ระหว่างรอให้ซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชูเย็นสนิท ทิงเสวี่ยก็ไปหาขิงแก่กับพริกเสฉวนมาสับจนละเอียด แล้วใส่ลงไปในไหดองผักเพื่อเพิ่มความหอมและรสเผ็ดร้อน จากนั้นเธอจึงเติมเครื่องปรุงรสที่ใช้ทำไส้ซาลาเปาลงไปอีกเล็กน้อยเพื่อความกลมกล่อม
เมื่อส่วนผสมของเหลวเย็นสนิทได้ที่ ทิงเสวี่ยก็จัดการเทพวกมันลงในไหดองผัก แล้วเริ่มคลุกเคล้าให้แตงกวาทุกชิ้นได้อาบน้ำปรุงรสจนทั่วถึง
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่างกายของเด็กหญิงก็แทบหมดแรง เวลาอาหารกลางวันผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ทิงเสวี่ยไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไรทั้งนั้น ความอยากเดียวที่มีคือการนอน
ความเหนื่อยล้าผสมกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้หนังตาของเธอหนักอึ้ง ทิงเสวี่ยลากเสื่อไปปูที่ใต้ต้นสาลี่ใหญ่ในลานบ้าน ล้มตัวลงนอน และผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน
......
หลินกั๋วผิงกลับมาจากตลาดนัด เห็นลูกสาวนอนหลับปุ๋ยอยู่ใต้ร่มไม้ก็ไม่อยากปลุก
หลังจากล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น เขาเดินเข้าครัวเพื่อหาอะไรกิน แต่ก็พบว่าลูกสาวไม่ได้ทำอาหารกลางวันทิ้งไว้ มีเพียงซาลาเปาสองลูกที่ทำเมื่อเช้าเหลือวางทิ้งไว้จนเย็นชืด
ทันใดนั้น... จมูกของเขาก็ได้กลิ่นหอมบางอย่างที่คุ้นเคย
มันเป็นกลิ่นหอมของซีอิ๊วและน้ำส้มสายชูที่ผ่านการเคี่ยวจนงวด กลิ่นหอมกรุ่นลอยออกมาจากไหดองผักตรงมุมห้อง หลินกั๋วผิงรีบปรี่เข้าไปเปิดฝาดู ก็พบแตงกวาดองอัดแน่นอยู่ในไหเล็กๆ สองใบ
เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตา เด็กตัวแค่นี้ใช้เวลาแค่ครึ่งวันจัดการดองผักจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะรอให้เขากลับมาช่วยกันทำแท้ๆ... เจ้าเด็กคนนี้นับวันยิ่งแสบขึ้นทุกที
ด้วยความหิว หลินกั๋วผิงจัดการซาลาเปาสองลูกนั้นจนเกลี้ยง แล้วจึงเริ่มก่อไฟทำอาหารกลางวันให้ลูกสาว เขาจำได้ว่าทิงเสวี่ยชอบกิน 'บะหมี่น้ำใส่มะเขือเทศและไข่' วันนี้ไปตลาดนัดเขาจึงตั้งใจเลือกซื้อมะเขือเทศลูกโตติดมือกลับมาด้วย
ทิงเสวี่ยสะดุ้งตื่นเพราะกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ตอนแรกเธอนึกว่าฝันไปเสียอีก ไม่คิดว่าตื่นมาจะมีบะหมี่ไข่มะเขือเทศของโปรดรออยู่
......
ผ่านไปหนึ่งวันกว่าๆ แตงกวาดองในไหก็พร้อมรับประทาน
ทิงเสวี่ยอดใจรอแทบไม่ไหว เธอตักผักดองออกมาใส่จานเล็กน้อยเพื่อชิมรสชาติ
ทันทีที่แตงกวาชิ้นแรกสัมผัสลิ้น... น้ำตาของเธอก็แทบไหลออกมาด้วยความตื้นตัน รสชาตินี้มันใช่เลย! เหมือนกับรสมือของคุณย่าไม่มีผิดเพี้ยน เธอจำได้ว่าในชาติก่อน แม้จะทำออกมาได้รสชาติดี แต่ก็ยังไม่ใช่รสชาติแบบดั้งเดิมของคุณย่าขนาดนี้
หลินกั๋วผิงเห็นลูกสาวน้ำตาคลอก็ใจหายวาบ “เสียวเสวี่ย ไม่เป็นไรนะลูก ผักดองไม่อร่อยก็เททิ้งไปเถอะ อย่าร้องไห้เลยนะ ”
ทิงเสวี่ยส่ายหน้าทั้งน้ำตา เธอไม่ได้พูดอะไรแต่ยื่นจานแตงกวาดองไปตรงหน้าพ่อ
หลินกั๋วผิงหยิบแตงกวาชิ้นหนึ่งเข้าปาก เตรียมใจไว้แล้วว่ารสชาติคงจะแย่... แต่เมื่อได้เคี้ยว รสสัมผัสกรุบกรอบและรสชาติที่ซึมซาบไปทั่วปากทำให้เขาชะงัก
รสชาติของแม่... ในผักดองนี้มีรสชาติของแม่ซ่อนอยู่จริงๆ!
ในที่สุดหลินกั๋วผิงก็เข้าใจแล้วว่าทำไมลูกสาวถึงร้องไห้ ไม่ใช่เพราะทำเสีย... แต่เป็นเพราะเธอทำรสชาติที่พวกเขาคิดว่าจะไม่ได้ลิ้มลองอีกแล้วให้กลับคืนมาได้
ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองคงคิดไปเอง แต่พอลองกินคำที่สอง คำที่สาม เขาก็มั่นใจ... นี่คือรสชาติของแม่จริงๆ
หลินกั๋วผิงวางจานลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะคว้าตัวลูกสาวขึ้นมาอุ้มแล้วหมุนไปรอบๆ ด้วยความดีใจ “เสียวเสวี่ย! พ่อไม่คิดเลยว่าลูกจะสืบทอดฝีมือย่าได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ลูกเก่งจริงๆ ขนาดป้าทั้งสองของลูก ย่าจับมือสอนเองกับมือยังทำไม่ได้เลย!”
“หนูก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะว่าจะทำได้เหมือนขนาดนี้ แต่หนูก็ยังกังวลว่าจะมีแค่รสชาติแต่ขาดคุณภาพ ถ้าอีกสองสามวันมันยังไม่เสีย ก็แสดงว่าหนูทำสำเร็จจริงๆ ค่ะ” ทิงเสวี่ยพูดทั้งน้ำตาคลอเบ้า ความรู้สึกตื้นตันใจเอ่อล้นจนอธิบายไม่ถูก
......
หลายวันต่อมา แตงกวาดองของทิงเสวี่ยไม่เพียงแต่ไม่เสีย แต่รสชาติกลับยิ่งเข้มข้นกลมกล่อมขึ้นไปอีก เท่านี้เธอก็มั่นใจได้เต็มร้อยแล้วว่าสูตรนี้ 'ผ่านฉลุย'
เมื่อมั่นใจแล้ว ทิงเสวี่ยก็อดใจไม่ไหวที่จะแบ่งปันความสุขนี้ให้กับทุกคน
เธอจัดแจงตักผักดองใส่จานใบเล็กหลายใบ เตรียมนำไปแจกจ่ายให้ญาติสนิทมิตรสหายได้ลิ้มลอง ตามธรรมเนียมที่คุณย่าเคยปฏิบัติมาตลอด แม้ย่าจะไม่อยู่แล้ว แต่เธอก็ตั้งใจจะสืบสานน้ำใจไมตรีนี้ต่อไป
ทิงเสวี่ยเลือกนำจานแรกไปให้บ้านของลุงใหญ่ 'หลินกั๋วเซิ่ง'
ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยชอบคนบ้านนี้สักเท่าไหร่ แต่ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นพี่ชายและพี่สะใภ้แท้ๆ ของพ่อ เมื่อก่อนตอนย่ายังอยู่ มีของดีอะไรก็จะนึกถึงบ้านนี้เป็นที่แรกเสมอ ถึงแม้ว่าป้าสะใภ้อย่าง 'จางเสี่ยวเสีย' จะชอบทำให้ผู้เฒ่าปวดหัวอยู่บ่อยๆ ก็ตาม แต่ถ้าเธอเอาไปแจกคนอื่นแล้วข้ามบ้านลุงใหญ่ไป ก็คงดูไม่ดีแน่
เมื่อทิงเสวี่ยเดินถือจานไปถึงบ้านลุงใหญ่ หลินหงจวินก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้น
“พี่เสียวเสวี่ย! พี่เอาเนื้อมาให้ผมกินใช่ไหม?”
แต่พอเห็นว่าในจานมีแต่แตงกวาดอง หน้าของเด็กชายก็งอง้ำ “เชอะ! ที่แท้ก็แค่ผักดองกระจอกๆ”
ทิงเสวี่ยร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับเด็ก เธอเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องโถงทันที
“ป้าสะใภ้คะ บ้านหนูดองแตงกวาไว้ เลยเอามาแบ่งให้ป้าลองชิมดูค่ะ”
จางเสี่ยวเสียรับจานไปพร้อมรอยยิ้ม “ผักดองนี่พ่อเธอทำเหรอ? กลิ่นหอมใช้ได้เลยนี่นา ไม่รู้ว่าจะอร่อยเหมือนรสมือย่าเธอหรือเปล่า”
“ป้าสะใภ้ลองชิมดูสิคะ” ทิงเสวี่ยเชื้อเชิญ
จางเสี่ยวเสียใช้มือหยิบแตงกวาชิ้นหนึ่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “อื้ม... เสียวเสวี่ย นี่พวกเธอเพิ่งดองจริงๆ เหรอเนี่ย? รสชาติเหมือนที่ย่าเธอทำไม่มีผิดเลย!”
“เพิ่งดองสิคะ ถ้าเป็นของเก่ามันจะหอมขนาดนี้ได้ยังไง ไหนี้หนูเป็นคนดองเองกับมือเลยนะคะ... ป้าสะใภ้ว่าหนูเก่งไหมคะ?” ทิงเสวี่ยตอบอย่างภาคภูมิใจ
แต่ทันทีที่จางเสี่ยวเสียได้ยินว่าเด็กหญิงเป็นคนทำ รอยยิ้มบนหน้าก็เลือนหาย กลายเป็นสีหน้าจับผิด “เสียวเสวี่ย... เป็นเด็กเป็นเล็ก ทำไมถึงหัดพูดจาโอ้อวดแบบนี้ฮึ? นิสัยไม่ดีเลยนะ พ่อเธออาจจะไม่ว่าอะไร แต่ในฐานะป้าสะใภ้ ฉันต้องเตือนเธอหน่อย เด็กดีต้องพูดความจริง ขืนติดนิสัยขี้โม้ไปจนโต มันจะไม่น่ารักนะรู้ไหม”
ทิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “ป้าสะใภ้คะ หนูไม่ได้โม้นะคะ หนูทำเองจริงๆ ถ้าป้าไม่เชื่อไปถามพ่อหนูก็ได้”
หลินหงเหมยที่นั่งอยู่ข้างๆ แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “อารองตามใจเธอจนเสียนิสัยแล้วมั้งเสียวเสวี่ย ไม่นึกเลยว่านอกจากจะอารมณ์ร้ายแล้ว เธอยังหัดเป็นเด็กเลี้ยงแกะชอบปั้นน้ำเป็นตัวอีก”
ทิงเสวี่ย “...”
เมื่อเห็นว่าป่วยการที่จะอธิบายกับแม่ลูกคู่นี้ ทิงเสวี่ยจึงตัดบท ไม่อยากเสียเวลาเถียงด้วยอีก เธอรับจานเปล่าคืนแล้วเดินออกมาโดยไม่พูดอะไรต่อ
พอลับหลังทิงเสวี่ย จางเสี่ยวเสียก็หันไปสั่งสอนลูกๆ ของตนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกแกสองคนดูไว้นะ อย่าไปเอาเยี่ยงอย่างนังเด็กนั่นเชียว วันๆ ดีแต่พูดจาโอ้อวด ไม่มีความจริงใจ นิสัยเสียขึ้นทุกวัน... ขืนพวกแกไปติดเชื้อนิสัยแบบนั้นมา ฉันจะตีให้ขาหักเลยคอยดู!”