“งานประลอง ? ” ซีว่างถามออกไปด้วยใบหน้าที่ดูโง่งม เพราะตั่งแต่มันอยู่ที่เมืองรากนาคา มันก็หมกตัวฝึกวิชาเสียเป็นส่วนใหญ่และฝึกแต่ในโลกวิญญาณเสียด้วย มันจึงมิได้รู้เรื่องอันใดเลย
“งานประลองของเมืองรากนาคานั้น..จะจัดขึ้นทุกปี” จูจินกล่าวอธิบายต่อซีว่าง
“อ้อ..แล้วท่านเจ้าสำนักจะส่งข้าเข้าร่วมใช่หรือไม่ ?” ซีว่างกล่าวแล้วจ้องมองไปยังชายชรา
“ถูกต้อง , ข้าจะส่งเจ้าและมู่หวังเข้าประลองในครั้งนี้..เพียงแค่สองคน” ชายชรากล่าวออกมา
“เห๊อะมู่หวัง , ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่า..มันจะยอมไปประลองร่วมกับข้า ?” พอได้ยินชื่อของมู่หวัง ซีว่างก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“มันตอบตกลง , ข้าไปบอกข่าวแก่มัน..ก่อนที่จะมาบอกต่อเจ้า” ชายชรากล่าวด้วยวาจาที่นิ่งเฉย
“เฮอะ..ข้าแปลกใจนักที่มันยอมร่วมงานประลองพร้อมข้า , แล้วท่านทำอย่างไรมาจึงยอมร่วมงานประลอง” ซีว่างกล่าวถามด้วยความสงสัย
“มิยาก มิยาก” ชายแก่กล่าวก่อนจะทำสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าก็แค่บอกมันไปว่า..ถ้ามันโชคดีอาจจะเจอกับเจ้าในระหว่างแข่งขันและสามารถสังหารเจ้า , แล้วกู้ศักดิ์ศรีของมันคืนมาได้ก็เท่านั้น”
“….” ซีว่างถึงกับพูดไม่ออกกับถ้อยคำที่ชายชราบอกกล่าวต่อมัน
< โอ้ว..ข้าชอบตาแก่นี่..มันฉลาดยิ่งนัก > หญิงสาวชอบอกชอบใจอย่างมากกับความคิดของชายชรา
< ข้านึกว่าท่านจะอยู่ข้างข้าเสียอีก >
< ข้าอยู่ข้างเจ้าแน่นอนอยู่แล้ว..เพียงแต่ข้าชมว่ามันฉลากยิ่งนัก >
“เป็นอย่างไร..เจ้าสนใจหรือไม่?” ชายชรากล่าวถามต่อซีว่าง
“ท่านช่วยอธิบายรายละเอียดแก่ข้าได้หรือไม่ ?”
“โอ้จริงสิ..เจ้าพึ่งมาใหม่จึงยังมิรู้ความ”
“งานประลองนี้นั้น..จะมีทั้งหมด 8 สำนักของเมืองเข้าร่วม , สามารถส่งศิษย์ได้สูงสุด 4 คน แข่งเป็นแบบแพ้ตกรอบ..สำนักที่ชนะจะได้เงินบำรุงสำนักส่วนหนึ่ง , ส่วนศิษย์ที่ชนะจะสามารถเข้าไปฝึกวิชาจากบึงนาคาสวรรค์ได้เป็นเวลา 1 เดือน”
“บึงนาคาสวรรค์ ?” ซีว่างพึ่งมาอยู่จึงมิรู้ว่าสิ่งที่ชายชรากล่าวออกมาคืออะไร จึงกล่าวถามออกไป
“บึงนาคาสวรรค์นั้น..จะอัดแน่นไปด้วยพลังธรรมชาติที่หนาแน่นกว่าที่อื่น , เมื่อฝึกวิชาที่นั่น..ก็จะทำให้พลังฝีมือก้าวกระโดดอย่างมาก , ฝึกที่นั่น 1 เดือน เท่ากับฝึกวิชาตามปกติ ครึ่งปี”
< โอ้ว...ข้าอยากเห็นเหลือเกิน..ว่าสิ่งที่ตาแก่นี้พูดมานั้น..มันวิเศษปรานใด > หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
< เจ้าก็อย่าลืมเสีย..ว่าต้องเป็นผู้ที่เป็นผู้เยาว์อันดับหนึ่งแห่งเมืองเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ , ตอนนี้เองข้ายังไม่สามารถ..ชนะมู่หวังด้วยเพียงข้าคนเดียวได้ , ที่ 1 ของผู้เยาว์..คงได้เพียงฝัน >
ซีว่างพลันถอดใจออกมาเบา ๆ
< เหตุใดเจ้าจึงดูเบาความสามารถของตนนัก , เจ้าสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้..เหตุใดแค่ไปที่บึงแห่งนั้นมันจะยากเย็นนัก > หญิงสาวกระทืบเท้าออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่พอใจนัก
< … >
ชายหนุ่มกล่าวอะไรไม่ถูก เพียงแต่แอบคิดในใจ ‘ก็เจ้าไม่ใช่ข้า..เจ้าจะไปรู้อะไรว่าข้าลำบากแค่ไหน ’
ก่อนที่ซีว่างจะถอนใจเบา ๆ แล้วกล่าวถามต่อ ชราเฒ่าว่า
“แล้วผู้ที่ชนะครั้งก่อน..พลังฝึกตนอยู่ที่ระดับใด”
“สำนักวายุคำราม ชื่อ มี่ เฟิง ระดับพลังอยู่ที่ ผสานโลกา 3 , แต่เจ้ามิต้องเป็นห่วง..ผู้ที่ชนะครั้งก่อนมิสามารถเข้ารวมได้อีก และจำกัดอายุ อยู่เพียง 22 ปี”
“อ้อ...” ซีว่างครุ่นคิดอยู่สักพัก “ข้าตกลง”
“ต้องแบบนี้..ถึงจะสมเป็นหวงหลงของข้า” ชายแก่ดีใจยิ้มแกล้มปริออกนอกหน้า
“แต่ข้ามีข้อแม้...” เมื่อชายหนุ่มกล่าว ชราเฒ่าพลันหุบยิ้มของตนเองลงทันที
“ข้อแม้ว่า...” ชายชรากล่าวถาม
“หากข้าสามารถเป็นที่หนึ่งของการประลองนี้ , เงินที่ได้มาต้องทำมันพัฒนาหอพักรวมของพวกข้า”
“เจ้าต้องการอันใดบ้างเหล่า..สำหรับการบำรุงหอพักนี้” ชายชรากบ่าวด้วยใบหน้าที่คิดหนัก คิ้วขมวดเข้าหากัน
“หอพักนั้นยังคงเป็นแบบหอรวมตามเดิม..เพราะข้าคิดว่า..บรรยากาศแบบนี้ทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่น , ผู้คนต่างกลมเกลียวรักใคร่กัน..แต่ข้าต้องการที่ฝึกวิชาสำหรับพวกข้า , คนที่พลังปราณอ่อนจะได้มีที่ฝึกวิชาและการดูแลเอาใจใส่ที่มากพอ , ทุกวันนี้พวกของข้าโดนกลั่นแกล้งเป็นประจำ..จะไปฝึกวิชาก็โดนกีดกันมิให้เข้าสนามฝึกวิชา” ซีว่างกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียด
ชายชราปราดเหงื่อเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง “แต่ท่าทำแบบที่เจ้าว่า...”
“งั้นข้าไม่เข้าร่วม” ก่อนที่เด็กหนุ่มจะหันหลังเตรียมพร้อมที่จะเดินจากไป
ชายชรารีบคว้าตัวชายหนุ่มไว้ “ตกลง ๆ ข้ายอมเจ้า”
“เป็นอันเข้าใจตรงกัน , อ้อข้าขอลานฝึกส่วนตัวตอนนี้ด้วย..ข้าจะได้สามารถฝึกได้เต็มที่” ซีว่างกล่าวด้วยรอยยิ้มแล้วพร้อมกับแบบมือออกมา ก
“อันนี่รับไป” ชายชราโยนป้ายทองให้ชายหนุ่ม “นี่เป็นห้องพักใหม่ของเจ้า..เจ้าสามารถฝึกวิชาในห้องนั้นได้ทุกเมื่อและข้าไม่บังคับให้เจ้าออกจากหอพักรวมที่เจ้าชอบ , ถือว่าข้าให้สิทธิพิเศษแก่เจ้า..แต่อย่ามากไปพ่อหนุ่ม” ชายชรากล่าวพร้อมกับตำหนิชายหนุ่มเล็กน้อย
“ถือว่าท่านเมตตาข้า..ข้าจะทำให้เต็มที่” ก่อนที่ซีว่างจะทำความเคารพชายแก่แล้วจากไปพร้อมกับจูจิน...เมื่อจากมาซีว่างและจูจิน รีบตรงไปห้องใหม่ของชายหนุ่ม ระหว่างทางจูจินจากที่มันดีใจอยู่แล้วเรื่องที่ซีว่างเป็นอันดับหนึ่งของสำนัก เมื่อมันได้รับฟังข้อเสนอของซีว่าง ที่ยื่นแก่เจ้าสำนัก ทำให้ชายอ้วนรู้สึกภูมิใจและดีใจยิ่งขึ้นไปอีก
“ข้าไม่รู้จะกล่าวกับเจ้าอย่างไรดี..” ชายอ้วนซึ้งใจต่อซีว่างนัก มันแสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจน
ก่อนหน้า..ซีว่างนั้นก็ยังออกหน้าแทนมันเรื่องที่มันโดนทำร้าย ในตอนนี้..มันยังออกหน้าต่อสหายร่วมหออีก จะมิให้มันมีความสุขได้อย่างไร
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าซีว่างนั้นมีความสามารถที่จะเข้าไปที่ห้องพักระดับทองอย่างสบาย ๆ แต่เหตุผลบางอย่าง ทำให้ชายหนุ่มมิได้จากไป ยังนอนที่เดิม ทำตัวเช่นเดิม เป็นคนที่มิถือตัว นั้นก็เป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้คนในหอพักรวมทั้งตัวมัน ไว้เนื้อเชื่อใจและคอยสนับสนุนซีว่าง
“ไม่ต้องกล่าวมากความหรอก , ที่ข้าทำเพราะข้าอยากที่จะทำและที่ข้าทำเช่นนั้นเพื่อที่จะมีแรงกระตุ้นในการฝึกและการประลอง , สำหรับข้า..บึงนั้นก็แค่ของแถมเท่านั้น” ก่อนที่ซีว่างจะตบไหล่ชายอ้วนเบา ๆ
“แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ถือว่ามีพระคุณต่อพวกเรามาก , ข้าขอสาบาน..ถ้าเจ้าหากเจ้าจะตาย..ข้าจะตายแทนเจ้า , หากเจ้าเดือดร้อนข้าก็จะเดือดร้อนไปพรัอมกับเจ้า , หากเจ้ามีความสุขข้าก็จักร่วมยินดีไปพร้อมกับเจ้า , เจ้าถือเป็นน้องชายของข้าคนนึง..จิ้นว่าง” ชายอ้วนกล่าวออกมาด้วยหน้าตาที่จริงจัง มันเน้นย้ำทุกประโยคอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อกล่าวจบชายอ้วนรีบเข้าไปกอดชายหนุ่ม
“เอ่อท่าน..ท่านคงมิใช่พวกแบบนั้นหรอก..ใช่หรือไม่ ?” ตอนนี้ซีว่างเริ่มรู้สึกกลัวชายที่กอดมันอยู่ขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับนำมือตนเองปิดก้นเอาไว้
“ตอนนี้สำหรับเจ้า..ข้าเป็นได้หมดล่ะ” ก่อนที่ชายอ้วนจะกอดชายหนุ่มด้วยท่าแบร์ฮัค มันกอดแรงจนซีว่างร้องออกมา " อั๊ก !! "
" เอ่อท่าน..พอแล้วล่ะท่าน , ไว้สิ่งที่ข้าทำมันเกิดผล..เราค่อยมาเลี้ยงฉลองกันคราหลังดีกว่า " ซีว่างกล่าวพร้อมกับผลักชายอ้วนออกห่างตนเอง ก่อนจะก้าวออกห่างมาเล็กน้อย
“ฮ่า ฮ่า , เจ้านี่ก็อายเป็นกับเขาด้วย” ตอนนี้ชายอ้วนอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ต่อให้มีคนเดินมาด่าบิดามารดามันตอนนี้ มันก็ไม่โกรธสักนิด
ตอนนี้กลุ่มชายหนุ่มก็เดินมาถึงห้องแล้ว ก่อนที่มันจะย่างกายเข้าไปในห้อง..ห้องนั้น
“เอาล่ะ..เจ้าฝึกเถอะ , ข้าจะคอยอยู่หน้าประตูห้อง..มิปล่อยให้ใครมารบกวนเจ้าในขณะฝึก” ชายอ้วนกล่าวออกมา ก่อนจะทุบอกตนเองดัง " ปั๊กปั๊ก !! "
“ท่านมิต้องลำบากปานนั้นหรอก” ซีว่างกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูลำบากใจ
“ไม่ ไม่... เจ้าทำเพื่อพวกเรา , ข้าก็ต้องตอบแทนเจ้าเป็นธรรมดา” ก่อนที่ชายอ้วนจะเดินออกจากห้องไป แล้วยืนอารักขาอยู่หน้าห้องเหมือนกับธหารที่กำลังเฝ้ายาม
“ตามใจท่านละกัน” ชายหนุ่มกล่าวแบบช่วยมิได้
หลังจากจูจินออกไป ซีว่างจึงเดินไปสนามฝึกของตน
คราวนี้ชายหนุ่มมิได้ฝึกวิชาปกติ ตอนนี้ซีว่างนั้นฝึกพลังปราณธาตุ
เนื่องด้วยตัวชายหนุ่มตอนนี้ตั้งแต่ต้น มันยังมิได้ฝึกพลังปราณธาตุเลย ที่ฝึกมีแต่วิชากับพลังปราณปกติทั่วไป
ในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์นั้นต่างมีพลังปราณธาตุทุกผู้ทุกคน ถ้าสามารถนำมาใช้ออกมาได้คล่องแคล่ว ต่อให้ระดับพลังเท่ากัน แต่แตกต่างกันที่ความชำนาญในการใช้ปราณธาตุ โอกาสมีชัยยอมสูงกว่าผู้ที่อ่อนด้อยเรื่องพลังธาตุ
ในโลกนี้นั้นไม่มีธาตุใดแข็งแกร่งกว่าธาตุใด เพียงแต่ใครใช้พลังบ่มเพาะและพลังปราณธาตุได้ชำนาญและคล่องแคล่วกว่า ย่อมเป็นผู้ชนะ
ในชาติภพก่อนของซีว่าง มันนั้นเป็นผู้มีพลังธาตุไม้ (น้ำ+ดิน) มันจึงวางแผนจะฝึกธาตุน้ำก่อน แล้วค่อยตามด้วยธาตุดิน
ธาตุน้ำนั้นจะมีพลังที่อ่อนช้อยไร้ตัวตน ผู้ใดใช้ได้คล่องแคล่ว จะทำให้เวลาต่อสู้นั้น จะทำให้จับทางได้ลำบากยิ่ง วิชาที่ปล่อยออกมาจะเหมือนกับสายน้ำที่นิ่งลึก พร้อมที่จะดูดผู้ที่ประมาทให้ตายอย่างมิอาจขัดขืน
ส่วนธาตุดิน จะบอกว่าตรงข้ามกับธาตุน้ำก็ว่าได้ มันจะเป็นพลังที่ตรงไปตรงมาแข็งแกร่ง สามารถนำมาใช้ป้องกัน หรือเสริมพลังได้อย่างดีเยี่ยม
ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่สามารถผนวกพลังธาตุทำให้สามารถใช้ธาตุไม้ได้ แต่ชายหนุ่มคิดว่าเป็นข้อดี เมื่อคนที่เกิดมามีธาตุไม้เป็นของตนเองถึงจะใช้พลังธาตุดินและน้ำได้ แต่จะไม่แข็งแกร่งเท่าคนที่มีธาตุน้ำอย่างเดียวหรือธาตุดินอย่างเดียว
ตอนนี้มันเป็นผู้ที่มีธาตุทองสามารถใช้ธาตุพื้นฐานทั้ง 4 ได้อย่างสมบูรณ์เพียงผู้เดียว แถมยังเป็นพลังธาตุที่บริสุทธิ์อย่างมาก ซึ่งทำให้มันได้เปรียบกว่าผู้อื่นมากมายนัก เพราะผู้อื่นก็มิอาจใช้พลังธาตุข่มมันได้
ซีว่างนั่งสมาธิหน่วงพลังปราณและพยายามดึงพลังแห่งธรรมชาติออกมาจากพลังปราณสีขาวตอนนี้ค่อย ๆ มีสีสันขึ้น ค่อย ๆ กลายเป็นสีฟ้า ค่อย ๆ เข็มขึ้นเรื่อย ๆ
ผ่านไป 2 วันตอนนี้ ซีว่างสามารถทำให้พลังปราณสีขาวกลายเป็นสีน้ำเงินอ่อนได้
เมื่อเห็นดังนั้นมันจึงลองใช้วิชา “จันทร์เสี้ยวผ่าดารา” ซัดพลังขึ้นไปบนท้องฟ้า คลื่นพลังสีฟ้าวิ่งไปตามทางที่ชายหนุ่มปล่อยออกมา ก่อนที่พลังจะหายไป กลับกลายเป็นละอองน้ำ ที่ตกลงมาอย่างกับวายุพิรุณ
‘ถ้าเป็นผู้อื่นต่อให้เป็นธาตุทองด้วยกัน..มันก็คงจะตกใจเป็นบ้าเป็นหลังแน่นอน , นี่ข้าใช้เวลาเพียงสองวัน..ก็สามารถทำได้ขนาดนี้’ ชายหนุ่มพอใจกับพรสวรรค์ของตนเองเป็นอย่างมาก
เนื่องด้วยมีประสบการณ์จากภพก่อน ตัวมันจึงสามารถฝึกพลังธาตุได้ไวกว่าผู้อื่นหลายเท่านัก
ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิและฝึกต่อจนเวลาผ่านไป 3 วัน 3 คืน
จากพลังสีน้ำเงินอ่อน ๆ กลายเป็นสีน้ำเงินเข็ม ตอนนี้ซีว่างสามารถปล่อยพลังธาตุของตนเป็นสายน้ำได้แล้ว และถ้าตั้งสมาธิดี ๆ มันจะสามารถแปลงน้ำให้เป็นน้ำแข็งได้ตามใจตน
ชายหนุ่มปลื้มปีติกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก
“จ๊อก..จ๊อกกกกก” เสียงท้องของชายหนุ่มร้องขึ้นมา มันจึงเดินเข้าไปภายในห้องของตนในทันที
เมื่อเดินเข้าไปในห้องพัก ก็มีอาหารวางไว้อยู่บนโต๊ะ ผู้ที่นำอาหารมาให้นั้นไม่ต้องคาดเดาว่าผู้ใด เป็นชายอ้วนผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูของชายหนุ่ม
ในทุกวันเมื่อถึงเวลาอาหาร จูจินจะเป็นคนนำอาหารมาให้ซีว่าง บางวันเฟิงอวิ๋นและจิ้นเฟิงก็จะมาร่วมทานอาหารเป็นเพื่อน หรือวันดีคือดี พี่น้องเยว่ก็จะมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย
“พี่จูจินข้าขอขอบคุณท่านสำหรับอาหาร..ท่านจะเข้ามาทานเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่?” ซีว่างกล่าวเรียกชายอ้วน
“น้องว่าง..เจ้าทานเลย , ข้าเรียบร้อยแล้ว” ชายอ้วนตอบกลับมา ก่อนที่จะกลับไปยืนประจำที่ของตนเอง
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ” ซีว่างซัดอาหารเข้าท้องตัวเองด้วยความไวอย่างมาก เพราะชายหนุ่มฝึกวิชามาตั้งแต่ช่วงเที่ยง แถมใช้พลังปราณไปมากมาย อาหารเหล่านั้นต่างติดเต็มหน้าตามตัวของมัน จนตอนนี้ซีว่าง ดูสกปรกอย่างกับหมู
เมื่อทานเสร็จมันก็มิได้ฝึกต่อ เดินทางกลับหอพักพร้อมกับ จูจิน เมื่อถึงห้องมันก็กลับขึ้นเตียงนอนหลับอย่างว่องไว
เช้าวันรุ่งขึ้นมันจึงรีบทานอาหารแล้วรีบกลับไปที่ห้องของตนเอง แล้วเริ่มฝึกวิชาธาตุดิน
เช่นเดิมจูจินยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องมิได้ไปไหน ตลอดเวลาอาหารเที่ยง และเย็น เป็นมันที่นำอาหารมาให้ชายหนุ่มถึงห้อง
กิจกรรมประจำวันจึงมิมีอะไรมาก ฝึก กิน นอน พอผ่านไปได้ 1 เดือน กับอีก 3 อาทิตย์
ตอนนี้ซีว่างสามารถใช้พลังได้ครบทั้ง 4 ธาตุพื้นฐานแล้ว ดิน น้ำ ลม ไฟ
ธาตุน้ำและธาตุดินนั้น ซีว่างสามารถฝึกสำเร็จได้อย่างว่องไว แต่ธาตุไฟและลมนั้น เป็นธาตุที่ชายหนุ่มมิเคยฝึกมาก่อน จึงใช้เวลานานกว่าหลายเท่าตัวกว่าจะสำเร็จได้
ธาตุไฟนั้นจะมีพลังแข็งกร้าว ถึงจะโอนอ่อนตามแรงลมและหายไป แต่พลังความร้อนของมันก็ยังคงอยู่ เป็นธาตุที่มีพลังทำลายสูงที่สุดในบรรดาธาตุทั้ง 8
ส่วนธาตุลมนั้นเป็นธาตุที่พลิ้วไหว ไปมาไร้ร่องรอยกำหนดทิศทางลำบาก จึงทำให้เป็นธาตุที่มีพลังโจมตีเบาสุด แต่ก็ป้องกันยากที่สุดเช่นกัน
นอกจากพลังธาตุที่พัฒนาขึ้นแล้วนั้น มันยังเลื่อนระดับจากจิตโลกาขั้น 2 เป็น จิตโลกาขั้นที่ 3 ได้ ตอนนี้มันสามารถต่อสู้กับ ผสานโลการะดับ 3 ได้อย่างสูสี แต่ถ้าใช้ตัดดาราช่วย มันสามารถล้มระดับผสานโลกาขั้นที่ 3 ได้อย่างไม่ยากเย็น และสามารถต่อสู้กับระดับผสานโลกา 4 ได้อย่างเท่าเทียม
เหลือเวลาอีก 1 อาทิตย์ก่อนวันประลอง มันจึงมิได้ฝึกวิชาต่อ มันถนอมร่างกายมันไว้สำหรับงานประลองมิได้หักโหม
“ท่านพี่..ท่านพี่..เข้าไปในตัวเมืองกัน , วันนี้มีจัดงานเดินขบวนเปิดสำหรับงานประลองประจำเมือง ต้องมีของอร่อย ๆ มากมายเป็นแน่” จิ้นเฟิงกล่าวชักชวนพี่ชายตนด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้จิ้นเฟิงพัฒนาจาก ระดับ 2 จิตโลกาเป็น ระดับ 3 แล้ว ถ้าเทียบกับซีว่าง มันอาจต่างชั้นกันมาก แต่ถ้าเทียบกับเด็กหนุ่มอายุ 16 ย่าง 17 คนอื่นที่มีพลังธรรมดาสามัญ จิ้นเฟิงถือเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง
“คราก่อนเจ้าก็ชักชวนข้าไปในตัวเมืองเพื่อดูละครเร่ , สุดท้ายก็หาเรื่องมาให้ข้า..ข้าควรจะไปกับเจ้าดีหรือไม่” ซีว่างรู้สึกไม่ดีเล็กน้อยกับการเข้าไปภายในเมืองครั้งนี้ เหมือนมีสังหรบางอย่างฉุดรั้งมันไว้
“ครั้งนั้นมิใช่ความผิดข้าเสียหน่อย..เป็นเพราะพี่อวิ๋นหน้าตาดีเกินไป , จึงนำปัญหามาให้ท่านได้ปวดหัว” จิ้นเฟิงรีบทักท้วงก่อนที่จะชี้นิ้วไปที่เฟิงอวิ๋น เพื่อบอกปัดความผิดให้พ้นตัวมันเอง
“พวกเจ้าสองพี่น้องนี่..ช่างชอบนำเรื่องเก่า ๆ มาพูดอยู่ร่ำไป” เฟิงอวิ๋นกล่าวประชดต่อสองพี่น้อง
เฟิงอวิ๋นก็เช่นกัน พัฒนาจากจิตโลกาขั้น 3 เป็นขั้น 4
“หาเจ้ามิอยากให้ผู้ใดเข้าใกล้ , ก็เลิกทำตัวเป็นสุภาพบุรุษเสีย..ตอบแบบถนอมน้ำใจพวกนางแบบนั้น , พวกหญิงเหล่านั้นมันจึงคิดว่าตนมีความหวังที่จะได้มีเจ้าไปร่วมเรียงเคียงหมอน” ซีว่างกล่าวเตือนต่อเฟิงอวินด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“หรือไม่พี่ก็หานางใดสักคนคบหาแบบเปิดเผย , เท่านั้นท่านก็จะมิมีสาวใดมาคอยทำให้กวนใจอีก” จิ้นเฟิงกล่าวเสริมพี่ชายตน
“มันมิกล้าหรอก..” ซีว่างพูดเป็นนัยพร้อมส่งสายตาให้สหายของตนแบบมีความหมายแอบแฝง
เมื่อเห็นสายตานั้นของซีว่าง หน้าของเฟิงอวิ๋นก็แดงขึ้นมาจนถึงใบหู
“พี่เฟิงท่านมิสบายหรอกหรือ ? , เหตุใดหน้าท่านแดงปรานคนจะเป็นไข้..” จิ้นเฟิงกล่าวถามเมื่อเห็นอาการของสหายของตน ที่ผิดแผกไปด้วยความเป็นห่วง
“มะ ไม่มีอะไร !! , เจ้าอยากไปเที่ยวชมงานใช่หรือไม่ ? , มาข้าไปกับเจ้าเอง” ก่อนที่เฟิงอวิ๋นจะกอดลากคอซีว่างไปกับมันด้วยในเชิงบังคับ...ในเมืองตอนนี้นั้น ประดับด้วยโคมไฟหลากหลายสีตามถนนหนทาง ตามข้างทางต่างมีของออกมาขายหลากหลาย ธงที่มีตราสัญลักษณ์ของแต่ละสำนัก ขนมของกิน ป้ายสลักต่าง ๆ วางเรียงรายจนดูรกตานัก
สามชายหนุ่มเดินเข้าไปดูที่หน้าร้านขายธง สำนักที่ขายดีที่สุด แน่นอนต้องเป็นผู้ชนะคราวก่อน ธงของสำนักวายุคำราม
แต่ความสำราญของพวกมันนั้น ก็คงอยู่ได้ไม่นาน..
“โฮะโฮ้..ดูสิ้.. , นั้นใช่ศิษย์ของสำนักภพจันทราใช่หรือไม่” แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง
เมื่อหันไปทางต้นเสียง ก็เห็นคนอยู่ 3 คน ที่ตรงหน้าอกเป็นรูปดวงไฟ พวกมันเป็นคนของสำนักเพลิงสวรรค์
“สำนักภพจันทรา ? , ที่มันได้อันดับต่ำสุด..เมื่อคราวก่อนใช่หรือไม่?” ครานี้เป็นเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง มันตัวสูงยาว จมูกแหลมยื่นออกมาเหมือนสุนัขจิ้งจอก มันมีพลังระดับจิตโลกาขั้น 4
“ข้าได้ข่าวว่า..สำนักมันมิเคยมีผู้ใดเคยผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย มา 50 กว่าปีแล้ว..ใช่หรือไม่” คราวนี้ผู้ที่กล่าวมาเป็นอีกคนหนึ่ง มันตัวเตี้ยยิ่งนัก สูงราว 1.5 เมตร ตัวมันป้อม ๆ เหมือนกับสุนัขแคะอย่างไรอย่างนั้น เช่นเดียวกันมันมีพลังอยู่ที่จิตโลกาขั้นที่ 4
“ใช้แล้ว..มิรู้ปีนี้มันยังจะกล้าส่งคนเข้าร่วมการแข่งขันอีกหรือไม่” คราวนี้เป็นเสียงของผู้ที่พูดคนแรกกล่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ตัวมันอ้วนตาตี่แกล้มยุ้ย มันผู้นี่พลังสูงที่สุด ผสานโลกาขั้นที่ 2
เมื่อมีคนมาหาเรื่อง เฟิงอวิ๋นจึงรีบชวนสหายของตนเดินหนี มันมิอยากที่จะมีเรื่องอีกครั้งจนซ้ำรอยเมื่อคราวก่อน
ดั่งคำที่เขาว่ากันว่า สุนัขเห่าอย่าเห่าตอบ สหายทั้ง 2 ก็เชื่อฟัง เดิมตามไปแต่โดยดี
“โอ้ว โอ้ว , รับไม่ได้จึงรีบเดินหนีไปหรอกหรือ ? , ไม่ไหวจริง ๆ เจ้าพวกกระจอก” เจ้าฟันเหยินเป็นผู้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยียวนอย่างมาก
จิ้นเฟิงกำมือแน่น แต่ก็มิได้กล่าววาจาใดสวนไป ได้แต่สบถด่าอยู่ในใจ
“คนสำนักมันก็อย่างนี้ล่ะหนา , แค่มาเพื่อเข้าร่วม , มิได้เหมือนคนสำนักเรา..ที่ลงแข่งเพื่อชัยชนะ” เจ้าเตี้ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียเย้ยหยัน
จิ้นเฟิงกัดฟันแน่นพร้อมกับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยโทษะ แต่ก็ยังมิได้หยุดเดิน มันพยายามอดกลั้นเอาไว้อย่างมาก
“โอ้ว..ข้าเห็นนะว่าเจ้ากำลังโกรธ , แต่เหตุใดถึงมิกล้ากลับมาปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง..หรือว่าเจ้ามิกล้า ?” เจ้าอ้วนกล่าวดูถูกเหยียดหยามออกมาพร้อมเสียงหัวเราะที่กวนประสาท
จิ้นว่างหยุดเดิน หันหลังแล้วเรียกอาวุธของตนเองออกมาเตรียมพุ่งใส่พวกมัน
แต่ยังมิได้ทันจะทำอะไร ก็มีผู้หนึ่งพุ่งเข้าไปก่อนแล้ว...