เมื่อเห็นฎีกาฉบับนี้ ปฏิกิริยาแรกของจูอวิ่นเถิงคือ... คดีหลานอวี้กำลังจะมาถึงแล้ว
ถึงแม้เขาจะพูดเตือนสติไปจนหมดเปลือกแล้ว แต่ก็ยังรั้งความตั้งใจที่จูหยวนจางอยากจะฆ่าหลานอวี้ไว้ไม่ได้
เมื่อคนเป็ฮ่องเต้อยากจะสังหารใครสักคน ต่อให้จัดการยากแค่ไหน ก็สามารถหาข้ออ้างที่เหมาะสมได้อยู่ดี
“ไม่ถูก!”
จูอวิ่นเถิงเพ่งมองฎีกาครู่หนึ่ง ก็พบความผิดปกติบางอย่าง
ไม่ใช่! ตามหลักแล้ว ฎีกาที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรถวายรายงาน ซ้ำยังเป็เื่สำคัญคอขาดบาดตายเกี่ยวกับหลานอวี้ ไม่มีทางที่จะมาวางสุ่มสี่สุ่มห้าให้เขาเห็นได้ตรงนี้
จูหยวนจางและหน่วยองครักษ์เสื้อแพรย่อมไม่ทำเื่ตื้น ๆ ผิดพลาดเช่นนี้แน่
ทว่า การที่เขาช่างบังเอิญได้มาเห็นฎีกาฉบับนี้ที่นี่ ดูเหมือนจะมีความนัยแอบแฝง
'น่าจะอยากทดสอบความสามารถของข้าสินะ'
จูอวิ่นเถิงทบทวนเนื้อหาในฎีกาอีกครั้ง จึงค่อย ๆ เข้าใจเจตนารมณ์ของตาเฒ่าจู
ดังที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ การจะสยบหลานอวี้และนำมาใช้งานได้ คือกุญแจสำคัญในการชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์
หากเขาสยบขุนศึกผู้นี้ไม่ได้ ต่อให้ต้องแตกหักกันแค่ไหน จูหยวนจางก็มีร้อยแปดวิธีที่จะส่งพวกเขาไปลงนรกอยู่ดี
ฎีกาฉบับนี้ ราวกับจงใจทิ้งไว้... จงใจให้เขาเห็นเต็มสองตา
จูหยวนจางอยากจะเห็นว่า เขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นไร
เมื่อรู้ว่าหลานอวี้กำลังจะตาย เขาจะออกโรงไปช่วยอย่างไร และจะปราบหลานอวี้พร้อมพวกพ้องให้อยู่หมัดได้อย่างไร
จูอวิ่นเถิงพับฎีกาเก็บ วางกลับคืนไว้ที่เดิม ทำตัวเนียน ๆ ราวกับไม่รู้เื่อะไรทั้งสิ้น
ผ่านไปไม่นานนัก จูหยวนจางก็กลับมา ฮ่องเต้เฒ่าแสร้งทำเป็ปรายตามองจูอวิ่นเถิงแวบหนึ่ง แล้วกล่าวขึ้นว่า “นี่ก็สายมากแล้ว อยู่กินมื้อเที่ยงกับข้าสิ”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ!” จูอวิ่นเถิงตอบรับอย่างอารมณ์ดี “หลานกลับไป ดีไม่ดีอาจจะไม่มีข้าวให้ตกถึงท้องด้วยซ้ำ ถือโอกาสมากินที่ตำหนักเสด็จปู่เลยแล้วกัน!”
“นางกล้าเรอะ?” แววตาจูหยวนจางพลันเย็นเยียบ ก่อนจะกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว “นางหลี่ว์ไม่กล้าทำตัวใจจืดใจดำอีกแล้วล่ะ เว้นเสียแต่นางจะไม่อยากให้จูอวิ่นเหวินได้ดีแล้วเท่านั้น”
เื่ดำเนินมาถึงขั้นนี้ นางหลี่ว์ควรจะรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้างแล้ว
ทว่า พอเอ่ยถึงจูอวิ่นเหวิน ขันทีจี๋เสียงก็เดินเข้ามาจากข้างนอกพอดี
“ฝ่าา พระนัดดารองขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“อวิ่นเหวินมาทำไมกัน?” จูหยวนจางพยักหน้า “ให้เข้ามา!”
ครู่ต่อมา จูอวิ่นเหวินก็เดินเข้ามาด้านใน
เมื่อเห็นว่าจูอวิ่นเถิงได้นั่งอยู่ข้างกายจูหยวนจางอีกแล้ว ความริษยาก็แล่นพล่านจนเขาแทบจะขบกรามแตกละเอียด
แต่เขาก็ยังปกปิดมันไว้ได้อย่างแเี ชายหนุ่มคุกเข่าถวายบังคม พลางเอ่ย “หลานมาขอพระราชทานอภัยโทษจากเสด็จปู่ สำหรับเื่เมื่อเช้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เื่เมื่อเช้า เขารู้ดีว่าคะแนนความประทับใจของตนในสายตาของจูหยวนจางนั้นตกต่ำจนแทบจะเรี่ยดินอยู่แล้ว
เมื่อครู่เห็นจูอวิ่นเถิงถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง ในใจเขาก็หวาดหวั่นร้อนรน ภายใต้คำแนะนำของหวงจื่อเฉิง เขาจึงตัดสินใจมาดูสถานการณ์สักหน่อย... จำเป็ต้องโผล่หน้ามาให้เห็นบ่อย ๆ เพื่อรักษาพื้นที่
“น้องสาม เป็ข้าที่ผิดต่อพวกเ้า” จูอวิ่นเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ข้าขอโทษเ้าตรงนี้ ขอเสด็จปู่โปรดลงอาญาหลานด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
พูดจบ เขาก็โขกศีรษะลงเบา ๆ
ท่าทีต้องอ่อนน้อม ต้องรู้จักยอมรับผิด นี่คือสิ่งที่ฉีไท่พร่ำสอนเขามา
“หลานอกตัญญูไร้คุณธรรมยินดีรับโทษ และยินดีรับโทษแทนเสด็จแม่ ขอเสด็จปู่โปรดลงทัณฑ์ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” จูอวิ่นเหวินกล่าวเสริม
ประโยคนี้ฟางเซี่ยวหรูเป็คนสอน ข้ออ้างเมื่อเช้าของเขาคือเพราะความกตัญญูจึงไม่ได้รายงานเื่ของนางหลี่ว์ ตอนนี้ก็ต้องอาศัยความกตัญญูอีกเช่นกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขายินยอมแบกรับการลงโทษทุกประการ
เมื่อกล่าวสิ่งที่ควรพูดจบแล้ว หน้าผากของเขาก็แนบชิดติดพื้น รอคอยปฏิกิริยาของจูหยวนจางด้วยความตึงเครียด
จูอวิ่นเถิงมองแล้วก็ได้แต่คิดในใจ เ้าหมอนี่เริ่มแผลงฤทธิ์เสแสร้งอีกแล้ว
เวลาตีหน้าซื่อตาใสแบบนี้ ช่างแสดงได้แเีระดับตุ๊กตาทองจริง ๆ
“เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ!” จูหยวนจางโบกมือแล้วกล่าวต่อ “ในเมื่อเ้ามาแล้ว เช่นนั้นก็มากินมื้อเที่ยงด้วยกันสิ”
“ขอบพระทัยเสด็จปู่!” จูอวิ่นเหวินดีใจจนแทบเนื้อเต้น คิดเข้าข้างตัวเองว่าในที่สุดเสด็จปู่ก็จะดึงเขากลับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับจูอวิ่นเถิงแล้ว
ทว่าเมื่อนึกถึงคำกำชับของอาจารย์ทั้งสาม จึงเอ่ยต่ออย่างเจียมตัว “แต่หลานยังมีชนักติดหลัง หากเสด็จปู่ไม่ลงอาญา หลานก็มิกล้าลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างเถอะ” จูหยวนจางไม่ได้เอาความจนถึงที่สุด
นางหลี่ว์ก็ถูกโบยไปแล้ว เื่นี้ถือว่าปล่อยผ่านไปได้เปลาะหนึ่ง
ส่วนจะชำระความย้อนหลังหรือไม่นั้น ต้องรอใหัหน่วยองครักษ์เสื้อแพรตรวจสอบนางหลี่ว์อย่างละเอียดเสียก่อน
สืบให้แน่ชัดว่าการตายของจูสยงอิงและนางฉางเกี่ยวข้องกับสตรีผู้นี้หรือไม่ แล้วค่อยพิจารณาอีกที
ในเมื่อจูอวิ่นเถิง้า่ชิงตำแหน่งพระนัดดารัชทายาท แม้ตอนนี้จูหยวนจางจะมีใจเอนเอียงไปทางเขา แต่ก็ยังไม่ด่วนตัดสินใจชี้ขาดว่าจะเป็ผู้ใด
ฮ่องเต้เฒ่า้าให้โอกาส... ให้พวกเขาได้แข่งขันกันอย่างเต็มที่
และยัง้าทดสอบพวกเขาด้วย
ไม่ว่าจะเป็จูอวิ่นเถิงหรือจูอวิ่นเหวินล้วนอยู่ระหว่างการทดสอบ สำหรับคนหลังนั้น เป็การทดสอบเื่ความมีเมตตาและความกตัญญู ทดสอบคุณธรรมความประพฤติ
นี่แหละคือหมากกระดานของตาเฒ่าจู ในฐานะฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ย่อมต้องพิจารณาให้รอบคอบลึกซึ้ง
จูอวิ่นเหวินกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ขันทีจี๋เสียงผู้รู้ความจึงรีบยกโต๊ะและเก้าอี้มาให้เขานั่ง
“น้องสาม ข้าขอโทษเ้าด้วยจริง ๆ ” จูอวิ่นเหวินเอ่ยปากอีกครั้ง
“ไม่เป็ไร!” จูอวิ่นเถิงไม่คิดเล็กคิดน้อย การแสดงละครบท ‘พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว’ แต่เพียงเปลือกนอกนั้น ถึงอย่างไรก็ยังจำเป็ต้องมี
“เอาล่ะ ยกมื้อเที่ยงเข้ามา” จูหยวนจางกล่าวสั่ง
ผ่านไปไม่นาน อาหารกลางวันสามชุดก็ถูกยกเข้ามาจัดวาง
ล้วนเป็เพียงผักกาดต้มที่แสนจืดชืด โจ๊กเปล่า ๆ แป้งทอดคนละชิ้น และผักดองอีกเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่ามื้อเที่ยงที่ต้องยัดลงท้องคือของเหล่านี้ สีหน้าของจูอวิ่นเหวินก็ปั้นยากขึ้นมาทันที
เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไข่ในหินที่ตำหนักบูรพา กินแต่อาหารเลิศรส ของพรรค์นี้เขากระเดือกไม่ลงหรอก
ผิดกับจูอวิ่นเถิงที่ไม่ได้ใส่ใจนัก ผักต้มแม้จะจืดชืด ผักดองแม้จะเค็มปี๋ แต่พอกินคู่กับโจ๊กกลับเข้ากันพอดี
แป้งทอดกินเปล่า ๆ แล้วทั้งแห้งทั้งสากคอ แต่พอนำไปจุ่มโจ๊กให้นุ่ม ก็ยังกินได้อร่อยลื่นคอ
อาหารมื้อนี้ จูหยวนจางลอบสังเกตปฏิกิริยาของหลานชายทั้งสอง
เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของจูอวิ่นเหวิน เขาก็ขมวดคิ้ว
ครั้นหันไปเห็นจูอวิ่นเถิงที่กำลังโซ้ยอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็ยิ้มออกมาบาง ๆ
จูอวิ่นเหวินคิดไม่ถึงเลยว่า แค่กินข้าวก็ยังเป็ข้อสอบให้ถูกประเมิน และเขาเองก็ไม่รู้ความจริงที่ว่า ผักต้มเหล่านี้จูหยวนจางเป็คนปลูกเองกับมือในแปลงดินว่าง ๆ ที่ตำหนักเฉียนชิง
ส่วนผักดองก็เป็คนลงมือหมักเองในยามว่าง!
ในใจเขาเอาแต่ก่นด่าว่า แม้แต่เนื้อสัตว์สักชิ้นยังไม่มี แล้วจะให้กินเข้าไปได้อย่างไร?
ฝืดคอชะมัด!
“อวิ่นเถิง ที่ร่วงอยู่บนโต๊ะน่ะ ก็ช่างมันเถอะ”
จูหยวนจางเอ่ยทักเ้าหลานชายตัวดี ที่กำลังใช้ตะเกียบคีบเศษแป้งทอดและผักดองสองสามชิ้นที่หล่นอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
เมื่อได้ยินดังนั้นจูอวิ่นเถิงก็ส่ายหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสด็จปู่ โจ๊กหนึ่งชาม ข้าวสวยหนึ่งคำ พึงระลึกไว้เสมอว่ากว่าจะได้มานั้นไม่ใช่เื่ง่าย เส้นด้ายครึ่งเส้น ผ้าครึ่งผืน พึงรำลึกเสมอว่าล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานที่แสนยากเข็ญ”
เผลอครู่เดียว... ก็สวมบทบาทโอ้อวดบารมีไปอีกหนึ่งฉากใหญ่
พูดจบ เขาก็ปรายตามองจูอวิ่นเหวินด้วยสายตายั่วยุ
จูอวิ่นเหวินในเวลานี้ถึงกับอึ้งไปเลย ในสมองมีเสียงดัง 'ตูม!' ะเิออกเป็เสี่ยง ๆ
เ้าคนสาระเลวเอ๊ย จะกินข้าวก็กินไปสิ จะมาแข่งสร้างภาพอะไรกันนักหนา!?
ใคร ๆ ก็รู้ว่าสิ่งที่เสด็จปู่โปรดปรานที่สุด ก็คือปรัชญาคำสอนเช่นนี้นี่แหละ!
ไหนใครบอกว่าจูอวิ่นเถิงเรียนหนังสือไม่เอาไหน ไม่รักดี ไม่ชอบเล่าเรียนไม่ใช่หรือ?
เมื่อเช้าก็ท่องสี่ตำราจนคล่องปร๋อ ตอนนี้ยังเอ่ยถ้อยคำคมคายแฝงคติธรรมออกมาได้อีก
จูอวิ่นเหวินสู้อุตส่าห์อ่านตำรามาตั้งมากมาย ยังคิดประโยคบาดลึกกินใจแบบนี้ไม่ออกเลยสักนิด
จุดแข็งเื่ความใฝ่รู้และเฉลียวฉลาดของจูอวิ่นเหวิน กำลังถูกบดขยี้พ่ายแพ้ไปทีละก้าว
จูอวิ่นเหวินถึงกับหน้าชาไปชั่วขณะหนึ่ง เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี ในหัวเกิดความสับสนวุ่นวาย พยายามเค้นสมองคิดหาคำพูดสักสองสามประโยคมาข่มจูอวิ่นเถิงให้จมดิน
แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ สมองเขากลับตื้อจนคิดอะไรไม่ออกเลย
“โจ๊กหนึ่งชาม ข้าวสวยหนึ่งคำ พึงระลึกไว้เสมอว่ากว่าจะได้มานั้นไม่ใช่เื่ง่าย เส้นด้ายครึ่งเส้น ผ้าครึ่งผืน พึงรำลึกเสมอว่าล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานที่แสนยากเข็ญ...ดี! พูดได้ดีมาก!”
จูหยวนจางทบทวนความหมายซ้ำไปซ้ำมา แววตาพลันเป็ประกายสว่างวาบ ตบโต๊ะฉาดใหญ่แล้วผุดลุกขึ้นยืน
ประโยคนี้มันช่างกระแทกใจเขาเข้าอย่างจัง ช่างเป็คำพูดที่ประเสริฐนัก ฟังแล้วกระแทกใจเข้าอย่างจัง
“ประโยคนี้ของอวิ่นเถิง สามารถจารึกไว้ในคำสอนบรรพชนได้เลย!
เดี๋ยวข้าจะสั่งให้กรมพิธีการชำระกฎมณเฑียรบาลราชวงศ์ิเสียใหม่ แล้วเพิ่มประโยคนี้เข้าไป เพื่อให้ลูกหลานในภายภาคหน้าได้จดจำไว้ให้ขึ้นใจ!” จูหยวนจางกล่าวด้วยความปีติยินดี
นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าหลานทรพีตัวน้อยผู้นี้จะมีความรู้ความสามารถไม่เบา รู้จักระลึกถึงความยากลำบากในอดีต เพื่อตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่มีในปัจจุบัน
ช่างมีนิสัยเหมือนกับเขาไม่มีผิด!
เป็เด็กดีจริง ๆ วันข้างหน้าจะต้องเป็ฮ่องเต้ที่ประเสริฐได้อย่างแน่นอน!
เมื่อจูอวิ่นเหวินได้ยินคำกล่าวยกย่องนี้ ก็รู้สึกทั้งหมั่นไส้ทั้งอิจฉาจนขบกรามแน่น
จูอวิ่นเถิงจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?
เมื่อก่อนเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะมีสติปัญญาเลิศเลอขนาดนี้เสียหน่อย!
เขาไม่ยอมรับ และจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!
ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามขึ้นมา “น้องสามช่างเอ่ยถ้อยคำได้คมคายนัก ประโยคเมื่อครู่นี้น้องสามเป็คนคิดขึ้นมาเองหรือ?”