ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่สามคนนั่งกันบัดนี้นั้นอัดแน่นไปด้วยรังสีน่าอึดอัด เหอหลงกำลังตกเป็เป้าเพ่งเล็งจากสตรีผู้ที่งดงามราวเทพธิดาแต่กลับกำลังปลดปล่อยกลิ่นอายอำมหิตน่าหวาดหวั่น
“ เอ่อ…… ”เหงื่อเม็ดโป้งผุดจากขมับทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไหลพร้อมกันลงถึงกรามก่อนหยดลงกระทบไม้กระดานใต้เท้า……
“เหอหลง! เ้าเด็กนี่ดูท่าวันนี้คงโดนทุบตีมาไม่น้อยถึงได้เลอะเลือนเช่นนี้ ”
“ หยู่เหลียงเอ๋อ โปรดเ้าอย่าได้ใส่ใจเ้าเด็กทะลึ่งนี่เลย ”เหอเฟิงยวี่กล่าวขึ้นเพื่อลดความกดดันในบรรยากาศ พร้อมกันนั้นก็มองอย่างตำหนิไปที่บุตรชายตน
“ หยู่เหลียงเอ๋องั้นรึ… ท่านไปสนิทสนมกับนางขนาดนั้นเมื่อใดกัน ”เหอหลงซักถามมารดาตนอย่างสงสัย หากเป็ตามคำบอกเล่าที่เหอเฟิงยวี่บอกจริง ว่านางนั้นเพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นไม่นานมานี้ แสดงว่าหญิงทั้งสองนั้นเพิ่งจะได้พูดคุยกันแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนเขามาถึงก็เท่านั้น แล้วพวกนางไปพูดคุยกันท่าไหนถึงได้ทำให้มารดาตนโอ๋เอ๋นางถึงเพียงนี้…
“ เหอหลงเ้าเด็กไร้มารยาท เ้าคงจะโดนทุบตีจนกลายเป็ตัวโง่งมไปเสียแล้ว”
“ ทำตัวดีๆแล้วกลับขึ้นห้องเ้าไปซะ!”เหอเฟิงยวี่ทำท่าดุเขาเสียท่าใหญ่
แม้นจะดูเหมือนเหอเฟิงยวี่นั้นโกรธเขาเป็จริงเป็จัง แต่แท้จริงแล้วนางกำลังช่วยบุตรชายอยู่ต่างหาก หากเขาอยู่ตรงนี้ต่ออีกแม้เพียงชั่วจิบชาคงไม่พ้นโดนบั่นเศียรทิ้งจากสายตาคบกริบคู่หนึ่งที่ยังคงจดจ้องเขาแน่นอยู่เป็แน่..
เหอหลงรู้อยู่เต็มอกว่ามารดากำลังช่วยตนอยู่อย่างเต็มความสามารถ เขาะโในใจลั่น “ ท่านแม่ บุญคุณครั้งนี้บุตรจักจำไว้!” เวลาไม่คอยท่า หลังลังเลเพียงชั่วครู่เขาก็รีบเดินสาวเท้าออกมาจากห้องครัวอย่างเร่งรีบและจากไป ทิ้งไว้เพียงสตรีสองนางนั่งชิดติดกันที่โต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ…….
…….ด้วยกายที่เมื่อยล้าและจิตใจที่เลื่อนลอย หนุ่มน้อยเอนพิงกายกับริมขอบของหน้าต่าง ชันเท้าขึ้นข้างหนึ่งพิงไว้กับแขนหนึ่งข้าง แขนและขาอีกข้างปล่อยทิ้งดิ่งห้อยไว้เบื้องนอกบานหน้าต่างไม้ สายตามองทอดยาวออกไป ณ ที่ใดไม่อาจทราบในราตรีสงัดและผืนดาวพร่างพราวเบื้องบน
การจ้องมองไปด้านนอกจากมุมที่คุ้นเคยครั้นั้แ่วัยเยาว์ มองออกไปด้วยมุมมองแห่งความทรงจำ มันเป็สิ่งช่วยเยียวยาใจและกายเขาทุกครั้งที่รู้สึกเมื่อยล้าไร้กำลัง ดั่งฝนพรำแม้เบาบางแต่ก็ช่วยปลอบประโลมแผ่นดินแตกระแหงจากการถูกทำร้ายด้วยแสงแดดแรงกล้า
อย่างไร้ซุ่มเสียง ลมแ่เบากลุ่มนึงค่อยๆก่อตัวพัดหวนเบาบางในห้องชายหนุ่ม ลมกลุ่มนั้นหอบเอากลิ่นหอมจางคล้ายการผสานกลิ่นเกสรของเหล่าดอกไม้หอมนับพันเข้าด้วยกัน มันหอบกลิ่นนั้นมาปลอบประโลมใจที่ว้าวุ่นของเขาให้ทุเลาลง จากใจที่เต็มไปด้วยระลอกความปั่นป่วนกลับถูกสยบสงบลงกลายเป็แม่น้ำนิ่งไร้ระลอกแห่งอารมณ์…
“ หนุ่มน้อย แท้จริงเ้ามาจากที่ใดกัน”
เสียงอ่อนนุ่มน่าหลงใหลดังแว่วขึ้นจากด้านข้างเขา นางคือผู้ที่ปรากฏกายขึ้นในห้องเขาพร้อมลมหอมกลิ่นดอกไม้ ณ ยามสายของราตรีในตอนนี้
“ ท่านนั้นหมายถึงกาย… หรือจิตข้ากันล่ะ ”
เหอหลงในตอนนี้กำลังแผ่กลิ่นอายที่ดูสงบนิ่งเ็า เขาเอ่ยตอบคำถามของหญิงงามโดยไม่แม้แต่จะหันกายกลับมา ตายังคงจดจ้องไปยังที่แห่งหนึ่งเบื้องนอกหน้าต่างไม้ แต่ก็บอกได้ไม่แน่ชัดว่าคือที่ใดกันแน่
ตัวเขาตอนนี้คล้ายจมจ่อมลึกอยู่ในภวังคจิต อยู่ในสภาวะกายที่นิ่งและจิตที่เย็นะเืเหมือนตอนตกอยู่ในห้วงแห่งการตรัสรู้ท่ามกลางแสงทอง ตัดขาดความรู้สึกร่วมกับความเป็ไปรอบกายโดยสมบูรณ์
“ หืม?? เ้าหมายถึงสิ่งใดกัน”หญิงงามเอียงใบหน้าลงเล็กน้อย แววตาเผยประกายของความใคร่อยากรู้ เด็กหนุ่มตรงหน้านางนั้นเพิ่งจะย่างเข้าสู้่วัยสิบปีกลางๆเท่านั้น เหตุใดกันถึงสามารถปลดปล่อยกินอายคล้ายธาราไร้ระลอกดูมั่นคงได้ถึงเพียงนี้ คล้ายดั่งเทพเซียน…
อีกทั้งยังคำตอบที่แฝงความนัยนั่น มันไม่เพียงแต่ไม่กระจ่างความสงสัยในตัวนางเท่านั้น แต่ยังเป็การหว่านเมล็ดบางอย่างในจิตใจของนางให้ยิ่งสงสัยในตัวเขาขึ้นไปอีกเป็ทบเท่าทวี….
“ หืมม? ท่าน..ท่านเข้ามาตอนไหนกัน”
จู่ๆเด็กชายก็โพล่งดังขึ้นเฉยๆท่ามกลางบรรยากาศเงียบงัน กายที่เคยหันไปเบื้องนอกบัดนี้กำลังจดจ้องอย่างใและโง่งมไปยังหญิงงามข้างกาย นางยังคงซ่อนใบหน้าครึ่งล่างไว้ใต้ผ้าคลุมบางสีขาวเฉกเช่นเคย
“แล้วเ้าคิดว่าเมื่อครู่เ้าคุยกับใครกัน ความว่างเปล่างั้นรึ”
“ ข้าพูดสิ่งใดไปกัน? ”
“ ช่างมัน อย่ามัวแต่ไร้สาระแล้วตอบคำถามข้ามา ”
“ ตัวเ้าแท้จริงมาจากที่ใดกัน ข้าััได้ถึงสายเือีกสายหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเ้า.. มันไม่ใช่สายเืของคนในดินแดนมารแห่งนี้ ”
เหอหลง : “ ………….. ”