ตอนที่10
ใครวะ? (1/2)
ไป๋อวี้ไม่ใช่สตรีใจั์ใจมาร หากมีคนกำลังจะตายอยู่ตรงหน้านางก็จะช่วยโดยไม่ต้องคิดให้มากความ แต่ครานี้นางขอปล่อยให้คนปากพล่อยนี้ตายไปจะดีเสียกว่า
“เร็วเข้าตัวโง่งม มนตราของข้าถูกพิษสกัดไว้ ข้า้ามนตราของเ้า”
ไป๋อวี้ลุกขึ้นยืนโดยไม่สนการร้องขอของเ้าของเสียงอันแ่เบาของคนตรงหน้า มองดูดี ๆ แล้วเขาเป็บุรุษร่างสูงใหญ่สวมอาภรณ์สีดำมิดชิดคล้ายพวกนักฆ่าที่เห็นบ่อย ๆ ในซีรีส์จีนย้อนยุคใบหน้าถูกปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยหน้ากากสีดำไป๋อวี้เห็นเพียงส่วนคางและริมฝีปากร้ายกาจของชายแปลกหน้าผู้นี้
หึ ! นางไม่มีวันช่วยเขาเด็ดขาด
“พูดจาเช่นนี้ ก็ปล่อยให้เืหมดตัวตายไปเสียเถิด” ริมฝีปากเรียวบางเบ้ลงใส่บุรุษตรงหน้านางกระทืบเท้าขัดใจ ตั้งใจจะพาร่างของตนจากไปแต่ยังไม่ทันได้ขยับตัวข้อเท้าเล็กกลับถูกฉุดดึงอีกครั้งจนไป๋อวี้เสียหลักล้มลงเป็ครั้งที่สอง
“กรี๊ดด...อุ้บ !”
“เงียบ !”
คนตัวเล็กพยายามกรีดร้องและดิ้นรนให้หลุดพ้นจากบุรุษแปลกหน้า มือใหญ่ชุ่มเืเอื้อมมาปิดปากนางไว้เสียงแหบแห้งสั่งนางให้เงียบแม้จะแ่เบาแต่อำนาจดุดันในน้ำเสียงทำให้นางเงียบสงบลงอย่างว่าง่าย ปล่อยให้ร่างกายของตนอยู่ในอ้อมแขนของคนที่ตั้งใจดึงนางให้เสียหลักล้ม
“อยู่นิ่ง ๆ หากไม่อยากตาย” ไป๋อวี้ถลึงตาใส่อย่างไม่ยอมแพ้ใบหน้าของผู้พูดนั้นอยู่ใกล้นางมากแม้จะมีหน้ากากสีดำปกปิดครึ่งใบหน้าแต่ก็มองเห็นว่าบุรุษผู้นี้มีสีตาแปลกประหลาดนักดวงตาสีขาวขุ่นคล้ายคนตาบอด
เมื่อเห็นว่าเป็คนเจ็บตรงหน้าเป็คนพิการความหงุดหงิดก็ลดลงนางนอนนิ่ง ๆ ศีรษะเล็กหนุนเข้ากับแขนแกร่งที่เอื้อมมือมาปิดปากนางไว้เอวเล็กคอดถูกเ้าของคำขู่กอดเกี่ยวไว้แน่นร่างหนาพลิกตัวนอนตะแคงคล้าย้าใช้ตัวเองบดบังนางจากบางสิ่ง
เพราะงานแสดงที่ผ่านมาทำให้การใกล้ชิดกับบุรุษเพศเป็เื่ปกติของนางร้ายสาวแต่ไป๋อวี้ค่อนข้างแน่ใจว่าในยุคนี้การถึงเนื้อถึงตัวของหญิงชายแม้จะเปิดกว้างแต่ยังถือว่าน้อยกว่าชาติภพเก่าของนางมากนักแต่ความใกล้ชิดนี้ก็ไม่ทำให้ร่างของทั้งสองเกร็งเท่ากับเสียงสนทนาที่ดังขึ้นด้านหลังของบุรุษปริศนา
“หาให้เจอ มีรอยเือยู่แถวนี้”
“ขอรับ”
เสียงเดินวนรอบพื้นที่ใกล้เคียงกับที่นางนอนตามมาเสียงแหวกตามพุ่มไม้ทำให้ไป๋อวี้เข้าใจสถานการณ์ทันทีหากคนที่กอดตนอยู่ไม่ดึงนางไว้ ป่านนี้นางคงเจอเข้ากับบุรุษกลุ่มนี้เข้าแน่ ๆ แล้วด้วยสภาพเช่นนี้ของนาง...ไป๋อวี้ควรขอบใจเขาเสียพันครั้ง!
“พ้นจากป่านี้ไปเป็วัด ส่งคนไปหาที่นั่น”
“ขอรับ”
คนพวกนั้นกำลังจะไปที่วัดหรือ !
“อื้อออออ”
“ชู่ววววววว”
ได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็เริ่มดิ้นรนเพื่อหนีจากพันธนาการของบุรุษแปลกหน้าอีกครั้งไป๋อวี้ไม่อาจวางใจได้ว่าคนที่มุ่งไปที่วัดพวกนั้นจะเป็คนดีหรือไม่ ที่วัดมีเพียงสตรีและพระอาศัยอยู่นางจึงเป็ห่วงยิ่งนัก แต่บุรุษตรงหน้ากลับไม่ปล่อยให้นางได้ขยับตัวไป๋อวี้อ้าปากกว้างงับมือหนาสุดแรง แต่เขาก็ไม่สะทกสะท้านอันใดทั้งยังส่งสายตาดุมาให้นางด้วย
เข้าใจแล้วว่าเขาต้องซ่อนตัว แต่นางเป็ห่วงคนของนาง!
ไป๋อวี้พยายามใจเย็นนอนนิ่งและฟังเสียงรอจนกว่าคนกลุ่มนั้นจะจากไปนางส่งสายตาฟาดฟันกับบุรุษตรงหน้าอยู่นาน เขาเองก็มองตอบเช่นกันเพราะสู้แรงเขาไม่ได้แต่ก็ยังพยายามขบกัดมือหนาอย่างสุดแรงถือว่าเป็การเอาคืนสำหรับความเผด็จการในครั้งนี้
ในที่สุดคนกลุ่มนั้นก็จากไป ไป๋อวี้ผลักอกบุรุษแปลกหน้าเพียงแ่เบาเขาก็ยอมปล่อยนางแต่โดยดี
“เ้ารีบอันใด ที่วัดนั่นมีคนของฉินหวางคุ้มกันอยู่เ้าไม่ต้องกังวลใด ๆ ”
"แล้วเหตุใดท่านไม่บอกข้าั้แ่แรก"ไป๋อวี้ลืมไปเลยว่าโอวหยางิเซียนแอบวางคนเอาไว้คุ้มกันไป๋ฮวา
"คนร้ายอยู่ตรงหน้า จะให้ข้าพูดมากอันใดเ้านี้ช่างเป็สตรีโง่งมโดยเเท้"
"คำก็โง่ สองคำก็โง่เชิญท่านหาสตรีชาญฉลาดมาช่วยเหลือเถอะ !" ผู้ใดมันจะไปอยากช่วยเหลือคนปากร้ายเช่นนี้ หากนิ่งเงียบเช่นฉินหวางยามาเ็แล้วเจอกับไป๋ฮวานางจะไม่อิดออดที่จะช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย
อยากจะถามโชคชะตานักว่าสร้างบุพเพให้ผิดคนใช่หรือไม่? เื่ราวเช่นนี้มันควรจะเป็ของโอวหยางิเซียนกับไป๋ฮวาไม่ใช่นางกับคนปากร้ายผู้นี้ !
ไป๋อวี้ขยับตัวลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปนางคาดว่าเขาคงรู้สึกผิดและปล่อยให้นางกลับไปโดยไม่รั้งไว้เช่นเดิม แต่พอร่างอ้อนแอ้นก้าวเท้ากลับไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเสียงทุ้มต่ำของบุรุษก็เอ่ยขึ้นตามหลัง
"เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเ้ารีบร้อนจะจากไปทั้งที่คนร้ายยังอยู่"
ไป๋อวี้ขมวดคิ้ว
"สตรีงามแต่งกายด้วยผ้าเนื้อบางทั้งที่อากาศหนาวเหน็บเพียงมองผ่านแสงจันทร์ก็เห็นรูปร่างเย้ายวนนี้ บุรุษใดได้ยลคงจะอดใจมิไหว"
"ท่าน !"
ั์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างเพราะคำพูดดูิ่ของบุรุษด้านหลังใบหน้างามบูดบึ้งทันใดไป๋อวี้ไม่สนแล้วว่าภาพลักษณ์คุณหนูผู้เมตตางดงามจะเป็อย่างไรแต่ตอนนี้นางอยากจะด่ากลับให้เขาลืมบ้านเกิดไปซะ
ร่างบางคิดหาคำก่นด่าเต็มตัวแล้วหันกลับไปด้วยความโกรธแต่ก็ต้องชะงักเมื่อใบหน้าของนางแทบจะชนเข้ากับร่างสูงใหญ่อีกเพียงนิดเดียวจมูกโด่งรั้นของนางก็เกือบจะชนกับปลายคางของคนที่ก้าวมายืนด้านหลังโดยที่นางไม่รู้ตัว สายตาของคนปากร้ายนั้นกำลังจงใจมองรูปร่างของนางอย่างหยาบคายสิ้นดี เเต่ทว่า... เหตุใดเขาถึงมองเห็นนาง ?
"ท่าน ! ท่านตาบอดไม่ใช่หรือ?"
นางอยู่ในชุดนอนตัวบางเช่นที่เขากล่าวบนเรือนร่างสมส่วนที่มีเพียงเอี๊ยมตัวในและเสื้อคลุมเพียงหนึ่งชั้นเพราะเตรียมจะเข้านอนจึงห่มผ้าผืนหนาไม่ได้สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ทับอีกชั้นผู้ใดจะคิดว่าตนจะบ้าวิ่งตามผีเสื้อของคนผู้นี้มาและเจอเข้ากับเขา
"หึ !"คนตรงหน้าหาได้ให้คำตอบนางแต่ใช้เพียงมือเดียวกระชากตัวนางเข้ามาปะทะกับแผ่นอกแกร่งไป๋อวี้หลุดคำว่าดอกอีกครั้ง อ้าปากจะด่าเขาแบบจัดเต็มแต่ก็โดนมือหนาบีบคางให้เงยหน้าขึ้นสบตา
คราวนี้แสงจันทร์สว่างกว่าเมื่อครู่นักดวงตาสีขาวหม่นที่นางเคยจ้องมองครั้งซ่อนตัวจากผู้ร้ายบัดนี้มองเห็นได้ชัดเจนว่ามันไม่ใช่สีขาว...
แต่มันเป็สีเงิน !
ในโลกแห่งนี้ผู้ใดที่มนตราบรรลุถึงขั้นสีดำเป็ต้นไปร่างกายปรับตัวรองรับมนตราที่สูงขึ้นซึ่งสำหรับชาวต้าหยางจะมีสีของดวงตาที่เปลี่ยนไปตามสีของมนตรา และสำหรับคนตรงหน้า....มนตราสีเงิน...ดวงตาสีเงิน...นี้คือผู้ใช้มนตราที่สูงกว่าระดับสีแดงของนางอยู่สองขั้น!
"ข้าไม่ได้ตาบอดและก็มองเห็นรูปร่างของเ้าชัดเจนยิ่ง"
"ท่าน !"
"แม้จะโง่งมอยู่บ้างแต่รูปร่างหน้าตาพอจะให้อภัยกันได้" อีกคนยังยั่วโมโหมไม่หยุด
"หยุดพูดนะ !"ใบหน้าสวยเห่อร้อนด้วยความโกรธปนขัดเขิน คนตรงหน้าอ้าปากคล้ายจะพูดต่อนางร้ายสาวง้างมือขึ้นและฟาดลงไปสุดแรง
หมับ !
"ปล่อยข้า !" มือหนาคว้าข้อมือเล็กของนางไว้ได้ทันก่อนที่ฝ่ามือขาวจะกระทบกับใบหน้าตน หากไม่หยุดนางไว้หน้ากากบนใบหน้าคงทำให้มือขาวนุ่มนี้ได้แผลเป็แน่
ไป๋อวี้พยายามขัดขืนสุดแรงแต่เรียวแขนเล็กก็ถูกบีบด้วยแรงของบุรุษตรงหน้านางคาดว่าข้อมือของนางคงช้ำจนเป็รอยนิ้วมือไปแล้วแน่นอน
"เพียงกล่าวหาว่าข้างตาบอดก็ลบหลู่เกียรติยิ่งแล้วนี่คิดจะทำร้ายร่างกายกันด้วยหรือ"
"ก็ท่านมันไร้มารยาท"
"ข้าทำอันใด"
"ก็.." ไป๋อวี้เม้มปากแน่นใบหน้าเห่อร้อนกว่าเดิม "..ก็ท่านมอง..."
"เป็เ้าที่วิ่งมาให้ข้ามอง"
"ท่าน !"
"ช่วยเงียบสักประเดี๋ยวจะได้หรือไม่"
"เอ๋ ?"
ไป๋อวี้ที่กำลังมีโทสะพุ่งสูงเกิดอาการงุนงงกับท่าทีเปลี่ยนไปของบุรุษผู้สวมหน้ากากตรงหน้าจู่ ๆ เขาปล่อยมือเล็กของนางแล้วบอกให้เงียบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย คนปากร้ายเริ่มหอบหายใจผิดกับท่าทียียวนเมื่อครู่อันใดของเขากัน ?
"จะไปไหน"
"โอ้ย !"ไป๋อวี้ร้องเสียงหลงเมื่อโดนคว้าเข้าที่ข้อมือข้างเดิม นางพยายามจะเดินหนีจากบุรุษหลายอารมณ์ผู้นี้บอกให้นางเงียบ นางก็จะจากไปให้เขาสบายหู แล้วนี่มาฉุดรั้งนางไว้ทำอันใด !
"ท่านช่วยเบามือหน่อยได้หรือไม่ข้าเป็สตรีนะ" ผิวขาวนวลของนางมันเป็รอยง่ายนะเข้าใจหรือไม่
"เ้าก็ช่วยเลิกดื้อดึงแล้วทำตามที่ข้าบอกเสียทีข้าใกล้จะหมดแรงต่อล้อต่อเถียงกับเ้าแล้ว"
"ท่านก็ช่วยพูดจาดี ๆ กับข้าเสียที โอ้ย !" เขาบีบข้อมือนางอีกเเล้ว
"สตรีก็เป็เช่นนี้ทุกคน"
"เช่นนั้นท่านก็อย่ามายุ่งกับสตรีเช่นข้า โอ้ย !"
"อย่าเถียง"
"ท่านก็อย่าบีบแขนได้หรือไม่ แขนคนนะไม่ใช่ตุ๊กตายางจะมาบีบเอาบีบเอาอยู่ได้"
"ตุ๊กตายางคืออันใด ?"
"จะให้ข้าช่วยอันใดก็บอกมา"
หากพูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในยุคนี้ต่อให้อธิบายไปเช่นไรเขาก็คงจะหาว่านางทั้งบ้าและโง่งมไป๋อวี้ตัดบทเพราะี้เีต่อล้อต่อเถียงกับบุรุษบ้าพลังผู้นี้เเล้ว
"หึ !"
มือใหญ่ที่กุมข้อมือสาวงามแปลกหน้าไว้เปลี่ยนมาจับมือเล็กให้ทาบไว้กับอกตนไป๋อวี้ััได้กับความเปียกชื้นและกลิ่นคาวของเืบนแผ่นอกกว้างของเขามือเล็กเริ่มสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง นางต่อเถียงกับเขาจนลืมความกลัวไปเสียสนิท
แสงจันทร์สาดส่องมาจนทำให้เห็นว่าใบหน้าแดงของไป๋อวี้ค่อยๆ ซีดขาว ริมฝีปากที่ต่อล้อต่อเถียงผิดวิสัยสตรีเม้มเข้าหากันแน่น บุรุษผู้าเ็แม้จะขบขันกับท่าทีที่เปลี่ยนจากแม่เสือมาเป็ลูกแมวแต่ร่างสูงก็ไม่ได้หลุดขำมาให้นางเสียกำลังใจมือใหญ่บีบมือไป๋อวี้พลางเอ่ยเสียงนุ่มไร้ซึ่งความดุดันที่ตนติดเป็นิสัยเช่นทั่วไป
"ส่งมนตราของเ้ามาที่มือของข้า แผลของข้า้าเยียวยาเร่งด่วน"เขากระชับมือแน่น
"ข้า..ข้าใช้มนตราเยียวยาไม่เป็"
"ข้าจะจัดการเอง"
ไป๋อวี้ยิ่งเม้มปากแน่น ดวงตาหงส์หลับลงทำสมาธิทั้งภาพทั้งกลิ่นของเือยู่ใกล้ตัวนางเหลือเกิน
"แสดงให้ข้าดูว่าเ้ามิใช่สตรีโง่งม"
เปลือกตาที่ประดับด้วยแพขนตาหนางอนงามค่อยๆ เปิดขึ้น ดวงตาสีดำขลับสบเข้ากับดวงตาสีเงินสว่าง
"ข้ามิได้โง่งม.." ริมฝีปากชมพูบ่นงึมงำอย่างขัดใจขณะที่รวบรวมสมาธิส่งกระแสมนตราไปยังฝ่ามือข้างที่ทาบกับแผ่นอกแกร่งและมีมือหนากุมมือตนไว้อีกชั้น
แสงสีแดงของมนตราปล่อยออกมาจากฝ่ามือบางสักพักก็มีลำแสงสีเงินเบาบางจนแทบจะมองไม่เห็นถูกส่งออกมาจากมือหนา ไป๋อวี้ไม่เคยได้ยินว่ามีการใช้มนตราเช่นนี้แต่นางพยายามใช้วิธีเดียวกับการสร้างผีเสื้อเมื่อครู่ ทำให้มนตราทั้งสองสีผสานกันและขยายใหญ่จนครอบคลุมไปทั่วร่างของทั้งสองความอบอุ่นเหมือนตอนที่ไป๋อวี้เคยได้รับคราที่รักษาตัวกับโอวหยางเวินโหรวกลับมาอีกครั้ง
นี่คล้ายมนตราแห่งการเยียวยา คนตรงหน้าใช้มันเป็แต่พลังนั้นบางเบาจึงต้องอาศัยมนตราของนางแต่เขามีระดับมนตราที่สูงกว่านางอยู่สองขั้นจึงทำให้าแที่มีทั่วร่างสูงใหญ่ไม่หายดีนักแต่ก็สามารถห้ามเืไว้และปิดาแเล็กน้อยได้สนิท
ใบหน้างามเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านเพราะการฝืนใช้มนตราเพื่อเขา ร่างสูงกอดรั้งเอวบางมาแนบตัวไว้แม้เขาเองจะไร้เรี่ยวแรงแต่อย่างไรก็ต้องกัดฟันใช้แรงพยุงทั้งตัวเขาและนางให้การรักษาผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นในใจของบุรุษภายใต้หน้ากากร้องขอให้นางอดทนอีกเพียงนิดเดียว าแใหญ่ที่อกของเขากำลังจะถูกขับพิษออกไป
ฟุบ ! ร่างบอบบางทรุดลงกับพื้นทันทีที่เสร็จสิ้นการรักษาไม่สนใจแม้กระทั่งมือเล็กของตนที่ยังถูกกอบกุม ไอมนตราทั้งสองสีค่อย ๆ จางหายไป
"เก่งมาก"มือหน้าลูบเส้นผมยาวที่ยุ่งเหยิงั้แ่คราแรกที่เจอกัน เขาย่อตัวนั่งลงบีบมือเล็กเป็สัญญาณว่าเพียงพอแล้วไป๋อวี้หอบหายใจหนักไม่สนใจแม้คำชมของบุรุษที่เคยหยาบคายกับตน
"ข้า...แฮ่ก..ข้าช่วยชีวิตท่าน"นางเอ่ยทั้งยังหอบหายใจอยู่ ใช้ดวงตาของแม่เสือกลับมามองเขาอีกครั้งคราวนี้บุรุษหน้ากากัถึงกลับหลุดขำ
"ท่านขำอันใด"
"เ้าดูอัปลักษณ์" เอ่ยพลางเขี่ยนิ้วไปที่แก้มนิ่มไป๋อวี้นึกขึ้นได้ว่าเขาใช้มือเปื้อนเืปิดปากนางในครั้งนั้นตอนนี้ใบหน้านางคงมอมแมมไปด้วยรอยเืจนน่าขันนางร้ายสาวรีบปัดนิ้วของตัวต้นเหตุออกทันที
"ข้าช่วยชีวิตท่าน กรุณาให้เกียรติข้าด้วย !"
"ได้ หึหึ"
นางถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง เหตุใดชอบยั่วโมโหกันอยู่เรื่อย
"ข้าจะไปส่งเ้าที่วัด"
"ก็ต้องเป็เช่นนั้น"
"ข้าจะรอให้เ้าเดินไหวเสียก่อน"
"ข้าหมดเรี่ยวแรงเพราะใช้มนตราช่วยเหลือท่านต้องเป็ท่านที่อุ้มข้าไปส่ง"
"ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน"
"ท่านเพิ่งนึกได้เรอะ !"
"เ้าช่างเป็สตรีไร้ยางอาย"
"ท่านก็เป็บุรุษไร้มารยาท"
"เ้าลบหลู่เกียรติของข้าอีกแล้ว"
"ท่านก็ลบหลู่เกียรติสตรีที่ยังไม่ออกเรือนเช่นข้าหลายคราแล้ว"
"สตรีดื้อดึง"
"บุรุษบ้าอำนาจ"
"มีแรงเถียงเช่นนี้แสดงว่าเดินกลับเองได้"
"พาข้ากลับไปเดี๋ยวนี้นะ !"
"ผู้ใดกันแน่ที่บ้าอำนาจ"
"ข้าช่วยชีวิตท่านไว้นะ !"
ร่างสูงถอนหายใจ
--- จบตอน---
E-Book>> https://joo.gl/vnW56T
สนใจรูปเล่มหรือพูดคุยกับนักเขียน
Facebook : หงเฟย 弘飛
Twitter : @hongfei_writer
#นางร้ายสายสวย #หงเฟยคนสวน
-------------
* รักหยกถนอมบุปผา หมายถึง อ่อนโยนต่อผู้หญิง
* น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ หมายถึงความช่วยเหลือที่อยู่ห่างไกลไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้ทันท่วงที