บทที่ 20 มอบตำรับยา
ในใจของอวิ๋นอินอินเคร่งเครียดขึ้นมา เกิดสิ่งใดขึ้นกัน?
“หลานเยว่ คนเมื่อครู่เป็ใครหรือ?”
“อาเอ้อร์เพคะ เหมือนกับอาต้า เป็คนที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายของนายท่าน หลายวันก่อนเขาไปนอกวัง องค์หญิงเก้าจึงไม่ได้พบเขาเพคะ”
ออกจากวังไปหลายวัน ยามนี้ก็กลับมาอย่างเร่งรีบลนลานเช่นนี้ หรือว่าเป็เื่ของโรคระบาด?
อวิ๋นอินอินสะบัดหัว สานแถบไม้ไผ่ในมือที่เพิ่งหามาต่อ ในที่สุดก็ทำลูกกลมไม้ไผ่ลูกหนึ่งสำเร็จ หลานเยว่กับหงรื่อพากันชมนางไม่ขาดปากว่าฝีมือดี ทำเอานางรู้สึกเขินไปหมด
“เยว่หยาเ้าดูสิ ชอบหรือไม่?”
อวิ๋นอินอินโยนลูกกลมลงบนพื้น เยว่หยาก็รีบพุ่งออกไปทันที กอดรัดฟัดเหวี่ยงลูกกลมไม้ไผ่อยู่บนพื้น จากนั้นหมุนร่างใช้หางมาตีลูกกลม
“ฮ่า ๆ เยว่หยา เ้าเล่นเก่งเกินไปแล้ว อย่าใช้แรงมากเกินไปเล่า หากตีไปไกลแล้วข้าไม่ช่วยเ้าเก็บนะ”
พูดเพิ่งจะจบ เยว่หยาก็สะบัดหาง ตุบ จนลูกกลมลอยขึ้น พุ่งไปทางศาลาสวนสน
คนทั้งสามมองจนลูกกลมตก อวิ๋นอินอินหันศีรษะมา ถลึงตาใส่เยว่หยาอย่างไม่สบอารมณ์
“เมื่อครู่ข้าบอกเ้าให้ช้าหน่อย ๆ หันไป ก็ทำลอยไปเสีย ข้าไม่เก็บให้เ้าแล้ว ดูสิว่าเ้าจะเล่นอะไร”
เยว่หยาทำหัวตก เดินไปข้างกายอวิ๋นอินอินช้า ๆ คลอเคลียหลังมือของนางราวกับขอโทษ ไม่มีท่าทีตื่นเต้นดีใจเช่นเมื่อครู่แม้แต่น้อย อวิ๋นอินอินมองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ใจอ่อน
“หงรื่อ พวกเ้าอยู่เป็เพื่อนเยว่หยาที่นี่สักประเดี๋ยว ข้าจะไปเก็บลูกกลม” อวิ๋นอินอินกล่าวแล้วก็ตบหัวของเยว่หยาอีกครั้ง “เ้านั่งอยู่ที่นี่เป็เด็กดีรอข้า ก่อนข้าจะกลับมา เ้าอย่าลุกไปไหนล่ะ”
เยว่หยาเอียงหัว จากนั้นก็นั่งลงอย่างเชื่อฟัง
“เก่งมาก ๆ”
อวิ๋นอินอินลูบหัวของเยว่หยาอย่างพอใจ เอาตัวแนบกำแพง ค่อย ๆ เดินไปยังศาลาสวนสนช้า ๆ
เนื่องจากเซวียนเหยียนฟู่ชอบความสงบ ในศาลาสวนสนจึงแทบจะไม่มีคนเดินไปเดินมา อวิ๋นอินอินอ้อมศาลาสวนสนไปอย่างง่ายดาย และเห็นลูกกลมไม้ไผ่อยู่ใต้หน้าต่าง นางรีบคลานเข้าไปเก็บลูกกลมขึ้นมา แต่ในตอนที่กำลังจะจากมา พลันได้ยินเสียงหนึ่ง
“นายท่าน ยามนี้โรคระบาดควบคุมไว้ไม่อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อวานมีผู้ป่วยถือโอกาสใช้ช่องว่างตอนที่ยามเปลี่ยนเวร แอบหนีออกจากหมู่บ้านไปหลบอยู่ที่หมู่บ้านอื่น ตอนนี้ในหมู่บ้านนั้นก็เริ่มมีคนเป็ไข้และไอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกท่านหมอหลี่ยังทำยารักษาออกมาไม่ได้หรือ?” เสียงของอาต้าก็เหมือนกับเสียงของชายคนก่อน ดูร้อนรน
“ยังไม่ได้ ลองไปหลายตำรับแล้ว ทว่าล้วนแต่ไม่ได้ผล”
ในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ราวกับว่า กำลังรอการตัดสินใจ ผ่านไปนาน เสียงเย็นเยียบของเซวียนเหยียนฟู่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “จุดไฟเผาหมู่บ้าน”
อวิ๋นอินอินที่อยู่นอกหน้าต่างใร่างกายสั่นสะท้าน เผาคนทั้งเป็… นางคิดถึงภาพที่ผู้คนร้องโหยหวนภายใต้กองเพลิงกองใหญ่ อวิ๋นอินอินหวาดกลัวจนใบหน้าซีดขาว
ริมฝีปากของนางสั่นสะท้านพยายามก้าวเท้าจากไป แต่กลับรับรู้ถึงสายตาที่ทำให้คนหนาวเหน็บ นางหันหน้าไป มองเห็นเซวียนเหยียนฟู่มีสีหน้าดำทะมึน ใบหน้านางก็ซีดเผือด
“สะ… เสด็จอา…”
“องค์หญิงเก้า เหตุใดพระองค์จึงทรงอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ?”
เห็นคนทั้งหมดมองตนดุจดั่งมองมือสังหาร อวิ๋นอินอินก็รีบอธิบายว่า “อย่าเข้าใจผิดนะเพคะ ที่จริงแล้วข้ามาช่วยเยว่หยาเก็บลูกกลมน่ะ ไม่ได้มีเจตนาจะแอบฟังจริง ๆ”
กล่าวจบ นางก็ยกลูกกลมไม้ไผ่ที่เพิ่งเก็บได้ออกมาจากแขนเสื้อ
เซวียนเหยียนฟู่เหลือบมองลูกกลมนั่น จากนั้นก็มองตาดวงกลมโตที่ตื่นตระหนก เปิดริมฝีปากบางขึ้นกล่าวว่า “ได้ยินแล้ว?”
อวิ๋นอินอินกะพริบตาดวงโตที่เต็มไปด้วยความตระหนก แล้วพยักหน้า
“หากรู้สึกว่าข้าน่ากลัว ถือโอกาสไปตอนนี้ยังทัน”
อวิ๋นอินอินส่ายศีรษะ กล่าวเสียงเบาว่า “จากท่านไป ด้านนอกยิ่งน่ากลัวกว่า”
เซวียนเหยียนฟู่ก็มองอวิ๋นอินอินอีกครั้ง แววตาเทียบกับคราก่อนแล้วกลับลึกซึ้งอยู่บ้าง ภายใต้สายตาหวาดหวั่นของอวิ๋นอินอิน เขาก็หมุนกายไป
อวิ๋นอินอินมองดูเงาหลังนั้นเข้าไปในห้องหนังสือ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงลุกขึ้นเดินไปที่ห้องหนังสือ พุ่งไปที่เบื้องหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ ภายใต้สายตางุนงงของเซวียนเหยียนฟู่และอาต้า นางหายใจเข้าลึก ๆ ใช้ความกล้าทั้งหมดในชีวิต เชิดศีรษะขึ้นมา สบตากับเขา
“เสด็จอา ไม่เผาหมู่บ้านได้หรือไม่เพคะ คนพวกนั้นไม่ได้กระทำผิด พวกเขาเพียงแต่ป่วย แล้วก็หวาดกลัวมาก จิตใจระส่ำระสายทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน นอกจากนี้ในหมู่บ้านพวกนั้น ยังอาจมีคนที่ยังไม่ป่วย กระทั่งยังมีเด็กทารกที่ร้องอ้อแอ้ คนเหล่านี้ก็ต้องถูกเผาตายด้วยหรือ?”
อวิ๋นอินอินกัดริมฝีปาก ถามอย่างหวาดเกรงว่า “เสด็จอาเพคะ ท่านมอบโอกาสให้พวกเขาอีกสักครั้งได้หรือไม่?”
คำพูดนี้ทำให้คนทั้งสามในห้องพลอยสะท้อนใจไปด้วย โดยเฉพาะเซวียนเหยียนฟู่ เขาคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวตัวน้อยที่ดูผอมบางอ่อนแอคนนี้ กลับสามารถกล่าวคำพูดที่กล้าหาญเพื่อความชอบธรรมเช่นนี้ออกมาได้
“เสด็จอา…” อวิ๋นอินอินเรียกเซวียนเหยียนฟู่ หวังว่าจะเห็นเขาพยักหน้า
แต่สิ่งที่ได้รับจากการรอคือการเย้ยหยันของเซวียนเหยียนฟู่
“ในเวลาเดียวกับที่เ้ามอบโอกาสให้พวกเขา ก็อาจมีคนในหมู่บ้านอื่นอีกมากติดโรค พวกเขาไม่ใช่ยิ่งเป็ผู้บริสุทธิ์กว่า น่าสงสารกว่าหรือ?” เซวียนเหยียนฟู่มองอวิ๋นอินอินที่ดวงตาสั่นไหวเบา ๆ กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ เ้าบอกว่ามอบโอกาสให้พวกเขา เช่นนั้นเ้าลองพูดมาดูสิว่าโอกาสนี้คืออะไร?”
“เพิ่มความเข้มงวดในการจัดการ ในเวลาเดียวกับที่พยายามรับรองไม่ให้ผู้ป่วยเป็โรคระบาดหนีไปแม้แต่คนเดียว แล้วก็พยายามคิดค้นยาแก้ออกมาให้เร็วที่สุดเพคะ”
อาเอ้อร์ส่งเสียงออกมาอย่างจนใจว่า “ท่านอ๋องก็ทรงทำเช่นนี้มาตลอดพ่ะย่ะค่ะ แต่สามวันแล้ว หมอใหญ่และหมอหลวงพวกนั้นต่างก็คิดวิธีการใดไม่ได้เลย นอกจาก ผู้ป่วยยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีประโยชน์สักนิด”
“ข้ามีตำรับยาเพคะ”
เสียงของอวิ๋นอินอินเล็กมาก ทว่าผลลัพธ์จากการกระทำใหญ่อย่างยิ่ง
“เ้ามีตำรับยารักษาโรคระบาด?” เซวียนเหยียนฟู่สงสัย
“เพคะ แต่ตำรับยานี้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งข้าไม่มั่นใจด้วยว่าจะมีประโยชน์ต่อโรคระบาดในครั้งนี้หรือไม่ แต่ข้าคิดว่าสามารถทดลองดูได้ หากใช้ไม่ได้แล้วล่ะก็ ถึงเวลานั้นค่อยทำที่ท่านพูดก็ยังไม่สาย”
เซวียนเหยียนฟู่เงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กล่าวออกมา
“เขียนมา”
คำง่าย ๆ เพียงสองพยางค์ แต่ทำให้อวิ๋นอินอินดีใจจนพูดไม่ออก นางเดินไปถึงโต๊ะอักษร หยิบพู่กันขึ้นมา เขียนลงไปบนกระดาษแผ่นหนึ่ง เขียนตำรับยาในความทรงจำออกมา
จากนั้นก็ส่งตำรับยาไปที่เบื้องหน้าเซวียนเหยียนฟู่
เซวียนเหยียนฟู่เหลือบมองอาเอ้อร์ อาเอ้อร์รีบรับตำรับยามาจากมือของอวิ๋นอินอิน จากนั้นก็พุ่งออกจากห้องหนังสือ เตรียมนำตำรับยาส่งไปที่ชานเมืองหลวง
“ขอบพระทัยพระองค์เพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่มองดูตาดวงโตที่เต็มไปด้วยความขอบคุณก็ยกมุมปากขึ้น กล่าวอย่างเ็าว่า “อย่าขอบคุณเร็วเกินไป เมื่อถึงวันพรุ่ง หากยังไม่มีผลลัพธ์ ข้าจะเผาหมู่บ้าน”
“ในเมื่อได้ให้โอกาสแล้ว หากยังไม่ได้ผลอีก ก็ได้แต่กล่าวว่าพวกเขามีชะตาเช่นนั้น”
“เ้ารู้จักพูด”
เซวียนเหยียนฟู่ทิ้งคำพูดที่มีความหมายสองแง่นี้ไว้ แล้วพาอาต้าออกจากห้องหนังสือไป
หลงเหลือไว้เพียงอวิ๋นอินอินที่ใคร่ครวญ ว่าแท้จริงแล้ว นี่เขากำลังชมนางหรือ เสด็จอาโกรธนางอีกแล้วใช่หรือไม่ นางล่วงเกินเขาอีกแล้วใช่หรือไม่?
“ช่างเถิด ข้าไปเล่นลูกกลมเป็เพื่อนเยว่หยาต่อดีกว่า เสด็จอาทรงอ่านยากจริง ๆ”
เมื่อเยว่หยาเห็นลูกกลมไม้ไผ่ มันก็ดีใจมาก กอดลูกกลมได้ก็เล่นอย่างกระตือรือร้น เพียงแต่ภายใต้การกำชับของอวิ๋นอินอิน มันก็เบาแรงลงไปไม่น้อย
สามคนหนึ่งเสือเล่นอย่างมีความสุข ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ด้านหลังราชอุทยาน มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังแอบจับตาสังเกตการณ์พวกนางอยู่