‘ดอกไม้เมื่อแรกแย้มก็งดงาม
ผ่านทิวาราตรีล้วนเหี่ยวเฉา
ใครหนอ...ที่เคยเฝ้าเอาอกเอาใจเรา
ยามนี้ไร้เงาแม้แต่คนจะเห็นใจ’
อังค์เนสหันซ้ายแลขวาตามเสียงเพลงแสนเศร้าที่ได้ยินเท้าเล็กๆเดินตามไปราวกับต้องมนต์จนเผลอผลักบานประตูที่เปิดแง้มอยู่
“นั่นใครนะ”
“เอ่อ...ข้า ข้าหลงทางมา”อังค์เนสรู้สึกอายเหลือเกินที่เดินเข้ามาทั้งที่ถือน่องไก่มาด้วย
“ที่นี่ไม่ใช่ที่วิ่งเล่นจะมาหลงทางได้อย่างไรกัน”
“ข้าได้ยินเสียงเพลงที่แสนเศร้าแต่ไพเราะจับใจ”อังค์เนสเพ่งมองบนเตียงซึ่งมีผ้าโปร่งกั้นไว้ทำให้ไม่อาจเห็นหน้าตาของผู้พูดได้
“เสียงของข้างั้นเรอะ”หญิงสาวหลังม่านโปร่งเข่นเสียงหัวเราะ“คงมีแต่เสียงของข้าเท่านั้นที่ยังเป็ของข้า นอกนั้นข้าก็ไม่เหลือสิ่งใดอีก”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เธอรู้สึกสงสารจับใจ จนต้องแอบว่างน่องไก่ไว้บนโต๊ะแล้วถูกมือกับเสื้อของตน“เ้าไม่สบายรึ...ให้ข้าช่วยดูให้ดีมั๊ย”
“เ้าเป็หมอรึเ้าหนู”
‘เ้าหนู’อังค์เนสหงุดหงิดที่ถูกเรียกแบบนั้นแต่ก็ต้องทนเก็บอาการไว้ “ใช่...ข้าเป็หมอ”
“เ้าไปเสียเถิดโรคของข้าไม่มียารักษามานานครึ่งปีแล้วข้าเบื่อถ้อยคำหลอกลวงของหมอเต็มทน”
“ให้ข้าดูก่อนเถิดแล้วค่อยไล่ข้าไป”
อังค์เนสเดินเข้าไปใกล้เหมือนเกิดความลังเลอยู่ครู่หนึ่งมือเรียวที่ประดับกำไลงดงามก็เลิกผ้าม่านโปร่งออกเปิดเผยใบหน้าของหญิงสาวเสียงโศกหวานเมื่อครู่ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แต่ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่ารังเกียจจึงรีบเอาม่านลงอังค์เนสรีบแทรกตัวเข้าไปด้านในและนั่งประจันหน้าหญิงสาวที่พยายามเอียงหน้าหลบ
“หน้าข้าอัปลักษณ์นัก!ข้าอยากฆ่าตัวตายให้พ้นๆ ไป”
อังค์เนสประคองใบหน้าของหญิงสาวเสียงหวานขึ้นเพื่อมองแผลผุพองบนแก้มและหน้าผากใกล้ๆโดยไม่มีทีท่ารังเกียจทำให้อีกฝ่ายนิ่งเงียบไป
“เ้าได้แผลพวกนี้มาอย่างไร”
อังค์เนสเอ่ยถามเพราะคิดว่าอย่างไรเสียเธอคงไม่เป็อย่างนี้มาั้แ่เกิดไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ทำงานในสถานที่ได้หรอก
“มันเกิดเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมาข้าใช้เครื่องสำอางของข้าเช่นปกติ แล้วจู่ๆวันหนึ่งผิวหน้าของข้าก็แสบร้อนและกลายเป็ผืนดำเต็มหน้าแบบนี้ไม่ว่าจะพยายามทายารักษาเท่าไรก็ไร้ผลข้าจึงได้แต่จำใจมีชีวิตอยู่อย่างอัปลักษณ์เช่นนี้”
“ขอข้าดูดวงตาของเ้าหน่อย”
อังค์เนสขออนุญาตแล้วดูดวงตาก่อนถอนหายใจเบาๆอย่างโล่งอก โชคดีที่ไม่ลุกลามไปถึงดวงตาไม่เช่นนั้นอาจตาบอดได้
“เ้าคงแพ้เครื่องสำอาง”
“เป็ไปไม่ได้”หญิงสาวเสียงหวานส่ายหน้าไปมา“ที่ข้าใช้เป็เครื่องสำอางชั้นดีและใช้มานานโดยไม่เคยมีอาการระคายเคืองเลยแม้แต่น้อย”
“เมื่อใดก็ตามที่มีอากาผิดปกติจากสิ่งที่เคยใช้ประจำวันต้องหยุดใช้มันในทันที” เธอถอนหายใจ
“เครื่องสำอางของเ้าอาจผสมน้ำหอมมากเกินไปจนน้ำหอมในเครื่องสำอางไปกัดผิวหน้าของเ้า”
“อา...จริงซิ...อาจจะเป็เช่นนั้นได้”
“เ้าหยุดใช้เครื่องสำอางนั่นแล้วทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นจะดีกว่า”อังค์เนสยิ้ม “เ้าไม่ได้เป็อะไรมากหรอกเ้าควรให้หมอที่เชียวชาญสั่งยาให้จะดีกว่า”
“?”
อังค์เนสถอนหายใจ
“บางทีคนที่มารักษาเ้าอาจจะไม่ใช่หมอจริงๆก็ได้ เพราะอาการเพียงเท่านี้มิร้ายแรงขนาดปล่อยให้เ้าทนทรมานเป็ครึ่งปีหรอก”
“อ่า...ข้านึกออกแล้วต้องเป็คนที่อิจฉาข้าเป็แน่แท้”หญิงสาวยิ้มอย่างดีใจเหมือนเมฆหมอกสีดำได้ผ่านชีวิตไป เธอจับมืออังค์เนสแน่นทั้งที่อังค์เนสพยายามจะแกะมือของตนเองออกอย่างสุภาพ
“ให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณท่านเถิด”
“ไม่! ไม่เป็ไร!” อังค์เนสทำหน้าเหวอเมื่อมือไม้ของอีกฝ่ายพยายามจะดึงทึ้งเสื้อผ้าของเธอออก‘ข้าไม่ใช่ผู้ชาย!’
“มาอยู่นี่เองท่านหมอเลจู”
“เนเฟอร์คาเร”
อังค์เนสรู้สึกดีใจที่ได้เจอหน้าเขามือใหญ่แหวกม่านออกมายิ้มเ้าเล่ห์ใส่แล้วดึงเอาร่างบอบบางออกมาจากห้องหญิงคณิกาหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจว่าหญิงคนนั้นจะร้องเรียกอย่างแสนเสียดาย
“เ้านี่มันพวกปากกับใจไม่ตรงกันจริงๆ”เนเฟอร์คาเรหัวเราะออกมา
“ที่พูดมาหมายความว่าอย่างไร”
“ก็เ้าทำท่าไม่ชอบสถานที่แห่งนี้แต่ดันหลบไปห้องคณิกาเฉยๆเลยเนี่ยนะ”
“ข้าไม่ได้ไปทำเื่ไม่ดี”เธอรีบปฏิเสธ “ก็มีคนไม่สบาย”
“อังค์เนส”
เขาเรียกชื่อเธอเหมือนจะย้ำอะไรบางอย่าง
“ข้าพาตัวเ้ามาอย่างยากลำบากเพื่อรักษาคนผู้หนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งไม่ใช่ให้เ้ารักษาคนเรี่ยราดเช่นนี้”
“เ้าช่วยจำด้วยว่าข้าเป็หมอและข้ามาที่นี้ด้วยความไม่เต็มใจ”เธอแทบจะแยกเขี้ยวใส่เขา
“เอาละ...เดี๋ยวเราค่อยหาเวลามาคุยกันตอนนี้เราต้องเดินทาง”
อังค์เนสยื่นมือไปปิดครึ่งปากครึ่งจมูกอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “อย่าหายใจ กลิ่นยาสลบ”
เนเฟอร์คาเรรีบตวัดผ้าคลุ่มไหล่ขึ้นปิดปากและจมูกของตนแล้วดึงแขนเล็กๆของอังค์เนสให้วิ่งออกมาที่ด้านหลังเพื่อขึ้นม้าแต่มีชายฉกรรจ์ราวห้าคนกระโจนเข้าใส่หมายทำร้ายถึงชีวิต
“รู้ตัวเร็วจริง”
“พวกเ้าก็เลว เอ๊ย...เร็วมิใช่ย่อย”
เนเฟอร์คาเรหัวเราะเยาะเย้ยก่อนจะหยิบดาบที่แหนบที่เอวออกมาป้องกันตนเองในมือข้างหนึ่งกำข้อมือของอังค์เนส แน่น
“ปากกล้าไม่กลัวตายหรือไง!”
“ข้าควรจะเป็คนเอ่ยประโยคนั้นมากกว่า”
เนเฟอร์คาเรยกดาบขึ้นป้องกันตัวเอง แม้ว่าจะห้ารุมหนึ่งแต่ทักษะการต่อสู้ของเนเฟอร์คาเรมีชั้นเชิงสูงกว่าภาระเดียวของเขาคือคนตัวเล็กๆ ที่ถูกเหวี่ยงไปทางนั้นทีทางนี้ทีขณะที่รับดาบจากศัตรูอยู่นั้นทหารผู้ติดตามก็เข้ามาช่วยเสริมแรงจนทำให้อีกฝ่ายแตกกระเจิงไป
“พวกมันรู้ข่าวได้รวดเร็วมาก”เนเฟอร์คาเรเก็บดาบแล้วปาดเหงื่อบนใบหน้าแต่เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเ้าของข้อมือเล็กๆที่เขากำแน่นอยู่นั้นทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นด้วยท่าทางพะอืดพะอม
“อังค์!เอ๊ย! ท่านหมอเลจู”เขารีบประคองร่างเล็กๆ ที่ไร้เรี่ยวแรง
“ข้า...ไม่...เป็ไร”‘แค่อยากแหวะเต็มทน!’
“พวกมันรู้การเคลื่อนไหวของเราเช่นนี้แล้วรีบเสด็จกลับเข้าวังเถิด”นายทหารผู้ติดตามเสนอความเห็น
“มันต้องคงต้องเป็เช่นนั้น”เนเฟอร์คาเรพยักหน้ารับทำนายทหารคนอื่นๆ ที่ปลอมตัวมารีบทำหน้าที่ของตนเอง “เดี๋ยว! ข้า! ข้าขึ้นม้าไม่ไหวแล้วนะ”อังค์เนสส่ายหน้าไปมา
“แต่เราต้องเข้าวังให้เร็วที่สุด”เนเฟอร์คาเรสั่งอย่างหงุดหงิดแล้วก้มลงช้อนร่างไร้เรี่ยวขึ้นอุ้ม
“เข้าวัง!”อังค์เนสเบิกตากว้างอย่างใ “ไม่เอาแล้ว! ข้าไม่ไปไหนแล้ว”
อังค์เนสอยากจะดิ้นร้นเพื่อให้หลุดพ้นจากวงแขนและอกกว้างแต่ไม่อาจจะสู้แรงของอีกฝ่ายได้เลยเนเฟอร์คาเรก้มมองคนตัวเล็กนึกสงสารขึ้นมาในทันทีแล้วใบหน้าเคร่งเครียดก็คลายลงเมื่อคิดบางสิ่งออก
“เปลี่ยนแผน เราจะเข้าวังทางเรือ!”
“เรือ!”
หญิงสาวอยากจะให้ใครก็ได้เอาไม้เคาะหัวเธอให้สลบแล้วตื่นมาจำอะไรไม่ได้เลยนี่มันอะไรกันนักกันหนาน ถ้าเหาะเหินเดินอากาศได้ไปแล้วใช่ไหมเนี่ย.
‘คำสาป! คำสาปนั่นเป็จริงแน่แล้ว’
อังค์เนสหน้าซีดรู้สึกจุกในลำคอเธอยังจดจำการเดินทางที่แสนยากลำบากในวัยเด็กได้อย่างดีแม้ในขณะนั้นจะเหนื่อยแสนเหนื่อยเพราะความเป็เด็กแต่ก็อบอุ่นใจเพราะมีดังชีผู้เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆคอยดูแลตลอดทางจึงไม่หวาดกลัวนัก แต่ครั้งนี้มันยิ่งกว่าความลำบากทั้งหมดทั้งมวลที่เคยเจอมาจะเรียกว่าอะไรดี เธอไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ที่ไปและไม่รู้ว่าตนเองต้องเจออะไรบ้าง
‘ลูกจะปลอดภัยเมื่ออยู่ไกลนครเมมฟิส’
นี่คงเป็สิ่งที่ท่านแม่พยายามเตือนเธอก่อนสิ้นลมแน่ๆแม้ไม่มีใครเคยพูดกับเธอตรงๆ แต่เธอก็เคยแอบได้ยินท่านปู่เลจูคุยกับพี่ดังชีว่าเธอคือ‘หญิงต้องคำสาป’ เธอจะปลอดภัยทั้งตัวเธอเองและคนรอบข้างถ้าอยู่ห่างไกลจากนครเมมฟิสที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในราชสำนัก