ตอนที่ 7
“ฟางเหนียง...”เหม่ยกวางเรียกสหาย แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมาฟางเหนียงยังคงเหม่อลอยไม่รู้ว่าไปเจออะไรมาถึงได้เหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแบบนี้
“ฟางเหนียง...”ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรียกปากเปล่าแต่เอื้อมมือทั้งสองข้างจับที่ไหล่ของฟางเหนียงแล้วเขย่าแรงๆจนตัวและหัวของฟางเหนียงสั่นคลอนไปด้วย
“ห้ะ...หา พอ พอ...”พลางยกมือขึ้นห้าม จากนั้นเหม่ยกวางก็หยุด
“เป็อะไรเหม่ยอยู่ได้ตั้งนานสองนาน”
“เหม่ยกวาง...”แล้วหมุมตัวไปหาสหาย
“อะไร...” เหม่ยกวางเอ่ยรับ และไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของฟางเหนียงในตอนนี้เท่าไหร่
“เ้าเห็นป้ายหยกที่ไป๋อ๋องห้อยหรือไม่”
“ป้ายหยก...”ว่าพลางคิดไปถึงป้ายหยกที่ไป๋อ๋องห้อยติดตัว พอคิดออกก็พูดออกมา
“ป้ายหยกสีขาวที่สลักรูปนกแล้วมีพู่ห้อยสีม่วงนั้นน่ะหรอ”
ซึ่งเธอก็พยักหน้าตอบกลับรัวๆ
“ทำไมรึ”
“ป้ายหยกชิ้นนั้นเป็ของข้า”
“ห้ะ ของเ้า...”
เป็อีกครั้งที่เธอพยักหน้าตอบ
“ล้อเล่นน่า”
“สองชีวิตมานี้ข้าเคยล้อเ้าเล่นหรือไม่”ซึ่งเหม่ยกวางก็ส่ายหน้าไปมา
“นั้นไงเื่นี้ข้าก็ไม่ได้โกหกหรือว่าล่อเ้าเล่น”
“เดี๋ยวแล้วถ้าป้ายหยกนั้นเป็ของเ้า แล้วไปอยู่กับเสด็จอาของข้าได้อย่างไร”
พอถูกเหม่ยกวางถามเธอก็เกิดการพูดไม่ออกขึ้นมาทันที
“ตอบข้ามานะฟางเหนียง”กดเสียงเล็กน้อย ยกนิ้วขึ้นชี้ใส่สหาย
“ก็ได้ๆข้าจะเล่าให้เ้าฟัง เื่มันเริ่มจาก...”
จากนั้นเธอก็เล่าเื่ที่เธอไปไหว้พระบนเขากับตระกูลเจียงแล้วอยู่ๆ ก็ถูกทำร้ายจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ข้างๆ ลำธารแล้วไม่ไกลนักก็พบกับบุรุษชุดดำที่หายใจรวยรินที่คงไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาได้...
แต่เธอกลับสามารถช่วยชีวิตบุรุษชุดดำคนนั้นให้ฟื้นและมีชีวิตอยู่ต่อพอช่วยเสร็จเธอก็เดินออกมาจากตรงนั้นโดยไม่รู้ตัวเลยว่าป้ายหยกของเธอหล่นหายไปตอนไหนพอมารู้ตัวก็ตอนที่ขึ้นรถม้ากลับจวนตระกูลเจียงแล้ว
“แล้ววันนั้นที่เข้าวังข้าก็เห็นป้ายหยกนั้นอยู่กับไป๋อ๋อง”
“ถ้าอย่างนั้นบุรุษชุดดำคนนั้น...”
“คือไป๋อ๋อง”
เหม่ยกวางนิ่งไปสักพักก่อนจะพูด
“แต่ข้าว่าเสด็จอาไม่รู้หรอกว่าเ้าคือคนที่ช่วยชีวิ...
“รู้...”
“ห้ะ...แล้วรู้ได้ยังไงไหนเ้าบอกว่าตอนนั้นเสด็จอาของข้าไม่ได้สติ”
“เพราะป้ายหยกนั้นสลักชื่อของข้าเอาไว้”
“สลักชื่อ...ฟางเหนียงน่ะรึ”ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาคือการพยักหน้าจากฟางเหนียงพลางคิดไปถึงวันแรกที่นางแนะนำชื่อของสหายออกไป แล้วไป๋อ๋องก็มีท่าทีที่แปลกใจ
“ไม่น่าวันนั้นเสด็จอาถึงได้มีท่าทีเช่นนั้นคงเพราะได้ยินชื่อของเ้าแล้วดันตรงชื่อที่อยู่บนป้ายหยก” แล้วพยักหน้าให้กับความคิดของตัวเอง
“ไม่ใช่แค่ไป๋อ๋องหรอกที่ใข้าเองก็ใเช่นกัน”
“ใอะไร”
“ก็บนป้ายหยกนั้นไม่ได้สลักชื่อของข้าเอาไว้แค่คนเดียวน่ะสิ”
“หมายความว่าอย่างไร”ถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็บนป้ายหยกนั้นสลักชื่ออีกชื่อเอาไว้...”
“ชื่อใคร...”ถามพลางคิดว่าชื่ออีกชื่อนั้นคงไม่ใช่ชื่อที่นางคิด แต่...
“ไป๋อวี้บนป้ายหยกนั้นสลักชื่อไป๋อวี้”
เหม่ยกวางเงียบไปสักพักมองฟางเหนียงว่าโกหกนางหรือไม่แต่มองยังไงผลที่ตอบกลับมาคือฟางเหนียงไม่ได้โกหกและสิ่งที่ฟางเหนียงพูดคือความจริง
“ให้ตายเถอะ...”
...
“ทำไมทำไมบนป้ายหยกนั้นถึง...”
ฟางเหนียงส่ายหัวไปมาแล้วพูด
“ข้าก็ไม่รู้แต่ป้ายหยกนั้นเป็ป้ายหยกที่คุณย่าให้ข้าเป็ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าในวันที่เราไปงานวันเกิดของมะปรางแล้วข้าก็เห็นชื่อสองชื่อนั้นสลักอยู่บนป้ายหยกแล้ว...
ทีแรกข้าก็ไม่รู้ว่าเป็ชื่อของใครแล้วทำไมคุณย่าถึงได้มอบมันให้กับข้า แต่ตอนนั้นเห็นว่ามันสวยดีเลยรับมา...”
เงียบไปสักพักสบตากับเหม่ยกวาง
“แต่สิ่งที่ข้าสงสัยคือข้าตายไปแล้วได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ ทำไมป้ายหยกนั้นถึงยังมาอยู่กับข้าที่ภพนี้อีกแล้วร่างนี้ยังมีชื่อว่าฟางเหนียง ไป๋อ๋องยังมีชื่อว่าไป๋อวี้อีกมันจะไม่บังเอิญไปหน่อยรึ”
“ข้าว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญ...”
“หมายความว่ายังไง”
“ข้าว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้เราสองคนมาอยู่ที่นี้สำหรับเ้าข้าคิดว่าคงเป็ป้ายหยกนั้น แต่สำหรับข้า...”
“ความฝัน...”เธอพูดแทรกขึ้น
“ความฝัน...”
“ใช่ เ้าพูดบ่อยๆว่าเ้ามักจะฝันแปลกๆ เกี่ยวกับยุคจีนโบราณอะไรทำนองนี้นั้นอาจจะเป็สิ่งที่ทำให้เ้าต้องมาอยู่ที่นี้”
“แสดงว่าที่เรามาอยู่ที่นี้ไม่ใช่เื่บังเอิญแต่เพราะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”
เธอพยักหน้ากับสิ่งที่เหม่ยกวางพูด
จากนั้นเราทั้งสองคนก็เงียบจนเธอเอ่ยปากขึ้น
“เหม่ยกวาง...”
หันไปมองฟางเหนียง
“เ้าช่วยอะไรข้าหน่อยสิ”
“ช่วยอะไร”
“ช่วยเอาป้ายหยกนั้นจากไป๋อ๋องมาให้ข้าหน่อย”
“ฟางเหนียงเ้าคิดบ้าอะไรอยู่” ไม่ใช่แค่พูดเสียงดังเปล่าแต่ยังลุกขึ้นยืนแล้วมองฟางเหนียง
“เ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าเสด็จอาของข้าหวงความเป็ส่วนตัวมากแค่ไหนแม้แต่องค์ไทเฮาจะเข้าไปยังตำหนักส่วนพระองค์ยังต้องให้ขันทีไปแจ้งล่วงหน้าเป็วัน...”หยุดไปสักพัก ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแล้วพูด
“แล้วข้า...แล้วข้าเป็แค่หลานสาวเ้าคิดว่าจะเข้าไปได้งั้นรึ”
“ก็เ้าเป็หลานสาวที่ไป๋อ๋องเอ็นดูอย่างไรเล่า”
“เหอะ” นั่งลงแล้วยกแขนทั้งสองข้าขึ้นกอดอกตัวเองแน่น
“เหม่ยกวาง...”
“ล้มเลิกเถอะ...”
...
“ถ้าเสด็จอาห้อยเอาไว้กับตัวแบบนั้นแสดงว่าป้ายหยกนั้นถูกใจเสด็จอาแล้วชอบจึงห้อยไว้ติดกาย แล้วที่ข้ารู้มาอีกอย่างคือ...” จ้องเข้าไปในดวงตาของฟางเหนียงยิ้มออกมาน้อยๆ แล้วพูด
“เสด็จอาของข้าถ้าถูกใจและชอบอะไรแล้วมักจะชอบนานไม่เบื่อง่ายๆ หรืออาจจะชอบไปตลอดชีวิตก็ได้ เพราะฉะนั้นดูท่าแล้วเสด็จอาคงชอบไปตลอดชีวิต...
ฉะนั้นสหายรักเ้าล้มเลิกซะเถอะ” แล้วตบไหล่ของฟางเหนียงสองสามที
“บ้าน่า...”
“ไม่บ้าหรอกเชื่อเถอะเสด็จอาของข้าไม่ทำหายหรอก ในเมื่อป้ายหยกนั้นเป็ของผู้มีพระคุณ”
จากนั้นก็เงียบไปแต่เหม่ยกวางคิดบางอย่างออก
“จริงสิ...”
“อะไร”
“เสด็จอาและท่านรองแม่ทัพบอกว่าเย็นนี้ต้องไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้องค์ไทเฮา องค์ฮองเฮา”
“เข้าเฝ้า...”
“ใช่น่าจะเป็ตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ฮ่องเต้ ข้าจะพาเ้าไปด้วยส่วนอิงอี้ก็ให้ดูแลลู่จื้อที่ตำหนัก”
“จริงรึ”
“ข้าไม่โกหกเ้าหรอกน่า”
เธอยิ้มออกมาก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้กับเหม่ยกวาง
“อะไร” รับมาแล้วเปิดผ้าที่ปิดออกดู แล้วก็เห็นป้ายหยกที่สลักคำว่าจูเชว่
“จูเชว่...”
“นี้เป็ป้ายหยกประจำตัวแม่ของข้าหรือก็คือองค์หญิงแห่งแคว้นจูเชว่ข้าอยากให้เ้าหาวิธีมอบป้ายหยกนี้ให้กับองค์ไทเฮา”
“ได้ ไม่มีปัญหา”รับปากด้วยความเต็มใจ แล้วเก็บป้ายหยกไว้ดังเดิม
ตกค่ำ
“เสร็จแล้วเพคะองค์หญิง”
เมื่อนางกำนัลคนสนิทและฟางเหนียงที่ตอนนี้อยู่ในชุดของนางกำนัลแคว้นไป๋พูดขึ้นนางลุกขึ้นจากตั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หันไปพูดกับนางกำนัลคนสนิท
“ดูแลอิงอี้และลู่จื้อดีๆละ”
“เพคะองค์หญิง”
“ไปเถอะ” แล้วหันไปพูดกับฟางเหนียง จากนั้นก็เดินออกไป
เดินออกไปสักพักก็พบกับไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งซึ่งนางเองก็ก้มหน้าหลบไม่กล้าเงยหน้าขึ้น แม้จะรู้ว่าไป๋อ๋องมองอยู่ก็ตาม
เขามองนางที่เอาแต่ก้มหน้าหลบมองอยู่นานนางก็ไม่เงยหน้าขึ้น
นางตั้งใจหลบหน้าเขา
เหม่ยกวางมองเสด็จอาของตัวเองและฟางเหนียงสลับกับไปมาชั่วครู่ก่อนจะแกล้งกะแอ่มไอออกมา
“อะ แฮ่ม...”
แล้วเสด็จอาก็หันมามองนาง
"รีบไปเถอะเพคะเสด็จอาท่านขันทีรอนานแล้ว”
และไม่ใช่แค่ขันทีหรือว่านางกำนัลเท่านั้นแต่ยังมีแม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้นจูเชว่มาด้วย
จากนั้นก็เดินตามนำของขันทีไปยังตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่
ตำหนักส่วนพระองค์
ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่
ขันทีที่นำทางเดินเข้าไปภายในห้องก่อนจะเดินกลับออกมา แล้วเชิญทุกคนเข้าไปภายในห้อง
เมื่อเข้ามาภายในห้องสิ่งแรกที่เห็นคือการตกแต่งที่วิจิตรและงดงามงานทุกอย่าง ทุกลายเส้นล้วนแต่ประณีต แล้วยังมีผ้าม่านหลายชั้นปิดเอาไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปถึงด้านในสุดของตำหนัก
ทันทีที่เดินเข้ามาถึงภาพที่เห็นเป็อันดับแรกคือ ภาพของสตรีสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เตียงโดยที่บนเตียงนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งนอนอยู่แล้วมีหมอหลวงที่กำลังตรวจอาการของคนที่นอนอยู่แล้วปลายเตียงยังมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่
“ถวายบังคมองค์ฮ่องเต้องค์ไทเฮา องค์ฮองเฮาและองค์รัชทายาทพ่ะย่ะคะ” ไป๋อ๋องพูดขึ้นแล้วคนอื่นๆ ก็ทำความเคารพตาม ไม่เว้นแม่แต่เธอ
ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าสตรีทั้งสองนั้นคือไทเฮาและฮองเฮาแล้วบุรุษที่นอนอยู่บนเตียงคือองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นจูเชว่
“ตามสบายเถอะไป๋อ๋อง”องค์ไทเฮาพูด แล้วผายมือให้ไป๋อ๋องและทุกคนนั่งในที่จัดเตรียมไว้
เขามองไปยังองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นจูเชว่ที่นอนอยู่บนเตียงก่อนจะหันไปมององค์ไทเฮาแล้วถาม
“อาการของพระองค์เป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะคะ”
“ไม่ดีขึ้นแล้วเมื่อสามวันก่อนก็ทรุดหนักกว่าเดิม” องค์ไทเฮาว่า
“ฝ่าาทรงฝากโสมแดงบัวหิมะและสมุนไพรต่างๆ มาด้วยพ่ะย่ะคะแล้วหวังว่าสมุนไพรเหล่านี้จะช่ายให้พระองค์หายป่วยในเร็ววัน”
“ฝากขอบน้ำพระทัยองค์ฮ่องเต้แคว้นไป๋ด้วย”
“พ่ะย่ะคะ”
หูของเธอฟังที่ไป๋อ๋องและองค์ไทเฮาพูดก็จริงแต่ตาของเธอกลับมองไปยังองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ที่นอนอยู่บนเตียง โดยที่รอบๆเตียงนั้นมีเงาสีดำยืนอยู่ เงานั้นมีลักษณะคล้ายกับเงาที่เข้ามาช่วยชีวิตเธอแล้วพ่อเพ่งมองดีๆเหนือศีรษะขององค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ก็จะมีจอโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กอยู่ แล้วบอกว่าอีกไม่เกินสองชั่วโมงองค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่ก็จะสิ้นใจ
ซึ่งเธอไม่ยอมให้มันเป็แบบนั้นเด็ดขาด
แล้วในตอนนี้เธอก็ไม่สนแล้วว่าคนที่อยู่ภายในห้องนี้คุยอะไรกันเพราะในตอนนี้สมาธิของเธออยู่ที่องค์ฮ่องเต้แคว้นจูเชว่เท่านั้นแล้วจ้องไปยังเงาสีดำที่เริ่มถอยห่างออกจากเตียง แต่ก็ไม่ได้หายไปไหน
“เหม่ยกวาง...”เธอเอ่ยเรียกเหม่ยกวางเสียงเบาเพื่อส่งสัญญาณซึ่งเหม่ยกวางก็พยักหน้าตอบ
เหม่ยกวางลุกขึ้นแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าขององค์ไทเฮาจนคนที่นั่งอยู่ใกล้อย่างไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งยังเอ่ยห้ามไม่ทัน
“ถวายบังคมองค์ไทเฮาและองค์ฮองเฮาเพคะ”พร้อมย่อตัวลงทำความเคารพอย่างสวยงาม
“เ้าคงเป็องค์หญิงแปดเหยียนเหม่ยกวางสินะ”
“เพคะ”
“งดงามสมชื่อจริงๆ”องค์ไทเฮาว่าพลางยิ้มออกมาน้อยๆ
“ขอบพระทัยเพคะ”นางเอ่ยแล้วล้วงหยิบเอาของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้กับองค์ไทเฮา
“นี้คือ...” องค์ไทเฮามองห่อผ้าขนาดเล็กที่ยื่มาให้ ก่อนจะรับมาถือเอาไว้
“สิ่งนี้คือเครื่องรางเพคะเครื่องรางที่ว่าด้วยโรคภัยถ้าผู้ใดมีไว้จะไม่มีโรคภัยใดเข้ามากร่ำกลายหรือถ้าป่วยอยู่ก็จะหายป่วยเพคะ”นางว่า แต่สิ่งที่นางพูดออกไปนั้นฟางเหนียงไม่ได้บอกแต่นางพูดออกไปเอง
ฟางเหนียงได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาภายใต้ผ้าปิดหน้าให้กับความแถ่ความไหลลื่นของเหม่ยกวาง
องค์ไทเฮามองของที่อยู่ในมือสักพักก่อนจะแกะผ้าออกดู แล้วหยิบของนั้นขึ้นมาดู
สิ่งที่อยู่ภายในมือคือป้ายหยกแต่กลับทำให้ทุกคนที่รู้จักป้ายหยกนี้เบิกตากว้างองค์รัชทายาทที่นั่งอยู่ปลายเตียงถึงกับลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างๆ องค์ไทเฮาแม่ทัพเฟิ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักก็มีอาการที่ไม่ต่างไปจากตอนนี้องค์หญิงผู้นี้ยื่นป้ายหยกประจำตระกูลเฟิ่งให้กับตน
“นี้มัน...”
“หม่อมฉันหวังว่าเครื่องรางนี้จะทำให้องค์ฮ่องเต้หายป่วยในเร็ววันเพคะ”