เหตุใดจึงไม่คิดอะไรเลยเล่า หากเป็ของกินล้วนเป็เงินทั้งสิ้นเฉียวซงอยากจะทุบน้องสาวสักที พูดจาไม่รู้กาลเทศะ แย่เกินไปแล้ว!
“ฮ่า... พี่ใหญ่ ท่านก็คิดเช่นนั้นหรือ” เฉียวซีไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้หยอกล้อพี่ชายของนางหลุดมือไปได้แม้แต่น้อยนางเอ่ยพร้อมปีนขึ้นไปบนเสาไม้
“นี่ ดูตะกร้าจับปลาที่เ้า้าสักหน่อยซิ ใช้ได้หรือไม่”เฉียวซงเกรงว่าขืนเขาพูดกับเฉียวซีต่อไปเขาจะโกรธจนะเิออกมาเขารีบเปลี่ยนเื่ด้วยการยกตะกร้าจับปลาที่กำลังสานอยู่ขึ้นมาโบกไปมาต่อหน้านาง
“พี่ใหญ่ ท่านสานเร็วมากทีเดียว ใกล้จะสานเสร็จแล้วนี่”เมื่อมองไปยังตะกร้าจับปลาที่ใกล้จะเสร็จเต็มที ดวงตาของเฉียวซีก็เปล่งประกายแม้จะปราศจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยคอยช่วยเหลือ แต่ความเร็วเช่นนี้น่าใเสียจริงๆ จำต้องขอชื่นชม
“เ้าอย่าได้แต่พูดจาเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงนั้นนะ แบบนี้ได้หรือไม่” เฉียวซงมองค้อนเฉียวซีเล็กน้อยก่อนจะสานตะกร้าจับปลาต่อ
“พี่ใหญ่ ตรงนี้เล็กลงกว่านี้สักหน่อยได้ไหม ตรงนี้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อยเหมือนกับถั่วลิสงน่ะ” เฉียวซีชี้ไปที่ส่วนปากและส่วนท้ายของตะกร้าจับปลา
เฉียวซงทำตามที่เฉียวซีชี้ เขาสานมันอย่างจริงจังจนต้นอ้อที่อยู่ในมือของเขาพลิ้วไหวราวกับยังมีชีวิต
หลังจากนั้นไม่นานผลลัพธ์ที่เฉียวซีคิดไว้ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของนางเป็ไปอย่างที่นาง้าไม่มีผิด “พี่ใหญ่ แบบนี้ได้แล้วท่านช่วยข้าสานเช่นนี้อีกใบนะ ข้าขอนำไปลองใช้ในน้ำสักหน่อย”เฉียวซงเพิ่งจะสานเสร็จ ตะกร้าจับปลาก็ถูกน้องสาวชิงไปเสียแล้ว “ค่อยๆ ไปนะฤดูหนาวน้ำเย็นมาก อย่าไปลึกเชียว” เมื่อเฉียวซงเอ่ยออกไปในสวนก็ไร้ซึ่งเงาของเฉียวซีเสียแล้ว เขาอดหัวเราะไม่ได้จำเป็ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นเลยหรือ
หลังจากที่วิ่งออกมา เฉียวซีพบว่านางยังไม่ได้มีตะกร้าจับปลาที่พร้อมจับปลายังไม่มีเชือกเลย หากปล่อยตะกร้าจับปลาลงในน้ำแล้วจะเอาขึ้นมาได้อย่างไรนางตบหัวตัวเองแรงๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งกลับไปพร้อมกับสบถในใจ ข้านี่มันโง่จริง ๆ
ถือตะกร้าจับปลาวิ่งกลับไปไม่อย่างรวดเร็ว นางชะโงกหัวมองที่ประตูใบหน้าของนางข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ กัดริมฝีปากแอบมองพี่ชายคนโตทำท่าลังเลอยู่ที่หน้าประตูเป็เวลานาน
สุดท้ายนางก็สงบสติอารมณ์ได้ อยากหัวเราะก็หัวเราะไปเถอะอย่างไรเสียเขาก็เป็พี่ชายของนาง แม้จะถูกเยาะเย้ยแต่ก็ไม่ได้เสียเนื้อไปสักชิ้นยามนี้เฉียวซีเป็เหมือนพลทหารหาญผู้กล้าตาย
“พี่ใหญ่ ท่านช่วยถักเชือกหนาๆ ยาวๆ ให้ข้าอีกสักสองเส้นได้ไหม”
“ฮ่าๆๆ เ้าดูร้อนรนนะ ลืมของสำคัญอย่างนั้นหรือ”โชคดีที่เขาคิดออกก่อนแล้ว หลังจากที่เฉียวซีวิ่งออกไปเขาได้ถักไว้ให้นางแล้ว
รอยยิ้มแสดงออกมาบนใบหน้าของเฉียวซี อย่างไรเสียนางได้ทำใจไว้ก่อนแล้วนางจึงไม่รู้สึกขายหน้าแต่อย่างใด
“หัวเราะไปเถอะ หัวเราะเสร็จแล้วช่วยสานให้ข้าด้วยแล้วกัน”
“ได้สิ ข้ากำลังทำให้เ้าอยู่นั่งรอสักพักนะ”เขาหยิบเก้าอี้ตัวเล็กออกมาและยื่นให้น้องสาวของเขา
“ข้าไม่นั่งแล้ว” ไม่ช้าเชือกที่ทั้งหนาและยาวสองเส้นก็ถูกถักจนเสร็จ “นี่เสร็จแล้ว”
“ขอบคุณพี่ใหญ่” คราวนี้เฉียวซีไม่ได้รีบร้อนออกไปทันทีนางผูกเชือกไว้ที่ขอบปากตะกร้าจับปลาสองฝั่งตรงข้ามกัน หลังจากผูกเชือกเสร็จนางก็นำตะกร้าจับปลาไปที่แม่น้ำ หาหินก้อนหนึ่งก็ใส่มันลงไปหิ้วเชือกและปล่อยตะกร้าจับปลาลงในน้ำแล้วนำเชือกอีกฝั่งผูกไว้กับกิ่งไม้ริมแม่น้ำ
นางเพิ่งจะใส่หญ้าที่งอกงามจากพลังวิเศษของนางเข้าไปในตะกร้าจับปลาด้วยไม่รู้ว่ามันจะสามารถดึงดูดให้ปลาเข้ามาในตะกร้าจับปลาได้หรือไม่
นางยังสงสัยอีกว่าพลังของนางนอกจากจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้แล้วจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในพืชได้หรือไม่จะได้รักษารูปลักษณ์และรสชาติของผักที่ต้องพลังของนางให้คงเดิมได้มากยิ่งขึ้น
หากสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของพืชได้ นางก็จะยังคงสามารถทำธุรกิจนี้ต่อไปแม้จะพ้นฤดูหนาวไปแล้ว
ตอนนี้นางยังเด็ก เื่มากมายที่แม้จะอยากทำแต่ก็ยังเหลือบ่ากว่าแรงคนเ่าั้ก็ไม่อาจเชื่อใจนางผู้ซึ่งยังเป็เด็ก แต่การขายผักนั้นต่างออกไปผักเหล่านี้นางเป็ผู้ปลูกมันขึ้นมา หากพวกเขาสงสัยนางก็มีที่มาที่ไปให้เห็นเพียงแค่ให้ความจริงปรากฏแก่สายตาของพวกเขาจึงจะสามารถปัดเป่าความสงสัยที่มีอยู่ในใจพวกเขาได้ แต่การขายผักจำนวนหนึ่งนี้ไม่เพียงพอสำหรับพวกเขาเลย
อยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นนี้ เ้าจำต้องมีคนคอยหนุนหลังมิเช่นนั้นปลาตัวเล็กตัวน้อยอย่างพวกนางหากพวกเขา้าฆ่าทิ้งเสียพวกเขาแทบไม่ต้องเสียแรงเลยแม้แต่น้อยเพียงแค่พูดประโยคเดียวคนข้างล่างก็พร้อมจะทำตามเป็อย่างดี
ตอนนี้นางไม่้าทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินขอเพียงแค่มีเงินเหลืออยู่ในมือก็พอ ผู้ที่จะคอยหนุนหลังไม่ได้หาง่ายๆ สักหน่อย
เว้นแต่ว่าตัวเ้าเองจะมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่และความสามารถที่มากพอจะปกป้องตัวเองได้ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น
นางต้องสร้างอำนาจที่ยิ่งใหญ่ให้ได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปสิ่งสำคัญที่สุดคือในมือยังไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงินในมือก็ทำอะไรไม่ได้ เฮ้อ...
ความคิดของเฉียวซีล่องลอยไปแสนไกลทว่าถูกดึงกลับมาด้วยเสียงที่เกิดขึ้นในตะกร้าจับปลาซึ่งทำให้นางใ
ดูเหมือนว่าพลังวิเศษของนางไม่เพียงแต่เร่งการเจริญเติบโตได้เท่านั้นแต่ยังมีพลังในการเปลี่ยนธรรมชาติของสิ่งต่างๆได้อีกด้วย ไม่อย่างนั้นจะดึงดูดปลาเข้ามาได้เร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
เฉียวซีรีบดึงเชือกไว้อย่างรวดเร็ว และดึงตะกร้าจับปลาดักปลาขึ้นมาทีละนิดๆยิ่งดึงยิ่งต้องออกแรงมากขึ้นเพราะตะกร้าจับปลาหนักมากลำพังแค่นางคนเดียวคงไม่สามารถดึงมันขึ้นมาได้ แต่นางไม่สามารถปล่อยมือได้หากปล่อยมือปลาอาจหนีไปทางปากตะกร้าจับปลาได้
นางออกแรงลากเชือกจนแอ่นร่างไปข้างหลัง ร้องให้พี่ชายของนางมาช่วย
“พี่ใหญ่ มาช่วยข้าเร็ว...”
“พี่ใหญ่ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว รีบๆ หน่อยได้ไหม...”
“พี่ใหญ่...”
เฉียวซีะโลั่น หวังเพียงว่าพี่ชายของนางจะได้ยิน
เฉียวซงนั่งสานตะกร้าจับปลาอยู่ในสวนอย่างขะมักเขม้นทันใดนั้นเสียงะโก็ลอยเข้าหูของเขา แต่เขาได้ยินไม่ถนัดนัก
เขาวางตะกร้าจับปลาที่กำลังสานอยู่ในมือลงพร้อมกับเงี่ยหูฟังเงียบๆ แล้วเขาก็ลุกจากเก้าอี้ตัวเล็กและพุ่งออกไป
เมื่อมาถึงริมแม่น้ำเขาเห็นเฉียวซีกำลังดึงเชือกด้วยความยากลำบากและปากของนางก็ยังคงพึมพำต่อไป
“พี่ใหญ่ ท่านรีบมาได้ไหม ข้าฝืนต่อไปไม่ไหวแล้วนะ....”
ทันใดนั้นน้ำหนักในมือของนางก็ลดลงอย่างมากมีมือที่ใหญ่กว่านางหนึ่งคู่จับเชือกเอาไว้ เฉียวซีกล่าวด้วยความประหลาดใจ“พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็มา หากท่านยังไม่มาอีก ข้าคงต้องปล่อยมือจริงแล้ว”แต่ก็เสียดายปลาที่อยู่ในตะกร้าจับปลาโชคยังดีที่พี่ชายของนางได้ยินเสียงกรีดร้องและเข้ามาช่วย
“มา พวกเราช่วยกันดึงมันขึ้นมานะ”สองพี่น้องช่วยกันดึงแต่ยังคงต้องใช้แรงมากพอสมควรกว่าจะดึงตะกร้าจับปลาขึ้นมาได้ออกแรงมากเสียจนเฉียวซีล้มก้นกระแทกพื้นทั้งอย่างนั้น แรงกระแทกแรงมากพอสมควรแต่โชคดีที่ฤดูหนาวสวมเสื้อผ้าหลายตัว จึงทำให้นางรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เวลานี้นางไม่ได้สนใจเื่นั้นแล้ว นางดันตัวลุกขึ้นแล้วไปที่หน้าตะกร้าจับปลาพร้อมกับตรวจดูปลาในตะกร้านั้นอย่างละเอียด “หนึ่ง สองสาม... ว้าว พี่ใหญ่ ได้ปลาตั้งหกตัวเชียว มีแต่ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย”เฉียวซีกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“เอาพวกมันกลับไปบ้านก่อนเถอะ”ในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้นางยังสามารถจับปลาได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ เฉียวซงคิดเป็อย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่าน้องสาวของเขาได้รับพระพรจากพระเ้าความโชคดีแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นมันเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้วเกิดขึ้นบ่อยเสียจนเขาไม่คิดว่าเป็เื่แปลกอีกต่อไป
“ใช่แล้ว กลับบ้านกันเถอะ เย็นนี้ข้าจะทำซุปปลาอร่อยๆ ให้ท่านกิน”เมื่อพูดถึงซุปปลาแล้วปลาที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ก็ดูคล้ายจะกลายเป็อาหารอันโอชะไปเสียแล้วนางแอบกลืนน้ำลายโดยไม่ให้ผู้อื่นรู้ น่าขายหน้าจริงๆ โชคดีที่พี่ใหญ่ไม่ได้มองนางอยู่ไม่อย่างนั้นนางต้องอับอายอีกครั้งเป็แน่