บุปผาราชัน

    07 ดอกไม้ในกระถางของพระราชา

    7ดอกไม้ในกระถางของพระราชา
    มื้อเช้าในรุ่งสางวันต่อมาของโรงครัวทิศใต้ดูคึกคักขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อหญิงสาวผู้หายไปกับขบวนเสด็จของฝ่าบาทอย่างจานิสต้ากลับมาร่วมรับประทานยังที่แห่งนี้ด้วย แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามเดิมเช่นทุกครั้ง นางในคนโปรดไม่ได้ให้ความสนใจทักทายใครสักคน หญิงสาวเพียงเดินไปรับอาหารแล้วนั่งเงียบเชียบตามลำพัง ไม่ว่าจะใครพูดอะไร เสียดสีอย่างไร ก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ จากจานิสต้าแม้แต่นิดเดียว
    “ขอนั่งด้วยคนสิ”
    ไม่ใช่เพียงแค่จานิสต้า แต่แทบทั้งโรงครัวต่างหันมองตามเสียงนั้นเป็นตาเดียว จีโอเรียยืนอยู่ตรงนั้น หญิงสาวถือถาดอาหารของตนเองแล้วมาหยุดอยู่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับคนโปรดขององค์ราชา
    “ข้านั่งตรงนี้ได้ไหม”
    “ข้าไม่ใช่เจ้าของที่นั่งพวกนี้ เจ้าอยากนั่งตรงไหนก็เป็นสิทธิ์ของเจ้า”
    เมื่อได้รับคำตอบจีโอเรียก็วางถาดใส่อาหารแล้วนั่งลงในทันที จานิสต้าไม่มีทีท่าจะชวนคุยต่อ หญิงสาวยังคงนั่งทานอาหารอย่างละเมียดละไมตามวิสัยของตัวเองต่อไป จีโอเรียจับตามองสังเกตท่าทางเหล่านั้น ตั้งแต่วิธีการนั่ง วิธีการจับถือช้อนส้อม เอียงคอเล็กน้อยตอนตักอาหารเข้าปาก แม้เป็นผู้หญิงด้วยกันเองจีโอเรียยังต้องยอมรับ หญิงสาวคนตรงหน้านี้ไม่ว่าทำอะไรก็ช่างน่ามองดูเพลินตาไปหมดทุกอย่างจริงๆ
    “ก่อนอื่นข้ามาขอบคุณ ได้ยินมาว่าเจ้าพูดช่วยข้าไว้ ข้าก็เลยพ้นข้อสงสัยมาได้”
    “ข้าก็แค่พูดไปตามความเป็นจริง ถึงไม่ใช่เจ้าต่อให้เป็นใครข้าก็คงพูด ไม่ต้องใส่ใจหรือขอบคุณอะไรเป็นพิเศษหรอก”
    “...เจ้านี่นะ ข้างนอกดูอ่อนหวานก็จริง แต่ข้างในเย็นชากว่าที่คิดไว้เยอะเลย ตอนอยู่กับฝ่าบาทก็เป็นแบบนี้รึเปล่า”
    จานิสต้าเงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนาเป็นครั้งแรกอย่างแปลกใจ เพราะไม่เคยเจอคำถามอะไรที่ตรงดิ่งชนิดไม่เกรงใจอย่างนี้
    “ทุกคนที่อยู่ที่นี่เป็นคู่แข่งกันทั้งนั้น พวกเจ้ายิ้มหัวเราะให้กันได้อย่างมีความสุขจริงๆ หรือหากใครอีกคนได้ดีกว่า”
    และคำตอบที่แสนตรงดิ่งไม่อ้อมค้อมก็วนกลับมา จีโอเรียได้แต่กะพริบตามองปริบๆ อึ้งไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว
    “ต่อให้เสียเวลาพูดดีทำดีกับนางไป นางก็ไม่ทูลกับฝ่าบาทให้เจ้าถูกเรียกเข้าเฝ้าหรอกนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลกับทั้งสองคน เมื่อจานิสต้ากับจีโอเรียหันไปมองดูแล้วก็พบว่าเป็นราญารี
    ฟีออนที่ถือเหยือกน้ำผลไม้เดินสอบถามบริการเติมให้กับเหล่านางในนั้นหยุดชะงักเงี่ยหูฟังทันทีอย่างสนใจ
    ราญารี หญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มจนออกแดง ผิวขาวนวลเนียนริมฝีปากอมส้มนั้นดูน่ารักราวกับตุ๊กตาเด็กผู้หญิง นางในที่ฟีออนพยายามจับตามองแทบทุกฝีก้าวตลอดทั้งวันของเมื่อวานนี้
    จากคำบอกเล่าที่ดังทะลักเข้าหูแทบไม่หยุดของผู้คนรอบตัว รวมกับคำถามในรูปแบบของเด็กรับใช้ผู้มาใหม่ที่ตะล่อมถามอ้อมๆ ในเชิงอยากจะรู้เรื่องราวต่างๆ จากคนนั้นบ้างคนนี้บ้างอย่างละเล็กละน้อย จนทำให้ได้รู้ว่า นางในผู้นี้เองก็เป็นหนึ่งในคนโปรด อาจใช้คำว่าเป็นอดีตคนโปรดที่สุดก็ว่าได้ก่อนที่จะมีจานิสต้าเข้ามา
    ราญารีมาก่อนจานิสต้าเก้าเดือน และเป็นตลอดเก้าเดือนที่ไม่มีหญิงสาวคนใดผ่านการคัดเลือกเข้ามาอีกเลย แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ราญารีเพียงคนเดียวที่ถูกเรียกเข้าเฝ้าตลอดเก้าเดือนนั้น แต่ก็บ่อยที่สุดจนเป็นที่ประจักษ์ได้อย่างชัดเจนว่านางขึ้นแท่นเป็นคนโปรดแล้วนั่นเอง
    แต่แล้ว...ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีจานิสต้าก้าวเข้ามา เช่นเดียวกับนางในคนก่อนหน้าที่เคยเป็นคนโปรด หลายคนต่างก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้ คนเก่าที่ถูกหลงลืมไปย่อมเป็นเดือดเป็นแค้นชิงชังผู้ที่มาใหม่ขึ้นแท่นแทนตนเป็นเรื่องธรรมดา
    แต่ก็ใช่ว่าผู้มาใหม่ทุกคนจะกลายเป็นคนโปรด เห็นได้ชัดเจนว่าสามปีมานี้แม้จะมีหญิงสาวคนอื่นเพิ่มเข้ามา แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถเบียดขึ้นมาในตำแหน่งคนโปรดแทนที่หญิงสาวเรือนผมสีทองได้เลย
    “แน่นอนว่าข้าไม่ทำ เป็นเจ้าเองก็คงไม่ทำเหมือนกัน” พูดจบจานิสต้าก็ก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่ออย่างไม่สนใจใคร
    “นังคนสองหน้า”
    เป็นจีโอเรียที่สะดุ้งกับคำนั้นไปแทนผู้ที่ถูกต่อว่า ราญารีพูดจบก็หันกลับไปหาเด็กรับใช้ในครัวคนใหม่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกัน
    “ข้าจะไปเยี่ยมโอลลี เจ้ายังไม่ได้ยกข้าวไปให้นางใช่ไหม”
    ฟีออนรีบวิ่งตรงเข้ามาใกล้ๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วรีบตอบปากรับคำ “เจ้าค่ะ ข้าเองก็กำลังจะไปเจ้าค่ะ”
    “เก็บจานชามข้าเข้าไปในครัวซะ แล้วยกอาหารของนางตามมา ข้าจะรออยู่ที่ประตู”
    “เจ้าค่ะ” สั่งความเด็กรับใช้เสร็จสรรพราญารีลุกขึ้นจากที่นั่งทันที
    หลังจากที่มองราญารีเดินไปกับเด็กรับใช้คนใหม่ในครัวจนลับสายตาออกจากห้องอาหารไปแล้ว จีโอเรียก็หันกลับมาสนใจคู่สนทนาตรงหน้าของตัวเองต่อ
    “ตั้งแต่วันนี้ไปข้าถูกสั่งย้ายไปทำงานที่หอตำรา ได้ยินมาว่าเจ้าเองก็ทำงานอยู่ที่นั่นด้วยใช่ไหม”
    “ใช่”
    “ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องสอนงานข้าด้วยนะ ถึงข้าจะเกลียดพวกตำราฝุ่นเขลอะนั่นก็เถอะ แต่ก็ยังดีกว่าทำสวนดอกไม้ตากแดดร้อนๆ อยู่ข้างนอกนั่นเป็นกองเลย ไม่รู้ว่าถ้าจับคนร้ายได้แล้วต้องกลับไปทำที่เดิมรึเปล่าเนี่ยสิ”
    “ขอให้จับได้ไวๆ”
    “นี่...ผมของเจ้าเป็นสีทองมาตั้งแต่เกิดเลยหรือ มันสวยมากเลยนะ จะว่าไปแล้วข้าก็นึกอิจฉาเจ้าเป็นบ้าเลย ตัวเจ้ากับชื่อของเจ้าช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน”
    อยู่ๆ จีโอเรียก็เปลี่ยนเรื่องคุยได้อย่างปุบปับ เมื่อถูกบอกว่าอิจฉาออกมาตรงๆ แล้ว จานิสต้าก็นึกว่าจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับฝ่าบาท แต่ฟังดูแล้วมันเหมือนจะเป็นเรื่องอื่นเสียมากกว่า
    “ไม่มีชื่อของใครน่าอิจฉาเท่าชื่อของเจ้าอีกแล้ว หญิงสาวทุกคนล้วนอยากเป็นดอกไม้แห่งอาณาจักร เป็นดอกไม้แห่งบัลลังก์กษัตริย์กันทั้งนั้น แต่ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราไม่มีใครกล้าตั้งชื่อนั้นให้กับบุตรสาวเหมือนท่านพ่อของเจ้าหรอกนะ”
    “แต่ข้าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหมาะสมกับชื่อนั้นเลยสักนิด ไม่เหมือนเจ้า...จานิสต้า ชื่อนี้มาจากดอกจานิสต้าใช่ไหม ดอกไม้ป่าสีทองที่ได้ขึ้นชื่อว่าหายากที่สุด งดงามที่สุดเป็นนางพญาในหมู่มวลดอกไม้ทุกชนิด เจ้าน่ะสวยที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอผู้หญิงคนไหนมาเลยล่ะ เพราะเจ้าเกิดมามีผมสีทองสินะก็เลยได้รับการตั้งชื่อนั้น สีผมของเจ้ามันสวยจริงๆ หรือข้าจะลองไปขอทองคำของท่านแม่มาลองหลอมย้อมให้เป็นสีเหมือนเจ้าดีมั้ยนะ เอ...มันจะย้อมติดรึเปล่า”
    หนนี้เป็นจานิสต้าที่เงียบอึ้งไป ฟังดูคำพูดอีกฝ่ายแล้วเหมือนจะเป็นคำบ่นพร่ำเพ้อของนางเองเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม...เมื่อได้มองสีหน้ายุ่งเหยิงนั่น กับคำพูดบ่นกระปอดกระแปดที่เริ่มโยงเข้าเรื่องเกี่ยวกับอาหารอีกมากมายที่ตามมาแล้ว...
    “ทำไมดูเจ้ากินน้อยจังเลย ต้องควบคุมการกินให้รูปร่างดีด้วยอย่างนั้นเหรอ ตายละ...ข้าไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย มิน่าพี่ชายของข้าถึงได้ชอบบอกว่าข้าน่ะมันกินล้างกินผลาญ”
    จานิสต้าอดไม่ได้อีกแล้วที่จะยกมือปิดปากตัวเอง แล้วกลั้นเสียงหัวเราะ
    “เอาอีกแล้ว ทำไมใครๆ ถึงได้ชอบหัวเราะข้านักนะ”
    จานิสต้าไม่ตอบคำถามอื่นใดกลับมาอีก แล้วทานอาหารของตัวเองต่อไป จีโอเรียได้แต่ถอนใจ เอาเถอะ...อย่างน้อยหญิงสาวก็รู้สึกว่าจานิสต้าดูน่าคบหากว่าที่คิดเอาไว้เยอะทีเดียว

    ฟีออนไม่นึกเลยว่าโอกาสที่จะได้สนทนาเป็นการส่วนตัวกับราญารีจะมาอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ เมื่อวานเด็กรับใช้คนใหม่พยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าหาตัวอดีตนางในคนโปรด แต่หญิงสาวดูจะทำตัวยุ่งเหยิงตลอดเวลาเหลือเกิน และสีหน้าที่ดูเหมือนหงุดหงิดอะไรสักอย่างอยู่เสมอนั้น ก็ทำเอาฟีออนไม่อยากเข้าไปถามจุกจิกให้เป็นที่สงสัย
    เด็กรับใช้ในครัวทิศใต้ถือถาดข้าวต้มเดินตามหลังนางในคนสวยมาอย่างไม่เร่งรีบ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มจนออกแดงของราญารีดูนุ่มสลวยวิบวับต้องตาไม่น้อยทีเดียวยามกระทบถูกแสงอาทิตย์ในยามเช้า
    “สีผมของท่านราญารีสวยเหลือเกินเจ้าค่ะ”
    เปิดประเด็นสนทนาประมาณนี้คงพอเข้าที
    “แต่สีทองก็สวยกว่า... ในใจเจ้าเองก็คิดแบบนี้ใช่ไหม”
    “ไม่นะเจ้าคะ แต่ละสีก็สวยในรูปแบบของตัวเองทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
    “พยายามจะประจบข้ารึไง ข้าไม่หลงกลให้เงินเหรียญหรือรางวัลอะไรกับเจ้าหรอกนะ”
    “ข้าไม่ได้มีจุดประสงค์เช่นนั้นนะเจ้าคะ เพียงแต่สงสัยว่าท่านราญารีมีถิ่นกำเนิดอยู่แห่งใด ถึงได้มีสีผมแปลกตาเช่นนี้”
    “ผมของเจ้าเองก็ไม่ได้เป็นสีดำสนิทเหมือนคนส่วนมากของอาณาจักรนี้เหมือนกันนั่นแหละ เจ้าเป็นคนที่ไหนล่ะ”
    “แม่ของข้าเป็นชาวเมโดรินเจ้าค่ะ ส่วนพ่อเป็นชาวจีโอเนส”
    “เจ้าเข้าวังมาได้ยังไง”
    “สมัยก่อนท่านพ่อของข้าเคยรู้จักกับท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่าเจ้าค่ะ แม่ข้าเสียไปนานแล้ว พ่อก็เพิ่งเสียไปไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คุณข้าหลวงใหญ่ได้ยินข่าวจึงให้มาทำงานในวังเพราะสงสารเจ้าค่ะ”
    “งั้นหรือ...” ราญารีหยุดเดินไปเล็กน้อยแล้วหันกลับมามองฟีออน “เสียใจเรื่องพ่อเจ้าด้วยนะ”
    แต่โดยไม่รอให้ฟีออนได้รับคำหรือตอบอะไรกลับ หญิงสาวก็ออกเดินต่อไปทันที ดูเหมือนว่าเด็กรับใช้ที่ต้องการจะพูดคุยเพื่อหาข้อมูลนั้นจะถูกต้อนเอาข้อมูลเองเสียแล้ว นางในผู้นี้ระมัดระวังตัวกว่าที่คิดเลยทีเดียว
    “ท่านราญารีสนิทกับท่านโอลลีหรือเจ้าคะ ข้ายกอาหารมาให้ท่านโอลลีสองวันแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครมาเยี่ยมเลย มีท่านเป็นคนแรกเลยเจ้าค่ะ”
    “เจ้าก็คงได้ยินที่แม่คนโปรดนั่นพูดแล้วนี่ เราทุกคนเป็นคู่แข่งเป็นศัตรูกันเองทั้งนั้น ไม่ใช่เพื่อนกันสักหน่อย”
    “แต่ท่านก็มาเยี่ยมท่านโอลลีนี่เจ้าคะ แล้วข้าก็เห็นท่านคุยเล่นกับนางในท่านอื่นได้ตามปกติ”
    “เมื่อก่อนข้าก็ไม่มีใครคบเหมือนกันนั่นแหละ ข้อดีของการตกอับ ก็คงจะเป็นได้พวกที่ตกอับเหมือนกันมาเห็นอกเห็นใจกระมัง”
    ฟีออนไม่เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มต่อ หากไม่เว้นระยะห่างสักหน่อยหรือหาเหตุให้พอเหมาะ เด็กรับใช้อย่างนางก็คงจะถูกไล่ตะเพิดไปเพราะน่ารำคาญมากกว่า หญิงสาวสองคนเดินไปถึงถนนซึ่งตัดเข้าสู่ปากทางเข้าเขตสถานพยาบาล
    “กรี๊ดดด!”
    แต่แล้วพวกนางก็ต้องหยุดชะงัก ไม่เพียงแต่ราญารีกับฟีออน ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในละแวกนี้แล้วได้ยินเสียงกรีดร้องของสตรีที่ดังขึ้น ก็คงต้องก็หยุดชะงักไปตามๆ กัน
    ทหารเริ่มวิ่งกันวุ่นวายไปยังตามทางต้นเสียง ซึ่งดูเหมือนจะมาจากภายในสถานพยาบาล
    “เกิดอะไรขึ้นอีกแล้วนะ” เสียงของราญารีสั่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากฟีออนที่เริ่มออกวิ่งไปยังต้นเสียงนั้นในทันที
    “เดี๋ยว! เดี๋ยวสิเด็กรับใช้ อย่าทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียวนะ!” ราญารีจำใจต้องวิ่งตามเด็กรับใช้ไป แม้นางจะถือถาดถ้วยข้าวต้มไว้ในมือแต่ก็ยังวิ่งได้ไวเหลือเกิน
    ในใจของฟีออนร้อนรุ่มเป็นไฟขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อวานตอนเช้าหลังกลับไปล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า หญิงสาวก็กลับไปสถานพยาบาลอีกครั้งพร้อมกับข้าวต้มถ้วยใหม่ และรับกระดาษที่จดบันทึกรายการสิ่งของต่างๆ ที่โอลลีเขียนสั่งเพื่อไปหยิบหาข้าวของให้ก่อนหน้านั้น
    หลังจากแอบสำรวจห้องของโอลลีอย่างคร่าวๆ แล้วฟีออนต้องรีบกลับออกมา เพราะมีคุณฟิลิฟป้าจับตามองอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กรับใช้หยิบจับอะไรที่มากเกินกว่าในรายการเอาไปเป็นของตัวเอง และเมื่อนำข้าวของกลับมาให้โอลลีอีกครั้งหญิงสาวก็ไม่ได้เอะใจเลยว่า สิ่งของจำพวกเสื้อผ้า หนังสือ กระดาษเขียนจดหมาย เครื่องเขียน และอุปกรณ์ปักเย็บที่คงเอาไว้ฆ่าเวลาแก้เบื่อนั้นจะทำอะไรไปได้มากกว่านั้น
    “ขอบใจนะ ฟีออน... แต่ข้าคงไม่สามารถเข้มแข็งได้อย่างเจ้า...”
    นั่นคือคำสุดท้ายที่โอลลีเอ่ยขึ้นกับหญิงสาวในขณะไปเก็บถ้วยชามของอาหารมื้อเย็นกลับมาในตอนค่ำ ใบหน้าที่มีผ้าปิดแผลอันใหญ่ปิดอยู่บนแก้มขวานั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม...
    รอยยิ้มที่ยังฝังอยู่ในภาพความทรงจำของฟีออน และคาดว่าจะติดตรึงอยู่ไปอีกนานนับจากนี้
    เพราะจะไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มนั้นอีกแล้ว...
    เสียงกรีดร้องของนางในราญารีที่วิ่งตามหลังมายิ่งตอกย้ำภาพความเป็นจริงที่อยู่หน้า...
    ณ บันใดทางขึ้นสู่ชั้นสองภายในสถานพยาบาล ซึ่งอยู่ด้านหลังรูปปั้นแก้วสลักของผู้ก่อตั้งสถานพยาบาลแห่งนี้ ในช่วงยามที่แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามากระทบกับรูปปั้นแก้วสลักทอแสงระยิบระยับจนแสบตานั่นเอง...
    ผ้าปูที่นอนสีขาวถูกตัดจนขาดมัดรวมติดกันยาวเป็นเชือก และถูกผูกติดกับราวระเบียงชั้นบนที่สร้างเชื่อมต่อมาจากราวบันไดทางขึ้น
    ร่างเบื้องหลังของหญิงสาวซึ่งห้อยตัวแขวนคอลงมาปรากฏต่อทุกสายตาอย่างชัดเจน
    ถ้วยข้าวต้มในถาดบนมือของเด็กรับใช้หล่นลงจากมือและแตกกระจายอีกครั้ง...