ยามนี้ในห้วงสำนึกของเด็กน้อยนั้นปรากฏร่างหนึ่งร่างขึ้นมาหากพินิจดูอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้นจะพบว่าร่างนี้กลับมีความสูงเพียงครึ่งเดียวหากเทียบกับขนาดของผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มแน่ชัดแล้วว่าร่างนี้จะเป็ของผู้อื่นไปไม่ได้นอกจากหยางเทียน
ยามนี้ร่างของหยางเทียนปรากฏในห้วงสำนึกของตนชัดเจนว่าเป็เพียงร่างแห่งดวงจิตเท่านั้นที่เข้ามาส่วนร่างกายเนื้อแท้นั้นกลับนั่งสงบนิ่งอยู่ด้านนอกภายในป่าแห่งคุกกักกันอสูรอยู่ตามเดิม
เห็นได้ชัดว่าตัวของเด็กน้อยนั้นกำลังพยายามจ้องไปที่เส้นแสงสีขาวที่ปรากฏคำว่ามารเทวะกลบฟ้า อันลอยตระหง่านอยู่ด้านหน้าของมันดั่ง้าจะมองตัวตนอีกฝ่ายให้ทะลุปรุโปร่งไปเสียให้ได้
ขณะที่ตัวมันกำลังจ้องมองอยู่นั้นเองแสงสีขาวจากตัวอักษรพลันะเิแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าอย่างที่สุดสายหนึ่งทั้งยังมีมวลพลังอันมหาศาลที่ยามนี้ลอยเข้าห้อมล้อมก่อนจะเลือนหายเข้าไปในกายของหยางเทียนอย่างถนัด
ความตกตะลึงบังเกิดขึ้นบนสีหน้าของมันอย่างชัดเจนเนื่องด้วยว่ายามที่แสงสีขาวจากอักษรมารเทวะกลบฟ้าที่หายเข้าไปในร่างแห่งดวงจิตของหยางเทียนกลับทำให้สมองของมันยามนี้เข้าใจถึงดวงแสงสีขาวที่ปรากฏอักษรมารเทวะกลบฟ้าได้อย่างถึงขีดสุด
“ท่วงท่ากลืนกิน์”คนพลันเปิดปากเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
“หืม . .. . ภายในเคล็ดรูปแบบแห่งดวงจิตแรกอันเป็ของมารเทวะกลบฟ้านอกจากความสามารถในการขยายเส้นลมปราณแล้ว กลับยังมีเคล็ดวิชาลมปราณด้วยดั่งคำที่พี่หญิงเทพธิดา์พูดไม่มีผิด”
คำกล่าวของเด็กน้อยยามนี้ชัดเจนว่ามีความประหลาดใจแต่กลับไม่ได้ประหลาดใจถึงเพียงนี้เนื่องด้วยมันกลับทราบจากปากของหญิงสาวอยู่ก่อนแล้วว่าแต่ละแสงดวงจิตของเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูรานั้น ประกอบไปด้วยเคล็ดรูปแบบและแต่ละเคล็ดรูปแบบจะแฝงไปด้วยเคล็ดวิชาอยู่หนึ่งอย่าง
หยางเทียนพลันไม่คิดเื่ไร้ประโยชน์อื่นใดในสมองอีกคนพลันเริ่มทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชาในหัวอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปจนกระทั่งยามเช้าเวลาแห่งค่ำคืนทั้งหมดเด็กหนุ่มใช้ออกเพื่อทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชาท่วงท่ากลืน์นอกจากสิ่งนี้แล้วเด็กน้อยชัดเจนว่าไม่สนใจทำสิ่งอื่นใดอีกเลย
“ประเสริฐ. . . . ประเสริฐยิ่งนัก เคล็ดวิชานี้กลับมีตัวตนอยู่จริงๆ”เสียงอันสั่นเครือพลันรอดออกจากปากของเด็กหนุ่มที่ด้านนอกในยามนี้พร้อมกับลืมตาออกมามองโลกภายนอกอีกครั้งชัดเจนว่ามันออกจากห้วงสำนึกของมันเป็ที่แน่แล้ว
และเหตุที่มันถึงกับกล่าววาจาออกด้วยเสียงที่สั่นเครือทั้งยังกล่าวคำว่าประเสริฐออกมาอยู่หลายครั้งเนื่องด้วยตัวมันยามนี้ตระหนักได้ถึงความสามารถในเคล็ดวิชาท่วงท่ากลืนกิน์ที่น่าตกตะลึงนี้ได้อย่างทีสุด
ท่วงท่ากลืนกิน์นั้นประกอบด้วยกันทั้งหมดอยู่3ขั้นซ้ำแต่ละขั้นยังใช้ออกด้วยลมปราณอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ตัวหยางเทียนจึงเริ่มไม่แปลกใจเท่าใดนักกับสิ่งที่เคล็ดรูปแบบมารเทวะกลบฟ้าสามารถยืดขยายเส้นลมปราณของมันได้ชัดเจนแล้วว่าเพื่อรองรับการใช้ออกด้วยท่วงท่ากลืนกิน์ในยามนี้เป็แน่
ท่วงท่ากลืนกิน์ตามที่หยางเทียนเข้าใจในยามนี้กลับสามารถดูดกลิ่นอายแห่งฟ้าดินเพื่อรวมมาสร้างเป็กลิ่นอายรูปลักษณ์แห่งสรรพอาวุธได้ดั่งใจนึกก่อนจะปล่อยออกไปทั้งความรุนแรงยังแตกต่างกับการสร้างรูปลักษณ์อาวุธจากลมปราณจนไม่สามารถนำมาเทียบกันได้
การสรรค์สร้างอาวุธต่างๆจากลมปราณนั้นจำกัดไปด้วยพลังอันจำเพาะของลมปราณผู้นั้นแต่กลับของหยางเทียนแล้วกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเนื่องด้วยพลังที่ดึงนำเอากลิ่นอายแห่งฟ้าดินมารวมอยู่ในลมปราณของตนแล้วสร้างออกด้วยรูปลักษณ์แห่งอาวุธนั้นชัดเจนว่ามันย่อมประกอบไปด้วยมวลธาตุแห่งสรรพฟ้าและดินการปล่อยออกจากกลิ่นอายเช่นนี้ย่อมไม่ต่างจากการลงทัณฑ์โดยฟ้าดิน
“วิชานี้คล้ายกับว่าน่าตื่นตะลึงเกินไปจริงๆแต่ตัวข้ายามนี้นั้นสามารถทำความเข้าใจได้จนบรรลุสู่ขั้นแรกของมันเท่านั้นหากสองขั้นที่เหลือต้องใช้ออกด้วยความเคยชินบ่อยครั้งกระมังถึงสามารถบรรลุได้”
หยางเทียนยืนครุ่นคิดถึงเคล็ดวิชาท่วงท่ากลืน์ถึงการยกระดับในการบรรลุขั้นต่อไปอยู่เพียงครู่เดียวคนพลันเริ่มรวบรวมเคลื่อนลมปราณภายในในเวลาเดียวกันพลังงานอันมหาศาลสายหนึ่งพลันะเิออกจากร่างของหยางเทียนยามนี้ส่งผลให้ใบหน้าของเด็กน้อยประดับไปด้วยความตะลึงอย่างที่สุดถึงพลังที่ตัวมันปลดปล่อยออกมา
ตัวมันแถบไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าพลังงานของลมปราณมันยามนี้นั้นหากเทียบกับเมื่อ10วันก่อนราวกับมหาสมุทรกับแอ่งน้ำนองหลังฝนตกเท่านั้นความแตกต่างอันมากมายนี้ส่งผลให้หัวใจของหยางเทียนสั่นไหวขึ้นด้วยความตื่นเต้นผสมความปิติยินดีอย่างอดไม่ได้
ในยามก่อนตัวมันกระทั่งยามหลับฝันยังฝันว่าตนได้ฝึกฝนจะทะลวงสู่ระดับที่3ของดินแดนลมปราณแรกกำเนิดพร้อมกลายเป็หนึ่งในตัวตนของอัจฉริยะแห่งตระกูลหยางทั้งยังทำให้หยางซูผู้เป็มารดาเกิดความภาคภูมิใจในตัวมัน
แต่นี่กลับเป็เช่นไรยามนี้มันกระทั่งทะลวงระดับเลยสิ่งที่มันคาดฝันไว้ไปไกลเสียแล้วทั้งลมปราณที่ประทุออกมาชัดเจนว่าหากเทียบกับของมารดาที่อยู่ในขั้นที่ห้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดเช่นเดียวกับมันนั้นน่ากลัวว่าจะแตกต่างราวกับมหาสมุทรกับแม่น้ำสายเล็กๆสายหนึ่งเสียกระมัง
เด็กน้อยยามนี้พลันลองโคจรพลังของตนและใช้ออกด้วยท่วงท่ากลืนกิน์รวบรวมกลิ่นอายมวลธาตุแห่งสรรพสิ่งของฟ้าและดินไว้บนอากาศพร้อมทั้งสร้างจิตแห่งลักษณ์กระบี่สายหนึ่งขึ้น
ผลที่ได้กลับน่าตื่นตะลึงกว่าสิ่งที่ตัวมันคิดยิ่งนักเนื่องด้วยคนทั่วไปนั้นหากจะสร้างลักษณ์กระบี่จากปราณแน่นอนว่าต้องใช้สมาธิชั้นสูงรวมถึงการควบคุมปราณอันยากเย็นยิ่งแต่ผลนั้นกลับสามารถสร้างได้เพียงกระบี่ขนาดเท่าของจริง3 ถึง 4เล่มเพียงเท่านั้น
แต่ของตัวมันยามนี้กลับแตกต่างกันยิ่งใหญ่หลวงเนื่องด้วยจิตลักษณ์กระบี่ของมันยามนี้ แม้จะปรากฏออกมาเพียงกระบี่เดียวแต่กับขนาดของมันแล้วนั้น กลับใหญ่โตกว่ากระบี่ทั่วไปถึง 10 เท่าด้วยกัน ทั้งพลังปราณในกระบี่ยังแผ่กลิ่นอายแห่งฟ้าและดินล้ำลึกออกมาสายหนึ่ง
หากมีผู้คนยืนจ้องมองจิตปราณกระบี่สายนี้ย่อมต้องไม่มีใครคาดคิดว่าตัวตนเพียงระดับขั้นที่ห้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดกลับสามารถสร้างกระบี่ลมปราณสายนี้ขึ้นมาได้
หยางเทียนพลันไม่รอช้าสั่งการทางจิตควบคุมกระบี่พุ่งเสียบแทงไปยังพื้นดินตรงหน้าอย่างจงใจ
อายกระบี่ปราณยามนี้พุ่งผ่านอากาศอย่างรวดเร็วมันตัดทะลวงมวลอากาศจนเกิดเป็ทางแยกสายหนึ่งก่อนเสียบลงพื้นดินและะเิออกอย่างรุนแรงกระทั่งพื้นดินบริเวณนั้นเกิดเป็โพลงใหญ่ขึ้นมา
“นี่มันเกิดจากพลังของข้าจริงๆ. . . . . ช่างรุนแรงเกินไปเสียจริงตัวข้ายามนี้คงต้องฝึกควบคุมลมปราณให้สามารถสั่งการได้ดั่งใจนึกออกจะเป็การดีกว่า”
“เมื่อครู่นี้หลังจากกระบี่จมลงดินข้ากลับรั้งมันไว้ไม่ได้อีกต่อไป ถึงได้ะเิขึ้นเยี่ยงนั้น”
เด็กน้อยกล่าวกับตนเองคล้ายว่าจะเศร้าใจแต่หากดูจากสีหน้าของมันยามนี้แล้วกลับปรากฏสิ่งตรงข้ามออกมานั้นคือความเต้นตื่นอย่างขีดสุดปรากฏออกมาอย่างปิดบังไม่ได้
ในขณะที่หยางเทียนกำลังดีใจที่มันนั้นก้าวขึ้นสู่ลมปราณแรกกำเนิดระดับที่ห้าทั้งยังได้พลังอันน่าตกตะลึงมาใว้ในอยู่นั้น คนพลันััได้ถึงประกายแห่งชีวิตของผู้อื่นที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมายังที่แห่งนี้ชัดเจนว่าปรากฏขึ้นมาอยู่สองคนเพียงเท่านั้น
“หืม. ..คุกกักกันแดนอสูรอันอยู่ส่วนลึกสุดของตระกูลหยางแห่งนี้กลับมีผู้ใดคิดจะเข้ามาอีกได้กันหรือว่าจะมีผู้กระทำความผิดแล้วถูกส่งตัวมาแบบข้ากัน”คำกล่าวของเด็กน้อยเอ่ยวาจาออกด้วยความสงสัยเป็ส่วนใหญ่
ไม่ทันที่เด็กน้อยจะได้คิดอะไรไปต่อร่างทั้งสองกลับปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของมันอย่างไม่ใกล้ไม่ไกลพร้อมด้วยใบหน้าอันดูไปคล้ายคนเห็นผีกลางวันแสกๆเนื่องด้วยสิ่งที่พวกมันสองคนได้เห็นยามนี้นั้นกลับเป็พื้นที่โล่งกว้างไปไกลหลายกิโลเมตรพร้อมด้วยเส้นกำแพงแห่งแสงที่เป็ตัวตนในการขวางกั้นไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายในคุกกักกันแดนสูรหลุดออกมาแต่ยามนี้มันกลับหายไป่ใหญ่
ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนั้นปรากฏร่างเด็กน้อยที่พวกมันคุ้นตาขึ้นมาอย่างยิ่งชัดเจนว่าตัวตนนั้นคือหยางเทียนไม่ผิดแน่พวกมันพลันปลดปล่อยสีหน้าอันตกตะลึงอีกละลอกขึ้นเนื่องด้วยในหัวพวกมันคล้ายไม่คาดคิดว่าหยางเทียนจะยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในยามนี้
“ผู้าุโหยางหลงข้าไม่คาดคิดเลยว่าท่านจะเป็ห่วงเป็ใยข้าถึงขนาดรีบเร่งมาเพื่อรับข้าออกไปั้แ่เช้าแบบนี้ทั้งยังพาเพื่อนรักหยางกุ้ยของข้ามาด้วยเสียอีกช่างน่าปลาบปลื้มในน้ำจิตมิตรใจของพวกท่านจริงๆ”
ครั้งแรกหยางเทียนยังคงไม่คาดคิดว่าด้วยเหตุใดหยางหลงและหยางกุ้ยถึงได้มาที่คุกกักกันแดนอสูรนี่อีกครั้งกันหากแต่คิดไปอีกครั้งกับพลันตระหนักได้ว่ายามนี้เลย 10 วันที่ตัวมันได้รับโทษแล้วชัดเจนว่าสองพ่อลูกตัวชั่วช้านี่มาเพื่อดูสภาพศพของมันเป็แน่ทั้งพวกมันยังน่าจะคิดว่าตัวหยางเทียนต้องนอนตายกลายเป็ศพดั่งเศษสวะไร้ค้าจากการทนพิษาแไม่ไหว
“เ้าเด็กชั้นสวะไม่คาดคิดเลยว่าจะทนทานเยี่ยงชั้นสวะได้ถึงเพียงนี้ 10วันภายในคุกกักกันแดนอสูรกลับไม่ตกตายดูท่าข้าคงจะดูแลเ้าก่อนเข้ามาได้ไม่ดีพอเสียจริงๆ”
“แต่เอาเถอะหากแต่ครั้งนี้ข้าย่อมจะดูแลเ้าให้ดีกว่าครั้งก่อนเป็แน่”วาจานี้ย่อมออกมาจากตัวตนของผู้าุโลำดับที่สามหยางหลง
หลังวาจาที่กล่าวจบลงคนพลันะเิลมปราณขึ้นเพื่อจะสะกดข่มเด็กน้อยชั้นสวะตรงหน้ามัน
“ท่านพ่อกับสวะเยี่ยงนี้คงไม่จำเป็ต้องถึงมือท่านหากเพียงแค่ตัวข้า มันย่อมถูกสยบได้ภายใน 20 ลมหายใจอย่างแน่นอนขอให้ข้าเป็ผู้ลงมือเองเถิด”
ก่อนทีพลังปราณของหยางหลงจะถึงตัวของหยางเทียนพลันบังเกิดสุ้มเสียงของบุตรชายแสนรักของมันดังขึ้นเพื่อร้องขอลงมือแทนผู้เป็บิดาชัดเจนว่ามัน้าเข้าร่วมความหรรษาในการทรมานหยางเทียนในครั้งนี้ด้วย
ผ่านไปเพียงชั่วครึ่งลมหายใจพลังปราณอันมหาศาลปรากฏออกมาอย่างรุนแรงพลังงานจากลมปราณระดับสามแห่งปราณแรกกำเนิดนั้นชัดเจนว่ารุนแรงอย่างมากหากเทียบกับลมปราณขั้นหนึ่งแห่งปราณแรกกำเนิดนับว่าห่างกันอย่างไม่ควรนำมาเปรียบ
แต่ไหนเลยพลังปราณของหยางกุ้ยจะทำอันใดต่อหยางเทียนได้แม้พลังสายนี้ของหยางกุ้ยจะดูรุนแรงเพียงใดแต่เมื่อเทียบกับปราณจากขั้นที่ห้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดแล้วนั้นกลับต่างกันราวฟ้ากับพื้นดินอีกทั้งเส้นลมปราณของหยางเทียนยามนี้นั้นขยายใหญ่กว่าผู้คนทั่วไปถึง 10 เท่าด้วยกันยิ่งทำให้พลังงานของหยางกุ้ยยามนี้ในสายตาของหยางเทียนคล้ายดั่งการผายลมที่ลอยเข้ามาเท่านั้น
ขณะที่ปราณของหยางกุ้ยพลันจะััถึงตัวของหยางเทียนนั้นกลับมีบุคคลหนึ่งยืนขวางด้านหน้าของมันอย่างถนัดพร้อมได้สลายลมปราณของหยางกุ้ยไปได้อย่างไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ
“ยามนี้ชัดเจนว่าเลยเวลาที่ตัวเด็กชั้นสวะต้องรับโทษทัณฑ์ไปแล้วเหตุใดกลับยังคิดใช้ลมปราณเข้าทรมานมันอีกได้กันหวังว่าผู้าุโหยางหลงคงมีคำตอบให้แก่ข้านะ” คำกล่าวนี้ดังขึ้นพร้อมประดับไปด้วยความไม่พอใจอยู่หลายส่วน
แต่กลับใบหน้ายามนี้ของหยางเทียนกลับแสดงความใออกมาเนื่องด้วยมันไม่คิดว่าในที่แห่งนี้จะมีใครโผล่ออกมาเพื่อช่วยมันได้อีกทั้งยังไม่คาดคิดว่าตัวตนตรงหน้าที่ช่วยมันกลับเป็ ผู้าุโลำดับที่ห้าหยางจ้าว
“เหตุใดท่านหยางจ้าวผู้ที่ดูจะจงเกลียดจงชังข้าไม่แพ้ตัวตนของหยางหลงกลับเข้ามาช่วยเหลือข้ากัน”หยางเทียนกล่าวพึมพำออกมาเนื่องด้วยมันคิดไม่ออกถึงเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ถึงอย่างไรเด็กน้อยชั้นสวะผู้นี้ก็นับได้ว่าเป็คนในตำหนักของาุโลำดับห้าของข้าหยางจ้าวหากท่านจะทำสิ่งใดนอกเหนือจากการลงทัณฑ์ที่ตัวท่านเองเป็ผู้กำหนดไว้อย่างน้อยควรมาขอความเห็นจากข้าก่อนจึงจะถูกจะควร”
ชัดเจนว่ายามนี้หยางจ้าวไม่ได้โอนอ่อนต่อหยางหลงแต่อย่างใดทั้งวาจากลับเริ่มเกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆเสียอีก
“น้องจ้าวเื่ที่เ้าแสดงออกด้วยความโมโหตัวข้าก็พอเข้าใจอยู่แต่ถึงอย่างไรเ้าเด็กสวะของตำหนักเ้า กลับกล่าววาจากวนประสาทข้าก่อนการที่ข้าให้เพียงหยางกุ้ยลงมือ ชัดเจนว่าเป็การสั่งสอนสถานเบาแก่มันเท่านั้น”
คำกล่าวของหยางหลงเต็มไปด้วยวาจากลับกลอกดั่งจิ้งจอกเ้าเหล่ที่พยายามกลับดำเป็ขาวอย่างที่ตัวมันถนัดเป็ที่สุด
หลังจากฟังวาจาของาุโลำดับที่สามหยางหลงแล้วนั้น หยางจ้าวไม่ได้สนใจอันใดต่อไปพร้อมหันกลับไปหาหยางเทียนเพื่อเอ่ยวาจา “หึ! เ้าเด็กชั้นสวะหากไม่ใช่เพราะมารดาของเ้าพลันฟื้นคืนขึ้นมาเอ่ยวาจาขอร้องให้มาพาเ้ากลับไปละก็ตัวข้ายามนี้ย่อมไม่มีทางปรากฏตัวเพื่อช่วยตัวตนเช่นสวะเป็แน่”
คำกล่าวที่ออกจากตัวผู้าุโลำดับห้านั้นเด่นชัดวาเ็าอย่างยิ่ง นั่นเพราะที่มันพูดไม่ได้มีสิ่งใดผิดเพี้ยงแม้แต่น้อยหากยามนี้หยางซูไม่ฟื้นขึ้นมากล่าววาจาขอร้องต่อมันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ล้นทะลักหากมองไปยามใดอดไม่ได้ที่จะเวทนาขึ้นมาตัวมันยามนี้ย่อมไม่มีทางโผล่หัวมาที่แห่งนี้เป็แน่
ทั้งมันยังได้กล่าวต่อบ่าวรับใช้หญิงของมันไปแล้วว่าพลังเยี่ยงหยางเทียนเพียงอยู่ในขั้นแรกเริ่มแห่งลมปราณแรกกำเนิดไม่มีทางที่จะรั้งชีวิตอยู่ได้ถึง10วันภายในคุกกักกันแดนอสูรอย่างแน่นอน
ถึงอย่างนั้นมันกลับถูกหยางซูขอร้องอีกครั้งหากบุตรของมันตกตาย เพียงแค่นำศพกลับมาให้มันเพื่อได้ทำพิธีต่อไปเท่านั้นตัวของหยางจ้าวจึงได้โอนอ่อนยอมรับปากมาหาศพของหยางเทียนในยามนี้ให้
หากแต่มาถึงกลับปรากฏสิ่งที่แตกต่างจากความคิดของมันไปไกลเนื่องจากมันไม่ได้เจอศพของหยางเทียนแต่อย่างใดกลับกันมันยังเจอตัวหของหยางเทียนยังมีลมหายใจสมบูรณ์พร้อมอย่างผู้ที่ไม่ได้ผ่านเื่ราวอันสาหัสในคุกกักกันแดนอสูรนี้แม้แต่น้อยทั้งท่วงท่ายังยืนอย่างปลอดโปร่งในยามที่กำลังรับพลังปราณของหยางกุ้ยเสียอีก
ในสายตายามนั้นของหยางจ้าวแล้วมันกลับคิดว่าหากปล่อยให้หยางเทียนโดนกระทำในขณะที่ยังเป็คนของตำหนักของมันแล้วละก็นี่ไม่ใช่กับเป็การยอมลงให้ต่อผู้โอวุโสลำดับที่สามแล้วหรอกหรือคิดออกเช่นนั้นมันจึงได้นำพาร่างของมันเข้าสลายพลังปราณตรงหน้าของหยางเทียนในยามนี้
“หากพวกท่านไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวพาเด็กรับใช้ในตำหนักข้ากลับไปเพื่อทำงานของมันต่อได้แล้วกระมัง”คำกล่าวของหยางจ้าวดังขึ้นต่อหยางหลงยามนี้น้ำเสียงดุดันพร้อมทั้งใบหน้าของมันนิ่งเรียบอย่างที่สุดชัดเจนว่าไม่ได้้าโอนอ่อนแก่หยางหลงแต่หยางใด