ฉีเมี่ยวถามกะทันหันทำให้ทุกคนในที่นั้นใโดยแท้ ปี้ย่วนซื่อบื้ออยู่บ้าง ไม่รู้สึกว่าที่ใดผิดปกติรู้เพียงเข้าใกล้ฉีเมี่ยวจะปกป้องได้ง่าย อ้ายเหลียนกลับขมวดคิ้ว
สตรีทั้งสามเช่นพวกนางเทียบกับบุรุษวัยฉกรรจ์สามคนแล้ว หากมีการลงมือขึ้นมาเกรงว่าคนที่เสียเปรียบจะเป็พวกนางอีกทั้งพูดจาเปิดโปงเช่นนี้ ถ้ากลายเป็การยั่วโมโหอีกฝ่ายล่ะ? เดิมทีนางคิดว่าจะทำท่าทางเชื่อฟัง มองหาทางออกอย่างเงียบๆไม่นึกว่าฮูหยินจะตรงไปตรงมาเช่นนี้
องครักษ์เฝ้าจวนสองนายกับคนรถหนุ่มนั้นใจเต้นตึกตักอย่างไรเสียรับเงินก้อนใหญ่จากท่านโหวพาซื่อจื่อฮูหยินออกมาเื่เช่นนี้ย่อมผิดศีลธรรมยามนี้ถูกเปิดโปง ถึงอย่างไรก็ใจฝ่อ
สามคนสบตากันแวบหนึ่งจากนั้นขยับเข้ามาใกล้ นั่งยองลงข้างกองไฟด้วยสีหน้าแตกต่างกัน คนหนึ่งเอ่ยถามว่า “เหตุใดซื่อจื่อฮูหยินพูดเช่นนี้”
ฉีเมี่ยวหลุบตาอย่างเขินอายเชิดสายตามองทั้งสามคนอย่างรวดเร็วแวบหนึ่งจากนั้นหันไปมองกองไฟ และดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเล่นราวกับประหม่ายิ่งนัก
“ในเมื่อพวกเ้ารู้กัน ข้าก็ไม่ต้องปิดบัง ข้ากับท่านโหวใจตรงกันในเมื่อเขาจัดการเช่นนี้ ข้าไหนเลยจะไม่เชื่อฟัง ที่จริงอยู่ในจวนข้าก็เห็นพิรุธถ้าเป็คนจากจวนแม่ทัพ เหตุใดคนผู้นั้นไม่มาพบข้าพูดกับข้าเอง แต่รีบร้อนให้คนที่ประตูสองมาแจ้งข่าว?ยามนั้นข้าก็สังเกตเห็นความผิดปกติ แต่ข้ายังมาที่นี่พวกเ้าคิดว่าเพราะเหตุใด”
นางหน้าตางดงามบัดนี้เสื้อผ้าหน้าผมเปียกชื้น เพิ่มเสน่ห์ขึ้นมากประกอบกับน้ำเสียงนุ่มนวลของนางจงใจพูดอย่างอ่อนโยนหน้าตาอมยิ้มเล่นผ้าเช็ดหน้าด้วยสีหน้าเขินอายท่าทางนั้นทำให้สามคนนี้เห็นแล้วจิตใจฟุ้งซ่านโดยแท้ทุกคนรู้ว่าไป๋ซีอวิ๋นครึ่งร่างเข้าโลงศพ ทำเื่ทางนั้นไม่ได้แน่นอนซื่อจื่อฮูหยินผู้นี้ยังสาวยังสวยเช่นนี้เกรงว่าคงไม่พอใจเื่ทางนั้นยิ่งนักแล้ว ประกอบกับท่านโหวตำแหน่งสูงมีอำนาจมากซ้ำยังองอาจแข็งแรง...
คนรถกับองครักษ์เฝ้าจวนสองนายคิดไปไกลแล้วรู้สึกว่าที่จริงฉีเมี่ยวยอมตามเช่นนี้ดีนักไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งนางไม่พอใจยังจะมาหาพวกเขา อย่างไรเสียท่านโหวอายุมากแล้วพวกเขายังหนุ่มแน่นอยู่เลย
แต่อย่างไรเสียสตรีผู้นี้ก็เป็ของท่านโหวพวกเขาไม่กล้าแตะต้อง ได้แต่มองน้ำลายไหล แอบต่อว่า์ช่างไม่ยุติธรรม เหตุใดพวกเขาไม่มีวาสนารักเช่นนี้
คนรถใจกล้าหน่อยยิ้มหยอกเย้าพูดว่า “ที่แท้ซื่อจื่อฮูหยินเป็คนรู้จักวางตัวรู้แต่แรกว่าเป็เช่นนี้ คงไม่ทำให้พวกเราพี่น้องตึงเครียดถึงเพียงนี้”
ฉีเมี่ยวกลอกตาขาวใส่เขาแวบหนึ่งชูผ้าเช็ดหน้าอย่างสง่างาม กลิ่นแป้งชาดอ่อนๆ โอบล้อมสามคนทันทีคนรถกับองครักษ์เฝ้าจวนสองนายแทบจะเมาแล้ว
“ในเมื่อซื่อจื่อฮูหยินเป็คนมีเหตุผล เช่นนั้นก็ง่ายหน่อยอีกเดี๋ยวท่านจะได้เจอท่านโหวแล้ว เพียงแต่เห็นแก่เื่ในวันนี้วันหน้าท่านโปรดพูดชมเชยพวกข้าพี่น้องต่อหน้าท่านโหวให้มาก”
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเ้าทำให้ข้ากับท่านโหวสมหวัง ข้าย่อมต้องขอบคุณยังไม่รู้ชื่อของพวกเ้าเลย”
คนรถยิ้มพูดว่า“ข้าชื่อหวังเฉวียน นี่คือสองพี่น้องจางใหญ่จางสาม”
ฉีเมี่ยวยิ้มอย่างเห็นพ้อง“สกุลจางคงมีพี่สาวคนรองอีกคน”
จางใหญ่หัวเราะลั่น“ซื่อจื่อฮูหยินเดาผิดแล้ว ครอบครัวพวกเรามีเพียงเราสองคนพี่น้องชื่อว่าจางใหญ่จางสาม เดิมทีเขาชื่อจางสอง ทุกคนเรียกเขาว่าน้องชายเล็กฮูหยินเป็คนมีความรู้ น่าจะทราบดีว่าคำว่าน้องชายเล็กนี้ไม่ค่อยน่าฟัง” จากนั้นยักคิ้วหลิ่วตาหัวเราะหยอกเย้าอีกระลอก
ปี้ย่วนข้างกายโมโหจนหน้าแดงแล้วแต่ฮูหยินไม่ออกคำสั่ง นางไม่กล้าพูดมาก
อ้ายเหลียนมองฉีเมี่ยวคุยเล่นกับสามคนนั้นเหมือนคิดอะไรอยู่ไม่รู้สึกถึงอันตรายชั่วคราว แต่ยังคงระวังตัวด้วย
ฉีเมี่ยวฉวยมือโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไปท่าทางนี้ราวกับขุ่นเคือง และราวกับออดอ้อน
จางสามหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาสูดกลิ่นสุดชีวิต รู้สึกทันทีว่าตนเองคล้ายกับดื่มมามากเกินไปจนอยากนอนสบายๆ
คิดอย่างเคลิบเคลิ้มว่าที่แท้หญิงงามข้างกายยังรักษาอาการนอนไม่หลับได้
“ท่านโหวจะไปที่ใดกับข้ากันแน่ พวกเรายังต้องเดินทางอีกนานเพียงใด”
หวังเฉวียนพูดว่า“ก่อนหน้านี้ท่านโหวบอกว่าจะพาท่านไปคฤหาสน์ชนบทอีกเดี๋ยวฝนซาหน่อยพวกเราก็ออกเดินทางเถอะ ท่านโหวจะได้ไม่รอนาน”
“จริงของเ้า” ฉีเมี่ยวยิ้มพยักหน้ารอยยิ้มเช่นนั้นทำให้เห็นแล้วเคลิบเคลิ้มเหม่อลอย เขาเอาแต่จ้องมองนาง เห็นนางสอดมือเข้าไปในอ้อมแขนเลี่ยงไม่ได้ที่จะเพ้อฝันทิวทัศน์ในสาบเสื้อของนางกลับเห็นนางล้วงกระเป๋าผ้าเล็กเรียวยาวใบหนึ่งออกมา
ฉีเมี่ยวแกะสายรัดต่อหน้าพวกเขาแล้วสะบัดมือ เผยให้เห็นเข็มเงินสำหรับการฝังเข็มแถวหนึ่ง
หวังเฉวียนจางใหญ่และจางสามคิดอย่างมึนงง สตรีนางนี้หยิบเข็มออกมาทำอะไร
มือขาวเรียวยาวของฉีเมี่ยวหยิบเข็มเล่มที่หนาที่สุดแกว่งไปมาตรงหน้าทั้งสามคนพลางยิ้มพูด “พวกเ้าเหนื่อยแล้ว พักผ่อนสักครู่เถอะ” จากนั้นลงมือดุจสายฟ้าแทงจุดฝังเข็มสองแห่งบนลำคอของจางสามที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว
จางสามเบิกตากว้างล้มลงกับพื้นดังตุบ
หวังเฉวียนกับจางใหญ่ใหน้าถอดสีเข้าใจบางอย่างขึ้นมาแล้ว “เ้านี่มันหญิงสารเลว!”
สองคนลุกขึ้นจะต่อต้านปี้ย่วนใจนกระเด้งตัวขึ้นมาจะคว้าฟืนตีแต่หวังเฉวียนกับจางใหญ่คลานขึ้นมาอย่างอ่อนแรงกลับรู้สึกมือเท้าอ่อนยวบไม่มีเรี่ยวแรง
ฉีเมี่ยววางกระเป๋าเข็มสาวเท้าไปข้างหน้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น คว้าคอเสื้อของหวังเฉวียนจะแทงเข็มหวังเฉวียนจะยอมได้อย่างไร ดิ้นรนขึ้นมาทันที อ้าปากด่าทอหยาบคายสองมือบีบคอฉีเมี่ยว แต่เขาตัวอ่อนปวกเปียก สองมือไม่มีแรงด้วยซ้ำ
จางใหญ่สะบัดศีรษะไล่ความมึนงงจะไปช่วยผู้ใดจะคิดว่าจะถูกโจมตีตรงต้นคออย่างแรง หมดสติทันที
อ้ายเหลียนใช้ฝ่ามือฟาดจางใหญ่ล้มลงจากนั้นเข้ามาใกล้ฟาดหวังเฉวียนหมดสติเช่นกัน
ฉีเมี่ยวล้มลงกับพื้นถือเข็มเงินหอบหายใจ“อ้ายเหลียน เ้ามีวรยุทธ์!”
อ้ายเหลียนมีสีหน้าละอายใจ“ข้าเพียงเรียนมานิดหน่อยในหมู่พวกเราสี่คนอวี้เหลียนมีวรยุทธ์ดีที่สุด วันนี้ถ้าให้นางติดตามฮูหยินออกมาสามคนนี้รวมกันยังสู้นางได้ไม่ถึงสิบกระบวนท่า” อ้ายเหลียนรู้สึกว่าหัวของตนหนักอยู่บ้างหนังตาเริ่มหย่อน ง่วงเหงาหาวนอนเล็กน้อย
ฉีเมี่ยวรีบใช้เข็มเงินแทงจุดฝังเข็มง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้รวมทั้งจุดฝังเข็มหลายแห่งบนแขนความรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนหายไปอย่างมหัศจรรย์
“ฮูหยินทั้งกล้าหาญทั้งเฉลียวฉลาด ซ้ำยังฝังเข็มได้ บ่าวเลื่อมใสโดยแท้”อ้ายเหลียนพูดจากใจ
ยามนี้ปี้ย่วนยังไม่เข้าใจ“ฮูหยิน เหตุใดพวกเขาสามคนจึงอ่อนแอถึงเพียงนั้นทิ่มครั้งเดียวก็ล้มลง?”
ฉีเมี่ยวหัวเราะพรืดจับมืออ้ายเหลียนกับปี้ย่วนอาศัยแรงลุกขึ้น เก็บกระเป๋าเข็ม “เมื่อครู่ข้าสาดยาชาทำมือบนผ้าเช็ดหน้าเดิมทีข้าพกยาบางส่วนติดตัวกันไว้ดีกว่าแก้เผื่อเจอคนาเ็หรือป่วยไข้อีกทั้งสะดวกต่อการรักษา ยาชานั้นระงับความเ็ปได้ผลดีนักเพียงแต่พวกเขาสูดผงยาปริมาณมากเข้าไปซ้ำยังถูกข้าสาดผงยาบนเสื้อผ้าโดยตรงขณะที่พวกเขาไม่ระวังตัวถึงได้ตัวอ่อนปวกเปียกอยากนอน”
ฉีเมี่ยวพูดไปขึงตาใส่อ้ายเหลียนอย่างขุ่นเคืองไป“ข้าก็โง่เองเหตุใดไม่คิดถามพวกเ้าสี่คนว่ามีวรยุทธ์หรือไม่ กลับไปเ้าบอกข้าโดยละเอียดข้าจะได้ใคร่ครวญว่าพาพวกเ้าผู้ใดออกมา”
อ้ายเหลียนปิดปากหัวเราะ“แต่ยามนี้ก็ทำให้บ่าวเข้าใจอย่างแท้จริงว่าฮูหยินไม่ใช่สตรีทั่วไปเช่นนั้น”
ฉีเมี่ยวแลบลิ้นใส่นางพูดว่า “มา พวกเรามัดพวกเขาสามคนย้ายไปหลังวัดถ้าอานลู่โหวไปคฤหาสน์ชนบทหาข้าไม่เจอ ย่อมจะกลับมาหาตามทางพวกเราสามคนเป็สตรีอ่อนแอทั่วไป ถ้าเดินทางมั่วซั่วกลางทุ่งหญ้าป่าเขาเกรงว่าจะอันตราย ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่อย่างเลี่ยงไม่ได้”
ปี้ย่วนพูดว่า“พวกเราไม่สู้หาที่ปลอดภัยซ่อนตัว?”
ฉีเมี่ยวยิ้มพูด“เด็กโง่ ที่นี่ทุ่งหญ้าป่าเขา ชายสะเพร่าที่วรยุทธ์อ่อนด้อยสามคนยังเปลืองยาชาของข้ามากถึงเพียงนั้นถ้าเจอพวกโจรผู้ร้าย ถึงยามนั้นคงไม่ใช่ว่าได้แต่ร้องไห้แล้ว?”
ขบขันกับวิธีการพูดของนางปี้ย่วนพูดอย่างไม่ยอมฟัง “คงไม่โชคร้ายถึงขั้นนั้นกระมัง? ยังเจอโจรผู้ร้ายได้อีก?”
ฉีเมี่ยวมุมปากกระตุกนางทะลุมิติมาแล้ว ทักษะพิเศษก็มีแล้ว ซ้ำยังถูกทิ้งไว้ในครอบครัวชั้นหนึ่งเช่นนี้เื่อื่นยังไม่แน่ว่าจะเป็จริง! ถ้า์คิดจะเล่นนางต่อไปล่ะ?
สามคนร่วมแรงกันมัดคนไว้จากนั้นกลับไปในวัดโดยที่เสื้อผ้าเปียกไปกว่าครึ่ง
ฉีเมี่ยวหยิบห่อยาเล็กในอ้อมแขนออกมาตรวจสอบโชคดีที่นางพกยาชาสองห่อ จากนั้นเลือกเข็มเงินสองเล่มกลัดไว้ในสาบเสื้อนี่ถึงพูดว่า “ข้าไม่อยากนั่งรอความตายในเมื่อเฒ่าสารเลวผู้นั้นคิดจะแตะต้องข้า ข้ากำจัดเขาก่อนก็สิ้นเื่!”
“ฮูหยิน ท่าน...” ปี้ย่วนใคำพูดกล้าหาญของนางไม่น้อย
ฉีเมี่ยวพูดว่า“ในเมื่อเขากล้าแตะต้องข้าข้าจะให้เขาเจอความร้ายกาจบ้าง อ้ายเหลียน อีกเดี๋ยวเ้าซ่อนอยู่หลังเสารอโอกาสช่วยข้า ปี้ย่วนลำบากเ้าไปรอที่ปากทาง พาอานลู่โหวมาข้าคิดว่าทำเื่เช่นนี้อานลู่โหวคงไม่พาคนมาเยอะเท่าใด ถ้าเขาถามเ้าก็บอกว่าเมื่อครู่สามคนนั้นพาเ้ากับข้ามาที่นี่ บอกว่าออกไปตามหาท่านโหวทิ้งพวกเราไว้ที่นี่ ข้ากลัวเหลือเกิน ถึงให้เ้าออกไปตามหาคน บังเอิญไปเจอเขารู้หรือไม่”
ปี้ย่วนพยักหน้าอย่างแรงวิ่งห้อฝ่าฝนออกไปแล้ว
อ้ายเหลียนคว้าเศษโต๊ะที่เดิมทีใช้ทำฟืนซ่อนอยู่หลังเสาอย่างตึงเครียดฉีเมี่ยวสยายผมยาวเปียกชื้น นั่งข้างกองไฟเติมฟืนในใจใคร่ครวญว่าอีกเดี๋ยวจะทำอย่างไร
• ••
ครึ่งชั่วยามก่อนเรือนชิ่นหยวน
ไป๋ซีอวิ๋นตื่นขึ้นมาไม่เห็นฉีเมี่ยวก็เรียกปิงเหลียนมาสอบถาม
ปิงเหลียนเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่โดยละเอียดไป๋ซีอวิ๋นสังเกตเห็นความผิดปกติทันที “เ้าบอกว่าปี้ย่วนวิ่งเข้ามาไปห้องครัวเล็กบอกฮูหยินโดยตรง?”
“เ้าค่ะ” ปิงเหลียนพยักหน้า
ไป๋ซีอวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อว่า“เช่นนั้นปี้ย่วนได้ข่าวมาจากที่ใด”
คราวนี้ถามจนปิงเหลียนกับเวิ่นเหลียนนิ่งอึ้ง
อวี้เหลียนฉลาดหน่อย“จะต้องเป็หญิงรับใช้ที่ประตูสองเป็คนบอก”
ไป๋ซีอวิ๋นพยักหน้า“ไป เรียกหญิงรับใช้ที่เข้าเวรประตูสองวันนี้มาเหตุใดจวนเหมยฮั่นหลินเกิดเื่บอกสกุลฉีคนจากสกุลฉีไม่แจ้งฮูหยินโดยตรงแต่ไปประตูสองแจ้งข่าวล่ะ”
อวี้เหลียนเวิ่นเหลียนและคนอื่นๆ เห็นไป๋ซีอวิ๋นมีสีหน้าจริงจังหนักแน่นก็รีบแยกย้ายออกไปทำธุระอวี้เหลียนยังไปเรียกก่วนจวินเยี่ยนมาด้วย
ก่วนจวินเยี่ยนนอนกลางวันตื่นมาเข้าประตูก็ถามว่า “เป็อะไรไป ร้อนรนกระวนกระวาย”
ไป๋ซีอวิ๋นพูดด้วยสีหน้าจริงจังหนักแน่น“ถ้าข้าเดาไม่ผิด เมี่ยวเอ๋อร์อาจถูกหลอกออกไป”
“อะไรนะ” ก่วนจวินเยี่ยนกะพริบตาพูดอย่างไม่อยากเชื่อ “นี่เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลยผู้ใดจะหลอกนางออกไปได้”
ไป๋ซีอวิ๋นก็เล่าเหตุการณ์ให้ก่วนจวินเยี่ยนฟังโดยละเอียด