ยวนี้!” ฉันเอ่ย
“ แก...แกเป็ผีที่คนในหมู่บ้านเค้าลือกันใช่มั๊ย!” เด็กคนพี่เอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ พี่ครับ! ไปเถอะเ้านี่มันกินคนด้วยนะ!เ้าแมวนี่ก็คงจะเป็สัตว์เลี้ยงของมันแน่ๆเลย ”
“ หนวกหูโว้ย! ถ้าแกยังไม่ปล่อยมันออกมาฉันจะกินพวกแกจริงๆซะเดี๋ยวนี้แหละ!” ฉันะโอย่างหงุดหงิดเพราะความเย็นจากสายฝนเริ่มทำให้ฉันรู้สึกหนาวแล้ว ฉันเดินเข้าไปใกล้สองคนนั้นพลางแยกเขี้ยวใส่เพื่อหวังจะขู่ให้กลัว
“ ยะ อย่าเข้ามานะ! ” เด็กคนพี่เอ่ยพร้อมออกมายืนบังน้องชายที่ยืนร้องไห้อยู่ข้างหลัง
หึ! ก็แค่เด็ก...
ฉันยื่นมือออกไปเพื่อหวังจะแย่งถุงใส่เ้าแมวคืนมา
ปัง!!!
“ !!? ” ก่อนจะทันได้รู้ตัว ะุปริศนาก็พุ่งเจาะขาเทียมข้างขวาของฉันจนแตกกระจายความเจ็บได้ฉีกกระชากฉันก่อนจะล้มลงจมแอ่งน้ำฝนที่กลายเป็สีแดงอย่างรวดเร็ว
เอ๋...
“ เทโอ! รอน!เป็อะไรหรือเปล่า! ” ชายคนหนึ่งวิ่งถือปืนออกมาจากในป่า “ พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามมาเล่นแถวนี้!” เขามองดูฉันเพื่อเช็คให้แน่ใจ “ อย่าโทษกันเลยนะ...ฉันต้องปกป้องลูกของฉัน...” ชายคนนั้นว่าก่อนจะพาเด็กสองคนนั้นหนีไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ความเจ็บที่ขาเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อฉันคลานไปหาถุงที่ดิ้นยุกยิกอยู่ไม่ไกลดูเหมือนความกลัวจะทำให้เด็กสองคนนั้นลืมเ้าแมวเสียซะสนิท แต่เืที่ไหลออกมามากกำลังจะทำให้สติของฉันดับวูบลง
“ เฮ้...เ้าแมวน่าเกลียด...” ฉันแกะเชือกที่มัดปากถุงออกเ้าสโมคดิ้นออกมาน่าตาตื่น ขนฟูของมันโดนเม็ดฝนจนเปียกลู่อย่างรวดเร็วเหมือนก้อนสำลีเน่าที่เปียกน้ำมันขู่ฟ่อก่อนจะวิ่งหนีหายไป
อะไรฟะ...เลียขอบคุณซักครั้งก็ไม่มี...
ฉันก็ไม่ได้โทษมันหรอก ก็แมวมันเกลียดน้ำนี่นะแล้วฝนนี่ก็เย็นซะจนฉันเริ่มจะหนาวสั่นไปทั้งตัวซะแล้วฉันอยากจะคลานเข้าไปในบ้านแต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับเลยนี่สิ...
ซ่า~~
สายฝนตกลงมานานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้เวลาที่ไหลผ่านไปนั้นดูเหมือนจะกำลังพรากชีวิตของฉันไปกับมันอย่างช้าๆด้วย
‘นี่ฉัน...กำลังจะตายงั้นหรอ...’
ฉันถามตัวเอง ตอนที่คิดว่าชีวิตที่แสนบัดซบของตัวเองกำลังจะจบลงนั้นใจหนึ่งฉันก็รู้สึกยินดีที่จะได้ปล่อยให้อเล็กซ์เป็อิสระจากภาระที่ต้องคอยดูแลฉันเสียที
แต่...
เธอจะมีสีหน้ายังไงนะ ถ้ารู้ว่าฉันจะไม่อยู่แล้วเธอจะเสียใจ...จะหัวเราะ หรือร้องไห้หรือเปล่า ฉันไม่เคยเห็นอเล็กซ์ร้องไห้อีกเลยั้แ่สมัยเรายังเด็กมากๆ...ฉะนั้น...มันคงเป็ไปไม่ได้หรอกมั๊งที่เธอจะร้องไห้เป็เผาเต่าถ้าฉันตาย
เพราะอย่างนั้น...เพราะอย่างนั้นนะ...ใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่ลอยอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ก็คงจะเป็แค่ภาพหลอนของฉันที่กำลังจะตายแน่ๆ...
“ อลิส! อลิส!!ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ! อลิส!!!”
-------------------------------------------------
“ นี่ฉันต้องหมดเงินไปอีกเท่าไรถึงจะรักษามันหายกัน!”
“ มันไม่ใช่ความผิดของอลิสนะ!”
“ ขอโทษนะ...อลิส...ขอโทษที่แม่ไม่อาจเลี้ยงแกให้โตได้...ถ้าแกจะโทษแกก็โทษแม่ที่ไม่ได้ความอย่างฉันเถอะ... ”
“ อลิส...เราหนีไปด้วยกันเถอะ...”
“ ... ”
ฉันลืมตาขึ้นมาภายในห้องนอนมืดๆของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งช้าๆแล้วปัดความฝันที่ยังตกค้างอยู่ในสมองออกไปเมื่อเริ่มทบทวนความจำใหม่อีกครั้ง เหตุการณ์ล่าสุดที่จำได้ก็ย้อนกลับมาช้าๆ
นี่ฉัน ยังไม่ตายหรอกหรอ...
เหลียวไปมองทางฝั่งซ้ายของเตียงก็เห็นเ้าสโมคกำลังนั่งกินบางอย่างอยู่ข้างๆดูเหมือนความหิวจะได้ทำลายความกลัวของมันก่อนหน้าจนหมดแล้ว
“ แกนี่มันน่าเกลียดจริงๆเลย...” ฉันเอ่ยพลางส่ายหัวในความเป็แมวของมัน
“ ฟื้นแล้วหรอ... ”
“ !? ” ฉันหันขวับไปยังมุมห้อง เงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ใช่อเล็กซ์แน่ๆ “ แกเป็ใคร ”
“ ไม่ต้องทำเสียงน่ากลัวขนาดนั้นก็ได้” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ ฉันชื่อซอลเป็คนที่ตัดขาเธอทิ้งข้างหนึ่งก่อนที่เธอจะติดเชื้อตายเท่านั้นเอง ”
ฉันเลิกผ้าห่มขึ้นดูขาของตัวเองดังพรึบ!
เยี่ยม...ตอนแรกแค่ขาลีบข้างเดียวตอนนี้ด้วนไปแล้ว...
“ นี่แกเป็ใครเนี่ยแล้วเข้ามาได้ยังไง ” ตื่นมาขาด้วนยังไม่พอ ยังมาเจอคนแปลกๆที่ไม่รู้จักนั่งอยู่ในห้องอีก “เธอเป็หมองั้นหรอ ” ฉันเดา
“ เติมคำว่า ‘เถื่อน’ เข้าไปด้วย ” เธอว่า “ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ฉันมากับอเล็กซ์ด้วยวันนี้ไม่อย่างนั้นมีหวังเธอได้นอนแฉะตายอยู่ตรงนั้นแน่ๆ ”
ฉันเงียบไปซักพัก โอเคอย่างน้อยเธอก็คงไม่ใช่คนอันตรายล่ะนะ ก่อนจะเอ่ย “ ขอบคุณที่ช่วยฉัน...” ถึงเธอจะเป็คนตัดขาฉันจนด้วนก็ตาม “ แล้วอเล็กซ์อยู่ที่ไหน” ฉันถามต่อ
ซอลยักไหล่ “ ไม่รู้สิหลังจากฉันรักษาเธอเสร็จ ยัยนั่นก็เดินปึงปังออกไปแถมทำหน้าตาน่ากลัวอีกต่างหาก”
อเล็กซ์ไม่เคยพาใครเข้าบ้าน ฉะนั้นคนคนนี้จะต้องมีอะไรที่พิเศษออกไปหรือไม่ก็สำคัญมากไม่อย่างนั้นคนอย่างอเล็กซ์ไม่มีทางพามาที่นี่ด้วยแน่ฉันลองเพ่งสังเกตมองดูเธอดีๆอีกครั้ง เธอมีผมยาวถึงไหล่ น่าจะสีน้ำตาล ส่วนหน้าตานั้นฉันเห็นไม่ชัดเพราะข้างๆเธอมีตะเกียงตั้งอยู่มันสว่างจ้าเกินไปจนบดบังรายละเอียดใบหน้าของเธอจนหมด “ แล้วทำไมอเล็กซ์ถึงได้พาเธอมาที่นี่ล่ะ ” ฉันถาม
“ เื่นั้น...เอาไว้ถามเ้าตัวเองก็แล้วกัน”
พอเธอพูดจบก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆเดินขึ้นมาจากชั้นล่างทันที
ปัง!
“ เธอฟื้นหรือยัง! ”
เสียงประตูถูกเปิดออกแบบไม่เบานักพร้อมร่างของอเล็กซ์ก้าวเข้ามาในสภาพเปียกฝนและเืไปทั้งตัวเธอโยน ‘ขา’ ข้างหนึ่งลงพื้นดังตุบ!ก่อนจะหันมาทางฉัน “ อา...ฟื้นแล้วนี่นา ” อเล็กซ์เดินเข้ามาใกล้
“ เธอไปไหนมาน่ะ ” ฉันถามเพราะดูจากสภาพของเธอแล้วคงไม่ได้แค่ออกไปซื้อข้าวเย็นมากินกันแน่ๆ “ แล้วนั่นอะไร” ฉันมองไปยัง ‘ขา’ ที่ถูกทิ้งอยู่ตรงนั้น
“ อ้อ! นั่นน่ะหรอขาของตาแก่คนที่ยิงเธอไง พอดีตอนแรกฉันไม่รู้ว่าใครที่เป็คนยิงเธอฉันก็เลยไล่ฆ่าไปทีละบ้าน จนตาแก่คนหนึ่งวิ่งออกมายอมรับตอนที่ฉันกำลังจะเผาบ้านมันนั่นแหละ” อเล็กซ์เอ่ย
ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้นิสัยของอเล็กซ์น่ะนะ “ เขายิงฉันแค่ที่ขาไม่ใช่หรอไง ไม่ทำเกินไปหน่อยหรอ” ฉันว่าฉันรู้จักอเล็กซ์ในอารมณ์นี้ดี เธอจะไม่หยุดจนกว่าตัวเองจะพอใจแล้วเท่านั้น
“ ฉันก็ยิงที่ขามันคืนด้วยเหมือนกัน” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดัง “ ด้วย Grenade เนี่ย ” อเล็กซ์ปลดปืนGrenadelauncher อันใหญ่ออกมาจากหลังแล้วโยนลงพื้นดังโครม!
“ ... ”
“ แล้ว...เธอคงไม่คิดว่าจะเอาขานั่นมาต่อคืนให้น้องสาวตัวเองหรอกใช่ไหม” ซอลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกๆ
“ เอ๋ ไม่ได้หรอ... ”
ผู้หญิงคนนั้นส่ายหัวแม้ฉันจะมองไม่เห็นสีหน้าของเธอตอนนี้ก็ตาม แต่เชื่อเถอะ ฉันพอจะเดาออก เธออุ้มเ้าสโมคขึ้นมาก่อนจะเดินไปที่ประตู “ ฉันจะให้เธอสองคนคุยกันก่อนก็แล้วกันฉันนอนชั้นล่างได้ใช่ไหม ” เธอไม่รอคำตอบด้วยซ้ำในตอนที่ปิดประตู
“ อะไรกัน ฉันก็อุตส่าห์ยิงไม่ให้เละแล้วเชียวใช้ไม่ได้หรอกหรอ ” อเล็กซ์ว่าพร้อมทำน้ำเสียงเหมือนเสียดาย
“ ถึงต่อได้ฉันก็ไม่เอาเฟ้ย! ใครจะอยากได้ขาตาแก่นั่นมาต่อให้ตัวเองกันฟะนี่เธอโง่จริงหรือแค่แกล้งกันเนี่ย ” ฉันว่าแต่ก็ไม่จริงจังนัก เพราะเราสองคนต่างก็รู้นิสัยกันดีเพราะหากเป็ฉัน ฉันก็คงจะทำไม่ต่างจากอเล็กซ์เหมือนกัน
อเล็กซ์เดินมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง ก่อนจะจับใบหน้าของฉันด้วยมือข้างหนึ่ง “ เจ็บมากมั๊ย ”
ฉันรับรู้ได้ถึงสายตาและน้ำเสียงอันอ่อนโยนนั้นของเธออเล็กซ์เป็แบบนี้เสมอ...ถึงจะปากร้ายใส่กันบ้าง แต่เธอจะเป็เพียงคนเดียวเท่านั้นในโลกที่เป็ห่วงฉันจริงๆ “ ถ้าหมายถึงตอนตัดขาล่ะก็ มันไม่เจ็บหรอก ก็หมดสติอยู่นี่นะ” ฉันว่าพลางหยิบผ้าขนหนูที่วางอยู่ใกล้ๆมาเช็ดเืบนใบหน้าให้อเล็กซ์อย่างที่เคยทำ
นี่เป็ครั้งที่เท่าไรแล้วนะ...ที่เธอต้องฆ่าเพื่อปกป้องฉัน...
อยากจะทำอะไรเพื่อเธอบ้างถ้าเพียงแค่ร่างกายของฉันมันไม่เป็แบบนี้ล่ะก็...
เราสองคนไม่พูดอะไรกันอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งอเล็กซ์ที่เป็ฝ่ายทำลายความเงียบนั้นซะเอง
“ แล้ว...เธอต้องรักแมวมากขนาดไหนกันถึงได้ลงทุนวิ่งลงไปช่วยมันถึงขนาดนั้นน่ะ ” อเล็กซ์เอ่ยเสียงเบา
ถ้าให้ฉันเดา อเล็กซ์คงจะไปถามเื่ราวจากตาแก่นั่นมาเรียบร้อยแล้วแน่ๆ(ก่อนจะฆ่าทิ้งน่ะนะ) “ ก็แค่อยากจะสั่งสอนเด็กสองคนนั่นเท่านั้นเองใครจะรู้ว่าตาแก่นั่นจะโผล่มาล่ะ ” ฉันเอ่ยแบบไม่เต็มเสียงนักเพราะรู้ว่าตัวเองเป็ฝ่ายผิดที่ทำให้อเล็กซ์ต้องเป็ห่วงถึงขนาดนี้
อเล็กซ์ถอนหายใจ “ เอาเถอะ เธอไม่เป็ไรก็ดีแล้วแต่เื่ขา... ” อเล็กซ์เลื่อนมือลงไปจับขาขวาที่ตอนนี้ไม่มีแล้วของฉัน “ ... ” แล้วเธอก็เงียบ
“ ไม่เป็ไรหรอกน่าถึงจะมีหรือไม่มีมันก็ใช้งานไม่ได้อยู่ดี ” ฉันบอก “ แค่ต้องทำขาเทียมอันใหม่เท่านั้นเอง” บางที่นี้ฉันอาจจะกลับไปใช้ไม้ค้ำเหมือนเมื่อก่อนจนกว่าจะทำขาเทียมอันใหม่เสร็จซึ่งมันก็ไม่ได้แย่เท่าไร
“ แล้วถ้าฉันมีวิธีหาเงินมาซื้อขาเทียมดีๆให้เธอซักอันล่ะ” อเล็กซ์พูดขึ้น “ ไม่ใช่แค่ขานะมันมากพอจะรักษาเธอจนหายด้วย ”
จู่ๆอเล็กซ์ก็เอ่ยขึ้น สัญญาณบางอย่างในน้ำเสียงของเธอกำลังกวนใจฉันอย่างไม่เคยเป็มาก่อนความกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้นทันที ฉันวางผ้าขนหนูเปื้อนเืลง “ หมายความว่ายังไง ”
“ ที่จริงวันนี้ฉันมีเื่สำคัญมากต้องบอกเธอ” อเล็กซ์เอ่ยด้วยความใกล้ชิดทำให้ฉันเห็นสีหน้าของเธอชัดเจนในความมืด “ ลูซิโอ้เสนองานบางอย่างให้ฉัน...เพื่อแลกกับการได้กลับเข้าแก๊งค์”
“ งานอะไร ” ฉันถาม
อเล็กซ์เงียบไปเหมือนกำลังคิดบางอย่าง ก่อนจะเอ่ย “ เป็งานที่ต้องฆ่าคนเหมือนเดิมนั่นล่ะแต่คราวนี้เยอะหน่อยเท่านั้นเอง แถมต้องไปนานด้วย ” อเล็กซ์ว่า “ แต่เสร็จงานเมื่อไรฉันจะได้เงินมาก้อนหนึ่ง มันเป็เงินมากมายมหาศาลมากถึงขนาดที่ฉันไม่อาจมองข้ามมันไปได้ ” อเล็กซ์กุมมือฉันแล้วบีบแน่น “ เราจะไม่ต้องลำบากอีกเลยถ้าได้มันมา”
ฉันเงียบไป
ฟังจากน้ำเสียงของเธอแล้ว ฉันก็รู้ได้ทันทีถึงกลิ่นความไม่ชอบมาพากลของงานนี้แม้ว่าอเล็กซ์จะไม่ได้เอ่ยปากออกมาก็ตาม ฉันรู้ว่าในบรรดาลูกน้องทั้งหมดของลูซิโอ้นั้นอเล็กซ์มีฝีมือการฆ่าที่เก่งและน่ากลัวที่สุดแล้ว แต่ถึงจะเป็อย่างนั้น แม้ตัวเองจะไม่มีสิทธิ์พูดก็ตามแต่ฉันจะไม่ยอมให้อเล็กซ์ไปเสี่ยงขนาดนั้นเพื่อตัวเองแน่
“ ฉันรู้ว่าเธออยากจะพูดอะไร” อเล็กซ์เอ่ยอย่างรู้ทันเมื่อเห็นสีหน้าของฉัน “ ไม่เอาน่าเธอคิดว่าฉันเป็ใครกัน เชื่อในฝีมือฉันสิ มันจะเป็การฆ่าครั้งสุดท้ายแล้วเราสองคนจะไม่ต้องลำบากอีก ฉันจะเอาเงินนั่นมารักษาเธอ แล้วเราจะไปหาบ้านหลังใหม่ด้วยกัน...บ้านของเรา” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหมาย
ฉันไม่กล้ามองสบตาสีม่วงของอเล็กซ์ที่จ้องมองมาด้วยซ้ำเพราะมันจะทำให้ฉันห้ามเธอไม่ได้ ฉันรู้ว่าอเล็กซ์นั้นรักฉันมากแค่ไหนมันไม่ต่างไปจากที่ฉันก็รักเธอมากเช่นกัน นั่นเป็เหตุผลที่ฉันไม่อาจปล่อยให้เธอไปได้เธออาจจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพียงเพื่อช่วยน้องสาวพิการคนหนึ่ง
“ มันเสี่ยงแค่ไหน ” ฉันถาม “ เอาตามความจริงนะเพราะเธอโกหกไม่เก่งเอาซะเลย ” ฉันจ้องเข้าไปในดวงตาสีม่วงนั้นของเธอ
อเล็กซ์หัวเราะน้อยๆ “ มันไม่ยากอย่างที่เธอคิดหรอกน่า ก็อย่างที่บอกคราวนี้ฉันแค่ต้องไปซักที่ที่ไกลหน่อยเท่านั้นเอง มันอาจใช้เวลาซัก 2 เดือน นั่นเป็เหตุผลที่ฉันขอให้ ซอล มาที่นี่เพื่อช่วยดูแลเธอตอนที่ฉันไม่อยู่”
“ อะไรกัน ฉันก็นึกว่ายัยนั่นเป็เมี-”
เพี้ยะ!
“ โอ้ย! อะไรเล่า!ยังพูดไม่ทันจบเลย ” ฉันลูบแขนตัวเองที่โดนอเล็กซ์ฟาดเมื่อกี้
“ ก็ใครใช้ให้เธอคิดอะไรบ้าๆล่ะ” อเล็กซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ ก็ใครจะไปรู้ล่ะ แกไม่เคยพาใครเข้าบ้านมาก่อนนี่หว่า”
หมับ!
จู่ๆอเล็กซ์ก็ดึงฉันเข้าไปกอดซะงั้น
“ … ”
“ ซอลเป็คนที่ไว้ใจได้ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่กล้าฝากเธอไว้กับคนที่ฉันไม่ไว้ใจหรอก ” อเล็กซ์พูดเสียงเบา “ งานของฉันมันไม่น่าห่วงเท่ากับการที่ต้องห่างเธอด้วยซ้ำรู้หรือเปล่า ”
“ อืม... ”
จากนั้นเราสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรกันซักพัก ต่างก็ปล่อยให้ความเงียบทิ้งตัวลงอยู่ภายในห้องอย่างช้าๆจนกระทั่งฉันเอ่ยขึ้น “ สัญญากับฉันสิว่าเธอจะกลับมา…ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็ในนรกฉันก็จะตามไปอัดเธอแน่” ฉันเอ่ยเสียงเบาอยู่ภายในอ้อมกอดของอเล็กซ์อย่างหมดปัญญาจะห้ามเธอกอดฉันแน่นมากอย่างที่เคยทำสมัยเด็กๆ
“ อืม ฉันจะกลับมาแน่นอน...” อเล็กซ์เอ่ยเพียงแค่นั้น “ ฉันสัญญา... ”
และนั่น ก็เป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พบกับเธอ...
to be continued