"เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะพูดอีกที่ซิ!!!!"ฉินเทียนพูดอย่างรีบเร่ง
"ขอรับ ตอนนี้ตระกูลหูกำลังโจมตีเมืองชายแดนของเราอยู่ขอรับ"
ในห้องโถงประชุมนั้นกำลังอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน จากนั้นทุกคนก็ทำหน้าราวกับคนปวดท้อง สักพักก็มีคนทำลายความเงียบ
"บ้าชัดๆๆ!! มันโจมตีเราเร็วกว่าที่พวกเราคิดอีก" ฉินฝูผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวออกมาเสียงดัง
"เจ้ามีข้อมูลอะไรอีกหรือไม่ จำนวนกองกำลังของศัตรูมีเท่าไร คนนำทัพมาเป็นใครบ้าง และมีคนของสำนักพิษมารหรือไม่" ฉินกุ้ยถามคนที่นำข่าวมาบอกกล่าว
"ขอรับกองกำลังของศัตรูนั้นมีประมาณ 1000 คน คนที่นำทัพมาคือหนึ่งในผู้อาวุโสตระกูลหู หูจื่อ ขอรับ"คนที่ถูกถามนั้นตอบคำถามของฉินกุ้ยเสียงดังฟังชัดไม่มีติดขัด
"อืม หูจื่อนำทัพมากับกองกำลัง 1000 มันน่าจะมาหยั่งเชิงเรามากว่า แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีหลังจากทราบถึงการเคลื่อนไหวของเราอีกทีนึงเป็นแน่" ฉินกวางกล่าวออกมาหลังจากที่คิดไตร่ตรองสักพัก
"ใช่ พวกมันคงอยากรู้ว่าเราจะเคลื่อนไหวยังไงหลังจากที่เราถูกพวกมันโจมตี ถ้าให้ข้าเดาพวกมันคงอยากรู้ว่า ท่านบรรพบุรุษของพวกเราสามารถทะลวงขอบเขตนักบุญได้หรือไม่เป็นแน่ เพราะสายข่าวของพวกมันนั้นไม่สามารถเข้ามาสืบหาข่าวในคฤหาสน์ของพวกเราได้"
"ไอ้พวกนั้นมันหวาดกลัวท่านบรรพบุรุษขนาดไหนใครจะไม่รู้ แม้แต่กองกำลังระดับสูงอย่างสำนักพิษมารยังไม่กล้ามาหาเรื่องพวกเราตรงๆเลย ขนาดสำนักพิษมารมีขอบเขตนักบุญถึง2คน แล้วก็ตาม ที่พวกตระกูลหูมันทำแบบนี้เพราะพวกมันอยากจะรู้ว่า ท่านบรรพบุรุษของพวกเราจะเคลื่อนไหวหรือไม่ ถ้าบรรพบุรุษเคลื่อนไหวพวกมันก็คงจะอ้างว่า ทะเลาะกันเล็กน้อยประมาณนี้ละมั้ง"
"ไอ้พวกบัดซบ พวกเราไม่รู้ด้วยว่าสำนักพิษมารมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้มากน้อยเพียรใดด้วย ตระกูลของพวกเรายิ่งมีทรัพย์สมบัติมากมายอยู่ด้วย โดยเฉพาะโลกใบเล็กที่ท่านบรรพบุรุษต่อสู้แย่งชิงมาอย่างยากลำบาก" เพราะแม้แต่สำนักพิษมารที่เป็นกองกำลังระดับสูงก็ไม่มีโลกใบเล็กที่ว่า หรือแม้แต่กองกำลังระดับพิเศษก็ไม่มี โลกใบเล็กนี้ต้องเป็นกองกำลังระดับโบราณเป็นอย่างน้อยถึงจะมีมันในครอบครอง แค่นี่ก็รู้แล้วว่าฉินจุนนั้นยอดเยี่ยมเพียรใด
"นั้นสิ โลกใบเล็กของตระกูลเรานั้นมันยั่วน้ำลายของใครต่อใครมากแค่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีชื่อของท่านบรรพบุรุษล่ะก็ป่านนี้ตระกูลของเราคงถูกแย่งชิงและถูกทำลายไปนานแล้วกะมัง ถ้าสำนักพิษมารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สิถึงจะแปลกเพราะสำนักพิษมารเป็นกองกำลังระดับสูงมีขอบเขตนักบุญถึง2คนทำไมพวกมันจะไม่อยากได้โลกใบเล็กของตระกูลเราเพื่อเพิ่มพูนอำนาจบารมีของสำนักพวกมันล่ะ"
"เอาล่ะตอนนี้เราต้องมาคิดแผนรับมือกับเรื่องนี้กันเถอะ ถึงตอนนี้เมืองชายแดนจะถูกโจมตี แต่ด้วยเมืองชายแดนเตรียมพร้อมสำหรับสงครามทุกเมื่ออยู่แล้ว นั้นหน้าจะต่อสู้ยันได้นานพอสมควรหรืออาจจะชนะเลยด้วยซ่ำ ถ้าหูจื่อไม่ลงมือด้วยตัวเอง หูจื่อมันมาแค่คนเดียว ถึงจะเป็นแผนของสำนักพิษมารหรือของตระกูลหู หูจื่อมันก็ไม่กล้าบุ่มบามออกตัวโจมตีด้วยตัวเองหรอกมันกลัวบรรพบุรุษของพวกเราจนขี้ขึ้นสมองหมดแล้ว"
"นั้นสินะ สำหรับศัตรูชื่อของท่านบรรพบุรุษเปรียบเสมือนฝันร้ายที่ค่อยตามหลอกหลอน แต่สำหรับมิตรเปรียบเสมือนความภาคภูมิใจที่มีสหายชื่อนี้"
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพูดเกินจริงใครเป็นศัตรูกับเขาฉินจุนนั้นเหมือนก้าวขาลงปรโลกไปแล้วข้างหนึ่ง แต่ถ้าใครเป็นมิตรสหายหรือผู้มีพระคุณของเขา ฉินจุนเขาจะตอบแทนบุญคุณนั้นคืนอย่างแน่นอน เพราะแบบนั้นฉินจุนจึงถูกเคารพเป็นอย่างมากไนทวีปหยุนเซียวแห่งนี้ แม้แต่นิกายไท่ไป๋หนึ่งในสามกองกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์ของทวีปหยุนเซียวยังให้ความเคารพเขาในระดับหนึ่งเลยทีเดียว อีกอย่างฉินจุนเขาเคยถูกชวนให้เป็นผู้อาวุโสของนิกายไท่ไป๋อีกด้วยแต่เขาก็ปฏิเสธไป
เพราะแบบนี้คนในตระกูลฉินถึงยังมีเวลาคิดแผนรับมือกับการโจมตีนี้ของตระกูลหูอีกพอสมควรเลยทีเดียว มันมีคำพูดที่ว่า ถ้าราชาสยบฟ้าฉินจุนยังมีชีวิตอยู่ตระกูลฉินจะไม่มีทางล้มเด็ดขาด มันเหมือนเป็นกฎของสัจธรรมที่ไม่มีใครฝ่าฝืนมันได้อย่างไงอย่างงั้น
"เอาล่ะตอนนี้พวกเราต้องเรียกรวมพลคนในตระกูลทัั้งหมด ให้เตรียมความพร้อมกับสงครามที่มาเคาะถึงหน้าประตูบ้านของพวกเราแล้ว ใครที่ออกไปหาประสบการณ์ก็รีบส่งข่าวให้พวกเขากลับมาที่ตระกูลโดยเร็ว พวกเด็กเล็ก ผู้หญิง คนแก่ หรือคนที่ต่อสู้ไม่ได้ให้อพยพพวกเขาไปไว้ที่เทือกเขาหลิงหยุนที่เป็นที่หลบภัพของตระกูล"
"ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านประมุข!!!!!!"คนในห้องโถงตอบรับเสียงดังฟังชัด
ในขนาดนั้นเองก็ได้มีบุรุษรูปงามใบหน้าหล่อเหลาเหมือนเทพเซียนในตำนาน ผิวขาวนวลราวกับสตรีเพศ ดวงตากลมโตสีดำ ผมยาวสีดำสนิทเหมือนน้ำหมึก สวมใส่ชุดผ้าไหมอย่างดีสี ขาว-ดำ ค่อยๆเดินเข้ามาภายในห้องโถงประชุมของตระกูลฉิน ที่ตอนนี้กำลังพูดคุยเรื่องสำคัญๆมากๆกันอยู่นั้นเองเขาก้าวเท้าช้าๆเดินเข้ามาภายในโถงประชุมของตระกูลฉิน แน่นอนว่าทุกคนต้องรู้ถึงการมาของบุรุษผู้นี้เพราะบุรุษผู้นี้ไม่ได้จงใจซ่อนการมาของเขาเลยนั้นเอง
พอคนในห้องโถงมองมาที่บุรุษหนุ่มตรงทางเข้าห้องโถงนั้น ทุกคนก็นิ่งกันเลยทีเดียว บางคนดีใจ บางคนตื่นเต้น บางคนตกใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ทำไมพวกเขาจะไม่รู้ว่าบุรุษที่เดินเข้ามาเป็นใคร คนในห้องนี้แทบทุกคนยกเว้นคนที่นำข่าวมาแจ้งนั้นต่างรู้จักบุรุษผู้นี้ทั้งสิ้น เพราะบุรุษที่ก้าวเท้าเขามานั่น คือเสาต้นใหญ่ค้ำตระกูลฉินและทำให้ตระกูลฉินนั้นยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบันนั้นเอง คนผู้นั้นก็คือ ราชาสยบฟ้า บรรพบุรุษฉินจุนนั้นเอง
"ท่านบรรพบุรุษ!!!!!!!"ทุกคนในห้องตะโกนเสียงดัง(ยกเว้นคนที่นำข่าวมาส่ง)