ขุนปราบกามสวาท
ตอนที่ 28 | สิงสู่
ทัพใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการเดินทางจากค่ายของทหารพม่ามาจนถึงประตูเมืองของเวียงเชียงแสน ซึ่งที่นี่ก็มีทหารตั้งกองอยู่เป็จำนวน ทั้งทหารล้านนา และทหารสยาม รวมไปถึงมีการตรวจคนเข้าเมืองที่รัดกุมด้วย ถ้าไม่มีทหารของพระยาเดชามาเห็นทัพเข้าละก็ เขาเองก็น่าจะติดอยู่ที่หน้าประตูเมืองอีกนานเลย โชคที่ทหารของพระยาเดชามาเห็นเข้าซะก่อน ไม่ใช่นั้นเขาคงใช้คาถากำบังกายแอบเข้าไปแล้ว
"ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะมาถึงเร็วขนาดนี้ท่านขุน" พระยาเดชาพูดหลังจากได้เจอกับท่านขุนแล้ว
"ฉันเห็นว่าเป็เื่ด่วน ก็เลยรีบออกมาหลังจากที่ได้อ่านจดหมายขอรับ" ทัพตอบ
"ท่านขุนจะพักก่อนหรือไม่ หรือไปขึ้นไปที่จวนท่านเ้าเมืองเลย" พระยาเดชาถาม พลางมองดูทัพไปด้วย
"ไม่เป็ไรขอรับ ขึ้นจวนท่านเ้าเมืองเลยก็ได้ ฉันอยากจะรีบไปดูอาการของเ้าปิ่นแก้วด้วย" ทัพตอบพลางชายตามองไปยังจวนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า
"ถ้าท่านขุนว่าเช่นนั้น เราไปกันเลยก็ได้" พอพูดจบพระยาเดชาก็พาทัพเดินตรงไปยังจวนของท่านเ้าเมืองทันที
"ทูลฝ่าพระบาท พระยาเดชา กับขุนปราบที่พึ่งมาจากสยามมาขอเข้าพบขอรับ" นายทหารหนุ่มเข้ามาแจ้งต่อท่านเ้าเมืองเื่ที่พระยาเดชากลับมาขอเขาพบ เขาที่ได้ฟังแบบนั้นก็ลุกขึ้นมาจากที่นั่งทันที หลังจากได้ยินว่าขุนปราบที่เขารอคอยอยู่มาถึงแล้ว
"ไม่ต้องให้เข้ามา เดี๋ยวฉันจะออกไปหาเอง" ท่านเ้าเมืองตอบ ถึงแม่ว่าท่านเ้าเมืองจะมีเชื้อสายเป็ถึงหม่อมเ้า แต่ก็เป็คนที่ไม่เคร่งครัดเื่พิธีรีตองอะไรมากนัก และท่านก็เป็คนที่ไม่ถือเนื้อถือตัวด้วย ทัพที่เห็นว่าท่านเ้าเมืองเดินออกมาจากห้องด้วยตัวเอง ก็ทำท่าจะคุกเข่าลงไปถวายบังคมทันที แต่ทว่าท่านเ้าเมืองก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน
"ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ท่านขุน แค่กว่าทักทายกันก็พอ ที่นี่เราอยู่กันแบบเป็กันเอง"
"ไหว้ขอรับท่านเ้าเมือง" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็เลยเปลี่ยนเป็ไหว้ทักทายท่านเ้าเมืองแทน
"ขอบคุณท่านขุนมากนะที่มาถึงที่นี่ อันที่จริงฉันก็อยากจะให้ท่านขุนพักก่อน แต่ฉันเป็ห่วงลูกสาวยิ่งนัก ถ้าท่านขุนไม่ว่าอะไร ช่วยไปดูอาการลูกสาวฉันก่อนได้หรือไม่" จากนั้นท่าเ้าเมืองก็พูดกับทัพด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล เพราะเขานั้นเป็ห่วงลูกสาวเป็อย่างมาก
"ได้ขอรับท่านเ้าเมือง กระผมก็ตั้งใจว่าจะรีบไปดูอาการของเ้าปิ่นแก้วอยู่พอดี"
"ถ้าเช่นนั้นเราไปกันเลยนะ" ท่านเ้าเมืองที่ได้ฟังแบบนั้นก็ยิ้มออกมาทันที ก่อนที่จะรีบเดินนำหน้าพาทับไปยังห้องนอนของลูกสาว
ทันทีที่มาถึงหน้าประตูห้องนอนของเ้าปิ่นแก้ว ทัพก็ััได้ถึงมนต์ดำที่ล่องลอยออกมาจากห้องนอนของนางได้ทันที ซึ่งมันก็ทำเอาเขาอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่ััถึงมันได้ เพราะทั้งพระยาเดชา และท่านเ้าเมืองมีท่าทีที่ปกติ ทำให้ทัพเข้าใจได้ทันทีว่า เ้าสิ่งที่มันกำลังเล่นงานเ้าปิ่นแก้วนั้น กำลังท้าทายและอยากให้ทัพเข้าไปหามัน
"เชิญเข้ามาเลยท่านขุน" ท่านเ้าเมืองพูดหลังจากที่เปิดประตูห้องนอนของเ้าปิ่นแก้วเข้าไปแล้ว
"ขอรับฝ่าพระบาท" พอพูดจบทัพก็เดินตามท่านเ้าเมืองเข้าห้องไป
พลั่บ!!!! ทันทีที่ทัพเข้ามาด้านในห้องนอน ละอองของมนตร์ดำก็กระแทกเข้ามาที่หน้าเขาทันที มันล่องลอยไปทั่วห้องจนแทบมองอะไรเห็น ขอเลยต้องเป่าคาถา เพื่อปัดเป่าละอองของมนต์ดำที่คลุมห้องอยู่ออกไป ถึงได้เห็นเข้ากับห้องของนางที่ถูกตกแต่งด้วยของใช้ราคาแพงหลายอย่าง ที่แสดงถือฐานะของนางได้เป็อย่างดี
ร่างบางของเ้าปิ่นแก้วนั้นกำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียง โดยที่ข้างๆ มีแม่ของนางนั่งดูอาการลูกสาวอยู่ และบ่าวอีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง เฝ้าดูอาการของนายด้วยความเป็ห่วง ร่างบางของเ้าปิ่นแก้วนั้นดูผอมแล้วก็ซีดเซียวเป็อย่างมาก ผิวของนางนั้นขาวซีดจนแทบจะกลืนไปกันเตียง แต่ถึงแบบนั้นใบหน้าที่ซีดเซียวนั้น ก็ยังมีความงดงามฉายออกมา
ซึ่งมันก็งดงามไม่ต่างอะไรกับผู้เป็แม่ ที่นั่งเฝ้านางอยู่ข้างๆ เตียงเลย ใบหน้าของนางกับผู้เป็แม่นั้นแทบจะเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว แถมนางยังดูเยาว์วัยเป็อย่างมาก จนดูไม่ออกเลยว่าอายุของนางจริงๆ นั้นเป็เท่าไหร่ ทัพที่เข้ามาในห้องได้แล้ว ก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ที่ร่างบางของเ้าปิ่นแก้วนอนอยู่ ทำให้แม่ของนางที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นทัพเข้า นางจึงค่อยๆ หันมามอง ทั้งคู่เลยได้สบตากัน
"นางชื่อมณีจันทร์เป็ภรรยาของฉัน ส่วนนี่ขุนทัพ เขาจะมาช่วยรักษาลูกสาวให้เรา" ท่านเ้าเมืองกล่าวแนะนำทัพและภรรยาของตัวเองให้รู้จักกัน
"ไหว้ขอรับคุณหญิง" ทัพกล่าวทั้งทายคุณหญิงของเมือง นางเองก็รับไหว้เขาอย่างเป็มิตรเช่นเดียวกัน
"ท่านขุนพอจะช่วยลูกสาวฉันได้หรือไหว ฉันเป็ห่วงนางยิ่งนัก" ก่อนที่จะพูดกับทัพโดยที่ไม่ละสายตาออกมาจากลูกสาวเลย
"กระผมขอดูอาการของนางก่อนนะขอรับ" ทัพตอบ จากนั้นเขาก็ขยับตัวเข้าไปให้ใกล้กับเ้าปิ่นแก้วมากขึ้น ใบหน้าอันซีดเสียว ผิวกายที่ขาวซีดราดกับกระดาษจนมองเห็นเส้นเื มันบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่านางนั้นกำลังอ่อนล้าเป็อย่างมาก ถึงมันจะดูคล้ายกับอาการคนโดนยาสั่งตามที่พระยาเดชาบอกมาก แต่ดูเหมือนว่าทัพจะไม่คิดว่าที่นางเป็แบบนี้เป็เพราะยาสั่งซะทีเดียว
"ขออนุญาตขอรับคุณหญิง" ทัพพูดพลางแทรกตัวเข้าไประหว่างกลางของคุณหญิงมณีจันทร์กับเ้าปิ่นแก้ว ทำให้นางต้องขยับตัวลุกขึ้นมาจากเตียง จากนั้นทับก็จับชายผ้าห่มที่คลุมร่างบางของนางอยู่เปิดขึ้นมา เผยให้เห็นว่าที่ปลายนิ้วมือของนางนั้นมันคล้ำจนเริ่มจะเป็สีดำ
"นิ้วของนางคล้ำแบบนี้มาได้กี่วันแล้วขอรับ" เขาที่เห็นแบบนั้นก็หันไปถามคุณหญิงมณีจันทร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ
"ประมาณ 2-3 วันได้แล้วท่านขุน ลูกสาวฉันจะไม่เป็อะไรใช่ไหม ท่านขุนรักษานางได้หรือเปล่า" นางที่ได้ฟังทัพพูดแบบนั้น ก็เริ่มใจขึ้นมา เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่นางพามาดูอาการลูกสาว ก็ไม่มีใครรักษาได้เลย แม้แต่สาเหตุก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ
"ที่นางเป็แบบนี้ เป็เพราะว่านางโดนสิงสู่ขอรับ" ทัพเอาผ้าห่มคลุมตัวเ้าปิ่นแก้วไว้อย่างเดิม ก่อนที่จะหันหน้ากลับมาตอบคุณหญิงมณีจันทร์ นางที่ได้ฟังแบบนั้นก็หน้าซีดทันที
"สิงสู่หรือท่านขุน ท่านหมายความว่ายังไง" ท่านเ้าเมืองที่ได้ฟังแบบนั้นเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน เขานั้นรีบเดินเข้ามาทัพ แล้วพูดขึ้นมาทันที
"ความหมายของมันก็แบบที่กระผมพูดไปเลยขอรับ นางนั้นโดนิญญาร้ายสิงสู่ ที่นางเป็แบบนี้ก็เพราะว่านางกำลังถูกิญญาร้ายนั้นดูดเอาพลังชีวิตอยู่" ท่านเ้าเมืองที่ได้ฟังแบบนั้น ก็ร้อนใจยิ่งกว่าเดิมทันที
"สูบพลังงานชีวิตเช่นนั้นรึ ถ้าเช่นนั้น ท่านขุนช่วยลูกสาวฉันได้หรือไม่ ไม่ว่าอะไรฉันก็ให้ได้ทุกอย่าง ขอเพียงแค่ท่านช่วยลูกสาวฉันได้ก็พอ" ก่อนที่เข้าจะรีบร้อนพูดขอร้องทัพขึ้นมา
"กระผมช่วยนางได้ขอรับ แต่ไม่ได้มีนางคนเดียวเท่านั้นที่กระผมต้องช่วย" ท่านเ้าเมืองที่ได้ฟังแบบนั้น ก็มีสีหน้าที่งุนงงขึ้นมาทันที
"ไม่ใช่คนเดียวเช่นนั้นรึ ท่านขุนหมายความว่ายังไงกัน" จากนั้นเขาก็ถามทัพกลับไปด้วยความสงสัย
"ให้บ่าวกับท่านพระยาเดชาออกไปก่อนได้หรือไม่" บ่าวกับพระยาเดชาที่ได้ฟังแบบนั้น ต่างก็พากันเดินออกจากห้องไป
"คุณหญิงไม่ต้องขอรับ คุณหญิงต้องอยู่ที่นี่ต่อ" ทัพที่เห็นว่าคุณหญิงมณีจันทร์กำลังจะเดินออกจากห้องไปเหมือนกันก็พูดขึ้น นางที่ได้ฟังแบบนั้นก็เลยปิดประตูแล้วเดินกลับเข้ามาที่เดิม
"มีเื่อะไรหรือ เหตุใดท่านขุนต้องทำให้มันเป็ความลับเช่นนี้" ท่านเ้าเมืองถาม
"คนที่ถูกิญญาร้ายสิงสู่ไม่ใช่เ้าปิ่นแก้วขอรับ แต่เป็คุณหญิงมณีจันทร์ต่างหากที่ถูกิญญาร้ายสิงสู่" พอทัพพูดจบทั้งคู่ก็พากันมองทัพสายตาเดียวกันทันที
โปรดติดตามตอนต่อไป