ทั้งหมดกลับถึงเมืองอย่างปลอดภัยและพวกอีไรอาสก็ได้กลับมาที่เมืองพอดีเช่นกัน
แกลสนั้นอยู่สภาพาเ็ที่ต้องถอดเกราะแขนขวาออกและพันผ้าไว้ พวกเขาเดินไปที่กิลด์และนั้นเป็โอกาสที่คนแปลกหน้าทั้งสองได้แนะนำตัวเอง
ให้กับเหล่านักผจญภัยได้รู้จักกัน
"ข้ามีชื่อว่าเลียม เลียม กอทท์ฮาร์ด ข้าเป็นักบวชออร์คและอยู่ในใต้การบัญชาของกัปตันแกลสในถานะ
คนให้คำปรึกษา ยินดีที่ได้รู้จักนะมนุษย์แปลกหน้า ฮ่าๆ!"
เลียม กอทท์ฮาร์ด (Liam Gotthard)
อดีตผู้ให้คำปรึกษา, สายลมแห่งการทำลายล้าง, ออร่าสีฟ้าสว่าง
ออร์คร่างั์ใจดีเขานั้นแตกต่างจากออร์คตัวอื่นมาก เหมือนกับว่าเป็เพราะเขาคิดแบบมนุษย์ละมั้ง?
ไม่รู้สิแต่ฉายาสายลมแห่งการทำลายล้างนั้นไม่ได้มีไว้ขู่อย่างเดียวนะจะบอกให้
เขาสามารถทำลายป้อมหรือกำแผงหินได้โดยการเหวี่ยงค้อนทุบเพียงครั้งเดียวได้
ชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็สามารถต้านเวทย์หลากหลายแบบได้อย่างไม่มีปัญหา
ใช้ทั้งเวทย์มนต์และปาฏิหาริย์ได้อย่างหลากหลาย นั้นจึงทำให้เขาเป็ทหารเอกของเ้าหญิง
และนักผจญภัยระดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียว
และที่สำคัญ เ้าั์นี้เป็ออร์คที่หล่อที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาที่เดียว
และอาจจะเป็ออร์คที่แข็งแกรงที่สุดเลยก็ว่าได้
"ส่วนฉันชื่อ ยูซูกิ โรอา เป็รองกัปตันหน่วยอัศวินของ Rising queen ยินดีที่ได้รู้จัก"
ยูซูกิ โรอา (夢月ロア)
อดีตรองหัวหน้าอัศวิน, ซากุระสีเื, ออร่าสีชมพูเข้ม
รองหัวหน้าหน่วยอัศวิน วัยรุ่นสาวนักดาบผู้เก่งกาจจากทิศตะวันออกผู้พร้อมที่จะทุ่มเท
ทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง ใจเย็นรอบคอบและมีสมาธิกับสิ่งต่างๆไม่เหมือนวัยรุ่นปกติที่เืร้อน
อยากรู้อยากลอง ส่วนฉายาของเธอนั้นได้มาจากการที่เธอฆ่าพวกโจรที่มาปล้มหมู่บ้านของเธอ
ใต้ต้นซากุระจนมีเืกระจายเต็มไปหมดและนั้นเป็ตอนที่ผมเจอเธอครั้งแรก
เธอเป็สามาชิกใหม่อยู่ผมจึงไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับเธอ แต่พอมองดูเธอแล้วทำให้ผมนึกถึงตอนผมกำลังฝึกใหม่ๆเลย
"เออนิอาจจะสายไปหน่อยนะ แต่ก็ยังไม่สายไป ผมชื่อ อีไรอาส คลอส อดีตผู้บัญชาการสูงสุดแห่งอิลิเซียเพื่อนซี้ของแกลส
ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
อีไรอาส คลอส (Elias Kroz)
อดีตผู้บัญชาการสูงสุดคนที่ 2, ปราการเหล็กกล้า, ออร่าสีน้ำเงิน
ผู้บัณชาการที่ไม่ได้แค่สั่งอย่างเดียว ในสนามรบนั้นเขาเป็เหมือนกับยมทูตฉีดสเตียรอยต์ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่กว่า
มนุษย์ปกติมากด้วยความสูงถึง210cmและน้ำหนักถึง190kg ด้วยสไตล์การต่อสุ้ที่รุนแรงและโหดร้ายเหมือนกับเขา
อัดอั้นความแค้นมานานและปล่อยออกไปในสนามรบ ทำให้เขาได้ชื่อเล่นว่า "The Brute (บรูทฺ์)"
แต่เขาก็ไม่ได้มีวีรกรรมเพียงแค่นี้ เขายังเป็ชายคนเดียวที่ต่อสู้ปกป้องปราสาทอิลิเซียจากกองทัพปีศาจ
อย่างกล้าหาญ ด้วยโพลแอคส์ของเขาซึ่งสามารถใช้เป็คทาเวทย์ได้ ว่ากันว่าไม่มีแม้แต่เืหยดเดียวกระเด็นโดนปราสาทเลย
จนทำให้เขาได้รับฉายา โล่แห่งอืลิเซีย เขานั้นรักสะอาด เรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน และถ้าหากมีคนรังแกทำร้ายคนที่อ่อนแออกว่า
เขาไม่ปล่อยไว้แน่นอน ส่วนไอฉายาปราการเหล็กกล้านั้นเขาตั้งให้กับตัวเองต่างหาก
โห้สุดยอดอะ
ได้เห็นเจอตัวเป็ๆซักที
อยากมีทีมแบบพวกเขาจัง
"ดูเหมือนนายจะไม่ได้เป็คนที่เก่งสุดในเมืองแล้วละไอหอก"
นักรบดาบใหญ่พูดล้อพลหอกตามปกติ
เหล่านักผจญภัยต่างอึ่งที่ได้เห็นบุคคลสำคัญจากต่างดินแดนมายืนพร้อมหน้ากันที่นี้
"ส่วนผมทุกคนก็น่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว ว่าแต่เซนอยู่ไหนละ?"
แกลสถามโรอากับเลียมก่อนที่จะมองไปรอบๆอย่างช้าๆก่อนที่โรอาจะตอบกลับไป
"เขากำลังมาน่ะ กัปตันไม่ต้องห่วงหรอก"
เธอพูดพร้อมกับยกนิ้วโป้งส่งยิ้มให้แกลสอย่างร่าเริง แต่จู่ๆก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก
มีก้อนน้ำแข็งลอยขึ้นและหยุดบนฟ้าเหนือศีรษะเล็กน้อยเคลื่อนที่เข้าหาพวกแกลสอย่างช้าๆ
ในก้อนน้ำแข็งนั้นมีก็อบลินถูกแช่อยู่ข้างในหนึ่งตัว ทุกสายตานั้นจับจ้องไปที่ก้อนน้ำแข็งและอะไรบ้างอย่างที่อยู่
ข้างใต้นั้น ก้อนน้ำแข็งก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเลื่อยๆ จนเผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตปริศนาตัวสูงใหญ่พอๆกับอีไรอาส
ในมือข้างขวาถือดาบสั้นส่วนแขนอีกข้างก็เอาไข้วหลังไว้ พอมาถึงหน้ากิลด์ก้อนน้ำแข็งก็ตกลงที่พื้นแตกกระจาย
สิ่งนั้นก้มคำนับเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นและพูด
"ขอโทษที พอดีจัดการมอนเตอร์ที่ซ่อนในเมืองเลยตามไปไม่ทัน ข้ามีนามว่า เซนิลด์ โกลสตีลน์ เรียกข้าว่าโกลหรือเซนก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักเหล่านักผจญภัย"
เซน โกลสตีลน์ (Sen Goldstein)
อาจารย์ของโรงเรียนเวทย์มนต์แบร์ไฮเนีย, ลมหนาวแห่ง์, ออร่าสีขาว
โกเลมน้ำแข็งตนแรกของโลก อาจารย์สอนเวทย์น้ำแข็งและการต่อสู้ระยะประชิดเฉพาะ
ถ้าจะให้ผมพูดมาทั้งหมดก็คงยาวแน่ๆ อดีตนั้นเขาเป็ิญญาที่จู่ๆก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับน้ำแข็ง เขานั้นแร่ร่อนไปเลยๆ
นับล้านปีเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อารมณ์ การนึกคิด ความรู้สึก และวันหนึ่งเขาได้เป็เจอคลังอาวุธเวทย์ล้างใน่
าระหว่างอาณาจักร เขาจึงได้ตัดสินใจสิงวัสดุต่างๆที่ยังมีสภาพใช้การได้มาสร้างร่างกายขึ้นมา และได้หยุดา
โดยการขโมยดาบผู้กล้ามาใช้และใช้พลังของเขาสร้างฤดูหนาวและกำแผงน้ำแข็งกั้นไว้ไม่ให้สู้กัน จนทั้งสองประเทศยุติาเขาจึงละลายน้ำแข็งให้
แต่ยังเก็บฤดูหนาวไว้เพื่อเป็สิ่งเตือนใจให้รักษาความสัมพันธ์ไว้
และนั้นคือตำนานที่กล่าวขานกันมา
เขาเป็คนดี ชอบเดินตรวจสอบในที่ต่างๆรักษาความสงบสุขและเรียนรู้สิ่งที่สนใจ พลังอันมหาศาลของเขานั่นยังเป็ปริศนาว่าได้มายังไง
ร่างกายของเขาแกร่งดังเหล็กกว่าแต่กลับยืดหยุ่นเหมือนร่างกายมนุษย์ปกติ และป้ายนักผจญภัยระดับแพลตตินั่มของเขานั้นจะเอาพันไว้ที่แขนขวา
จนเป็ที่จดจำของคนหลายคน "ฉันน่ะตัวสูงกว่ามนุษย์ เลยเอาพันไว้งี้ละคนได้เห็น"
ทัตสึที่ได้เห็นอีไรอาสกลับมาก็วิ่งเข้าไปทักทายและพูดคุยกัน กลุ่มของแกลสก็เดินเข้าไปในกิลด์และนั้งคุยกัน
เหล่านักผจญภัยต่างพากันเข้ามาถามสิ่งต่างๆ โดยทัตสึได้เอาธงศึกไปใส่ไว้กับชุดเกราะเืมังการก่อนไปนั่งร่วมกับทุกคน
"แกลสทำไมแกไม่ไปเลื่อนระดับละ"
อีไรอาสถามแกลสด้วยความส่งสัย
"อะไรวะ ฉันคิดว่าให้ทำเควสได้ตามที่ได้กำหนดไว้ถึงจะเลื่อน"
แกลสตอบด้วยความมึนงง
พอแกลสพูดเสร็จเขาก็มองไปที่เพื่อนของเขา ทำให้รู้ว่าเขาเป็คนเดียวที่อยู่ในระดับกระเบื้อง
เขาถอนหายใจและลุกเดินออกไปหาพนักงานกิลด์สาวเพื่อที่จะขอเลื่อนขั้น โดยการสัมภาษณ์
เธอจึงเดินนำไปที่ห้องบนชั้นสองของกิลด์ เป็ห้องเล็กๆ ทั้งสองนั้งตรงข้ามกันโดยมีนักเวทย์ค่อยจับคำโกหกอยู่
"คุณทำอาชีพอะไรมาก่อนหน้านี้?"
เธอถาม
"ผมเป็หัวหน้าอัศวินอยู่ทางตอนเหนือครับ"
"แล้วทำไมคุณมาเป็นักผจญภัยค่ะ"
เธอถามอีก
"ก็เพราะว่าผม้าช่วยเหลือผู้คนอย่างมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกมองเป็คนแปลกหน้า และจะได้มีรายได้
เลี้ยงตัวเองจะได้ทำเควสต่อไปได้ครับ"
แกลสตอบด้วยความมั่นใจ
"แล้วทำไมคุณถึงมาขอเลื่อนระดับค่ะ?"
เธอถามมาอีก
"ก็เพื่อ.. สร้างความพุกพันกับเมืองนี้มากขึ้นกับผู้คนกับเหล่านักผจญภัย ที่นี้ยังมีอะไรที่หน้าสนใจเยอะมากมาย
ด้วยความที่ผมมาจากทางตอนเหนือ ที่นี้เป็เหมือนกับโลกใบใหม่ที่หน้าค้นหาผมจึงมาขอเลื่อนระดับเพื่อที่จะได้ไป
สถานที่ใหม่ๆเจอผู้คน ได้ช่วยเหลือ มีแค่นี้ละครับ"
"โอเค... แล้วคุณหน้าที่ทำอะไรในทีมค่ะ?"
"(อะ แย่ละ)ผมเป็แนวหน้าค่อยป้องกันทีม แต่เอาจริงๆผมก็ทำได้ทุกอย่างละว่ามาผมจัดให้"
"โกหก! เขาไม่ชอบมอนสเตอร์ประเภทแมลงเลยมักจะขอเลี่ยงเื่เกี่ยวประเภทนี้ตลอด"
นักเวทย์จับคำโกหกของแกลสได้ พนักงานกิลด์สาวแอบขำเล็กน้อยเมื้อได้รู้ว่าหัวหน้าอัศวินกลัวแมลง
"เห้ย! มันไม่ตลกนะพวกมันยั้วเยี้ยน่าเกลียดน่ากลัวจะตาย หยี!!"
"ฮึๆ โอเคๆ เอาละเนื่องจากคุณไม่ได้บอกว่าจะเลื่อนขึ้นระดับอะไร คุณคิดว่าจะได้เลื่อนเป็ระดับอะไร?"
"ไม่รู้สิครับ"
"ขอดูดาบของคุณได้รึป่าว?"
แกลสจึงชักดาบออกมาให้ดู เผยให้เห็นใบมีดสีแดงฉานที่มีพลังไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัดแต่ไม่มากนัก
พนักงานสาวอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็น
"นายอาจจะได้เป็ระดับที่สูงนะแต่ บะ-บอกอะไรเกี่ยวกับดาบเล่มนี้หน่อยสิ"
"ดาบ Death Bringer เป็ของดูต่างหน้าของแม่ผมเอง และเป็ดาบที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้ มันเป็ดาบต้องสาป
ที่มีเพียงผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้นที่จะถือได้ ผู้ที่ได้รับไปนั้นจะแสดงอารมณ์อื่นออกทางหน้าไม่ได้นอกจากอารมณ์โกรธกับเศร้า
แต่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกทางเสียงได้อย่างเต็มที่ตามปกติ เวลาผมถอดหมวกพูดมันก็จะดูแปลกๆหน่อย
นั้นเป็เหตุผลที่ผมใส่หมวกเหล็กใบนี้ตลอด ดาบเล่มนี้เป็ดาบที่พระเ้าสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลไว้
มีดาบผู้กล้าก็ต้องมีดาบต้องสาปใช้มั้ยละ?"
แกลสพูดตอบไปและได้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นั่งไขว่ห้างแอนหลังและใช้แขนรองหัว
"นายช่วยบอกอะไรเกี่ยวกับโชคชะตาได้รึป่าว?"
เธอถามมาด้วยความอย่างรู้ แกลสก็ตอบด้วบยินดี
ผมไม่รู้นะคุณคิดอะไรอยู่
อืมมม... ชีวิตมันเป็สิ่งที่สวยงามนะ งดงามยิ่งนักจนถึงขั้นที่มันครอบงำความคิด บางคนก็ทำหน้าที่อย่างมุ่งมั่น
แม้พวกเขาเเป็เพียงเปลือกอันว่างเปล่าก็ตาม คนบางคนศูนย์เสียร่างกายของตัวเองแต่ก็ยังเอ้อระเหยจนอยู่ทุกวันนี้
แต่อะไรขับเคลื่อนเธอละ
เธอเกิดมาไม่ด้วยความยิ่งใหญ่หรือไม่ก็ด้วยโชคชะตา เธอเกิดมาเพื่ออะไรละ? เธอยังถามตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ
ผมเคยเสียทุกสิ่งมาแล้วแต่ผมก็ยังอยู่ในโลกใบนี้อย่างใจเย็น ต่อให้ฆ่าจอมมารสิ่งชั่วร้ายไปได้ แต่คำถามก็ยังคงมีอยู่
เธอ้าอะไรกันแน่ แสงสว่าง? ความมืด? หรออย่างอื่น?
มันไม่มีหรอกเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ไกลเกินกว่าแสงสว่างจะส่องถึง ไกลเกินกว่าความมืดจะคืบคลานไปถึง
อะไรจะรอพวกเราอยู่ละ? แต่พวกเราก็ยังเดินตามหาอีกอย่างไม่รู้จักพอ นั้นแหละคือชะตาของพวกเรา
