นางจางตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้คนในบ้านหม่าต้านจะขนของเข้ามา่บ่ายวันนี้ เช้านี้นางจึงทำอาหารสำหรับสามคนทาน วันนี้นางตั้งใจทำอาหารมากเป็พิเศษในนิมิตนางจำได้ว่านางเพลียจากงานเลือกคู่จึงตื่นสายลุกขึ้นมาทำอาหารง่ายๆให้มารดาทานนางไม่รู้ว่านั้นคืออาหารมื้อสุดท้ายของมารดา
ในฐานะของบุตรสาวอดีตผู้ช่วยแม่ครัวหลวง นางภูมิใจในตัวมารดามากนางจางสืบทอดฝีมือมาจากนางหลี่และนางก็มั่นใจในฝีมือของตัวเองมากเช่นกัน ‘นางจางคิดเช่นนั้น’
แต่ความเป็จริงแล้วนางหลี่ไม่ใช่ผู้ช่วยแม่ครัวหลวงนางเป็เพียงลูกมือในครัวของตำหนักอ๋อง นางหลอกลวงทุกคนแม้แต่บุตรสาว คนส่วนใหญ่เชื่อนางหลี่เพราะนางมีฝีมือด้านใช้มีดทำครัวมากและรู้ชื่ออาหารรวมถึงส่วนประกอบดี แต่นางหลี่ปรุงรสไม่เก่ง เป็นางจางเองที่มีพร์นางมีฝีมือในการคุมไฟและการปรุงรส แถมยังรับการถ่ายทอดฝีมือการใช้มีดจากนางหลี่มาจนหมดสิ้นเพียงนางหลี่บอกส่วนประกอบและขั้นตอนการทำ นางจางก็สามารถปรุงรสอาหารตามที่ตัวเองจินตนาการได้แม้รสชาติมันจะต่างจากต้นตำหรับแต่ก็รสเลิศทีเดียว ยิ่งนางเคยทำอาหารให้สามีทานมาแล้วถึง15 ปีในนิมิตของนางตอนนี้ฝีมือนางจึงพัฒนาไปอีกมาก
นางหลี่ลุกขึ้นมาจากที่นอนไวกว่าปกติครึ่งชั่วยามเพราะทนกลิ่นหอมยั่วยวนของอาหารไม่ไหวเสี่ยวซูก็เช่นกันเขาเดินตามกลิ่นอาหารออกมาจากห้องนอน
“ฟางเอ๋อ เ้าทำอะไรกินหรือ” นางหลี่สงสัยเพราะกลิ่นอาหารพวกนี้นางไม่คุ้นชิน มันมีกลิ่นที่แปลกแต่หอมยวนใจยิ่งนัก
“ข้าไปเอาเนื้อกระต่ายจากบ้านพี่หม่าต้านมาค่ะท่านแม่” นางยิ้มให้มารดานางหลี่ชอบทานเนื้อกระต่ายมาก “วันนี้มีอาหารจานเนื้อ จานผักและซุปรวมห้าอย่าง ท่านแม่เตรียมรอชิมเถอะค่ะ”
นางหลี่ยิ้มให้กับความกตัญญูของบุตรสาว ขอบนางตานางมีน้ำตารื้น“ให้ข้าช่วยเ้าเตรียมวัตถุดิบไหม”
“ท่านแม่นั่งรอเถอะ ใกล้เสร็จหมดแล้ว” นางอยากจะพูดว่าให้นางตอบแทนพระคุณมารดาเป็ครั้งสุดท้ายแต่นางก็พูดไม่ออก มีเพียงน้ำตาคลอที่หางตา บ่ายนี้นางต้องกำพร้ามารดา จะให้นางยังเข้มแข็งได้อย่างไร
อาหารถูกจัดวางบนโต๊ะอย่างสวยงาม กลิ่นหอมยั่วยวนเรียกน้ำลายผู้ได้กลิ่นอาหารจานเนื้อมีเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานใส่พริกแห้งไก่หั่นเต๋าผัดถั่วลิสงพริกแห้ง เต้าหู้ทรงเครื่อง ผัดผักรวมยอดผัดกาดขาวในน้ำซุปที่ใสดั่งน้ำเปล่า
ทั้งครอบครัวทานอาหารอย่างมีความสุขโดยเฉพาะนางหลี่ทานมากเป็พิเศษ นางคิดว่าฝีมือลูกสาวนางพัฒนาไปมาก รสมือไม่แพ้พ่อครัวในตำหนักอ๋องที่นางเคยทำงานเลย
ขณะที่นั่งชื่นชมบุตรสาวในใจนางเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก อาการของนางมากขึ้นเรื่อยๆจนหน้าซีด นางจางมองสีหน้ามารดาแล้วใจเสียจนเริ่มมีน้ำตาไหลออกมานางตรงปรี่เข้าไปหามารดา
ในขณะที่นางจางและนางหลี่หวาดกลัวสุดขีดนั้นนางหลี่ก็เรอออกมาเสียงดังมาก
“ท่านแม่ทานมากไปแล้วขอรับ” เสียงหัวเราะของเสี่ยวซูดังออกมาหลังจากพูดจบ “แต่ฝีมือพี่สาวข้าดีขึ้นมากเลยวันนี้ข้าก็กินเยอะมากจนกินไม่ไหวแล้ว”
“เ้าเด็กบ้า เ้ายังไม่รีบช่วยพี่สาวเก็บจานอีก” นางหลี่หาเื่ด่าบุตรชายกลบเกลื่อนความอายแล้วออกไปเดินย่อยอาหาร
ใช่แล้ว นางหลี่ไม่ตายในวันนี้ ตามนิมิตที่นางจางเรียกแล้วนางหลี่ต้องตายเพราะเสี่ยวซูหนีกลับบ้านมาตอนบ่ายวันนี้ นางหลี่จึงโมโหมากและไล่ตะเพิดให้เสี่ยวซูกลับโรงเรียนไปทันทีหลังไล่บุตรชายไปแล้ว นางจึงมีอาการหัวใจวายจากความเครียด ส่วนเสี่ยวซูพอได้ข่าวว่ามารดาเสียชีวิตเพราะตนก็ผูกคอตายตาม
กล่าวได้ว่านางจางได้เปลี่ยนเหตุการณ์ทั้งหมดไปแล้วนางรับน้องชายกลับมาอย่างถูกต้อง ทำให้นางหลี่ปล่อยวางเื่ราวที่ยึดติด จิตใจจึงสงบขึ้นมีผลทำให้นางหลี่และน้องชายรอดพ้นจากคราวเคราะห์ไปได้
วันนี้หม่าต้านมาถึงก่อนเวลาที่บอกไว้ตลอดทางที่เขาเดินทางผ่านจะมีชาวบ้านที่รู้จักคอยแซวชายหนุ่มผู้โชคดีผู้นี้หม่าต้านยิ้มหน้าบาน เมื่อคืนเขาดีใจจนอนไม่หลับทั้งคืนแต่วันนี้ก็ยังมีแรงกระปรี้กระเปร่า
“ท่านพี่ ท่านมาทันเวลาพอดียังมีอาหารเช้าที่ข้าเตรียมไว้เหลืออยู่ เดี๋ยวข้าอุ่นให้ท่านทานนะคะ” นางจางเรียกสามีว่าท่านพี่อย่างชินปากแต่สำหรับหม่าต้านนั้นเป็ครั้งแรกที่ได้ยิน เขาจึงรู้สึกหัวใจพองโตและอาหารมื้อนี้ก็เป็อาหารฝีมือนางจางมื้อแรกที่เขาได้กิน เขาเคยได้ยินเสี่ยวซูเล่าให้ฟังบ่อยๆว่านางจางมีรสมือดีแต่นี่มันดีมาก เป็อาหารที่อร่อยสุดที่เขาเคยทานเลยก็ว่าได้จากที่เคยรักก็ยิ่งทำให้ยิ่งหลงเข้าไปอีก
นางจางคุ้นเคยกับความเงียบของหม่าต้านอยู่แล้วจึงไม่ได้อึดอัดอะไรนางปรนนิบัติสามีตามความเคยชินของนางต่อไป
นางจางช่วยหม่าต้านจัดข้าวของเข้าห้องของนางจนถึงยามเย็นนางก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง ‘นี่มันเลยเวลานั้นไปแล้วนี่’ นางเพิ่งตระหนักว่าในนิมิตมารดานางต้องตายยามบ่าย
นางวิ่งออกไปหามารดาตามที่ต่างๆและไปพบนางหลี่ยืนมองดวงอาทิตย์ลับของฟ้าที่ลานหน้าบ้าน พร้อมปลงตกในชีวิต
เมื่อนางหลี่หันกลับมาเห็นน้ำตาแห่งความปิติที่ไหลออกมาจากดวงตาของบุตรสาวนางหลี่ก็เข้าใจทันที ‘นางรอดแล้ว’ นางเข้าไปกอดกับบุตรสาวร้องไห้ร่วมกันด้วยความยินดี
หม่าต้านยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างงงๆและนึกในใจ ‘แม่ลูกคู่นี้ แปลกยิ่งนัก’
พอตกดึกทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนนางจางทำความสะอาดครัวเรือนเรียบร้อยก็อาบน้ำและเข้าไปในห้องนอนนางเห็นหม่าต้านอนตัวแข็งอยู่บนตัวเตียง หน้าตาชายหนุ่มดูตื่นเต้นและแดงนางจางแอบขำในใจ ‘บุรุษผู้นี้ยิ่งมองยิ่งน่ารัก’ นางยังคงแปลกใจในความต่างของหม่าต้านตรงหน้านางกับในนิมิต
สาเหตุที่แท้จริงที่หม่าต้านเปลี่ยนไปนั่นเกิดจากนางจางนั่นเอง นางจางตอนนี้มีบุคลิกแปลกไปนางดูเหมือนหญิงหม้ายเหมาที่เคยเป็ครั้งแรกของเขา
นางเหมาเป็หญิงหม้ายอายุ30 ปีที่สามีเสียชีวิตหลังออกไปเกณฑ์ทหารมาหลายปีนางเป็คนมีเสน่ห์ ชอบแต่งตัวยั่วยวน ชายหนุ่มน้อยใหญ่ในหมู่บ้านชอบแอบมองนางรวมถึงหม่าต้านเองด้วยวันหนึ่งนางเคาะประตูขอน้ำดื่มที่บ้านเขา พอหม่าต้านเดินเข้าไปข้างในนางก็เดินตามมาคาดคั้นว่าทำไมถึงชอบแอบมองนาง หม่าต้านหน้าแดงทั้งอายตัวสั่นไปหมดแต่นางเหมาไม่อาย นางสอนบทเรียนครั้งแรกของวัยหนุ่มให้หม่าต้านในวันนั้นแต่วันต่อมาสามีที่น่าจะตายไปแล้วของนางกลับยังมีชีวิตและกลับมาหานางเื่ราวของนางเหมาและหม่าต้านจึงจบลงทันที เหลือเพียงความทรงจำที่ร้อนแรงติดอยู่ในใจ
และตอนนี้สายตาที่นางจางมองเขาก็เหมือนนางเหมาในวันนั้นมากหม่าต้านรู้สึกเหมือนตัวเล็กลงกลายเป็เด็กน้อยขึ้นมาทันทีแต่บางส่วนกลับไม่ยอมเล็กตามนางจางมองหน้าหม่าต้านแล้วรู้สึกเอ็นดูนางรู้ว่าก่อนเข้านอนสามีนางจะต้องทำเื่อย่างว่า ไม่งั้นจะนอนไม่หลับ
“ท่านจะนอนเลยหรือจะร่วมหลับนอนก่อน” นางจางเพลียมากและอยากรีบนอนจึงรีบตัดบทนางไม่อยากถูกปลุกมากลางดึกในคืนนี้
“ข้า..ข้า” หม่าต้านยิ่งหน้าแดงและเขินอายหนักเข้าไปอีกเมื่อโดนถามตรงๆขนาดนี้ จนนางจางเริ่มรำคาญ นางจึงเป็ฝ่ายลงมือปลดเสื้อผ้าของสามีก่อนและนวดคลึงจุดอ่อนไหวของเขา อยู่ด้วยกันมา 15 ปีในนิมิตจุดไหนบ้างที่เขาเกิดอารมณ์มีหรือนางจะไม่รู้
หลังถูกเล้าโลมจนได้ที่หม่าต้านก็เอาชนะความอาย และลงมือทำกิจทันที หลังจบเื่บนเตียง นางจางก็ถอนหายใจ‘พี่หม่าต้านก็ยังเป็พี่หม่าต้านดุดันและรวดเร็ว’ แต่อย่างน้อยนางก็ยังดีใจที่ไม่มีท่วงท่าทรมานกายแบบในนิมิต