บทที่ 29 ก้าวไปอย่างระมัดระวัง
“ท่านพ่อที่จริงแล้ว ข้าคิดว่าท่านไม่ควรลังเลใจเช่นนี้ องค์ชายหนิงคือใครกัน? องค์ชายหนิงคือโอรสผู้ที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด หากเรา้าร่วมมือกับองค์ชาย ้าให้องค์ชายดูแลจวนตระกูลฉินของเรา พวกเราก็ต้องแสดงความจริงใจออกมาบ้างสิเ้าคะ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเป็ถึงองค์ชาย การที่ท่านขอดูบัญชีของจวนตระกูลฉิน คงเพียงแค่้าตรวจสอบอะไรบางอย่างเท่านั้น มิอาจทำสิ่งใดเกินเลยได้”
ฉินหยวนรู้ดีว่าเขากำลังกังวลเื่ใดอยู่ ดังนั้นนางจึงรัวคำพูดไม่หยุด เพื่อโน้มน้าวฉินจงเจิ้ง นางรู้ว่าเพียงแค่นางยุยงอีกเล็กน้อย ชายผู้นี้ย่อมตกลงอย่างแน่นอน
“ถึงเ้าจะพูดเช่นนั้น แต่เื่พวกนี้… เด็กอย่างเ้าไม่มีทางเข้าใจหรอก!”ฉินจงเจิ้งมีท่าทีลังเลอยู่เล็กน้อย ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งหงุดหงิด ในเวลาเช่นนี้ เขาเริ่มเผยธาตุแท้ของตนเองออกมาแล้ว ราวกับลืมไปแล้วว่า แท้จริงแล้วฉินหยวนอยู่ในฐานะใด
สำหรับเื่นี้ฉินหยวนไม่ค่อยใส่ใจนัก เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องล่อลวงผู้ชายตรงหน้าเข้าสู่แผนการของนาง เมื่อถึงนั้น นางก็จะสามารถจับเขาได้อย่างง่ายดาย เหมือนจับเต่าในไหและได้นกสองตัวในคราวเดียว ถือเป็แผนการที่สมบูรณ์แบบ
“สิ่งที่ท่านพ่อกล่าวก็ถูกต้อง แต่...ที่ข้าพูดเช่นนี้ ก็เพื่อท่านพ่อ เพื่อจวนตระกูลฉินของเรานะเ้าคะ! ท่านพ่อลองตรองดูเถิด หากมิใช่เพราะข้าช่วยชีวิตคุณชายหย่งเอาไว้ เกรงว่าตลอดชีวิตนี้ จวนตระกูลฉินของเราก็คงไม่มีโอกาสเช่นนี้” ประโยคนี้ ฉินหยวนพูดออกมาจากใจจริง
ฉินจงเจิ้งเป็คนเช่นไร ความสามารถเป็อย่างไร นางในฐานะบุตรสาวย่อมรู้ดีที่สุด
หลังจากฉินจงเจิ้งลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เอ่ยถามว่า “องค์ชายหนิงระบุมาหรือไม่ว่า้าบัญชีกี่เล่ม?”
“ไม่มากหรอกเ้าค่ะ ประมาณสองสามเล่มก็พอแล้ว จวนตระกูลฉินของเรากำลังเติบโตขึ้นทุกวัน บัญชีเหล่านี้คงไม่มีอะไรมากมายกระมัง” ฉินหยวนย้ำอีกครั้ง
“เอาเถิด เดี๋ยวเ้าไปเอาที่ห้องเก็บบัญชีกับพ่อก็แล้วกัน! แต่อาหยวน เ้าต้องรู้ไว้ บัญชีไม่ใช่เื่เล่น ๆ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เ้าต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี เข้าใจหรือไม่?” สุดท้ายฉินจงเจิ้งก็ยอมตกลง อย่างไรเสีย การได้สร้างสัมพันธ์กับองค์ชายหนิง ล้วนเป็ความปรารถนาของผู้คนมากมาย ในเมื่อตอนนี้ ความปรารถนาของเขากำลังจะเป็จริง เพียงแค่ต้องแสดงความจริงใจออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาย่อมต้องเสียสละบ้างเป็ธรรมดา…
“ท่านพ่อวางใจเถิดเ้าค่ะ ข้ารู้ดีว่าบัญชีสำคัญเพียงใด! อีกอย่างบัญชีเล่มนี้ ข้าจะนำติดตัวไปใน่บ่ายนี้เท่านั้น พอตกค่ำข้าจะนำกลับมาคืนท่านพ่ออย่างแน่นอน ท่านพ่อไม่ต้องกังวลไป” เพื่อให้ฉินจงเจิ้งเชื่อใจและไม่ให้เขามีข้ออ้างใด ๆ ฉินหยวนจึงได้แต่รับปากอย่างหนักแน่น
นางสัญญาเช่นนี้เป็ความจริง เพียงแต่ตอนกลับมาจะนำข่าวแบบใดมาด้วย เื่นั่นก็ยากจะคาดเดา…
“หยวนเอ๋อร์! พ่อไว้ใจเ้ามากนะ! เ้าอย่าทำให้พ่อผิดหวังล่ะ!” ฉินจงเจิ้งอดไม่ได้ที่จะกำชับอีกครั้ง
“เ้าค่ะ” ฉินหยวนลุกขึ้นยืน แสร้งทำความเคารพอย่างไม่จริงใจนัก
ทันใดนั้นฉินหยวนก็เอ่ยขึ้นว่า “จริงสิท่านพ่อ สมุดบัญชีให้ลูกไปรับเองจากอนุหยางก็พอแล้ว ่นี้เื่ในจวนส่วนใหญ่ให้อนุหยางจัดการ ถึงเวลานั้น หากลูกมีอะไรไม่เข้าใจก็สะดวกจะถามนางต่อหน้าได้ ท่านพ่อว่าอย่างไร?”
หากให้เขาไปเอาสมุดบัญชีกับนาง? คิดแล้วก็รู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อคิดไปคิดมา…
สู้นางไปพบอนุหยางเองดีกว่า แล้วค่อยขอบัญชีที่ขาดไปสองแสนตำลึงนั่นจากนาง ขอเพียงแค่ส่งบัญชีที่มีปัญหานั่นขึ้นไป ในไม่ช้านี้อนุหลี่กับฉินอิงรวมถึงพวกพ้องของนางคง คงใกล้จะถึงจุดจบแล้ว
“ได้ ในเมื่อเป็เช่นนี้ เ้าก็ไปขอจากอนุหยางเองแล้วกัน แต่เ้าอย่าลืมเด็ดขาดว่าต้องเอาบัญชีที่ไม่มีปัญหาใดเท่านั้น” ฉินจงเจิ้งราวกับนึกอะไรได้ขึ้นมา จึงอดไม่ได้ที่จะเน้นย้ำกับฉินหยวน
“เื่นี้ท่านพ่ออย่าได้เป็กังวลไปเลย! บัญชีของจวนตระกูลฉิน พวกเรามอบหมายให้ผู้ดูแลหลี่ดูแลมาตลอด ท่านลองตรองดูเถิด ถึงแม้ผู้ดูแลจะดูเ้าเล่ห์ไปบ้าง แต่ความสามารถในการทำงานก็ถือว่าดีไม่ใช่หรือ?” ฉินหยวนยิ้มอย่างมีนัยลึกซึ้ง นางพูดเช่นนี้ออกมา คงมีแค่แม่นมหลินกับชิงเหอที่อยู่ในเหตุการณ์เข้าใจ ส่วนชายตรงหน้าคงไม่เข้าใจอะไรเลย
“อืม ได้ เช่นนั้นเื่นี้ก็ฝากหยวนเอ๋อร์จัดการแล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พ่อจะกลับก่อน” ฉินจงเจิ้งพยักหน้า แล้วเตรียมจะจากไป
“ท่านพ่อทานอาหารเช้าแล้วหรือยังเ้าคะ หากยังไม่ได้ทานก็ขออยู่ทานอาหารเช้าด้วยกันสักหน่อยเถิด” นี่เป็บทที่ต้องแสดงให้ดูสมจริงสักหน่อย ฟ้าย่อมรู้ดีว่าหากให้ฉินหยวนทานอาหารร่วมกับชายตรงหน้า นางคงอดกลั้นไม่ไหวจนต้องอาเจียนออกมาเป็แน่ แต่ไม่มีทางเลือก บางครั้งหลายสิ่งที่ควรอดทน ก็ต้องอดทนไว้
“ไม่ต้องหรอก เ้าทานเองเถิด เื่งานเลี้ยงตอนบ่าย ไม่ว่าจะเป็เวลาใด ข้าจะให้คนเตรียมรถม้าไว้ให้เ้าตลอดเวลา พอกลับมาแล้วต้องรีบให้คนมารายงานข้าทันที เข้าใจหรือไม่?” ฉินจงเจิ้งกล่าวออกคำสั่งด้วยอำนาจของผู้เป็บิดา
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ” ฉินหยวนลุกขึ้นพร้อมกับพยักหน้า แสดงความเห็นด้วย นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มดูราวกับเป็บุตรสาวที่น่ารักเชื่อฟังคนหนึ่ง
หากคนทั่วไปได้เห็นฉินหยวนในเวลานี้ พวกเขาคงคิดว่านางเป็สาวน้อยที่น่ารักเชื่อฟัง ด้วยนางเกิดมางดงามอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อนางพูดจาไพเราะเช่นนี้ ก็ยิ่งเพิ่มคุณสมบัติที่ดีขึ้นไปอีก
ทว่าคงจะไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่า สิ่งที่เรียกว่าลูกสาวผู้เชื่อฟังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็ภาพลวงตา
ฉินจงเจิ้งเพิ่งจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินหยวนก็หายวับไปในทันที แทนที่ด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
“คุณหนู นี่ท่านคิดแผนอะไรอีกแล้วหรือเ้าคะ?” แม่นมหลินกับชิงเหอ เดินเข้ามาถาม รู้สึกงุนงงกับการกระทำของนางเมื่อครู่
“แม่นมหลิน เื่นี้รอจนสำเร็จแล้ว ข้าจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังอย่างละเอียดอีกที… อืม จริงด้วย ยามนี้ซูเอ๋อร์น่าจะตื่นแล้วไม่ใช่หรือ? ชิงเหอเ้าไปที่ห้องของซูเอ๋อร์แล้วพาเขามาหาข้า การทานอาหารคนเดียวนั้นต้องบอกว่ารู้สึกเงียบเหงาอยู่บ้าง หากพวกเ้ายังไม่ได้ทาน ไว้ตอนที่ซูเอ๋อร์มาถึงแล้วก็นั่งลงทานด้วยกันเถิด” หลังจากที่ฝืนยิ้มมานาน พูดสิ่งที่ไม่ตรงใจมามากมาย ฉินหยวนไม่มีแรงเหลือจะอธิบายความคิดและแผนการของนางให้พวกนางทุกคนฟังแล้ว
ในเวลานี้ ฉินหยวนอยากแค่นั่งลงมาทานอาหารกับซูเอ๋อร์ เพราะตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่ในจวน ที่นี่ก็เหมือนถ้ำเสือ ในฐานะพี่สาวคนโต นางจำเป็ต้องรับผิดชอบดูแลน้องชายให้มากยิ่งขึ้น
“ทราบแล้วเ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ชิงเหอพยักหน้า แล้วหมุนตัวเดินออกไป
“คุณหนู อาหารพวกนี้ตั้งทิ้งไว้นานแล้ว ข้าจะไปให้คนอุ่นมาให้ใหม่นะเ้าคะ” หงอวี้อาสา
“อุ่นงั้นหรือ? ไม่จำเป็… หงอวี้เ้าอย่าลืมว่าวันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว ยามนี้พวกเราไม่ได้ถูกกดขี่เหมือนแต่ก่อน ไปสั่งให้พวกเขาทำอาหารใหม่ขึ้นมาอีก เอาน่องไก่ที่ซูเอ๋อร์ชอบกินมากด้วย แล้วก็ขนมที่แม่นมหลินชอบกินด้วย… รีบไปเถิด”