นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๑ ผู้อาศัยในตรอกผีสิง (3)

            ห้าวซือเดินนำเสวี่ยเฟิ่งให้เข้ามาซ่อนในห้องนอนใหญ่ 

            มุมหนึ่งหลังเตียงที่เจินชิ่วอีนอนอยู่น่าจะพอซ่อนตัวได้ พร้อมทิ้งอาอิงไว้ข้างในนี้ด้วยก่อนจะเดินออกไปรับหน้าทหารข้างนอก

            แม้การกระทำที่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาในห้องที่มีภรรยาใกล้คลอดนอนอยู่จะไม่เหมาะไม่ควรก็ตามแต่เพราะเห็นว่าเขารู้สึกคุ้นหน้าเจ้าหนุ่มคนนี้ อีกทั้งหลินหลานหรูยังมีวิชาความรู้เรื่องยามีนางอยู่ภรรยาเขาย่อมปลอดภัย

            "คุณหนูหลิน ข้ายังทนไหว..."เจินชิ่วอีมีความอดทนสูงมาก แม้เสียงเอ่ยจะขาดหายนิ่วหน้าเพราะความเจ็บที่หิ้วมาเป็นระลอก กระนั้นก็ยังส่งยิ้มให้หลินหลานหรู"...เจ้า เจ้ารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะในหีบข้างเตียงมีเสื้อผ้าของข้าอยู่"

            หลินหลานหรูมองหีบผ้าและมุมที่เสวี่ยเฟิ่งหลบอยู่เด็กสาวพลันหน้าหงิกลงเล็กน้อย ก่อนถลึงตามองค้อนเสวี่ยเฟิ่งบอกเป็นเชิงว่า 'หันหลังไป ข้าจะเปลี่ยนอาภรณ์' แต่กลับได้เห็นรอยยิ้มทะเล้นจากเขากลับมาแทนนางจึงอึ้งไปชั่วขณะ ก้มหน้าหลบสายตา ไม่หันไปมองเขาอีก

            แว่วเสียงจากด้านนอกดังเข้ามา"...ด้านในมีเพียงหมอชาวบ้านและภรรยาของข้าที่กำลังจะคลอด"

            หลินหลานหรูเปลี่ยนเพียงเสื้อตัวนอกชุดของเจินชิ่วอีตัวใหญ่เกินไป และสีหวานแหววมากดังนั้นจึงเหลือเพียงรองเท้าที่สะดุดตา

            เสวี่ยเฟิ่งมองเห็นรองเท้าของนางอยู่ก่อนแล้วจึงโยนผ้าห่มผืนหนึ่งมาคลุมเท้าให้นาง

            ด้านนอกนายกองซ้ายดื้อด้านไม่ยอมฟังเหลือบเห็นอ่างน้ำพร้อมผ้าเปื้อนเลือดวางอยู่บนพื้นก็เกิดความสงสัยขึ้นมา"ผู้ใดก็อ้างเช่นนี้ได้ทั้งนั้น"

            "ข้าไม่ให้เข้า!"ห้าวซือกดเสียงต่ำขวางทางไว้ถึงที่สุด

            แม้ด้านในจะมีเสียงสตรีร้องเจ็บดังให้ได้ยินทว่านายกองซ้ายก็ยังสั่งให้ทหารจับตัวห้าวซือออกไป"พวกเจ้าสองคนจับตัวไว้"

            นายกองซ้ายมีท่าทางขึงขังหากแต่เท้าขยับเข้าไปได้เพียงสามเก้าก็ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องไห้สีหน้าห้าวซือถึงกับผ่อนคลายขึ้นมา

            "คลอดแล้วๆ เป็นลูกสาวตัวจ้ำม่ำทีเดียว"

            "จริงหรือ ท่านยายนี่ก็คือน้องสาวข้าหรือ"

            "อาอิง มาอุ้มน้องเจ้าสิ"

            เสียงเด็กชายเด็กสาวและหญิงชราด้านในดังสอดรับกัน

            นายกองซ้ายชะงักฝีเท้าแล้วเดิมทีเขาอยากถอยกลับตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงสตรีร้องเจ็บแล้วแต่แววตาจ้าวมู่อวิ๋นที่อยู่บนลานเล็กหน้าเรือนมองมาดุจคมมีดเขาจึงต้องทำหน้าหนาให้ได้สามชุ่น ก่อนสั่งนายทหารที่อายุมากหน่อยเข้าไปดู

            นายทหารเลิกผ้าม่านขึ้นเล็กน้อยเห็นหญิงชราซึ่งมองกลับมา จากนั้นอีกฝ่ายก็สาดคำก่นด่าใส่หน้าชุดใหญ่"...ห้องนี่เป็นที่ที่บุรุษหยาบกระด้างอย่างพวกเจ้าสมควรเข้ามาได้รึช่างไม่ให้เกียรติมารดาพวกเจ้านัก..."

            นายทหารพลันหน้าชามองหญิงสาวบนเตียงและแม่นางน้อยในห้อง ยังมีเด็กน้อยอายุราวสี่ขวบจากนั้นก็รีบร้อนเดินกลับไปรายงาน

            หญิงชรายังตามออกไปต่อว่าถึงด้านนอกในอ้อมแขนก็อุ้มเด็กทารกออกไปด้วย

            ใบหน้าจ้าวมู่อวิ๋นเคร่งขรึมอยู่บ้างหากเรื่องแพร่ออกไปว่าเขาใช้อำนาจบีบบังคับสตรีเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ผลดี"ในเมื่อตรวจดูเสร็จแล้ว ก็ไปที่อื่นต่อ"พูดจบจ้าวมู่อวิ๋นก็หมุนตัวเดินออกไปจากลานเรือน

            นายกองซ้ายถอนหายใจอย่างโล่งอกประสานมือกล่าวขอโทษหญิงชราก่อนจากไป "ผู้น้อยขอตัว"

            ห้าวซือแทบอยากยกเท้าส่งก่อนหันมาขอบคุณหญิงชรา "ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ช่วยให้ภรรยาของข้าไม่เสียเกียรติไปมากกว่านี้"

            "อาห้าวใช่ว่าข้ากับเจ้าเป็นคนอื่นคนไกล ครั้งนั้นที่ข้าพลั้งมือฆ่ายายแก่แม่ของนายอำเภอหวง ก็เป็นเจ้าที่ช่วยข้าและหลานชายหลบหนีมาอยู่ที่นี่ทุกวันนี้มีชีวิตสุขสงบได้ ไยต้องหาเรื่องใส่ตัว"

            หลินหลานหรูเดินออกมาถึงหน้าประตูเพิ่งเลิกม่านมองออกไปตรงลานเรือนก็ได้ยินที่หญิงชราพูด

            อีกฝ่ายเห็นหลินหลานหรูยืนอยู่ตรงนั้นยังเอ่ยอีกว่า "แม่หนู ผู้ที่อาศัยในตรอกผีสิงแห่งนี้กว่าครึ่งเป็นครอบครัวผู้กระทำผิดมาทั้งนั้น มีทั้งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกใส่ร้าย หรือจงใจฆ่าเพราะอารมณ์ชั่ววูบก็มีส่วนใหญ่แล้วคนที่นี่อยู่กันอย่างสันติหากจะทะเลาะต่อยตีย่อมมีสถานที่ให้พวกเขาระบายเมื่อครู่เจ้าไม่ต้องสงสัยหรอกว่าเหตุใดข้าถึงช่วยพวกเจ้า"

            'สถานที่ให้พวกเขาระบาย?' หลินหลานหรูยิ้มบาง ...สถานที่นั้นคือ'สวรรค์ของนักโทษ' ที่ผู้คนกล่าวถึงหรือว่ากันว่าในตรอกผีสิงแห่งนี้มีแต่คนในเท่านั้นที่รู้ว่าอีกสถานที่มีทางเข้าอยู่ที่ใด

            ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เสวี่ยเฟิ่งออกมายืนซ้อนด้านหลังหลินหลานหรูหากมองไม่ผิด เหมือนหลินหลานหรูจะเห็นประกายบางอย่างในดวงตาเขา

            เขาเองก็สนใจสถานที่แห่งนั้นหรือเพื่ออะไร

             

            เจินชิ่วอีเสียเลือดมากอย่างที่คิด 

            ตั้งแต่มาเกิดใหม่ที่หลินหลานหรูถนัดที่สุดคือวิชาพิษและวิธีถอน รองลงมาก็เกี่ยวกับยาจะปรุงยารักษาคนหรือปรุงพิษคร่าชีวิตก็ทำได้ทั้งนั้น ส่วนฝังเข็มก็เคยลองมาบ้างส่วนใหญ่แล้วขี้เกียจรักษาคน ประสบการณ์จึงมีน้อย

            กระนั้นอาการของเจินชิ่วอีก็ไม่เกินกำลังของนางแต่อย่างใดเพียงให้เจินชิ่วอีดื่มยาไม่กี่เทียบก็ห้ามเลือดได้แล้วจากนี้ก็เหลือแค่บำรุงร่างกายให้นางฟื้นตัว แต่คงจะกลับมาแข็งแรงในเร็วๆ วันไม่ได้

            เนื่องจากสุขภาพของเจินชิ่วอีไม่ดีมาตั้งแต่ต้นมิหนำซ้ำยังปล่อยให้เรื้อรังมาเป็นเวลานาน โรคของสตรีมีครรภ์เดิมทีก็อันตรายอยู่แล้วโชคดีที่เด็กแข็งแรง ตัวขาวอวบอ้วนน่าหยิกอย่างมาก

            "ข้าได้ยินว่าก่อนหน้านั้นสามีท่านเตรียมยาสมุนไพรบำรุงเลือดไว้มากมายพอจะแบ่งให้ข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่"หลินหลานหรูเอ่ยถามขณะที่เจินชิ่วอีกำลังนอนให้นมบุตรในช่วงเย็น"ข้าจะได้ต้มให้ท่านสักหม้อด้วย"

            "เจ้าจะต้มยาให้ 'สามี' เจ้าหรือ"เจินชิ่วอีไม่มั่นใจนัก ได้ยินที่สามีของนางพูดเมื่อเช้าจึงคิดหยอกล้อหลินหลานหรูเล่น ไม่คิดว่าหลินหลานหรูจะนิ่งเงียบอีกทั้งสีหน้ายังเย็นชาอย่างที่สุด นางจึงรู้ตัวว่าไม่ควรเอ่ยถึง

            เจินชิ่วอีเปลี่ยนมากวาดตามองสำรวจหลินหลานหรูแทนยามนี้อีกฝ่ายสวมชุดหญิงสาวสีชมพูสลับขาว ดูงดงามอ่อนเยาว์น่าทะนุถนอมราวกับปทุมหยกผลิบานในต้นฤดูร้อน ดวงตาคมลึกน่าหลงใหลทั้งตัวยังแฝงกลิ่นอายเย่อหยิ่งเย็นชาแต่สง่างาม

            ทว่าเมื่อเคลื่อนสายตามามองรอยแผลเป็นเหี่ยวย่นนั้นดีๆในใจเจินชิ่วอีพลันรู้สึกปวดแปลบที่แท้แล้วหลายปีมานี้เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูน้อยสูงศักดิ์ที่ไม่เคยพบเจอเรื่องลำบากมาตั้งแต่เกิดกันแน่

            นัยน์ตาสุกใสของเจินชิ่วอีนิ่งค้างอยู่ที่รอยแผลเป็นของหลินหลานหรู"เจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น"

            หลินหลานหรูเมินเจินชิ่วอีอยู่บ้างแต่ก็ยอมเล่าออกมาอย่างอ้อมๆ "ชีวิตพลิกผันผ่านความเป็นตาย..."นางเล่าเพียงบางส่วนให้เจินชิ่วอีฟัง แม้จะเป็นคนเคยรู้จักกันในอดีตทว่าไม่ได้สนิทสนมอะไรมาก อีกทั้งนางยังไม่คิดที่จะสร้างความสนิทสนมกับใครด้วย

            ตัวตนของนักฆ่าไม่ควรมีจุดอ่อนแค่เสวี่ยเฟิ่งคนเดียวก็พอแล้ว นางไม่อยากหาเรื่องปวดหัวเพิ่มที่ควรเล่าก็เล่าไปแล้ว ดังนั้นเจินชิ่วอีจึงมีสีหน้าเห็นใจอย่างหนัก"ช่างน่าสงสารนัก คุณหนูหลิน ชีวิตของเจ้าลำบากกว่าข้าเสียอีก"

            "พี่ชิ่วอีเรียกข้าว่าเสี่ยวหลันเถิดตอนนี้ข้าไม่ใช่คุณหนูหลินแล้ว ...ว่าแต่ท่าน เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่"

            เรื่องของเจินชิ่วอีกับชายหน้าไฝหรือห้าวซือต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่หลินหลานหรูส่งพวกเขาขึ้นเรือชีวิตหลายเดือนต่อจากนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น แต่เพียงไม่นานก็ถูกนายจ้างกดขี่เจินชิ่วอีเป็นหญิงงาม ห้าวซือจึงต้องออกหน้าปกป้องภรรยา นานวันเข้าจึงสร้างศัตรูไว้มากมายเมื่อเกิดปัญหาจึงถูกนายจ้างผลักเป็นแพะรับบาป

            ด้วยความที่ภรรยากำลังตั้งท้องห้าวอิงหรืออาอิงเด็กชายสี่ขวบตัวน้อยผู้นั้น ห้าวซือจึงไม่ยอมรับโทษที่ตนไม่ได้ก่อพาภรรยาหลบหนีมาเรื่อยๆ จนนางคลอดบุตรคนแรกด้วยความยากลำบากจากนั้นก็ย้ายที่อยู่มายังแถบชายแดน จนกระทั่งปักหลักในเมืองเป่ยชางในสองปีนี้...

            มื้อเย็นหลินหลานหรูเตรียมอาหารง่ายๆ จัดขึ้นโต๊ะ หลักๆ มีผลไม้ ผักและเนื้อนางไม่ค่อยชอบรสอาหารทางเหนือ จึงทำอาหารแบบทางใต้ไว้สองสามอย่างโชคดีที่ในครัวมีปลาอยู่สองตัว

            เสวี่ยเฟิ่งเห็นแล้วก็อดจะกลืนน้ำลายด้วยความรู้สึกหิวไม่ได้แต่สองพ่อลูกที่นั่งฝั่งตรงข้ามเห็นแล้วกลับเหงื่อตก

            "ปลาสองตัวนี้ข้าตั้งใจใช้มันทำอาหารสำหรับกินสองวัน"สีหน้าห้าวซือไม่สู้ดีนัก

            "ท่านพ่อนั่นใช่เสี่ยวอ้าวของท่านหรือไม่" เด็กน้อยชี้ไปที่น้ำแกงไก่ตุ๋นสมุนไพรจีนและเมนูไก่อบ ย่าง ทอดอีกอย่างละน้อย

            หลินหลานหรูมีสีหน้าเฉยชาเย็นชาจนอาหารทั้งโต๊ะไร้รส ทว่านางไม่ได้เอ่ยแก้ต่างอะไรให้มากความเพียงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "ข้าหิว"

            เสวี่ยเฟิ่งอมยิ้มคีบเนื้อปลาวางลงบนชามข้าวสวยร้อนๆ ให้หลินหลานหรู

            หลินหลานหรูรับเอาไว้โดยไม่เผยอารมณ์ใดอีกเช่นเคยนางยังไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เย็นเมื่อวาน ครบรอบหนึ่งวันพอดีดังนั้นเย็นนี้จึงต้องจัดหนักสักหน่อย

            "คุณหนูเจ้ากับสามีจะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน ข้าจะได้คำนวณเรื่องค่าอาหารถูกก่อนไปจะได้ให้เขาจ่ายทีเดียว"

            "เจ้า!"เดิมทีคิดว่าหลินหลานหรูจะนิ่งขรึมได้นานกว่านี้เสียอีก เสวี่ยเฟิ่งเห็นยังอึ้งมองนางเก็บสีหน้าแล้วกล่าวต่ออย่างเคร่งขรึม"ข้ากินไก่เจ้าไปตัวเดียวนับเป็นอะไรส่วนปลาสองตัวนั้นก็ถือเป็นค่าทำคลอดให้ภรรยาเจ้า"

            "แล้วยาบำรุงเลือดที่เจ้าแอบเอาไปจากครัวข้าต้มให้สามีเจ้าเล่า ...สามตำลึงจ่ายมา"

            "เจ้า!" หลินหลานหรูเสียกิริยาอีกแล้วทว่าครานี้ยากจะเก็บสีหน้า จะอย่างไรเรื่องเงินๆ ทองๆก็เหมือนจะกระตุ้นอารมณ์ของนางได้ง่ายนัก

            นางถึงกับทุบโต๊ะ"...สามตำลึงไม่มากไปหรือ" จำได้ว่ายาเพียงไม่กี่จิน[1] สามปีนี้อัตราของเงินอย่างไรหากเปลี่ยนก็มากไม่ถึงหนึ่งตำลึง เขาคิดจะเหมารวมค่าไก่ตัวนี้ด้วยเป็นแน่

            "พี่ชายค่าใช้จ่ายทั้งหมดข้าจะใช้คืนท่านเอง รวมทั้งไก่ตัวนี้ด้วย"เสวี่ยเฟิ่งหาทางลงให้ทั้งสองฝ่ายหลินหลานหรูจึงสะบัดมือเสวี่ยเฟิ่งที่วางบนแขนนางออกอย่างหงุดหงิด

            ลึกๆแล้วนางอับอายที่เมื่อก่อนยืนข่มชายหน้าไฝอย่างผู้มีอำนาจ เวลานี้ตกอับกระทั่งเงินสามตำลึงยังเถียงสู้แม้แต่ข้าวยังอาศัยเขากิน

            "คุณหนู ข้ารู้ว่าเจ้ายอมรับไม่ได้ตอนอยู่หนานจิงเจ้าอวดเบ่งเพียงใด ทุกครั้งที่ข้าส่องกระจกก็เห็นแต่รอยแผลเป็นนี้หึๆ วันนี้เห็นเจ้ามีรอยแผลเป็นน่าเกลียดยิ่งกว่าข้า นับว่าฟ้ามีตากรรมตามสนองเจ้าแล้ว"

            "เจ้า!"หลินหลานหรูลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ใช้ตะเกียบชี้หน้าคน

            เสวี่ยเฟิ่งรีบดึงหลินหลานหรูให้นั่งลงแล้วปลอมนางให้ใจเย็น

            เดิมทีทั้งหน้าหลินหลานหรูนอกจากเย็นชาที่ไม่น่าหาเรื่องด้วยแล้วยามนางโมโหทั้งตัวยังแผ่รังสีอันตรายจนคนเห็นตกใจ

            ห้าวซือลูบแผ่นหลังบุตรชายเบาๆ"เจ้ากำลังทำให้ลูกข้ากลัว"

            อาอิงหลบอยู่ใต้วงแขนของบิดาพลางเหลือบมองแววตาดุร้ายของพี่สามคนงาม ในใจนึกกลัวแต่ก็อดเชื่อชมพี่สาวคนนี้ไม่ได้ แข็งแกร่ง! เหี้ยมโหด! สักวันโตขึ้นเขาจะเป็นจอมยุทธ์ ฝึกวิชากระบี่ปกป้องบิดามารดา

            "ท่านก็เคยอยู่ที่เมืองหนานจิง?" ด้วยคำพูดของห้าวซือที่เอ่ยถึงเมืองหนานจิงเสวี่ยเฟิ่งจึงรู้สึกข้องใจเหตุใดหลินหลานหรูที่น่าจะเป็นคุณหนูถึงรู้จักชายผู้นี้ได้กับเจินชิ่วอีก็แล้วไปเถอะ แต่กับห้าวซือ มองอย่างไรก็อันธพาลถนนใหญ่

            ทว่าประโยคนี้กลับทำให้หลินหลานหรูชะงักขณะที่ห้าวซือพยักพเยิดหน้ามาที่นาง ก่อนกล่าวเสียงเบาแต่จงใจให้คนอื่นได้ยิน"เขาจำไม่ได้หรือ"

            ห้าวซือสงสัยมาสักพักแล้วเช่นกันเมื่อเช้าเห็นหน้าไม่ชัด ไม่ทันได้มองหน้าดีๆ เพียงรู้สึกคุ้นๆทหารก็มาตรวจค้นเสียก่อนตอนที่หาชุดให้เสวี่ยเฟิ่งเปลี่ยนจึงจำเจ้าเด็กแสบที่เคยทลายบ่อนพนันของเขาในหลายปีก่อนนั้นได้

            "จำเรื่องอะไร"

            สีหน้าหลินหลานหรูพลันเคร่งขรึมเย็นชาจนทั้งโต๊ะเริ่มรู้สึกเย็นยะเยือกอีกครา มือนางยังจับตะเกียบแต่ไม่ยอมกินต่อนิ่งได้ครู่ใหญ่นางก็ลุกออกจากโต๊ะ

            ที่สุดแล้วก็เหมือนว่านางจะวางเรื่องแค้นเคืองในอดีตลงไม่ได้เดินออกไปได้สามก้าวก็หยุดฝีเท้า พูดโดยไม่หันมองว่า "อีกเดียวข้าจะกลับมาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ท่าน"

            จากนั้นหลินหลานหรูก็เดินหายเข้าไปในห้องนอนใหญ่ของเจินชิ่วอี

            ลับหลังหลินหลานหรูไปแล้วแววตาเสวี่ยเฟิ่งเข้มขึ้นดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะทำให้นางยอมรับในตัวเขาได้ความแค้นเคืองในใจนางมีมากออกปานนั้น

             

            ห้าวซือเตรียมห้องที่เพิ่งต่อเติมขยายพื้นที่ใหม่นี้ให้เสวี่ยเฟิ่งนอน 

            ห้องอยู่ทางมุมตะวันตกของเรือนห่างจากห้องใหญ่ของเจินชิ่วอีมากทีเดียว

            เขาเลือกที่นั่งตรงมุมข้างประตูพลางเล่าไปว่า "...นางก็คือคุณหนูเล็กสกุลหลิน ชื่อหลินหลานหรู ตอนนั้นเจ้านางและพี่ชายของนางเคยเผาบ่อนพนันของข้ากระทั่งถูกนางใช้มีดอาบยาพิษทรมานข้าด้วยการกรีดหน้าเจ้าดูความวิปริตของนาง..." เขาชี้ให้เสวี่ยเฟิ่งเห็นรอยแผลเป็นมากมายบนหน้าซึ่งตอนนี้จืดจางจนแทบมองไม่เห็น

            ยามนั้นนับว่าความโหดเหี้ยมของนางมีเค้าลางตั้งแต่วัยเด็กไม่แปลกที่บุตรชายของเขาจะเล่าให้ฟังว่านางฆ่าคนกลางถนนเมื่อเช้า

            เสวี่ยเฟิ่งนิ่งฟังห้าวซือระบายความคับแค้นในใจเงียบๆพลางก้มมองพิจารณามีดสั้นเงินยวงเล่มนี้ของหลินหลานหรู เหมือนว่าจะเป็นมีดคู่แต่อยู่กับตัวนางเพียงเล่มเดียว แล้วอีกเล่มอยู่ที่ใด ตอนนี้นางยังเย็นชากับเขาจึงบอกไม่ได้ว่าในใจนางมีเขาอยู่ทั้งหมด

            "...รอยแผลเป็นนี้เมื่อก่อนใหญ่ยิ่งกว่านี้อีกแต่หลายปีมานี้ได้ยาที่นางทิ้งไว้ให้ รอยจึงเจือจางลงไปมากข้าจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังใบหน้าไว้อีก ผ่านมาหลายปี ข้าก็เห็นอะไรมามากจึงไม่คิดโกรธแค้นนาง จนพลอยทำให้ชีวิตไม่มีความสุข เจ้าก็ให้เวลานางสักหน่อย สักวันนางคงปล่อยวางได้เอง"

            "นั่นอาจเป็นเรื่องในอีกสี่สิบปีหรือหกสิบปีข้างหน้า ห้าวซือ เจ้าอย่าให้ความหวังเขาไม่แน่ข้าอาจจะจมอยู่กับความแค้นนี้ไปจนตายก็ได้" หลินหลานหรูยืนกอดอกพูดพลางพิงไหล่มองพวกเขาที่หน้าประตู

            ห้าวซือเหลือบไปเห็นก็ไหวไหล่เขาก็อายุมากแล้ว ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเด็กสาวเพิ่งอายุสิบสามเท่าไร"ข้าไม่ยุ่งเรื่องของพวกเจ้าแล้ว"

            กล่าวจบห้าวซือก็เดินออกไปทิ้งให้ทั้งห้องเงียบลงไปอีกพักใหญ่

            เสวี่ยเฟิ่งนั่งมองหลินหลานหรูอยู่บนตั่งสักพักใหญ่นางถึงขยับ หยิบกล่องยาที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา ก่อนเดินเข้ามาในห้อง

            "เขาคงเล่าเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนในเมืองหนานจิงให้ท่านฟังหมดแล้ว"พูดพลางหลินหลานหรูก็วางกล่องยาลงบนตั่งใกล้ๆ เสวี่ยเฟิ่งนางเปิดกล่องแล้วหยิบยาสมานแผลออกมา มีผ้าพันแผลสีขาวอยู่ด้วยเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เอ่ยว่า "จำได้สักเรื่องหรือไม่"

            เสวี่ยเฟิ่งรู้สึกว่าในประโยคสุดท้ายนี้ของนางไม่ได้ต้องการให้เขาตอบ แต่จงใจกระทบกระเทียบ แน่นอนว่าเขาจำมันไม่ได้สักเรื่องทั้งไม่คุ้น จนเหมือนเป็นเรื่องราวของคนอื่น เขาจึงได้เงียบอย่างยอมรับ

            หลินหลานหรูเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเขาจึงหลุบตาลงเล็กน้อย

            ต่อมาเมื่อเห็นว่าหลินหลานหรูจะทำแผลให้เสวี่ยเฟิ่งจึงหันหลังให้นาง พลางถอดเสื้อออกทางหนึ่งเกรงว่านางจะหวาดกลัวบาดแผลบนตัวเขา แต่กลับถูกนางตำหนิว่าใส่ยาไม่ถนัด

            ตามจริงแล้วไม่ว่าเสวี่ยเฟิ่งจะทำอะไรตอนนี้ก็คล้ายจะเป็นเรื่องที่ผิดไปหมดหลินหลานหรูที่ยังเห็นหน้าเขาแล้วก็รู้สึกโกรธแค้นในใจเช่นนี้เป็นความทุกข์ที่เขาต้องเผชิญยามถูกนางต่อว่าจริงๆ

            เสวี่ยเฟิ่งหันหน้ากลับมาแล้วแต่กลับพบว่าหลินหลานหรูนิ่งอึ้งถึงขั้นตกตะลึง "เสี่ยวหลัน?"

            เขาเรียกเบาๆ

            มือของนางที่ถือขวดยาสมานแผลสั่นเล็กน้อย

            เมื่อครู่หลินหลานหรูเห็นเขาหันหลังให้ขณะที่นางหันไปหยิบกรรไกรในกล่องจึงเอ่ยตำหนิเขาไป ยามนี้เขาหันหน้ามา นางถึงได้เห็นรอยแผลเป็นมากมายบนตัวเขาในใจถึงกับหดรัดขึ้นมาอย่างรุนแรง...ครั้งนั้นข้าทำแผลที่ถูกเฉิงอิ้นฟันให้กับเจ้ายังไม่มีรอยแผลเป็นพวกนี้เลย

            ตอนที่อยู่ในศาลเจ้าหลินหลานหรูเพียงแค่ตัดเสื้อของเขารอบๆ ปากแผลเท่านั้นจากนั้นก็ปิดแผลไว้อย่างลวกๆ ทว่ายามนี้...

            หลินหลานหรูยอบตัวลงนั่งบนตั่งมือข้างหนึ่งยกขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นบนตัวเขา

            เสวี่ยเฟิ่งมองใบหน้าของนางในที่สุดสีหน้าและแววตาของนางก็เผยความรู้สึกออกมา

            เดิมทีหลินหลานหรูคิดว่าตนเองจะเย็นชากับเขาให้นานกว่านี้หน่อยทรมานเขาสักหลายวัน สุดท้ายก็ทนไม่ไหว น้ำเสียงยามเอ่ยก็ราวกับคนละเมอ พูดว่า"เกิดอะไรขึ้น ก่อนจากกันที่เมืองหนานจิง บนตัวท่านยังไม่มีรอยแผลมากมายเช่นนี้"

            มือซ้ายของหลินหลานหรูค่อยๆสัมผัสไปบนรอยแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุด นี่คงเป็นรอยแผลที่เฉิงอิ้นใช้กระบี่ทิ้งไว้

            เสวี่ยเฟิ่งหลุบตามองมือของหลินหลานหรูก่อนช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาของนางดวงตาคู่นั้นของนางบอกกับเขาว่านางเจ็บปวดมากเพียงไร

            เขาอาจเป็นคนเห็นแก่ตัวแต่ก็ยอมรับว่าการได้เห็นหลินหลานหรูเจ็บปวดเพราะความรู้สึกห่วงใยที่มีต่อเขาเช่นนี้ช่างน่ายินดีนัก

            เสวี่ยเฟิ่งยกมือขึ้นกุมมือนางกดมือเล็กทาบไว้บนแผงอก

            หลินหลานหรูถูกดึงให้ออกจากห้วงความคิดก่อนเงยหน้าขึ้นมองตาเขา ทางหนึ่งนางไม่เข้าใจว่าเหตุถึงจับมือนางไว้อีกทางก็อยากจะรู้คำตอบ

            เสวี่ยเฟิ่งก็ไม่คิดปิดบัง ค่อยๆเล่าให้นางฟังว่า "...ตั้งแต่ที่เดินทางออกจากเจ้อเจียงระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นนั้น ความทรงจำส่วนนั้นเลือนรางมากพอข้ารู้สึกตัวขึ้นมาอีกที ก็บาดเจ็บเช่นนี้ไปแล้ว ยามนั้นข้าจำได้ว่าฟื้นขึ้นมาในห้องบรรทมของเสด็จแม่รอบข้างมีหมอหลวงอยู่สามคน เรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านคำพูดพวกเขา

            บอกว่าระหว่างทางข้าถูกซุ่มโจมตีอย่างไรถูกพิษเย็นมาอย่างไรกระทั่งท่านหมอยังเห็นตรงกันว่าข้าบาดเจ็บสาหัสจนจำเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้ปีแรกๆ ข้าก็เชื่อ แต่ปีหลังๆ มาข้ากลับพบว่ามีหลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลฉางหมิงหายไป แม้แต่เสด็จแม่ยังคล้ายว่าจะปิดบังบางอย่างกับข้า..."

            แม้แต่เรื่องสายลับที่ลอบสังหารเขานับครั้งไม่ถ้วนบางครั้งจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด รวมทั้งเรื่องราวชีวิตของเขาในเมื่อหลวงตลอดสี่ปีล้วนถูกถ่ายทอดให้หลินหลานหรูฟังทั้งหมดส่วนหนึ่งเสวี่ยเฟิ่งหวังว่าเรื่องเหล่านี้จะทดแทนความผิดในอดีตที่เขาจำนางไม่ได้เผื่อว่าความแค้นในใจนางที่มีต่อเขาจะเบาบางลงบ้าง

            หลินหลานหรูไม่ได้แสดงความรู้สึกเห็นใจใดๆต่อเขา ตอนนี้ในใจของนางกำลังถูกคลื่นอารมณ์บางอย่างโจมตี

            นางรู้สึกว่าเสวี่ยเฟิ่งจำไม่ได้นั้นดีแล้วหากเขารู้ว่านางเคยคิดสังหารเขา กระทั่งวางยาพิษเขา คิดถึงตรงนี้ความแค้นในใจของนางจะนับเป็นอะไร เทียบกันแล้วนางมีสิทธิ์ไปโกรธแค้นเขาด้วยหรือ

            ตอนนี้ความแค้นในใจนางพลันถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวเสียแล้วหากเขารู้ว่านางผิดต่อเขามากมายถึงเพียงนี้เขายังจะยิ้มให้นางโดยไม่รู้สึกอะไรได้อีกหรือ

            หลินหลานหรูแทบไม่อยากคิด...

            หลินหลานหรูเริ่มพันแผลให้เสวี่ยเฟิ่งต่อจนเสร็จอย่างแรกเพราะไม่อยากเห็นรอยแผลเป็นเหล่านี้แล้วอยากที่สองนางหวาดกลัวและไม่อยากคิดว่าหลังเสวี่ยเฟิ่งจำเรื่องในอดีตได้ขึ้นมาเขาจะมองนางด้วยสีหน้าเช่นไร

            สุดท้ายหลินหลานหรูจึงเปลี่ยนเรื่องพูดไปด้วยทว่าเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาจริงจังนัก"ท่านเป็นองค์ชายสุขสบายอยู่ดีๆเหตุใดต้องลดตัวไปเป็นโจรปล้นเงินให้ทหารตามจับด้วยเล่า เอาตัวเองเป็นเป้ายิงธนูทำเช่นนี้ก็สนุกด้วยหรือ"

            ทว่าเมื่อหลินหลานหรูเปลี่ยนเรื่องพูดขึ้นมาก็เหมือนจะหนีเสือมาพบสัตว์ที่ดุร้ายยิ่งกว่า

            "เจ้ารู้จักกับจ้าวมู่อวิ๋น?"

            หลินหลานหรูเงยหน้ามองเสวี่ยเฟิ่งมือก็สวมเสื้อให้เขาเสร็จเรียบร้อย "ข้าถามท่านก่อน"

            "เจ้าตอบข้าก่อน"

            หลินหลานหรูเม้มริมฝีปากแน่นจ้องหน้ากันนานเป็นคู่ใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายก็เป็นนางแพ้ หันไปเก็บขวดยาผ้าพันแผล และกรรไกรลงในกล่อง

            นางไม่อยากตอบเขาไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องของนางมากน้อยแค่ไหนหากเล่าไปจะกระตุ้นให้ความทรงจำเขากลับมาหรือไม่ เรื่องนี้ช่างน่ากลัวนักดังนั้นจึงเอ่ยโดยไม่สบตาว่า "ข้าไม่รู้จักเขาเคยได้ยินแต่ชื่อเสียงมาเท่านั้น"

            ทว่านั่นยังไม่ใช่คำตอบที่เสวี่ยเฟิ่งต้องการหลินหลานหรูก็หงุดหงิดนะสิ มองหน้าเขาแล้วเอ่ยขึ้นเสียง"ท่านกำลังหึงข้า"

            นางโยนไหน้ำส้มให้เสวี่ยเฟิ่งไหใหญ่ใครจะคิดว่าเขาจะรับไว้

            สีหน้าเสวี่ยเฟิ่งเปลี่ยนเป็นเรียบขรึมตอบรับในลำคออย่างตรงไปตรงมา

            หลินหลานหรูรู้สึกคันยุบยิบในใจเกือบจะหลุดยิ้มออกมาแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะนางควบคุมอารมณ์ได้ดีเลยทีเดียว"ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่ชอบเขา คนผู้นั้นเย็นชาเกินไป หน้าตายังเคร่งขรึมมองแล้วรู้สึกเคร่งเครียด ข้ากับเขาพบกันก็เป็นได้แค่ศัตรูเท่านั้นแหละ"

            เสวี่ยเฟิ่งได้ฟังเช่นนี้ แม้ในใจจะวางเรื่องจ้าวมู่อวิ๋นไปได้แต่ก็อดจะกังวลอีกเรื่องขึ้นมาแทน ตอนนี้นางยังไม่เคยพบหน้าพี่สามคนผู้นั้นอบอุ่นอ่อนโยน มีสตรีใดบ้างในใต้หล้าไม่ชอบเขาแม้แต่ความอบอุ่นของเสวี่ยเฟิ่งยังแพ้

            แม้พี่สามจะมีใจให้หลินหลานหย่าแต่ถ้าหากหลินหลานหรูหลงรักองค์ชายสามขึ้นมา ด้วยนิสัยของนางคงดื้อรั้นไม่ปล่อยแน่ถึงตอนนั้นเขาคงได้ปล่อยมือนางไปจริงๆ แล้ว

            หลินหลานหรูหิ้วกล่องถือไว้แล้วตัวนางก็ลุกจากตั่งขึ้นยืนนานแล้วด้วย แต่เสวี่ยเฟิ่งยังมองไม่เห็น"ท่านคิดไปไกลถึงไหนแล้ว มีดเล่มนั้นก็คืนให้ข้าแล้วกัน"

            มีดสั้นวางบนตั่ง หลินหลานหรูโน้มตัวลงไปหยิบแต่ถูกเสวี่ยเฟิ่งวางมือทับบนหลังมือนางไว้อย่างรวดเร็ว

            "มีดข้า!" นางจะเอามีดคืนย่อมไม่ผิด

            นัยน์ตาเสวี่ยเฟิ่งปรากฏคำพูดมากมายที่อยากถามนางห้ามนาง สั่งนาง และขอร้องนาง แต่เอ่ยออกไปไม่ได้สักคำมือที่วางทับไว้บนหลังมือหลินหลานหรูจึงได้แต่ค่อยๆ ยกขึ้นมา หลบตานางแล้วเอ่ย"ดึกแล้ว เจ้าพักผ่อนเถอะ"

            กล่าวจบเสวี่ยเฟิ่งก็พลิกตัวนอนลงบนตั่ง

            หลินหลานหรูไม่เข้าใจนักเห็นอยู่ว่าเขามีเรื่องมากมายอยากพูดกับนาง แต่กลับเงียบ

            นางหลุบตามองมีดสั้นเงินยวงในมือคิดว่าหากเขาอยากได้ก็ควรจะบอกนางตรงๆ เดิมทีมันเป็นมีดคู่และคู่ของมันก็อยู่กับสี่สิบเอ็ด ปกติเวลาต่อสู้นางก็ใช้แค่มีดเล่มเดียวมีอีกเล่มไว้ก็เปล่าประโยชน์

    ______________________________________

            [1] จิน เทียบประมาณได้ 500 กรัม

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน