ตอนที่ 3 ตำราเ้าเป็ผู้เลือก อาวุธวิเศษจะเลือกเ้าเอง
หลี่เพ่ยเพ่ยเดินสำรวจรอบสวนสมุนไพรนับหมื่นต้นที่ปลูกเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ รวมทั้งต้นไม้และดอกไม้แยกกันเป็กลุ่ม ๆ เพื่อง่ายต่อการเก็บเกี่ย
“ท่านผู้าุโเกา สมุนไพรนับหมื่นต้นนี่ ทั้งหมดแตกต่างกัน และจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ที่ถูกต้อง จำแนกออกมาอย่างหลากหลายหมวดหมู่ ผู้น้อยไม่เพียงต้องจดจําพวกต้นและลักษณะของสมุนไพรให้ได้ ผู้น้อยยังจําเป็ต้องรู้ถึงลักษณะและคุณสมบัติของพวกต้นสมุนไพรพวกนี้ ว่าสามารถที่จะปลูกด้วยสภาพดินฟ้าอากาศอย่างไร และจะสามารถเก็บเกี่ยวพวกต้นสมุนไพรเหล่านี้ได้อย่างไร แถมยังต้องศึกษาวิธีเก็บรักษาสมุนไพรพวกนี้ด้วยวิธีที่ถูกต้องด้วย ใช่หรือไม่ท่านผู้าุโเกา และที่สำคัญผู้น้อยยังต้องจดจําให้ได้ว่า สมุนไพรชนิดไหนที่ไม่อาจนํามาผสมกันได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดพิษ และอัตราส่วนที่เหมาะสมเมื่อนําสมุนไพรมาปรุงโอสถใช่หรือไม่ท่านผู้าุโเกา” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามอย่างตั้งใจที่จะเรียนรู้เื่ราวใหม่ ๆ เข้าสู่สมองตน
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ผิด ๆ แต่เ้าไม่ต้องรีบไป ค่อยเป็ค่อยไป ศิษย์พี่หญิงจ้าวก็ชำนาญเื่สมุนไพรและการปรุงโอสถอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงแต่ต้นสมุนไพรทั้งหมด รวมทั้งใบ ลําต้น ราก น้ำยางของต้นไม้ และน้ำยางของต้นสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งหมดก็แตกต่างกัน สามารถผสมสมุนไพรเข้าด้วยกัน ก็จะทำให้ตอนที่นำไปใช้ปรุงยาโอสถจะได้โอสถออกมาหลากหลายรูปแบบโดยนับไม่ถ้วน แล้วแต่พร์ของเ้า ว่าจะผสมสมุนไพรและตัวยาออกมาได้ผลเป็เช่นไร บางอย่างก็เป็ยาพิษ บางอย่างก็เป็ยาแก้ หรืออาจจะเป็โอสถวิเศษ สามารถทำให้พลังลมปราณก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น” ท่านผู้าุโเกาชี้แนะอย่างละเอียดพลางใช้มือลูบเคราไปด้วย
“ขอบคุณท่านผู้าุโเกาที่ชี้แนะ ข้าน้อยจะจดจำให้ขึ้นใจ” หลี่เพ่ยเพ่ยผสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม
“อีกอย่าง ในเมื่อเ้าฝึกฝนก้าวข้ามสู่การรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่งแล้ว เ้าจงไปหอตำราเลือกวิชาพื้นฐานที่จะฝึกเถิด รวมถึงอาวุธประจำกายเ้าด้วย ตำราเ้าเป็ผู้เลือก อาวุธวิเศษจะเป็ผู้เลือกเ้าเอง” ท่านผู้าุโเกาเอ่ย
“ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยเสร็จก็เดินทางไปหอตำราที่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของสำนัก ระหว่างที่เดินมาตามทางก็เจอหญิงสาวชุดเหลือง เป็สีชุดประจำระดับลมปราณขั้นต้น 1-7 หลี่เพ่ยเพ่ยจึงรีบข้ามไปสอบถามทางไปหอตำรา
“ศิษย์น้อง คารวะศิษย์พี่... ศิษย์น้องขอสอบถามศิษย์พี่ หอตำราไปทางไหนหรือ” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเคารพนับถือ
“เ้าคือ....” หญิงสาวชุดเหลืองเอ่ยถาม
“ศิษย์น้องแซ่หลี่ มีนามว่าเพ่ยเพ่ย ศิษย์น้องเพิ่งมาอยู่ได้เดือนกว่า เลยไม่รู้เส้นทางของสำนักดีเท่าไหร่”
“เ้ามาเดือนกว่าแต่สามารถฝึกฝนสู่การรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง ไม่เลวเลย ไม่เลว ถือว่ามีพร์มาก ข้าแซ่หลิน มีนามว่าหลันหลัน”
“ศิษย์น้องหลี่คารวะศิษย์พี่หญิงหลินหลันหลัน”
“ไม่ต้องมากพิธี หอตำราอยู่ทาง้า เ้าเดินตามทางไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอ”
“ศิษย์น้องหลี่ ขอบคุณศิษย์พี่หญิงหลินที่ช่วยชี้ทาง” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางเดินตามทางที่ศิษย์พี่หลินหลันหลันชี้ทาง หลี่เพ่ยเพ่ยเดินมาถึงหอตำรา
หอตำราสูงสี่ชั้นดูใหญ่โตโอ่โถงมีสง่า หลี่เพ่ยเพ่ยก้าวเท้าขึ้นบันไดขั้นแรกก็ยังเป็ปกติแต่เมื่อเดินก้าวขึ้นไปสูงขึ้นเข้าไปก็จะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ขาก็เริ่มหนักขึ้น ๆ เหมือนร่างกายถูกฉุดรั้งเอาไว้ หลี่เพ่ยเพ่ยพยายามอย่างมากที่จะก้าวไปถึงประตู ก็พบผู้าุโชราใบหน้าที่ดูมีอายุ และผอมแห้ง ผมดกสีขาว ทำให้หลี่เพ่ยเพ่ยผสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ศิษย์แซ่หลี่ นามว่าเพ่ยเพ่ย ขอคารวะผู้าุโ” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพศรัทธา
“ในเมื่อเ้ามาถึงนี่แล้วก็เข้ามาเถิด” ท่านผู้าุโเอ่ยพลางวาดแขนทีนึง ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก
ร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ยหนักขึ้นเหมือนถูกหินผากดทับร่างกายไว้ พลังลมปราณภายในหอตำราต่อต้านนางไว้ไม่ให้นางเดินต่อไปได้ หลี่เพ่ยเพ่ยกลับรวบรวมลมปราณไว้ที่เท้าแล้วก้าวต่อไปอย่างบากบั่น ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ท่านผู้าุโที่ดูแลหอตำราก็ยกยิ้มขึ้นมา พร้อมพยักหน้าขึ้นลงด้วยความพอใจ
“ดี ดีมาก เ้ามีความอดทน บากบั่นเพียรพยายาม เ้าเข้าไปเลือกตำราเถิด จำไว้เ้าเลือกได้แค่ชั้นล่างเท่านั้น ส่วนอาวุธวิเศษเมื่อเ้าเข้าไปถึง มันจะมาหาเ้าเอง”
“ขอบคุณท่านผู้าุโ ศิษย์จะเข้าไปเดี๋ยวนี้” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในหอตำรา หลี่เพ่ยเพ่ยเลือกที่จะฝึกฝนวิชาความรู้เกี่ยวกับการปรุงยาโอสถ
“เ้าสามารถเลือกวิชาสายรองได้อีกวิชาหนึ่ง” ท่านผู้าุโเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหลี่เพ่ยเพ่ยสนใจแต่ตำราปรุงโอสถ
“ท่านผู้าุโ ข้าไม่รู้ว่าข้ามีพร์ด้านใด ไม่ทราบว่าท่านพอจะแนะนำศิษย์ได้หรือไม่”
“ฝึกวิชาหลักของสำนักเป็ยังไง เพลงกระบี่เมฆาคีรี เป็เพลงกระบี่ที่แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว การเคลื่อนไหวว่องไวจะได้เปรียบศัตรู เ้าลองเอาไปฝึกก็แล้วกัน เ้าน่าจะเหมาะกับเพลงกระบี่เมฆาคีรี”
“ข้าน้อย จะลองฝึกดู ขอบคุณผู้าุโที่ชี้แนะ”
“ข้าแซ่เซี่ย”
“ท่านผู้าุโเซี่ย ศิษย์ขอคารวะ” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างสำรวม
เมื่อหลี่เพ่ยเพ่ยได้ตำราทั้งสองเล่มแล้ว ทันใดนั้นกระบี่เทพเมฆาก็พุ่งออกมาจากสุสานกระบี่ภายในหอตำรา กระบี่เล่มนี้เดิมทีเป็กระบี่ของเ้าสำนักคนแรก คนในสำนักเรียกกระบี่เล่มนี้ว่ากระบี่บรรพชน เมื่อกระบี่พุ่งมาเบื้องหน้า หลี่เพ่ยเพ่ยก็รับกระบี่ไว้ ทันทีที่จับด้ามกระบี่ กระบี่ก็ประทับตราแสดงความเป็เ้าของที่ข้อมือของหลี่เพ่ยเพ่ย พร้อมเปลี่ยนรูปร่างจากกระบี่ยาวเป็วงแหวนสวมเข้าที่นิ้วชี้ขวาของหลี่เพ่ยเพ่ย
“วิเศษแท้ วิเศษจริง ๆ สำนักเมฆาคีรีได้ศิษย์เอกมาอีกคน” ท่านผู้าุโเซี่ยเอ่ยอย่างยินดี
“ท่านผู้าุโเซี่ย ข้าน้อยไม่เข้าใจ ข้าน้อยพึ่งฝึกได้แค่รวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง ข้าน้อยจะเป็ศิษย์เอกได้อย่างไร ท่านผู้าุโเซี่ยล้อข้าเล่นแล้ว” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสงี่ยมนุ่มนวล
“กระบี่ที่เลือกเ้าคือกระบี่เทพเมฆา เป็กระบี่ของเ้าสำนักเมฆาคีรีคนแรก คนในสำนักล้วนเรียกกระบี่เล่มนี้ว่ากระบี่บรรพชน.... หลายคนที่เลือกฝึกวิชาเพลงกระบี่เมฆาคีรี แต่ไม่มีผู้ใดที่ได้กระบี่เล่มนี้ แถมยังประทับตราแสดงความเป็เ้าของที่ข้อมือของเ้าอีกด้วย มีวาสนานับว่าเป็โชคชะตาโดยแท้” ท่านผู้าุโเอ่ยอย่างเบิกบาน พร้อมลุกขึ้นอย่างกระปรี้กระเปร่าเพื่อเดินมาส่งหลี่เพ่ยเพ่ยที่หน้าหอตำราด้วยตัวผู้าุโเอง
“ขอบคุณท่านผู้าุโเซี่ยที่ชี้แนะศิษย์ ขอให้ผู้าุโรักษาตัว ข้าน้อยขอลา” หลี่เพ่ยเพ่ยผสานมือคารวะพร้อมถือตำราทั้งสองเล่มเพื่อกลับไปยังสวนสมุนไพร
เมื่อหลี่เพ่ยเพ่ยเดินกลับถึงหน้าสวนสมุนไพร บุรุษใบหน้าหล่อเหลามีรูปร่างผอมสูง ไหล่กว้าง มือเรียวยาว แต่งกายชุดสีเขียว พอมีท่าทางสุขุมเยือกเย็น หลี่เพ่ยเพ่ยรู้ได้ทันทีว่าศิษย์พี่ชายท่านนี้อยู่ในขั้นลมปราณขั้นต้นระดับ 8 ขึ้นไป
“ศิษย์น้องแซ่หลี่ นามว่าเพ่ยเพ่ย ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ชายมีเื่ใดให้ข้ารับใช้หรือไม่” หลี่เพ่ยเพ่ยคารวะด้วยใบหน้าอ่อนโยน
“เ้าคือศิษย์น้องที่ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือพามาสินะ ข้าแซ่ิ นามว่าเวย มารอพบศิษย์พี่หญิงจ้าวอยู่” ทันทีที่ิเวยเอ่ยพลางมองสำรวจหลี่เพ่ยเพ่ยก็ใกับตราประทับของกระบี่บรรพชน ศิษย์พี่ิเวยมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในจิตใจอิจฉาริษยา แค่ผู้ฝึกตนรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง มีสิทธิ์อะไรจะมาของวิเศษ ิเวยคิดภายในใจ
“ศิษย์พี่รอสักครู่ ศิษย์น้องจะตามศิษย์พี่หญิงให้” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยก่อนจะเดินเข้าไปในสวนสมุนไพร
“ศิษย์พี่หญิงจ้าว ด้านหน้ามีศิษย์พี่ิเวยยืนรอท่านอยู่” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางเห็นศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือหน้าตางดงามดั่งเทพเซียน รูปร่างสูงสะโอดสะอง เส้นผมยาวพลิ้วไหวตามสายลมทําให้เกิดความรู้สึกอันน่าเลื่อมใสและหลงใหลยิ่ง
ศิษย์พี่หญิงจ้าวลืมตาขึ้นจากสมาธิ แล้วขมวดปมคิ้วรู้สึกเสียอารมณ์ ก่อนที่ศิษย์พี่หญิงจะหันมามองที่หลี่เพ่ยเพ่ย แล้วเห็นสัญลักษณ์ที่ข้อมือและแหวนที่นิ้วชี้ก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อยทำให้เกิดอารมณ์ดีขึ้นมา จึงคิดว่าศิษย์เอกรุ่น 9 ของสำนักเมฆาคีรีก่อเกิดแล้ว โดยที่หลี่เพ่ยเพ่ยมิทันเห็นสีหน้าและรอยยิ้มนั้น
“ข้ารู้แล้ว” ศิษย์พี่หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะก้าวเดินไปอย่างช้าๆ พลางเดินชมสวนสมุนไพรและมวลหมู่ดอกไม้ไปด้วย
หลี่เพ่ยเพ่ยทันทีที่กลับมาเก็บตำราก็เห็นว่าเป็เวลาเย็นแล้ว จึงเข้าครัวต้มน้ำสมุนไพร ตังกุย หงฮวา หวงฉี โสม หวงฉิน และสมุนไพรอื่น ๆ อีกมากมายเพื่อให้ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือได้แช่น้ำเพื่อให้ลมปราณหมุนเวียนดี ปรับสมดุลหยินหยาง และบำรุงเืลม หลี่เพ่ยเพ่ยเห็นศิษย์พี่หญิงฝึกหนักมาทั้งวัน จึงอยากปรนนิบัติดูแลนาง เพราะนางเหมือนให้ชีวิตใหม่ให้กับหลี่เพ่ยเพ่ย
เมื่อศิษย์พี่หญิงเดินกลับมา หลี่เพ่ยเพ่ยจึงขอนางนำน้ำต้มสมุนไพรไปเทให้ที่อ่างพร้อมตักน้ำใส่อ่างผสมให้ความร้อนของน้ำสมดุลและพอดีกับสมุนไพร
“ศิษย์พี่หญิง เชิญท่านแช่น้ำสมุนไพรเถิด ศิษย์น้องได้เตรียมน้ำสมุนไพรไว้เรียบร้อยแล้ว” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างเอาใจใส่
“วันหลังเ้าไม่ต้องลำบาก” ศิษย์พี่หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะเดินไปที่หลังขอบฉากทำด้วยไม้ ตัวฉากบุด้วยกระดาษ เขียนเป็ภาพดอกไม้และทิวทัศน์
“ศิษย์น้องยินดี ขอศิษย์พี่หญิงจ้าวอย่าได้เกรงใจ บุญคุณที่ศิษย์พี่มอบให้ยิ่งใหญ่เหลือคณานับ ศิษย์พี่หญิงมอบชีวิตใหม่ให้แก่ศิษย์น้อง ศิษย์น้องยินดีติดตามศิษย์พี่หญิงจ้าวไปทุกหนแห่ง” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างซาบซึ้งตรึงใจ
“งั้นเ้าช่วยข้าขัดหลังแล้วกัน” ศิษย์พี่หญิงจ้าวเอ่ย พลางถอดชุดสีน้ำเงินที่ตนใส่ออกจนร่างกายเปลือยเปล่า ก่อนจะลงแช่ในอ่างน้ำด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับกันหลี่เพ่ยเพ่ยกลับหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย พร้อมทั้งพยายามควบคุมความตื่นเต้นและหัวใจที่เต้นแรง ที่ได้เห็นผิวละเอียดเนียนราวกับหิมะ
“......” หลี่เพ่ยเพ่ยยืนนิ่งแข็งทื่อไม่กล้าหันไปมองศิษย์พี่หญิงจ้าว
“ถ้าเ้าไม่สะดวก เ้าก็ออกไปเถิด อีกอย่างครั้งหน้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิง หรือไม่ก็ศิษย์พี่ลู่ซือก็พอ ข้ารำคาญนักกว่าเ้าจะเอ่ยนามข้าจบ” ศิษย์พี่หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ศิษย์พี่หญิง ศิษย์น้องจะช่วยท่านถูหลัง” ทันทีที่เอ่ยจบหลี่เพ่ยเพ่ยก็หยิบผ้าที่พาดอยู่ที่ขอบอ่างแล้วนำมาถูหลังให้ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือด้วยความขัดเขินและประดักประเดิด
“ข้ายินดีกับเ้าด้วยศิษย์น้อง ที่กระบี่บรรพชนเลือกเ้าให้เป็เ้าของ กว่าแปดร้อยปีแล้วที่กระบี่เล่มนี้ไม่ได้ออกมาจากสุสานกระบี่ ท่านเ้าสำนักเคยเล่าว่า เ้าสำนักคนแรกชื่อท่านหลี่อี้ ใช้กระบี่เทพเมฆาและวิชาเพลงกระบี่เมฆาคีรีนี้ สร้างชื่อเสียงให้สำนักจนยิ่งใหญ่และไม่มีใครกล้าต่อกร พวกเราในสำนักนี้จึงอยู่กันอย่างสงบสุขมาโดยตลอด” ศิษย์พี่หญิงจ้าวเล่าประวัติกระบี่เทพเมฆาให้หลี่เพ่ยเพ่ยฟัง นับเป็การพูดจาที่ยาวที่สุดั้แ่หลี่เพ่ยเพ่ยมาอยู่ในสำนักเมฆาคีรี
“ศิษย์พี่หญิง ทำไมเ้าสำนักล้วนแล้วแต่แซ่หลี่” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามด้วยความงุนงงสงสัย
“เพราะสำนักเมฆาคีรีเป็ของตระกูลหลี่ เ้าก็แซ่หลี่ ถึงไม่ใช่สายเืแท้แต่ก็สามารถขึ้นเป็เ้าสำนักได้ ถ้าเ้ามีความสามารถและพร์เพียงพอ” ศิษย์พี่หญิงเอ่ย นางจ้องมองไปยังหลี่เพ่ยเพ่ยและเผลอลืมปิดบังตัวเองด้วยสีหน้าที่เ็า แถมยังยกยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ
หลี่เพ่ยเพ่ยเห็นรอยยิ้มและสีหน้าที่ผ่อนคลาย ใบหน้าที่ผ่อนคลายของศิษย์พี่หญิงช่างเต็มไปด้วยความงดงาม ช่างแตกต่างเป็อย่างมากกับศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือในคราวแรกที่หลี่เพ่ยเพ่ยพบเจอนาง ความเ็าของนาง เป็สิ่งที่ยากจะเข้าถึงนางได้
“ศิษย์น้องเพิ่งจะอายุ 16 ห่างไกลจากคำว่าเซียน ศิษย์พี่หญิงท่านล้อข้าเล่นแล้ว” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างไร้ความทะเยอทะยาน
“เอาเถิด อนาคตชะตาฟ้ากำหนด จะลิขิตขีดเขียนชีวิตของเ้าให้เป็เช่นไรขึ้นอยู่กับ์แล้ว”ศิษย์พี่หญิงเอ่ยพลางลุกขึ้นจากอ่างโดยไม่บอกไม่กล่าว ร่างกายที่เปลือยเปล่าของศิษย์พี่หญิง ทำให้หัวใจของหลี่เพ่ยเพ่ยรู้สึกตื่นเต้น จนได้ยินเสียงหัวใจดังตึก ๆ เหมือนตำข้าว ก่อนที่หลี่เพ่ยเพ่ยจะรีบหันใบหน้าที่แดงก่ำหนี พร้อมเอ่ยลาศิษย์พี่หญิงด้วยความวาบหวามใจ