เฉินินึกขึ้นในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่เป็ตัวละครเอกความเร็วในการทะลวงขั้นเช่นนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่สมเหตุสมผลกันแล้ว“พวกท่านก็เห็นว่านี่ ไม่ได้มีปัญหาอะไร”
เ้าสำนักสำรวจมองจ้าวชิงเหยาอย่างละเอียดอยู่รอบหนึ่งทั้งยังไม่ได้พบว่ามีปัญหาแต่อย่างไร “ชิงเหยาสามารถที่จะฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับนี้ได้จริงๆอย่างงั้นหรือ? ”
เ้าสำนักถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปมองหลี่ฉางเกิงแวบหนึ่งจากนั้นจึงกล่าวว่า : “ผู้าุโหลี่ เ้ามากับข้าหน่อย”
หลี่ฉางเกิงทอสีหน้าดำคล้ำเต็มหน้า......
เ้าสำนักก็ได้หันไปยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับเฉินิ “เช่นนี้เถอะเฉินิเอ่ย เ้าก็คิดว่าข้าไม่เคยมาก็แล้วกัน อือ เอาตามนี้นะ ชิงเหยาอีกหนึ่งเดือนให้หลังจะมีศึกใหญ่การแข่งขันของศิษย์ที่เข้าสำนักจะต้องพยายามชิงศักดิ์ศรีมาเพื่อให้อาจารย์เ้าบ้างล่ะอย่าได้ทำให้อาจารย์เ้าเสียชื่อไป” .
กล่าวจบ ก็ได้ดึงใบหูของหลี่ฉางเกิงเดินจากไป
เพียงแต่ได้ยินเสียงคร่ำครวญของหลี่ฉางเกิง “ท่านเ้าสำนักท่านเ้าสำนัก ข้าผู้ชราก็อายุกว่าสองร้อยปีแล้วไว้หน้ากันบ้างเถอะ.......โอ๊ยๆ.......”
จ้าวชิงเหยาแทบจะไม่ทราบเื่เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่มองไปที่ตาแก่ผมขาวโพลนสองคนที่ไม่น่าเคารพอย่างประหลาดใจ: “ท่านอาจารย์ พวกเขาไม่เป็อะไรกันหรอกนะ ? ”
“ติ่ง แจ้งเตือนภารกิจสนับสนุนจ้าวชิงเหยาให้ได้อันดับหนึ่งในศึกใหญ่การแข่งขันศิษย์เข้าสำนัก! รางวัล : คะแนนจริยธรรมหนึ่งพันแต้ม ! ”
ให้ตายเถอะ ภารกิจใหญ่มาแล้ว คะแนนจริยธรรมหนึ่งพันแต้มช่างน่าสนใจเลยทีเดียว !
เฉินิส่ายหน้าไปมา กล่าว : “ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาอาจารย์อย่างข้าจะสอนเพลงกระบี่อีกชุดให้แก่เ้าภายในวังหลวงข้ายังมีเพลงกระบี่อีกสองชุด ที่สืบทอดกันมาหนึ่งในนั้นก็คือเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่ข้าได้ฝึกปรือมาหนึ่งชุดส่วนอีกชุดหนึ่งก็คือเพลงกระบี่ดรุณีหยก เพลงกระบี่ทั้งสองชุดต่างก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกันหากว่าใช้สองกระบี่ผสานเคียงคู่ แม้ใต้หล้าจะกว้างใหญ่ก็ไม่มีที่แห่งใดที่ไปไม่ได้ ตอนนี้ข้าจะสอนเ้าสักรอบ”
สองกระบี่ผสานเคียงคู่ใบหน้าจ้าวชิงเหยาเปลี่ยนเป็สีแดงด้วยความเอียงอายแล้วพยักหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย
เฉินิคิดในใจข้าสอนเพลงกระบี่เ้า เ้าจะหน้าแดงไปทำไมกัน ?
ทว่าเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก กวาดสายตามองทั้งซ้ายขวาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนนอก ก็ได้ชักกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยาวห้าฉื่อออกจากฝักเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยกถึงอย่างไรก็สืบเนื่องมาจากเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ ถึงแม้เฉินิจะมีการฝึกปรือที่ไม่มากนักแต่ก็สอนจ้าวชิงเหยาได้อย่างง่ายดาย
กระชับกระบี่ะเืลมสารท วายุคลั่งก่อเป็เกลียวเมฆาวนเวียนพิสุทธิ์สีขาวจากเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์พลิกไปพลิกมาถ่ายเทมาจากภายในมือของเฉินิวินาทีนั้นเกิดวิถีกระบี่หลายสิบสายวนเวียนกันอยู่เฉินิที่สวมใส่อาภรณ์ขาวยิ่งขับเน้นให้สีหน้าดูจริงจังที่พบได้ยากฉายออกมากระบี่ราชันย์พิสุทธิ์อันขาวบริสุทธิ์ ประดุจพัดกระพือขึ้นจนเป็สายลมหมอกหอบหนึ่งอาภรณ์ขาวพลิ้วไหว ประกายกระบี่สะท้านเข้ากระดูก ภายในดวงตาน้อยๆของจ้าวชิงเหยาส่องสว่างดั่งดวงดาวระยิบระยับก่อตัวขึ้นท่านอาจารย์ช่างหล่อเหลานัก !
เพลงกระบี่ชุดหนึ่งเมื่อแสดงจนจบ เฉินิก็ได้หันไปมองจ้าวชิงเหยา “เป็อย่างไรบ้าง ? ”
จ้าวชิงเหยาถึงโพล่งหลุดปากออกมาว่า : “หล่อเหลายิ่งนัก ! ”
เฉินิถึงกับหนังตากระตุกขึ้น “ข้าทราบว่าข้านั้นหล่อเหลายิ่งสิ่งนี้ยังไงเสียทุกผู้คนต่างก็มองออกจนเป็เื่ปกติเ้าไม่จำเป็ต้องกล่าวออกมาแล้วเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยกชุดนี้ เ้าจดจำได้แค่ไหนกันแล้ว ? ”
จ้าวชิงเหยาทอใบหน้าแดงก่ำด้วยความเอียงอายอาจารย์หล่อเหลาถึงเพียงนี้ ย่อมทำให้ผู้คนหลงต่อความสูงส่งสง่างามของท่านอาจารย์จนยากที่จะมีสมาธิได้.........
จ้าวชิงเหยาใช้สมองน้อยๆ คิดใคร่ครวญ “ท่านอาจารย์เมื่อครู่เร็วเกินไป ชิงเหยาจดจำไม่ได้”
เฉินินึกอยู่ในใจว่าเด็กสาวที่ไม่เคยได้ร่ำเรียนกระบี่มาก่อนนางหนึ่งกลับเริ่มที่กระบี่ดรุณีหยกที่ถือเป็เพลงกระบี่ชั้นสูงอันลึกล้ำที่สามารถผนึกเป็เคล็ดจิตกระบี่ได้ความจริงยังไม่อาจที่จะเรียนได้ในทันที ใช่แล้วข้ามิใช่สามารถที่จะใช้คะแนนจริยธรรมเพื่อบรรลุเคล็ดวิชาได้ไม่ใช่หรอกหรือ ? ไม่รู้ว่าจะมีขั้นตอนการบรรลุยังไงกันบ้าง ?
เฉินิเอ่ยถามขึ้นในใจ : “ข้า้าบรรลุเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยก! ”
“ติ่งบรรลุเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยกจนถึงขอบเขตเงากระบี่ จำเป็ที่จะต้องใช้คะแนนจริยธรรมสิบแต้ม (อย่างไรก็ตามเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ได้ผนึกผสานสู่จิตกระบี่ สองกระบี่เกื้อหนุนแก่กัน ตามรูปธรรม้าห้าแต้ม)
บรรลุเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยกจนถึงขอบเขตจิตกระบี่จำเป็ที่จะต้องใช้คะแนนจริยธรรมร้อยแต้ม(อย่างไรก็ตามเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ได้ผนึกผสานสู่จิตกระบี่สองกระบี่เกื้อหนุนแก่กัน ตามรูปธรรม้าห้าสิบแต้ม)
บรรลุเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยกจนถึงขอบเขตมนุษย์กระบี่เป็หนึ่งจำเป็ต้องใช้คะแนนจริยธรรมพันแต้ม ! ”
เพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ของตนเองยังฝึกปรือได้ไม่ถึงขั้นมนุษย์กระบี่เป็หนึ่งอีกทั้งยังได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ
เฉินิมองไปที่หน้าต่างคุณสมบัติของตัวเอง :
เฉินิ ขอบเขต : ขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สอง
สถานะ : วิถีกายาไร้จำกัด
เคล็ดวิชา : เคล็ดัคชสาร (ทั้งหมดเก้าขั้น) อยู่ในขั้นที่หก(หากฝึกจนถึงขั้นที่เก้าจักสามารถผนึกผสานจนกลายเป็อีกหนึ่งแขนงได้)
เวทมนตร์อภินิหาร : เพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ผนึกรวมจิตกระบี่วิถีราชันย์
ชนิดวิถี : ไม่มี
ศิษย์ : จ้าวชิงเหยา
จริยธรรม : หกสิบแต้ม
บัดนี้เองก็มีคะแนนจริยธรรมอยู่หกสิบแต้มก็สามารถที่จะบรรลุเพลงกระบี่ดรุณีหยกจนถึงขั้นผนึกผสานสู่ขอบเขตจิตแห่งกระบี่ได้แล้วเฉินิเอ่ยขึ้นในใจ : “บรรลุเคล็ดกระบี่ดรุณีหยกจนถึงขอบเขตเงากระบี่ ! ”
“ติ่ง โปรดเลือกจะบรรลุในทันทีหรือจะบรรลุในทางปฏิบัติ”
เฉินิเอ่ยถามขึ้นในใจ : มีข้อแตกต่างอะไรงั้นหรือ?
“ติ่ง บรรลุในทันทีจะเป็การบรรลุภายในพริบตาบรรลุในทางปฏิบัติจะเป็การบรรลุผ่านการฝึกฝนเพลงกระบี่”
เฉินิกล่าวขึ้นในใจ : บรรลุในทางปฏิบัติ!
จากนั้นเฉินิก็หันไปมองจ้าวชิงเหยา แล้วกล่าว : “เ้าจงดูให้ดี” พร้อมกับกระชับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือภายในดวงตาทั้งคู่ของเฉินิคล้ายได้แลบผ่านเอาไว้ด้วยกระบวนท่ากระบี่เพลงกระบี่ดรุณีหยกทั้งหมดหนึ่งกระบวนท่าหนึ่งวิถีก็ได้สลักเอาไว้อยู่ภายในสมองแล้ว หนึ่งกระบวนท่าหนึ่งวิถีที่กระจ่างชัดอยู่ภายในดวงตาทั้งคู่ของเฉินิเมื่อเฉินิเริ่มร่ายรำกระบี่ ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดดอกกระบี่เริงระบำยังมีความพิสดารขุมหนึ่งในขอบเขตความเข้าใจ เฉินิที่เพียงแค่ร่ายรำกระบี่
ภายในดวงตาทั้งคู่ของจ้าวชิงเหยาจับจ้องไปที่กระบวนท่าอันงดงามของ เฉินินางไม่เพียงสามารถละสายตาจากท่วงท่าของอาจารย์ได้แต่ยังรู้สึกถึงเสน่ห์ที่น่าหลงใหลจนบอกไม่ถูกอยู่อีกขุมทำให้จิตใจจ้าวชิงเหยาตกอยู่ภายในภวังค์
เมื่อได้สำแดงเคล็ดวิชากระบี่ดรุณีหยกชุดนี้อย่างช้าๆจนหมดสิ้นระหว่างนิ้วมือของเฉินิก็ได้ปรากฏเงากระบี่ดรุณีหยกสีเขียวขจีขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง“ที่แท้นี่ก็คือเงากระบี่ดรุณีหยกแท้จริงแล้วมีส่วนที่เกื้อหนุนกันกับเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ของข้าซึ่งมีส่วนที่ล้ำเลิศอย่างถึงที่สุด”
เฉินิหันไปมองจ้าวชิงเหยาที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ แล้วเอ่ยถามขึ้น : “บัดนี้ เ้าเข้าใจบ้างแล้วกี่ส่วน ? ”
จ้าวชิงเหยากล่าว : “ข้าเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว”
เฉินิในมือกุมเอาไว้ด้วยกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยื่นไปทางจ้าวชิงเหยาทันใดนั้นก็ได้พบเห็นบางอย่าง กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เล่มนี้ของตนราวกับมีความสูงในระดับเดียวกันกับจ้าวชิงเหยา.......
เฉินิความจริงแล้วก็ไม่กล้าที่จะคาดคิดว่าทารกหญิงนางหนึ่งจะสามารถฝึกเพลงกระบี่ได้จนแทบจะไม่ต่างกันตัวเองงดงามจนถึงขั้นที่ไม่กล้าแม้มองเลยด้วยซ้ำ
เฉินิสะบัดหน้าไปมา แล้วกล่าว : “เ้าอยู่ตรงนี้ลองนึกถึงเคล็ดกระบี่ดรุณีหยกที่ข้าเพิ่งแสดงให้เ้าออกมาดูก่อนข้าต้องไปข้างนอกประเดี๋ยวจะกลับมา”
เมื่อไปถึงหลังเขาภูผาราชันย์พิสุทธิ์เฉินิจึงยกกระบี่ฟันเข้าไปที่ต้นไผ่ หมายมั่นตั้งใจที่จะทำกระบี่ไม้ไผ่เล่มหนึ่งขึ้นกระนั้นก็ยังต้องทำอยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม[1] กระนั้นก็ไม่ทันระวังจนต้องถูกกระบี่ไม้ไผ่บาดเข้าที่ฝ่ามือ
เมื่อกลับมาถึงยังลานสวนภายในเรือนที่พักก็ได้ยื่นกระบี่ไม้ไผ่เล่มใหม่ให้กับจ้าวชิงเหยา“เ้าลองใช้กระบี่เล่มนี้ฝึกไปก่อน รอจนข้ามีเวลาว่างกลับไปที่วังหลวงจะเอากระบี่ดรุณีหยกมาให้เ้า”
ยามที่ยื่นกระบี่ไม้ไผ่ให้กับจ้าวชิงเหยา คิ้วของเฉินิกระตุกไปมากลางฝ่ามือยังมีความเ็ปหลงเหลืออยู่เล็กน้อยจ้าวชิงเหยาพบว่าที่้าของกระบี่ไม้ไผ่ยังมีคราบเืติดอยู่ “ท่านอาจารย์ท่านพึ่งจะได้รับาเ็มางั้นหรือ ? ”
เฉินิหัวเราะเสียงดังเหอะเหอะ “มีอย่างที่ไหนกันท่านอาจารย์อย่างข้าเป็ผู้สูงส่งที่เหลากระบี่ไม้ไผ่เล่มหนึ่งแล้วจะไปาเ็ได้อย่างไรนี้ล้วนแต่เป็เพราะพบพานเข้ากับมารปีศาจตัวหนึ่งเข้าาแนี้เกิดจากการต่อสู้กับมารปีศาจตนนั้น แต่เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไปอาจารย์ได้จัดการมารปีศาจตนนั้นไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ! ”
จ้าวชิงเหยาแม้จะมองออกแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา นับั้แ่เล็กจนโตนางที่เป็เพียงเด็กกำพร้า ท่านอาจารย์ถือว่าเป็คนแรกที่ดีต่อนางมากเช่นนี้ “อือ ท่านอาจารย์เก่งกาจยิ่งนัก ! ”
จ้าวชิงเหยารับกระบี่ไม้ไผ่มา เริ่มต้นฝึกปรือกระบี่กระบี่ไม้ไผ่ขยับฉวับเฉวียนอยู่ในมือน้อยๆถึงแม้เพลงกระบี่จะมีส่วนที่ทื่ออยู่บ้างแต่ก็ยังมีส่วนที่เหมือนกับแบบฉบับถึงสามส่วนเฉินิเองก็ไม่อาจที่จะไม่บอกได้ว่าแท้จริงแล้วการเปิดสูตรโกงยังไงก็ไม่อยู่ในหลักเหตุผลกันอยู่ดี การบรรลุนี้เรียกได้ว่าสลัดทิ้งห่างจากตัวเองไปนับหมื่นลี้ไปแล้ว !
แน่นอนว่า ในระหว่างที่ชมดูตัวเองบรรลุอยู่นั้นมีความเป็ไปได้ที่จะมีความสัมพันธ์กันอยู่หลายส่วนแต่ว่าก็ไม่อาจที่จะไม่กล่าวได้ว่าพร์ของแม่หนูน้อยผู้นี้ยังถือได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ในยามพลบค่ำจ้าวชิงเหยาได้ผลัดเปลี่ยนชุดตัวใหม่ที่สาวใช้วังหลวงส่งมาให้พร้อมกับหันไปมองกระบี่ไม้ไผ่ที่อยู่บนโต๊ะ ที่้ากระบี่ไม้ไผ่มีรอยขีดข่วนอยู่เส้นหนึ่ง จ้าวชิงเหยาใช้มือลูบไปที่รอยขีดข่วนในใจกลับบังเกิดความเ็ปใจอย่างสุดแสน จึงใช้อาภรณ์ที่ตนเองสวมไว้ก่อนหน้านี้ห่อหุ้มกระบี่ไม้ไผ่เอาไว้อย่างมิดชิดวางเอาไว้ใต้ผ้าห่มของตนเองอย่างระมัดระวังจ้าวชิงเหยาก็ได้หยิบมีดผ่าฟืนมาด้ามหนึ่ง พร้อมกับมุ่งหน้าไปยังหลังเขา
“กระบี่ไม้ไผ่ที่ท่านอาจารย์มอบให้แก่ข้าหากทำให้เสียหายขึ้นมาย่อมไม่ดีแน่”
ภายในเรือน เฉินินั่งพิงอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวเหล่าฟังที่ได้เดินเข้ามาจากด้านนอกหันไปกล่าวต่อเฉินิ : “ผู้สืบทอด คุณหนูจ้าวชิงเหยาพึ่งจะออกไป”
เฉินิกล่าว : “อืออือ การเฝ้ายามไม่จำเป็ต้องเข้มงวดถึงเพียงนั้นหละหลวมหน่อยก็ได้ ชิงเหยาจะได้สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ เ้าเองก็ทราบ ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้มีพร์ย่อมต้องมีความลับเป็ของตนเองอยู่บ้างจะต้องให้ช่องว่างที่เป็อิสระแก่พวกเขาบ้าง จงจำไว้ให้เ้าทำเหมือนกับว่าไม่เคยได้พบเห็นนางยามออกไปมาก่อนเอ่อ แล้วก็ทำให้เหมือนหน่อย”
เหล่าฟังได้แต่คิดในใจว่าผู้สืบทอดระยะนี้ดูจะชอบเื่วุ่นวายจริงๆเลยนะ “บ่าวทราบแล้ว บ่าวผู้ชราเข้าใจแล้ว”
ครึ่งค่อนคืน ทันใดนั้นเฉินิก็ได้ยันกายลุกขึ้นมาพร้อมพูดออกมาด้วยโทสะ : “ที่แท้เป็เ้าลูกเต่าตัวใดกลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอนมาโค่นต้นไผ่อยู่หลังเขาไม่ยอมให้ผู้คนได้หลับได้นอนกัน อย่าได้ให้ข้ารู้นะว่าเ้าเป็ใครข้าจะถลกหนังของเ้าออกมาให้จงได้ ! ”
.
.
.
.
[1]1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง