‘ลุงเพิ่ม’ ชายชราเดินออกมามองบ้านข้างๆที่มีคนมาอยู่ใหม่อย่างเงียบๆก่อนจะขึ้นรถเก๋งคันโปรดของตัวเองแล้วขับออกจากบ้านที่ไม่ต่างจากบ้านร้างหลังนั้นไป
รถนิสสันสีเืหมูสภาพเก่าไม่ต่างจากเศษเหล็กเคลื่อนที่ได้แล่นเข้ามาจอดที่บริเวณจอดรถของโรงพยาบาล คนขับคือลุงเพิ่มซึ่งมีกิจวัตรที่ต้องทำทุกวัน่พักเที่ยงนั่นคือการกลับไปทำธุระที่บ้านก่อนจะกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งในเวลาบ่ายโมงตรง เพื่อทำหน้าที่ที่น้อยคนนักจะอยากทำ...นั่นคือการดูแลห้องดับจิต!
กิ่งต้นไม้ใหญ่ภายในโรงพยาบาลเอนไหวไปตามแรงลม เสียงใบไม้ยามเสียดสีกันได้ยินแล้วชวนขนลุก ทางเดินเล็กๆที่ลัดเลาะผ่านตึกน้อยใหญ่ของโรงพยาบาลนำไปสู่ทางด้านหลังของโรงพยาบาลนั้น เป็ที่ตั้งของห้องดับจิตที่ลุงเพิ่มทำงานอยู่มาร่วมยี่สิบปี จนเขาคุ้นชินกับการต้องกินนอนกับศพที่ไม่รู้จักกันได้แล้ว จนทุกวันนี้ถ้าหากมีเวลาที่ห้องดับจิตว่าง ในความรู้สึกเขามันกลับดูวังเวงยิ่งกว่าในวันที่มีศพเสียอีก
ถึงแล้ว...บ้านหลังที่สองของเขา
ประตูห้องดับจิตปิดสนิท ทางด้านขวามือของลุงเพิ่มเป็ฝาผนังสีขาวโล่งๆที่มีตัวหนังสือเหล็กสีดำติดไว้ว่า ‘ห้องดับจิต’ ตัวหนังสือธรรมดาๆแต่ทว่ากลับสร้างความรู้สึกสะพรึงจนขนลุกได้อย่างน่าประหลาด
ลุงเพิ่มดันบานประตูให้เปิดออกอย่างช้าๆเสียงบานพับที่ขึ้นสนิมก็เสียดสีเสียงดังจนรู้สึกเสียววาบไปถึงขั้วหัวใจ กลิ่นของน้ำยาอาบศพลอยฟุ้งเข้ามาทักทาย...มันเป็กลิ่นที่ติดเสื้อผ้ากลับไปทุกวันจนเหมือนมันลอยอบอวลไปเสียทุกที่ที่เขาก้าวเดินไปและมักเป็ที่รังเกียจของผู้พบเห็น แต่สำหรับลุงเพิ่มแล้วกลับคุ้นชินเสียจนไม่รู้สึกแปลก ลุงเพิ่มคิดว่าคนเราไม่จำเป็ต้องใส่น้ำหอมหรือเครื่องประทินผิวใดใด เพราะเมื่อเราทุกคนตาย...กลิ่นที่ติดตัวไปก็คือกลิ่นน้ำยาอาบศพหรือฟอร์มาลีนนี่แหละ!
ภายในห้องดับจิตนั้นเป็ห้องโล่งๆบริเวณกว้างขวาง พื้นและฝาผนังถูกปูด้วยกระเบื้องสีขาวที่ปัจจุบันกลายเป็สีอมเหลืองเนื่องจากผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ทางด้านหนึ่งของห้องตั้งตู้แช่ศพเต็มพรืดตลอดทาง ตรงกลางห้องมีการก่อเป็อ่างขนาดยาวพอที่คนจะลงไปนอนได้ ซึ่งมีไว้สำหรับชำระล้างและแต่งตัวศพก่อนที่ญาติจะรับตัวไปบำเพ็ญกุศล ตรงอ่างอาบน้ำศพมีร่างของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าสีขาวที่ลุงเพิ่มเพิ่งชำระล้างร่างกายเสร็จั้แ่ก่อนเที่ยงเพื่อรอญาติมารับ
ชายชรานั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง หยิบปิ่นโตที่หอบมาจากบ้านออกมาวางไว้บนโต๊ะ ข้าวสวยที่หุงไว้ั้แ่เมื่อวานเย็นถูกนำมากินเป็อาหารเที่ยงของอีกวัน ไข่ต้มและน้ำพริกก้นถ้วยคืออาหารจานประจำของชายชรา ไม่จำเป็ต้องกินหรูหรา เอาแค่ให้ท้องอิ่ม กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน!
เขาตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างช้าๆ สายตามองตรงไปยังเพื่อนร่วมห้องดับจิตที่นอนนิ่งอยู่พลางเอ่ยชวนให้กินข้าวด้วยกันตามประสา
“อีหนู...กินข้าวกับลุงไหมลูก น้ำพริกตาแดงกับไข่ต้มกินคู่กับมะเขือเปราะ อร่อยอย่าบอกใคร มาๆ มานั่งกินด้วยกัน” ลุงเพิ่มเอ่ยชวนทำราวกับเห็นตัวตนของอีกฝ่ายก่อนตักข้าวเข้าปากตัวเอง แล้วอยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เขามักจะเป็แบบนี้ทุกครั้งที่เห็นศพเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับลูกของตัวเอง
ภาพวานวันกลับมาทักทายอีกครั้ง...
“พ่อ...กินข้าว” เสียงใสๆ ของ ‘แก้ม’ ลูกสาวที่เป็ดังดวงใจของลุงเพิ่มเอ่ยเรียกพ่อที่กำลังทำการล้างเนื้อล้างตัวศพอยู่ในห้องดับจิต หญิงสาวเดินหิ้วปิ่นโตเข้ามายืนข้างๆพ่อแล้วมองสิ่งที่อีกคนกำลังทำอย่างไม่ได้หวาดกลัวสักนิด
“เดี๋ยวก่อน...ใกล้เสร็จแล้ว แล้วมายืนดูพ่อทำไม ออกไปรอข้างนอกไป๊...มันน่าดูที่ไหนล่ะศพคนเนี่ย” คนเป็พ่อทำเสียงดุ หากแต่มีรอยยิ้มบนใบหน้า
“แหม...พ่อ...หนูชินแล้ว เห็นพ่อทำแบบนี้มาั้แ่เด็กจนหนูชินชากับพวกผีพวกศพไปแล้ว ศพนี้เป็อะไรตายอีกล่ะพ่อ มีรอยเย็บที่ท้องยาวเชียว” ลูกสาวเอ่ยถามพลางมองรอยเย็บที่หน้าท้องของศพที่นอนนิ่งอยู่ เมื่อสังเกตจากใบหน้าและรูปร่างผู้ตายแล้วคงมีอายุไม่มากไปกว่าเธอสักเท่าไหร่ ใบหน้าอันคมเข้มแม้เวลานี้จะมีสำลีอุดจมูกอยู่แต่ยังคงมีเค้าความหล่อตอนมีชีวิต
หน้าตาดียังไง...สุดท้ายตายก็ถูกเผาเหมือนกัน...พ่อเคยสอนไว้อย่างนั้น!
“ถูกผู้หญิงแทงจนไส้แตกน่ะสิ คงไปทำเ้าชู้ไก่แจ้ไปทั่ว หน้าตาดีซะขนาดนั้น แกอย่าเที่ยวไปหึงหวงผู้ชายจนไปตีรันฟันแทงเค้าแบบนี้ล่ะยายแก้ม” ลุงเพิ่มบอกพลางชำระล้างร่างกายศพต่อ แก้มหัวเราะขำในสิ่งที่พ่อพูด
“แหม...พ่อ...หนูไม่ใช่พวกบ้าผู้ชายขนาดนั้นนะ หนูจะไม่แต่งงานหรอก หนูจะอยู่กับพ่อจนแก่จนเฒ่าเลย ไม่มีแม่อยู่ดูแลพ่อแล้ว หนูก็ต้องดูแลพ่อแทนแม่ หนูสัญญาจ้ะ” ลูกสาวบอกให้ผู้เป็พ่อชื่นใจ แม่ของแก้มเสียไปั้แ่อายุสิบสองเนื่องจากโรคหัวใจ และนั่นเป็ครั้งแรกที่เธอได้อาบน้ำให้แม่...แม้จะเป็ยามที่แม่ไม่มีลมหายใจแล้วก็ตาม
แต่ถึงขาดแม่...พ่อก็ไม่เคยทำให้เธอลำบาก พ่อดูแลเธอดีไม่ต่างกับตอนที่แม่ยังอยู่ บ่อยครั้งที่เธอต้องติดสอยห้อยตามพ่อมานั่งเล่นที่ห้องดับจิตแห่งนี้จนทำให้คุ้นชินและไม่นึกรังเกียจงานของพ่อ ไม่รังเกียจศพคนตาย เพราะรู้ดีว่าในที่สุดเธอก็ต้องเข้าไปนอนในตู้แช่ศพเหมือนกัน...ไม่ช้าก็เร็ว
“ดีแล้ว ไปๆ ไปจัดข้าวจัดปลา เดี๋ยวพ่ออาบน้ำศพเสร็จจะได้ไปนั่งกินข้าวกัน หิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย” ผู้เป็พ่อเอ่ยปากไล่อีกครั้ง ลูกสาวพยักหน้ารับ หอบปิ่นโตเดินอารมณ์ดีกำลังจะออกจากห้องดับจิตไป จาแล้วก็หันมาพูดกับผู้เป็พ่ออีกรอบ
“วันนี้หนูตำน้ำพริกตาแดงกับไข่ต้มมาให้พ่อด้วย อ้อ...มีฉู่ฉี่ปลาทูอีกอย่าง รีบมากินล่ะพ่อ หนูกินหมดก่อนไม่รู้นะ” พูดจบเธอก็ขำคิกๆ แล้วเดินออกไป
ภาพวันนั้นยังแจ่มชัดในความทรงจำของผู้เป็พ่อไม่เคยลืมเลือน
. . . . . . . . . . . . . . . .. . . .
ลุงเพิ่มปาดน้ำตาแล้วตักข้าวเข้าปาก พยายามไม่คิดถึงอดีต อย่างไรก็ต้องอยู่กับปัจจุบันที่โหดร้ายต่อไปให้ได้ เสียงช้อนแสตนเลสยามกระทบกับปิ่นโตเสียงมันดังก๊องแก๊งกังวานอยู่ภายในห้องดับจิต เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ ลุงเพิ่มรู้ตัวอีกทีข้าวคำสุดท้ายก็เข้าปากแล้ว ไข่ต้มยังเหลืออีกครึ่งลูกเอาไว้กินมื้อเย็นได้อีก ชายชราจัดการเก็บปิ่นโต กำลังจะเอาออกไปวางไว้ข้างนอกห้องดับจิตก็ต้องใเมื่อเจอหน้าของนางพยาบาลก้อยโผล่เข้ามาพอดี
“เอ้า...คุณพยาบาลก้อย”
“สวัสดีค่ะลุงเพิ่ม กินข้าวกินปลาหรือยัง นี่หนูซื้อแกงคั่วสับปะรดมาฝาก” นางพยาบาลสาวยื่นแกงถุงที่ซื้อมาจากร้านอาหารภายในโรงพยาบาลมาฝากชายชรา บ่อยครั้งที่เธอว่างและมักจะหาซื้อกับข้าวกับปลามาฝากลุงเพิ่มเสมอ เพราะรู้ว่าเขาไม่มีคนดูแลั้แ่เสียบุคคลในชีวิตไป เธอเข้าใจหัวอกหัวใจของคนที่สูญเสียคนรักดี
“ขอบคุณมากครับคุณพยาบาลก้อย ไม่น่าลำบากเลยครับ เกรงใจจะแย่”
“ไม่เป็ไรหรอกลุง มีอะไรขาดเหลือก็บอกหนูได้นะ ไม่มีลูกสาวอยู่ด้วยแล้วคงเหงาน่าดูเลยเนอะลุงเนอะ” นางพยาบาลก้อยพูดขึ้นอย่างน่าเวทนา อีกฝ่ายไม่ได้ตอบรับ เพียงแค่ยิ้มน้อยๆให้นางพยาบาลจิตใจงามตรงหน้า “อ้อ ที่หนูมาเนี่ยไม่ได้จะมาเอาแกงให้ลุงเพิ่มอย่างเดียวหรอก พาญาติคนตายมารับศพด้วย ลุงจัดการแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
“เฮ้อ...เห็นศพแล้วก็น่าเวทนา ยังสาวยังแส้แท้ๆดันมาถูกข่มขืนตายคาโรงหนัง นี่ไม่ใช่ศพแรกนะลุง แต่เป็ศพที่สามแล้ว ศพแรกเป็มุสลิม ญาติเลยรีบจัดการนำไปฝังให้เร็วที่สุด ศพที่สองเป็พนักงานที่เดียวกันนั่นแหละ แต่ส่งไปเก็บที่โรงพยาบาลอื่น แล้วนี่น่ะ...เป็ศพที่สามแล้ว จับตัวคนร้ายก็ไม่ได้ ไม่รู้ต้องให้ตายอีกกี่คนถึงจะลากตัวไปพวกวิปริตนี่มาลงโทษได้เสียที พูดไปแล้วก็โมโห ตำรวจไทยไร้น้ำยาจริงๆ คนหายก็ตามตัวไม่ได้ คนตายก็จับตัวฆาตกรไม่ได้...ห่วยแตก!” นางพยาบาลก้อยระบายอารมณ์กับอีกฝ่ายอย่างหัวเสีย ยิ่งเมื่อนึกถึงคดีการหายตัวไปของเฟิร์นที่ยังไม่คืบหน้าแล้วก็ยิ่งเหมือนเติมฟืนให้กองไฟลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสียทุกที “สงสัยหนูจะพูดมากไปแล้วเนอะลุง อย่าถือสาหนูเลยนะ โน่น...ญาติคนตายมารับศพแล้ว”
นางพยาบาลก้อยหันไปยิ้มให้กับญาติคนตายชายหญิงที่ดูแล้วคงจะเป็พ่อกับแม่ ทั้งคู่มีสีหน้าเศร้าสร้อยจนน่าเวทนา ผู้เป็พ่อยื่นใบรับศพให้กับลุงเพิ่ม ลุงเพิ่มกวาดตามองชื่อ นางสาวจิตภัทร รัศมีดิลกจิตกร ชื่อเล่นชื่อ ‘จีฟ’ อายุ 21 ปี
“เชิญเข้ามาดูศพก่อนครับ” ชายชราเดินนำคนทั้งคู่เข้ามาภายในห้องดับจิต โดยที่นางพยาบาลก้อยยืนรออยู่ภายนอก แม้จะเห็นศพมาแล้วนักต่อนักแต่ไม่ยักจะชิน ใครกันจะอยากมานั่งดูศพบ่อยๆ ฉันยังมีกิเลสอยู่นะ จะให้มาดูศพเพื่อปลงสังขารน่ะ...ทำไม่ได้หรอก!
ลุงเพิ่มเดินมาที่อ่างกลางห้อง ดูป้ายชื่อที่แขวนไว้กับนิ้วเท้าของผู้ตายที่เขียนชื่อ นามสกุลเพศและอายุของผู้ตายไว้ป้องกันเหตุการณ์การสลับศพ เมื่อเห็นว่าใช่คนเดียวกันแล้วจึงค่อยๆเปิดผ้าสีขาวที่คลุมร่างของศพไว้ออกให้ผู้เป็พ่อเป็แม่ดูเพื่อความแน่ใจและไม่มีปัญหาภายหลัง
แต่ทันทีที่ผ้าสีขาวนั้นเปิดออก...
ศพที่นอนอยู่ตรงนั้นกลับกลายเป็ร่างของแก้ม...ลูกสาวคนเดียวของลุงเพิ่ม มือของศพยกขึ้นมาจับแขนของผู้เป็พ่อราวกับว่ายังไม่ยอมจะจากไปไหน ชายชราเบิกตาโพลงถึงกับหงายหลังล้มลงกับพื้นท่ามกลางความใของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ นางพยาบาลก้อยที่ยืนรออยู่หน้าประตูเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาประคองลุงเพิ่มแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ลุงเพิ่ม...เป็อะไรไหม เป็ลมหรือเปล่า”
“ยายแก้ม...ยายแก้มลูกพ่อ…” น้ำเสียงของชายชราสั่นครือ น้ำใสๆ เอ่อล้นที่ดวงตาคู่โศก สายตายังจับจ้องไปที่ศพที่นอนอยู่
“ไม่ใช่หรอกลุง นี่ไม่ใช่ยายแก้มหรอก...ลุงดูดีๆ สิ” นางพยาบาลก้อยเรียกสติของอีกฝ่ายให้กลับมา ทั้งที่เข้าใจดีว่าคนที่เสียลูกสาวไปทั้งคนคงไม่ใช่เื่ง่ายที่จะทำใจให้ยอมรับ
เมื่อลุงเพิ่มเพ่งมองที่ศพดีๆอีกครั้งก็พบว่ามันไม่ใช่ร่างของลูกสาวตัวเองจริงๆ แต่เป็หญิงสาวหน้าดีคนที่เขาเพิ่งอาบน้ำให้เมื่อหลายชั่วโมงก่อน เขาตาฝาด...อาจเพราะนอนไม่หลับติดกันมาหลายคืนแล้ว
“เห็นไหม...ไม่ใช่ยายแก้ม ยายแก้มไปสบายแล้วนะลุง”
“ครับ...ขอโทษครับ” ชายชรายกมือไหว้นางพยาบาลก้อยและไหว้ญาติคนตายทั้งสองคนด้วยที่ทำให้ใ นางพยาบาลก้อยส่ายหน้า
“นี่นอนไม่หลับมาหลายวันแล้วใช่ไหมลุงเพิ่ม เดี๋ยวจัดการศพนี้เสร็จแล้วขึ้นไปหาหนูบนวอร์ดนะ เดี๋ยวหนูจะขอยานอนหลับจากหมอให้ ลุงต้องพักผ่อนมากๆ เป็อะไรไปอีกคนจะยุ่ง”
“ขอบคุณมากครับ...คุณพยาบาลก้อย”
คนเรามักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง...
ในค่ำคืนแรกของ ‘บ้านใหม่’ ดูไม่เคยคุ้นเอาเสียเลยสำหรับกันต์...
แม้รอบข้างจะเงียบสนิทเสียจนใจหวิวแต่ก็ไม่อาจทำให้กันต์ข่มตาหลับลงได้ บรรยากาศคืนนี้มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงหริ่งเรไรที่ดังจอแจมาจากพงหญ้าคาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแถวทาวน์เฮ้าส์นัก อากาศร้อนเสียจนเหงื่อแตกชุ่มเสื้อยืดตราห่านคู่สีขาวตัวเก่ง คืนนี้เขาอาบน้ำมาสองรอบแล้ว พยายามที่จะข่มตายังไงก็นอนไม่หลับ ขณะที่นิวเพื่อนร่วมห้องนอนกอดหมอนข้างหลับปุ๋ยไปแล้ว ส่วนฤทธิ์เองไม่ต้องพูดถึง…เสียงกรนของชายหนุ่มดังก้องบ้านราวกับจะประกาศก้องว่าข้ามีพลังปอดที่แข็งแรงเสียเหลือเกิน!
กันต์นั่งนิ่งอยู่บนที่นอนของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นเดินตรงไปที่หน้าระเบียงห้องนอน ภายนอกอากาศดีพอที่จะมีลมเอื่อยๆพัดเข้ามาให้ชื่นใจได้บ้าง ทาวน์เฮ้าส์ฝั่งตรงข้ามปิดไฟเงียบทั้งแถบราวกับว่าเป็หมู่บ้านร้างทั้งๆที่เพิ่งจะเลยเที่ยงคืนมาไม่เท่าไหร่ ซึ่งตอนที่เขาอยู่คอนโดฯกับพี่ชายในเวลาเช่นนี้ยังเหมือนเป็เวลาหัวค่ำเท่านั้นสำหรับคนเมืองหลวงแต่พอมาอยู่ที่นี่...มันเงียบเสียจนคล้ายกับว่ากำลังนั่งอยู่ในราตรีที่นาฬิกาบอกเวลาตีสามไม่มีผิด!
ชายหนุ่มเดินไปนั่งห้อยขาตรงระเบียงห้องนอน แหงนหน้ามองดูดาวบนฟ้าหวังว่าจะรู้สึกโรแมนติกขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย...บนฟ้ามีแต่ตึกสูงใหญ่และแสงกะพริบของไฟที่ติดตั้งไว้บนยอดตึกเพื่อป้องกันการชนของสิ่งที่สัญจรบนท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ แทบมองไม่เห็นดวงดาวสักดวงในคืนนี้...หมดอารมณ์โรแมนติกไปโดยปริยาย
ยังไม่ทันจะได้นึกอะไรต่อ เสียงครางหึ่งๆ ของรถเก๋งคันเก่าๆสีแดงเืหมูยี่ห้อนิสสันก็ดังเข้ามาจอดที่หน้าทาวน์เฮ้าส์หลังข้างๆ ชายหนุ่มเหลียวมองเห็นชายชราคนที่ดูไม่เป็มิตรคนนั้นเดินลงมาจากรถของเขาก่อนจะเดินตรงมาเปิดประตูรั้วสีกระดำกระด่างออกเพื่อที่จะนำรถเข้าไปจอดภายในรั้วบ้าน
เคยเป็ไหม...ที่รู้สึกเหมือนถูกใครสักคนจ้องมองอยู่จนต้องมองหาที่มาของสายตาคู่นั้น ความรู้สึกนั้นเป็ความรู้สึกเดียวกับลุงเพิ่มตอนนี้ ชายชรากำลังรู้สึกเหมือนถูกบุกรุกด้วยสายตา เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองระเบียงทาวน์เฮ้าส์หลังข้างๆก็พบกับกันต์นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ตรงนั้น
“สวัสดีครับลุง...กลับบ้านดึกจังเลยนะครับ”
กันต์เป็เด็กจึงถือโอกาสเอ่ยทักก่อน ไหนๆก็ต้องมาอยู่เป็เพื่อนบ้านกันก็ควรจะผูกมิตรกันไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่อยากสนทนาด้วย ดวงตาที่มองกลับมานั้นช่างดูน่ากลัวเสียจนกันต์รู้สึกขนลุก ชายชราเดินตรงดิ่งขึ้นไปบนรถที่สตาร์ทไว้แล้วเร่งเครื่องเข้าไปจอดภายในบ้านก่อนจะเดินมาปิดประตูรั้ว ล็อกกลอน เงยหน้ามองคนที่ทักเมื่อสักครู่อีกครั้งแล้วเดินหายเข้าไปพร้อมกับเสียงกระแทกของประตูดังปัง! จนชายหนุ่มข้างบ้านสะดุ้งโหยง
ทำไมไม่เป็มิตรเลยแฮะ...ตาแก่คนนี้!
“ไอ้นิวเสร็จหรือยัง...เดี๋ยวขึ้นเรียนไม่ทันนะโว้ย”
เสียงร้องโวยวายของฤทธิ์ดังโหวกเหวกขึ้นเมื่อเวลาใกล้เก้าโมงเช้า ทำเอากันต์สะดุ้งตื่นจากที่นอนของตัวเอง ชายหนุ่มบิดี้เีเล็กน้อยแล้วลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ ห้อง เห็นว่านิวกำลังผูกเนคไทอยู่ที่หน้ากระจกเงา วันนี้เขาไม่มีเรียนจึงไม่ต้องรีบตื่นเหมือนเพื่อนอีกสองคน
“จะไปเรียนเหรอไอ้นิว” ชายหนุ่มงัวเงียถาม แสงแดดยามเช้าแยงเข้ามาทางหน้าประตูระเบียงที่นิวเปิดให้อากาศถ่ายเท เอาไว้เดือนหน้าจะขอเงินแม่มาติดแอร์ดีกว่า ร้อนแบบนี้ทรมานชะมัด
“เออสิ...วันนี้แม่งเช็คชื่อ ถ้าขาดอาจหมดสิทธิ์สอบ เดี๋ยวฉันไปก่อนนะไอ้กันต์ เย็นๆ นั่นแหละถึงกลับ แกอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม ?” ผู้เป็เพื่อนเอ่ยถาม กันต์หัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินอย่างนั้น
“นี่ฉันอายุยี่สิบแล้วนะไอ้นิว ไม่ใช่เด็กห้าขวบ จะได้อยู่คนเดียวไม่ได้ รีบไปได้แล้ว ป่านนี้ไอ้ฤทธิ์หน้าหงิกเป็ตูดแล้ว มัวมาห่วงหล่ออยู่ได้” กันต์บอกพลางมองเพื่อนที่กำลังพยายามเซ็ตผมให้ดูดีจนดูเหมือนหลุดออกมาจากแมกกาซีนวัยรุ่น
“เออๆ ไปแล้ว เย็นนี้ค่อยกินข้าวด้วยกัน” พูดจบนิวก็คว้าหนังสือกับกระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาแล้วออกจากห้องนอนวิ่งตึงตังลงบันไดบ้านไป หลังจากนั้นก็เกิดเสียงโวยวายของฤทธิ์ที่บ่นเื่ผู้เป็เพื่อนชักช้าขึ้นมาสักครู่ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบ
พวกมันสองคนคงไปมหาวิทยาลัยแล้ว
กันต์ยังนั่งอยู่บนที่นอนของตัวเองก่อนหาวหวอดอีกชุดใหญ่ อาจเป็เพราะเมื่อคืนกว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็ร่วมตีสี่แล้ว ไหนๆวันนี้ก็ว่าง...นอนต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินไปปิดประตูหน้าระเบียงไม่ให้แสงส่องเข้ามาแยงตาแล้วทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง ซึ่งเป็การนอนที่หลับสนิท...หลับเป็ตาย!
เขามาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่มีเสียงดังกุกกักอยู่บนฝ้าเพดานห้องนอนของตัวเอง ครั้นเมื่อเงี่ยหูฟังอีกครั้งเสียงที่ว่าก็เงียบหายไป กันต์เริ่มถามตัวเองว่าเสียงที่ดังนั้น มันดังจริงๆ หรือเป็เพราะหูแว่ว ยังไม่ทันจะได้คำตอบ เสียงกุกกักก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังไปทั่วบนฝ้าเพดานห้องราวกับกำลังมีคนคลานอย่างเร็วๆ ไปมา กันต์ร้องโวยวาย ะโผึงจากที่นอนไปซุกตัวอยู่ที่มุมมุมหนึ่ง สายตามองไปที่เพดานห้องที่มีร่องรอยด่างและเหลือง อาจเพราะคงเคยมีน้ำฝนรั่วแล้วน้ำซึมผ่านเข้ามา ทำไมตอนแรกที่มาดูบ้านเขาถึงไม่เห็นนะ แบบนี้หน้าฝนไม่ต้องเอาขันมานั่งรองน้ำหรือนี่
เสียงเสียงนั้นหายไปอีกแล้ว แต่กันต์ยังไม่ไว้ใจ...เขายืนนิ่งเงี่ยหูฟังพลางถามตัวเองในใจ เสียงอะไรบนนั้น...หนูหรือ ? หนูที่ไหนจะมีแรงกำลังขนาดที่จะวิ่งจนฝ้าเพดานสั่นได้ขนาดนี้ หรือว่าจะเป็คน! ใช่แน่ๆ อาจเป็พวกหัวขโมยที่ชอบปีนข้ามฝ้ามาจากทาวน์เฮ้าส์แถวเดียวกัน เพราะทาวน์เฮ้าส์สมัยก่อนมักจะไม่ทำที่กั้นระหว่างหลังคาของแต่ละหลัง ทำให้สามารถปีนข้ามมาหากันได้
อาวุธ...ต้องหาอาวุธ!
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆห้อง ก่อนจะวิ่งไปคว้าไม้กวาดดอกหญ้าขึ้นมาถือไว้อย่างระวังตัว ทำราวกับมันเป็มีดดาบอันคมกริบที่จะสังหารผู้ร้ายได้ สายตาของกันต์ยังจับจ้องไปที่บนเพดานอยู่อย่างไม่วางตา เพียงอึดใจเดียว...เสียงกุกกักก็ดังขึ้นอีก คราวนี้มันดังหนักกว่าเก่า...ดังจนเหมือนเพดานทั้งเพดานจะถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น แม้ใจหนึ่งจะกลัวแต่ก็ไม่คิดจะอยู่เฉยๆให้มันกวนประสาทแบบนี้ กันต์จัดการลากโต๊ะอ่านหนังสือขึ้นมากลางห้องแล้วปีนขึ้นไปบนนั้น ก่อนจะใช้ด้ามไม้กวาดกระทุ้งขึ้นสวนกับเสียงที่ดังอยู่ ได้ผล...มันเงียบ เสียงหลอนประสาทนั้นหายไปเสียเฉยๆราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน
แม้เสียงจะหยุด...แต่ความอยากรู้ของมนุษย์ไม่เคยหยุด!
กันต์ตัดสินใจเขย่งไปขยับฝ้าเพดานออกเพื่อที่จะดูให้แน่ชัดว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ทันทีที่เลื่อนฝ้าออก...ฝุ่นกองใหญ่ก็หล่นมาใส่ตรงหน้าของกันต์จนเขาต้องเอียงตัวหลบแล้วจามเสียงดัง ชายหนุ่มปัดมือไปมาให้ฝุ่นจางลงแล้วชะเง้อหน้าขึ้นไปมองข้างบนหลังคาบ้าน ภายในมีโครงเหล็กเป็ฐาน หยากไหย่ขึ้นตามซอกมุมตามประสาที่มืดและอับ มีแสงจากภายนอกเล็ดลอดออกมาบ้างตามช่องว่างของกระเื้ัคาที่ต่อกันไม่สนิท นั่นอาจเป็สาเหตุที่ทำให้น้ำฝนรั่วซึมลงมาที่เพดานห้องนอน กันต์สอดสายตามอง ไม่มีใครอยู่บนนั้น เสียงที่ว่าก็ไม่ดังอีก แล้วมันเกิดจากอะไรกันแน่ ?
“เฮ้ย...!”
อยู่ๆชายหนุ่มก็ร้องเสียงหลงพลางสะดุ้งโหยงเมื่อมีบางสิ่งวิ่งผ่านไปตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ขาโต๊ะอ่านหนังสือสั่นตามแรงน้ำหนักตัวของคนที่เหยียบมันอยู่ กันต์คิดว่าเขาต้องล้มลงแล้วแน่ๆ แต่ดูเหมือนพระเ้าจะยังเมตตา โต๊ะตัวที่ว่าเอนกลับมาตั้งในแนวเดิม ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอก หัวใจเต้นตึกตัก ทั้งใทั้งตื่นเต้น สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเสียงเสียงนั้นเกิดจากอะไร แต่คิดในแง่ดีไว้ก็ไม่เสียหาย
“สงสัยจะเป็หนู” ทั้งที่รู้ว่าเป็ข้อสันนิษฐานโง่ๆ แต่ถ้ามันจะหลอกตัวเองให้สบายใจได้ เขาก็ยอมโง่ในบางเื่ดีกว่าทำฉลาดแล้วต้องมานั่งวิตกจริตจนไม่เป็อันทำอะไร ว่าแล้วกันต์ก็ค่อยๆเอื้อมมือไปปิดฝ้าเพดานที่เปิดไว้กลับคืนดังเดิม ก่อนจะะโลงจากโต๊ะอ่านหนังสือ จัดการลากโต๊ะไปวางไว้ที่เก่า จับไม้กวาดมากวาดเศษฝุ่นให้ออกไปทางหน้าระเบียงแล้วคว้าผ้าขนหนูเดินออกไปอาบน้ำ
โดยไม่รู้เลยว่าบนฝ้าเพดานห้องที่เขาอาศัยอยู่นั้น...
ตอนนี้มีร่างของใครคนหนึ่งนั่งโยกตัวไปมาอยู่
เธอรอเวลา...รอให้เวลานั้นมาถึง!