***********
เวลาผ่านล่วงเลยไปมากกว่าหนึ่งเดือน ในวันนี้ถือว่าเป็นวันสุดท้ายในการฝึกฝนของเหล่าตัวแทนทั้งยี่สิบคน
ตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมาทุกคนต่างมีพัฒนาการกันทุกคนไม่เว้นแม้แต่ตัวเฟิ่งเซียนเอง
ตัวนางนั้นฝึกฝนภายในมิติอยู่ตลอด เมื่อกอปรกับพลังปราณที่หนาแน่น ผลท้อสีรุ้งผลท้อเหมันต์รวมถึง หยกธาตุและสิ่งต่างๆ ภายในมิติจึงทำให้เฟิ่งเซียนในตอนนี้นั้นก้าวข้ามระดับขั้นมาอยู่ที่ ระดับราชันย์ขั้นต้นได้แล้ว
และนี่เป็นผลพวงจากที่นางก้าวข้ามระดับขึ้นมาที่กษัตริย์ขั้นปลายได้เมื่อหลายวันก่อน นางได้ใช้โอสถทะลวงปราณ ซึ้งในครั้งนี้ต้องใช้เวลาดูดซับปราณนานถึงสิบวัน
และด้วยเหตุนี้เฟิ่งเซียนจึงสามารถเพิ่มระดับของตนได้ถึงสองขั้นย่อย ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีผู้ใดทำได้มาก่อนในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือนเช่นนี้
ยามเว่ยของวันนี้ เหล่าตัวแทนถูกนัดเพื่อมาประชุมกันอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังสถานที่ประลอง
ซึ่งในปีนี้นั้นถูกจัดขึ้นที่แคว้นจ้าว หรือที่เรียกกันในนาม 'แคว้นอันดับหนึ่ง'ในการเดินทางจากแคว้นฉีถึงแคว้นจ้าวนั้นต้องใช้เวลาเดินทางอยู่ร่วมครึ่งเดือน และหากใช้เส้นทางลัดโดยผ่าน 'ป่าหมอกหมื่นพิษ'
จะใช้เวลาเพียงแค่เพียงเก้าวันหรือน้อยกว่านั้น แต่ด้วยที่ระยะทางนั้นมีแต่ภยันตรายอยู่มากมาย ทั้งสัตว์อสูรพิษ หมอกพิษ หรือแม้แต่ต้นไม้พิษเองก็มีให้เห็นอยู่ตลอดทั้งป่า
และด้วยเหตุนี้เหล่าตัวแทนและผู้คุ้มกันจึงได้ใช้เวลาในยามเว่ยของวันสุดท้ายในการฝึกเพื่อพูดคุยเรื่องการเดินทางกันต่อไป
ในการประชุมครั้งนี้มีเหล่าผู้คุ้มกันหรือก็คือเหล่าทหารองครักษ์ที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยให้ร่วมเดินทางกับเหล่าตัวแทน
ก็คือแม่ทัพอันหลานหลิง บิดาของสหายทั้งสองคนของนาง พลังระดับแม่ทัพขั้นกลางในวัยไม่ถึงห้าสิบนั้น ไม่สามารถดูแคลนความสามารถได้เลย สมกับฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้ปกป้องแคว้นแล้ว
คนต่อมาคือ ซื่อกงกง ตัวแทนของฮ่องเต้ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ดำเนินและจัดการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าไปภายในแคว้นและยืนยันตัวในการลงประลองในครั้งนี้
และยังมีเหล่าทหารฝีมือดีของแม่ทัพอันอีกเกือบสิบคนเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ในคราแรกฮ่องเต้ฉีหยางเล่อได้จัดเตรียมทหารคุ้มกันมากกว่าสามสิบนายเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เหล่าตัวแทน แต่ถูกเฟิ่งเซียนค้านเอาไว้
เนื่องจากแลดูมากเกินความจำเป็น พวกเขาเหล่าตัวแทนทั้งยี่สิบคนต่างก็มีพลังปราณกันทุกคน สามารถช่วยเหลือตนเองได้
คนมากไปรั้งแต่จะเพิ่มความวุ่ยวายเสียมากกว่า ซ้ำเส้นทางข้างหน้าก็อันตรายเหลือเกิน หากคนมากเกินไปเวลาในการเดินทางก็ยิ่งมากขึ้นตาม
.
.
.
ในเวลานี้เหล่าตัวแทนทั้งยี่สิบคนรวมถึงตัวแทนฮ่องเต้และทหารคุ้มกันอีกสิบคนนั่งประชุมกันที่ห้องโถงพิธีของสถานศึกษาหลวงแห่งนี้
"เมื่อทุกท่านมาพร้อมหน้ากันแล้ว เราขอเปิดประเด็นในการประชุมเลยก็แล้วกัน
ทุกคนคงจะทราบกันแล้วว่าเหลืออีกเพียงเก้าวันก็ถึงวันประกาศตัวแทนของแต่ละแคว้นในการประลองใหญ่ที่แคว้นจ้าว
ซึ่งหากเราเดินทางกันด้วยรถม้าทั่งไปโดยไม่หยุดพักจะใช้เวลาอยู่เกือบครึ่งเดือนกว่าจะถึงแคว้นจ้าว แม้แคว้นจ้าวจะเป็นแคว้นที่มีชายแดนติดกับแคว้นฉีแต่ระยะไม่ใช่น้อย
และด้วยเวลาที่เหลือพวกเราทั้งหมดจึงได้เลือกใช้เส้นทาง ที่ต้องผ่านป่าหมอกหมื่นพิษซึ่งมีระยะทางน้อยลงถึงหนึ่งในสาม"
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียนเหล่าตัวแทนหลายคนก็เกิดตระหนกขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเวลาที่เหลือน้อยแล้วแต่เส้นทางของพวกเขาก็ยากลำบากอีกด้วย แต่พวกเขากลับเชื่อใจว่าเฟิ่งเซียนคิดมาเป็นอย่างดีแล้วว่าสามารถควบคุมได้
เฟิ่งเซียนมองสีหน้าของเหล่าตัวแทนและเหล่าผู้คุ้มกันที่แม้ในคราแรกจะมีสีหน้ากังกลกันอยู่เล็กน้อยแต่ในเวลาต่อมากลับมีสีหน้าแสดงถึงความเชื่อมั่น เฟิ่งเซียนยกยิ้มอย่างพอใจก่อนที่จะเริ่มกล่าวต่อไป
"ป่าหมอกหมื่นพิษนั้น แม้จะดูน่ากลัวตามชื่อของมัน แต่หากผู้ที่เดินทางไม่ได้ออกนอกเส้นทางและกินโอสถสลายพิษ
ซึ่งเป็นโอสถระดับสูงที่สามารถป้องกันพิษได้นานถึงเจ็ดวัน และกอปรด้วยที่พวกเราทั้งหมดจะเดินทางโดยใช้รถม้าที่ลากด้วยม้านิลโลหิตระยะเวลาเก้าวันนั้นไม่ใช่ปัญหาในการเดินทางแม้แต่น้อย"
"ท่านหญิงกล่าวตามตรง แคว้นฉีของเรานั้นครอบครองม้านิลโลหิตอยู่เพียงห้าตัว และถูกนำไปใช้ทางทหารเป็นส่วนใหญ่
แม้นำมาลากรถม้าก็ไม่สามารถลากได้เกินสองคันเป็นแน่ ซ้ำแคว้นฉีของเรานั้นยังไม่สามารถมีผู้ที่สามารถปรุงโอสถสลายพิษได้เลยพะยะค่ะ"
สิ้นเสียงของแม่ทัพอัน ก็มีสีหน้ากังวลปรากฎบนใบหน้าของผู้ร่วมประชุมอยู่หลายคน
"เราไม่ใช่ว่าเคยบอกหรือว่าจะจัดการดูแลเหล่าตัวแทนในการประลองในครานี้
ในการเดินทางในวันพรุ่งนี้นั้นสำนักเพลิงบุปผาจะส่งม้านิลโลหิตมาทั้งสิ้นยี่สิบสี่ตัว ใช้ในการลากรถม้าแปดคัน และคุ้มกันด้านหน้าและหลังด้านละสี่ตัว ส่วนโอสถสลายพิษนั้นเราได้เตรียมไว้สำหรับทุกคนแล้ว เพราะฉะนั้นในยามนี้ขอให้ทุกท่านไม่ต้องกังวลสิ่งใด"
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียนสีหน้าของทุกคนก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แม้จะอดแปลกใจมิได้ที่สำนักเพลิงบุปผามีม้านิลโลหิตที่แม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับกลางแต่กลับมีความเร็วในการเคลื่อนที่จึงยากแก่การจับมาใช้งาน
แต่หากเมื่อคิดถึงทรัพยากรที่พวกเขาได้รับในการฝึก การจับม้านิลโลหิตก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถเท่าไหร่
เมื่อสิ้นสุดในการประชุมแล้วนั้นเหล่าตัวแทนรวมถึงผู้คุ้มกันก็ต่างกลับไปเก็บสิ่งของจำเป็นที่ใช้ในการเดินทางในวันรุ่งขึ้น
ก่อนที่จะสิ้นสุดการประชุมได้มีตัวแทนแคว้นผู้หนึ่งกล่าวถึงเรื่องอาหารและน้ำที่ใช้ในการบริโภคขณะที่อยู่ในป่าหมอกหมื่นพิษ ซึ่งในป่านี้นั้นแทบทุกสิ่งต่างมีพิษจึงไม่สามารถกินสิ่งใดสุ่มสี่สุ่มห้าได้
และได้มีศิษย์สำนักเพลิงบุปผาผู้หนึ่งเสนอให้ทุกคนนำน้ำคนละหนึ่งถังและอาหารส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
โดยที่ศิษย์ผู้นี้จะเป็นผู้เสียสละจัดเตรียมสิ่งของที่ใช้ในการประกอบอาหารสำหรับทุกคนให้เอง แต่ในยามฉุกเฉินที่ไม่อาจมารับอาหารจากนางได้นั้นก็จะได้มีส่วนของตนใช้ในยามนั้นไปด้วย
เฟิ่งเซียนกล่าวชื่นชมในความเสียสละและมีหัวคิดของศิษย์ผู้นี้อยู่หลายคำ ผู้อื่นที่ได้รับฟังก็ไม่ต่างกันพวกเขาต่างตระหนักรู้ว่าในป่าหมอกนั้นอันตรายมากมายเพียงใด การที่คนผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาและเสียสละประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่น่านับถือยิ่ง
หลังจากที่แยกย้ายกันกลับไปเตรียมตัวเฟิ่งเซียนที่แทบไม่มีสิ่งใดต้องเตรียมเพราะมีพร้อมอยู่แล้วได้กลับไปภายในมิติเพื่อเตรียมโอสถสลายพิษให้กับทุกคน
.
.
.
เช้าวันที่หนึ่งของการเดินทาง ในตอนนี้นั้นมีม้านิลโลหิตมากถึงยี่สิบสี่ตัว เดินทางเข้ามายังสถานศึกษาหลวง สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนภายสถานศึกษาหลวงได้เป็นอย่างดี
รถม้าหลังใหญ่ที่จอดเรียงรายอยู่มากถึงแปดคันรถ โดยแบ่งเป็นรถม้าของเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนหนึ่งคัน และอีกเจ็ดคันเป็นของเหล่าตัวแทนแคว้นอีกสิบแปดคนและซื่อกงกงอีกหนึ่งคน
โดยที่แม่ทัพอันนั้นจะควบม้านิลโลหิตดูแลอยู่ด้านหน้ากับนายทหารอีกสามคน และมีนายทหารอีกสี่คนคุ้มกันอยู่ด้านหลัง และมีนายทหารที่มีหน้าที่บังคับรถมาอยู่คันละหนึ่งคน โดยรวมแล้วในการเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งสิ้น สามสิบเจ็ดชีวิต
.
.
รถม้าแล่นผ่านมาไกลจากเมืองหลวงจนในยามนี้มีถึงด้านหน้าทางเข้าของป่าหมอกหมื่นพิษแล้ว
เฟิ่งเซียนและผู้ร่วมเดินทางทุกคนตกลงกันว่าในคืนนี้พวกตนจะตั้งกระโจมนอนเพื่อพักค้างคืนกันที่หน้าทางเข้าป่า เพราะหากเดินทางในยามกลางวิกาลจะยิ่งอันตราย
ในขณะที่เหล่าทหารตั้งกระโจมนอนนับสิบหลังให้กับเหล่าตัวแทนและเหล่าผู้คุ้มกันทุกคนโดยในแต่ละกระโจมนั้นจะมีผู้ที่นอนภายในกระโจมนอนอยู่ที่สองถึงสามคน
ในคราแรกเหล่าทหารได้ตั้งกระโจมนอนแยกให้กับเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียน แต่กระนั้นก็โดนปฏิเสธตกไปทั้งสองนั้นกล่าวว่าพวกเขาสามารถนอนร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่มีปัญหา ซ้ำกระโจมนอนแต่ละหลังก็กว้างขวางไม่จำเป็นต้องสร้างแยกแต่อย่างใด
เมื่อกระโจมนอนสร้างเสร็จเฟิ่งเซียนก็เดินไปที่กระโจมนอนของตนทันที โดยมีสตรีอีกสองนางเดินตามมาด้วย คนแรกนั้นก็คือ หนิงเหอศิษย์สำหนักเพลิงบุปผาของหน่วยผู้ใช้พิษ และซูมี่จากหน่วยผู้ใช้โอสถ
ศิษย์ทั้งสองถือว่าเป็นหนึ่งในศิษย์ไม่กี่คนที่มีความคุ้นเคยกับท่านเจ้าสำนัก เพราะเคยได้รับงานและภารกิจโดยตรงจากท่านผู้นี้อยู่หลายครั้ง
ดังนั้นในครั้งนี้ทั้งสองจึงเลือกที่จะนอนที่กระโจมเดียวกับผู้เป็นเจ้าสำนัก และคอยช่วยเหลือสิ่งต่างๆ
"พวกเจ้าไปอาบน้ำพักผ่อนเถิด อีกประเดี๋ยวไม่เกินครึ่งชั่วยามอาหารคงเสร็จ เราจะออกไปสำรวจป่าด้านนอกสักหน่อย"
หนิงเหอและซูมี่ที่ในคราแรกต้องการมาปรนนิบัติดูแลเฟิ่งเซียน แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของเจ้าสำนักก็ทำได้เพียงมุ่งหน้าไปยังสถานที่ชำระร่างกายทำถูกจัดเตรียมไว้แล้ว โดยน้ำที่ใช้อาบนี้เป็นน้ำจากลำธารที่อยู่รอบนอก และถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่มีพิษเจือปน
เฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้ได้ใช้วิชาตัวเบาของตัวเองเพื่อพุ่งตรงเข้าไปในป่าหมอกหมื่นพิษเพื่อจะสำรวจด้านในป่าและภายโดยรอบของจุดที่กระโจมพวกนางตั้งอยู่
ตัวของเฟิ่งเซียนที่แม้จะต้านพิษได้หลายชนิดแต่นางยังไม่อาจวางใจได้ นางจึงได้ทำการนำโอสถสลายพิษขึ้นมากิน ก่อนที่จะมุ่งเข้าไปภายในป่าอีกครั้ง
ป่ารกที่มืดครึ้มกอปรกับแสงของดวงอาทิตย์กำลังลาลับจากไป บรรยากาศน่าพิศวงปรากฏอยู่รอบของป่าแห่งนี้ เสียงสัตว์มากมายร้องเสียงดังระงมไปทั้งทั้งป่า
เฟิ่งเซียนใช้วิชาตัวเบาสำรวจป่ามาได้ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรชั้นสูงสองตัวต่อสู้กัน
แต่เมื่อเฟิ่งเซียนเดินทางมาถึงสถานที่ที่เกิดเหตุ กลับได้พบกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นอนจมกองเลือกหายใจโรยรินอยู่ระหว่างกลางของสัตว์อสูรทั้งสอง
เฟิ่งเซียนที่ในคราแรกตั้งใจจะเดินออกห่างและจากมากลับไม่สามารถทำได้ ร่างกายของนางตอบสนองไปเองอย่างอัตโนมัติ
เฟิ่งเซียนที่ในยามนี้ในมือกุมแส้กระดูกงูอาวุธศักดิ์สิทธิ์คู่กาย พุ่งเข้าไปต่อสู้กับสัตว์อสูรทั้งสองโดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถจัดการได้
ก่อนที่ตัวของเฟิ่งเซียนจะเดินตรงไปที่บุรุษที่กำลังหายใจโรยริน ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลมากมายคล้ายถูกอาวุธมีคมทำร้าย
ซ้ำยังโดยพลังปราณที่แข็งแกร่งทำร้ายจนอาการทรุดหนัก เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าไม่ได้บาดเจ็บเพราะสัตว์อสูรหรือพิษแต่อย่างใด
เฟิ่งเซียนพยุงชายหนุ่มเพื่อให้ลุกยืนโดยใช้พลังธาตุลมควบคู่กัน เมื่อมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก่อนที่เฟิ่งเซียนจะเรียกเตียงไม้ออกมาและนำตัวชายหนุ่มผู้นี้นอนไว้ด้านบนก่อนทำการรักษา
ในการรักษาครั้งนี้นางไม่สามารถรักษาให้หายได้โดยง่ายเช่นบาดแผลทั่วไป
เฟิ่งเซียนนำโอสถสมานแผลระดับสูงความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนออกมา ก่อนที่จะนำมาป้อนให้แก่ชายตรงหน้าและส่งปราณเข้าไปชักนำแทนการกลืนของผู้ที่หลับไหลและไม่ได้สติอยู่
บาดแผลที่เคยมีอยู่ในคราแรกค่อยๆ เริ่มผสานกันอย่างช้าๆ เฟิ่งเซียนนำผ้าและชุบน้ำก่อนที่จะนำมาเช็ดตัวทำความสะอาดให้กับคนตรงหน้า
เมื่อคาบเลือดที่ติดอยู่ทั่วตัวหายไป ใบหน้าที่งดงามหล่อเหลาราวกับเทพเซียนบนสวรรค์ก็ปรากฏต่อสายตาของเฟิ่งเซียน
เฟิ่งเซียนที่ไม่เคยมีความคิดในการลุ่มหลงหรือหลงไหลผู้ใดเพียงความงดงามของใบหน้า ก็ยังอดชื่นชมบุรุษผู้นี้เสียไม่ได้
แต่ที่นางแปลกใจเป็นที่สุดคงไม่พ้นแรงดึงดูดของเขาที่สามารถทำให้นางยอมเข้าไปต่อสู้กับสัตว์อสูรซ้ำยังช่วยรักษาได้
ทั้งที่นางและเขาไม่เคยพบหรือเจอกันสักครั้ง และนางมั่นใจว่าเขาและนางก็ไม่เคยเจอกันในครั้งอดีตเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นเหล่าสัตว์เทพจักต้องรับรู้ถึงตัวตนของคนผู้นี้ได้
เฟิ่งเซียนตัดสินใจส่งวิหคปราณไปถึงฉีหมิงเซียนเพื่อบอกกล่าวว่าภายในหลายชั่วยามนี้นางจะยังไม่กลับไป แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนางปลอดภัยดี
เมื่อส่งวิหคปราณไปแล้วเฟิ่งเซียนจึงได้เช็ดตัวให้บุรุษตรงหน้าต่อ ความรู้สึกที่ย้อนแย้งภายในใจของตนมันคือสิ่งใด
นางในยามปกติไม่ทำเช่นนี้ให้กับคนแปลกหน้าเป็นแน่ แต่ที่ทำอยู่นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำโดยที่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงกระทำเช่นนี้....
*****