จิวฟงและผองเพื่อนคิดว่าพวกเขาออกจากบ้านเช้ามากแล้วแต่เมื่อเดินไปตามขอบป่าได้สักระยะก็พบว่าพวกเขาไม่ได้เดินทางไปยังผาจรดเมฆาก่อนใครๆจิวฟงเห็นว่ามีกลุ่มเด็กหลักร้อยเดินอยู่ข้างหน้าบริเวณซึ่งห่างออกไปไกลลิบๆเขาหันไปด้านหลังก็เห็นว่าไม่มีใครตามมาอีกจึงรู้ว่าเขาและเพื่อนๆสายกว่าใคร
เด็กบ้านประกายหมอกต่างรู้สึกตื่นเต้นกับการคัดเลือกหัวหน้าบ้านตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาต่างเก็บตัวและบำเพ็ญเพียรกันอย่างหนักหนักเสียจนบางคนแทบจะไม่ได้ออกไปไหน ่เวลาที่ไอปราณของสำนักวายุจำรัสเข้มข้นมีค่าสำหรับพวกเขามากแม้ทรัพยากรที่พวกเด็กๆมีอาจจะไม่มากเท่าไรนักแต่ก็ได้ไอปราณจากอากาศนี่เองที่กระตุ้นตันเถียนและทำให้พวกเขาก้าวหน้าในการฝึกฝน
“ผู้าุโหญิงหยินยู่หานบอกว่า่เวลานี้อณูปราณในอากาศเข้มข้นมากกว่าปกติถึงสามเท่าเชียวนะข้ารู้สึกได้เลยว่าสายปราณที่ไหลเข้าไปในร่างกายช่วยให้ข้ารุดหน้าไปมาก”เด็กหญิงคนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้น
“ได้ยินว่าการที่ดาวเคราะห์เรียงตัวกันสิบแปดดวงเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยากยิ่งกว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งต้องรออีกห้าร้อยปีเลยทีเดียว หลายคนจึงบอกว่าศิษย์รุ่นนี้มีวาสนามาก”
“เสียดายจริงๆที่ปรากฏการณ์นี้จะคงอยู่ไปอีกไม่กี่วันไม่เช่นนั้นข้าคงจะสร้างฐานลมปราณได้ภายในเดือนนี้แน่ๆ”
“ข้าก็รู้สึกว่าใกล้จะสร้างฐานลมปราณได้แล้ว”
“ข้าด้วย” “ข้าก็เช่นกัน”
....
กลุ่มเด็กๆที่อยู่ด้านหน้าจิวฟงเริ่มจะเคลื่อนที่ช้าลงเนื่องจากเดินมาถึงทางแคบด้วยเหตุนี้จิวฟง ต้าไค หลางชี่เชี่ยและชูฉงจึงเดินตามคนพวกนั้นได้ทันขณะนี้จิวฟงได้ยินคำพูดของคนเ่าั้ได้อย่างชัดเจน
“กะอีแค่ฐานลมปราณจะอะไรกันนักหนาถ้าแน่จริงต้องโค่นหมาป่าขนเงินให้ได้สิ นี่ข้าไม่ได้เจาะจงถึงคนใดคนหนึ่งหรอกนะข้าหมายถึงใครก็ตามที่สามารถสังหารหมาป่าขนเงินได้ คนนั่นแหละเจ๋งจริง”จิวฟงคันปากยิบๆ เขาอยากจะะโบอกคนข้างหน้าว่าเขาบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งแล้วแต่พอนึกถึงความปลอดภัยของพู่กันวิเศษ เขาก็รีบงับปากที่อ้าอยู่จิวฟงออกเดินต่อโดยที่ไม่พยายามมองถุงวิเศษที่ห้อยอยู่ข้างตัวเพราะกลัวว่าใครจะจับพิรุธได้
ข้างหน้าเคลื่อนที่ช้าลงทุกทีซึ่งแน่นอนว่านั่นทำให้จิวฟงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยด้วยเป็เพราะว่าผู้ฝึกตนขั้นที่หนึ่งเช่นเขาต้องมาทนเดินตามผู้คนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับเต่าคลานอันที่จริงเขาสามารถเดินเข้าไปในป่าอสูรอันกว้างขวาง กลิ้งตัวอีกสามสี่ตลบหรือแม้แต่จะใช้มือเดินแทนเท้าในเขตป่าก็ย่อมทำได้
จิวฟงชะเง้อชะแง้มองคนข้างหน้าแล้วพยายามเร่งฝีเท้ากดดันพวกเขาแต่นั่นก็ไม่ทำให้พวกเด็กๆที่อยู่ด้านหน้าเพิ่มความเร็วสุดท้ายจิวฟงก็ฉีกออกไปทางด้านซ้ายซึ่งติดกับแนวป่า เท้าของเขาเกือบจะเหยียบแนวเขตอาคมอยู่รอมร่อเขาเดินดุ่มๆไปข้างหน้าราวกับว่ากำลังเดินหนีอะไรบางอย่างคนที่เห็นการกระทำของเขาต่างก็ร้องออกมาอย่างหวาดเสียว
“อย่าเข้าไปใกล้ป่านะ จิวฟ...” พอเห็นชัดว่าเป็จิวฟงเด็กชายที่ร้องเตือนก็หุบปากแทบไม่ทัน
ศิษย์บ้านประกายหมอกพากันหยุดเดินแล้วปล่อยให้จิวฟงที่กำลังเดินจ้ำนำหน้าไปก่อนพวกเด็กๆกลัวว่าหากพวกเขาชนจิวฟง อาจทำให้เด็กชายตัวเปี๊ยกล้มลงไปในเขตป่าอสูรและอาจเกิดอันตรายได้
แม้ว่าเพื่อนๆจะไม่เข้ามาใกล้แต่จิวฟงก็ไม่ยอมเดินห่างจากเแนวป่าเขาเดินเหยียบหมุดอาคมไปหนึ่งทีแล้วหันมายิ้มให้กับพวกเด็กที่กำลังมองเขาอย่างลุ้นระทึก
“อันตราย...” เด็กคนนั้นเผลอตัวไปหน่อยจึงหลุดคำพูดออกไปความจริงไม่มีใครอยากจะยุ่งกับจิวฟง ทันทีที่รู้สึกตัวเด็กคนนี้ก็หุบปากนิ่งทว่าเขาก็ยังมองดูการกระทำของจิวฟงด้วยใจที่เต้นตึกๆ
จิวฟงหันไปยิ้มให้เด็กคนนั้นแล้วพยักหน้าหนึ่งทีแต่แทนที่เขาจะเดินให้ห่างจากเขตป่าเขากลับเดินดิ่งเป็เส้นตรงขนานไปกับแนวป่าอสูรเขาเอียงหัวเล็กน้อยจนผมของเขาเข้าไปในเขตป่า แล้วจิวฟงก็หันไปมองเพื่อนๆอีกครั้งพร้อมกับส่งยิ้มให้คนเ่าั้
แม้จะไม่มีใครตักเตือนจิวฟงแต่พวกเด็กบ้านประกายหมอกก็พากันมองมาที่เ้าเปี๊ยกเป็ตาเดียว
“นั่นมันอันตรายมากนะ” พวกเด็กๆป้องปากซุบซิบ
“เ้าจิวฟงไม่รู้หรือไงว่าหากยังไม่บรรลุถึงขั้นแรกก็ไม่ควรเข้าไปใกล้แนวป่า”
ได้ยินดังนั้นจิวฟงก็หูผึ่ง เ้าเปี๊ยกกระเถิบเข้าไปชิดแนวป่าเขาแหย่มือซ้ายเข้าไปในเขตป่าอสูรแล้วแกว่งแขนไปมาทำเช่นนั้นอยู่นานกว่าจะดึงมือกลับจิวฟงหันไปมองเพื่อนๆแล้วยิ้มให้พวกเขาอีกหนึ่งครั้งจากนั้นเขาะโดึ๋งๆเหยียบหมุดอาคมไปตลอดทาง สักพักเดียวเขาก็มาถึงบริเวณด้านหน้าของกลุ่มคนซึ่งมีชุนจางมินเดินอยู่ที่หัวแถว
“จิวฟง ทำเช่นนั้นมันอันตราย” น้ำเสียงของชุนจางมินราบเรียบนางพูดโดยที่ไม่หันมามองเขา
เห็นสีหน้าที่เ็าของชุนจางมิน ใบหน้าของจิวฟงก็กระตุกมุมปากของเขาขยับไปมาเล็กน้อยซึ่งนั่นเกิดจากการที่เขาพยายามกลั้นยิ้มปากของเขาสั่นระริก สุดท้ายแล้วจิวฟงก็ยิ้มแฉ่งออกมา
“เ้าเป็ห่วงข้าจริงๆด้วย!”
“ไม่ใช่!” นางแว้ดใส่
คนทั้งหลายพากันซุบซิบ ใน่ที่เก็บตัวอยู่พวกเขาได้ยินข่าวลือแปลกๆข่าวลือที่ว่าชุนจางมินตกหลุมรักจิวฟง บางคนเล่าว่าชุนจางมินวิ่งตามจิวฟงออกมาจากหอคัมภีร์เพราะ้าทำความรู้จักบางคนก็บอกว่าชุนจางมินเอาตัวเข้าปกป้องจิวฟงที่ถูกมู่ฉีเชิ่งคุกคาม
ชุนจางมินทำเป็ไม่ได้ยินเื่ที่เพื่อนร่วมบ้านกระซิบกระซาบและนางก็ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับจิวฟง เพราะถึงแม้นางจะอธิบายสักเท่าไรจิวฟงก็คงคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ดี นางเดินหนีเ้าเปี๊ยกไปโดยที่ไม่สนใจเขาอีกในขณะที่ชุนจางมินกำลังเดินจ้ำนำผู้คนไปไกล เสียงของสัตว์อสูรก็ดังขึ้น
“โบร๋ววววว”
เสียงหอนของมันราวกับจะกรีดไปถึงหัวใจเด็กๆบ้านประกายหมอกได้ยินเสียงนั้นก็ขวัญผวา ดูเหมือนจะมีเพียงชุนจางมินเท่านั้นที่คงอาการได้เป็ปกตินางเดินไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวนั่นเป็เพราะชุนจางมินมั่นใจว่าไม่มีสัตว์อสูรตนใดหลุดรอดออกมาจากเขตอาคมได้
ปึงงงงง!
สัตว์อสูรระดับหนึ่งพุ่งมาจากทิศใดก็ไม่มีใครทราบมันกระแทกเข้ากับเขตอาคมจนศิษย์บ้านวายุจำรัสรับรู้ได้ถึงแรงสั่นะเืที่คล้ายกับแผ่นดินไหวน้อยๆ
“ไม่ต้องใ ทุกคนรู้แล้วว่ามันออกมาจากข่ายเวทไม่ได้รีบเดินขึ้นมาข้างหน้าต่อเถอะ”ชุนจางมินโบกมือเรียกเพื่อนที่อยู่ข้างหลังให้เคลื่อนที่มาด้านหน้าในขณะที่ตัวนางก็เดินเข้าไปใกล้เขตป่า
ชุนจางมินจ้องดวงตาสีแดงของสัตว์อสูรอย่างไม่เกรงกลัวนางกางแขนทั้งสองออกกว้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าหากเกิดอะไรขึ้นนางก็พร้อมจะปกป้องเพื่อนๆบ้านประกายหมอก
สัตว์อสูรที่โเี้เห็นกิริยาอาการของเด็กหญิงก็ไม่สบอารมณ์มันรู้สึกว่ากำลังถูกท้าทาย มันรวบแรงทั้งหมดที่มีไปที่ขาทั้งสี่แล้วกระโจนเข้าใส่เขตอาคมในทันใด
การกระทำของมันทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆก็ไม่ค่อยรู้สึกกลัวเท่าไรนักนั่นเป็เพราะชุนจางมินได้แสดงความกล้าหาญออกมาให้พวกเขาเห็นพวกเด็กๆเดินเรียงเดี่ยวและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยที่ไม่พยายามสนใจกับสัตว์อสูรที่แยกเขี้ยวและร้องขู่
แฮร่...
สัตว์อสูรคำรามอยู่ในคอมันยื่นหน้าเข้าใกล้ชุนจางมินและแสยะเขี้ยวอันคมกริบระยะห่างระหว่างนางกับสัตว์อสูรประมาณแค่สองคืบมีเพียงข่ายอาคมที่กั้นไว้ทำให้มันไม่อาจเข้าถึงตัวชุนจางมิน
“ถ้าข้าบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเมื่อไรเ้าไม่มีโอกาสได้แยกเขี้ยวยิงฟันต่อหน้าข้าเช่นนี้แน่”ความจริงแล้วชุนจางมินรู้สึกกลัวอยู่บ้าง พอเผชิญหน้ากับมันในระยะประชิดก็ยิ่งทำให้ร่างของนางสั่นน้อยๆ
ที่นางยืนประจันหน้ากับมันเช่นนี้เพราะเมื่อคราวที่แล้วจิวฟงยังหาญกล้าหยอกล้อกับหมีหลังแดงที่ดุร้ายคราวนี้นางตั้งใจจะแสดงๆให้เพื่อนๆเห็นถึงความกล้าหาญบ้างเพราะความกล้าหาญนี้เป็หนึ่งในคุณลักษณะที่ผู้นำพึงมี
ชุนจางมินมั่นใจว่าหลังจากวันนี้ไปนางจะได้เป็หัวหน้าบ้านประกายหมอกและที่นางมั่นใจเช่นนั้นเป็เพราะว่านางสร้างฐานลมปราณได้แล้วนั่นเอง...
ขณะที่สัตว์อสูรตัวนั้นกำลังใช้ฟันคมๆกัดเข้าไปที่ข่ายอาคมเพื่อขู่ชุนจางมินเสียงแหลมๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ไง สบายดีไหม” จิวฟงยักคิ้วหลิ่วตาให้หมาป่าขนเงินที่ไร้หางจากนั้นเขาตบแปะๆไปที่ถุงวิเศษ
หมาป่าขนเงินหันขวับมองตามเสียงแหลมๆที่คุ้นหู แค่เห็นใบหน้าขาวๆของจิวฟงเท่านั้นมันก็กลับหลังหันแล้วออกวิ่งสุดฝีเท้า แล้วหมาป่าหางด้วนก็เผ่นแน่บจนป่าราบ
“เอ๋งงงงงงงๆๆๆๆๆ”
หมาป่าร้องโหยหวนไปตลอดทางเสียงของมันเต็มไปด้วยความเ็ประคนด้วยความรันทด
“โบร๋ววววววๆๆๆ”
เสียงหมาป่าขนเงินร้องขานรับกันจากมุมต่างๆเสียงนั้นค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ และในที่สุดก็เงียบหายไป
ชุนจางมินและเพื่อนๆบ้านประกายหมอกเกือบร้อยคนที่เห็นเหตุการณ์ตกตะลึงจนตาค้างพวกเขาเห็นกับตาว่าที่หมาป่าอสูรวิ่งเตลิดไปเป็เพราะมันหวาดกลัวจิวฟงขณะนี้พวกเด็กๆกำลังยืนอึ้ง พวกเขามองจิวฟงอย่างไม่กะพริบตา
จิวฟงยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเขาเชิดหน้าแล้วเดินส่ายอาดๆผ่านผู้คนที่ยืนตัวแข็งเพื่อไปยังผาจรดเมฆา
“อย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าข้าสามารถขับไล่สัตว์อสูรได้ข้านี่แหละเจ๋งจริง” จิวฟงนึกถึงสายตาของเพื่อนๆบ้านประกายหมอกที่มองมาเขาก็หัวเราะฮี่ๆ
อาจารย์เหลียงอันรอคอยการมาของเด็กๆอยู่ที่ผาจรดเมฆาข้างกายเขามีชายอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันถัดไปมีศิษย์รุ่นก่อนยืนอยู่นับสิบคน หนึ่งในนั้นมีหวังหลี่เม่ารวมอยู่ด้วย
จิวฟงเดินไปถึงผาจรดเมฆาก่อนใครเมื่อเขาเห็นศิษย์พี่แซ่หวังเขาก็วิ่งแจ้นเข้าไปหา
“ศิษย์พี่หวังมาทำอะไรที่นี่” จิวฟงพูดอย่างดีใจเขาไม่ได้เจอหน้าหวังหลี่เม่ามาสักระยะแล้ว
“วันนี้เป็วันคัดเลือกหัวหน้าบ้านข้าพักการบำเพ็ญเพียรไว้แล้วออกมาจากป่าเพื่อมาให้กำลังใจพวกเ้า”เมื่อไม่เห็นเ้าอ้วนกับคนอื่น หวังหลี่เม่าจึงถามว่า
“ต้าไคและคนที่เหลือล่ะ...”
“ข้าเดินนำพวกเขามาก่อนเมื่อเช้าตอนที่เพื่อนบ้านประกายหมอกมุ่งหน้ามาที่นี่มีสัตว์อสูรที่ดุร้ายเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับมือยืนขู่พวกเราคนอื่นๆไม่กล้าออกเดินต่อ ข้าจึงขึ้นไปอยู่ที่หัวขบวนแล้วไล่มันไปจากนั้นพวกเราจึงเดินทางกันต่อได้” จิวฟงยิ้มแป้น
ขณะนั้นเองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ทางด้านขวามือของหวังหลี่เม่าก็หัวเราะดังเขาเหลือบมองจิวฟงด้วยสายตาเหยียดหยัน
“โอ...เ้าขับไล่สัตว์อสูรได้เลยหรือถ้าเป็เช่นนั้นจริงเ้าก็คงจะได้เป็หัวหน้าบ้านแน่ จริงไหม หวังหลี่เม่า”น้ำเสียงของชายวัยสิบหกสิบเจ็ดผู้นี้เต็มไปด้วยความประชดประชันในขณะที่หวังหลี่เม่าได้แต่ก้มหน้านิ่ง
จิวฟงมองชายผู้นั้นด้วยหางตาแล้วยิ้มกว้างให้ศิษย์พี่ผู้ใจดีเขามองหน้าอาจารย์เหลียงอันและชายอีกคนที่อยู่ข้างๆจิวฟงกวาดสายตามองเหล่าศิษย์พี่ทีละคนอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็ะโก้องดังไปทั่วผาจรดเมฆา
“ข้านี่แหละคือผู้ที่ได้จะเป็หัวหน้าบ้านประกายหมอก!”
ไม่เพียงแต่อาจารย์และกลุ่มศิษย์พี่เท่านั้นที่ยืนอึ้งเด็กทั้งหลายที่ตามมาจากทางด้านหลังก็เช่นกันน้ำเสียงของจิวฟงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจนกระทั่งใครๆก็รับรู้ได้หวังหลี่เม่าที่ก้มหน้าอยู่เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ศิษย์น้องสายตาของเขาที่มองมายังเด็กชายตัวเปี๊ยกเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
ไม่ว่าวันนี้จิวฟงจะได้เป็หัวหน้าบ้านหรือไม่แต่หวังหลี่เม่าก็จะไม่เสียใจแม้จิวฟงจะชอบทำอะไรแปลกๆและฝึกตนด้วยวิธีลองผิดลองถูก แต่ศิษย์น้องของเขาก็มุ่งมั่นอุตสาหะเท่าที่เขารู้มา นับั้แ่จิวฟงเข้ามาในสำนักวายุจำรัสไม่มีวันใดเลยที่เ้าเปี๊ยกละเลยการฝึกตน
“ข้าจะคอยดู...” หวังหลี่เม่าเอ่ยกับศิษย์น้อง
จิวฟงพยักหน้าให้ศิษย์พี่หวังแล้วเดินไปยังด้านท้ายของกลุ่มคนตามประสาเด็กหลังห้องไม่นานนักเ้าอ้วนเ้าหนอนหนังสือและเ้าเฉื่อยก็มาถึงแล้วทั้งหมดก็นั่งลงที่ตรงนั้น
“ศิษย์น้องของเ้าน่าสนใจดี”หญิงสาววัยสิบแปดที่ยืนอยู่ทางซ้ายของหวังหลี่เม่าเอ่ยกับเขา
สตรีผู้นั้นมีผมสีดำขลับและเงาเป็ประกาย ผิวของนางขาวผ่องใบหน้านั้นเกลี้ยงเกลาและงดงามเมื่อนางเปิดปากพูดก็เผยให้เห็นฟันขาวที่เรียงกันเป็ระเบียบ
“จิวฟงเป็เด็กแปลกๆแต่พอได้รู้จักเขานานไปจะพบว่าเขาเป็เด็กที่น่าสนใจถ้ามีเวลาให้เขาได้ลองผิดลองถูกมากพอเขาอาจจะกลายเป็เซียนผู้ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าก็เป็ได้ น่าเสียดายระยะเวลาสามปีนั้นสั้นเกินไปสำหรับผู้ที่ฝึกตนด้วยวิธีผิดๆวันนี้เขาคงจะไม่ได้เป็หัวหน้าบ้านคนที่ได้ตำแหน่งนั้นคงหนีไม่พ้นชุนจางมินศิษย์น้องของเ้า”หวังหลี่เม่าเอ่ยกับสตรีนางนั้นนางเหลือบมองหวังหลี่เม่าแวบหนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าให้เขาจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้สนทนาอะไรกันอีก
เมื่อเด็กๆมารวมตัวกันครบทุกคนแล้วเหลียงอันก็แนะนำกงยี่มู่อาจารย์อีกท่านให้เด็กๆได้รู้จักกงยี่มู่ผู้นี้จะทำหน้าที่เป็ผู้ทดสอบพลังปราณให้ศิษย์บ้านประกายหมอก
“ที่อยู่ในมือของข้าคือผลึกแร่สีหมอกผลึกนี้มีไว้ใช้ทดสอบพลังปราณของศิษย์ใหม่ ผลึกจะเปลี่ยนสีไปตามลักษณะปราณของผู้ที่ถือมันไว้แต่หากผู้ที่ััมันคนต่อไปมีพลังปราณไม่สูงเท่าผู้ฝึกตนคนก่อนหน้ามันก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนั้นผลึกแร่สีหมอกนี้จึงมีไว้เพื่อเทียบเคียงพลังปราณของผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ”กงยี่มู่ที่ใส่ถุงมือหนังลงอักขระเวทชูผลึกทรงรีปลายแหลมซึ่งมีขนาดเท่ากำปั้นให้เด็กๆดู
“สิ่งที่พวกเ้าต้องทำก็คือถือมันไว้ชั่วลมหายใจเข้าออกแล้วจึงยื่นให้คนที่อยู่ถัดไป”กงยี่มู่เอ่ยต่อ
เมื่อเด็กๆพยักหน้าว่าเข้าใจกงยี่มู่ก็ยื่นผลึกแร่สีหมอกไปให้ชุนจางมินที่นั่งอยู่หน้าสุดชุนจางมินรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทดสอบพลังปราณเป็คนแรกชุนจางมินหวังว่าผลึกที่จะเปลี่ยนสีไปตามลักษณะปราณของนางจะคงสีนั้นไว้โดยที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงสีของผลึกแร่ได้อีกนางสูดลมหายใจเข้าแรงแล้วยื่นมามือมาข้างหน้าอย่างช้าๆ
ขณะที่นางกำลังจะแตะผลึกแร่สีหมอกนั่นเองแสงสว่างวาบสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าพลันปรากฏว่ามีร่างของชายผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าอาจารย์เหลียงอัน
ทันทีที่เห็นชายคนดังกล่าว เหลียงอันกงยี่มู่และศิษย์รุ่นก่อนหน้าก็รีบประสานมือไว้ด้านหน้าแล้วก้มศีรษะคำนับชายผู้นั้นชายคนนี้พยักหน้าแล้วเอ่ยกับเหลียงอันด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า
“ท่านเ้าสำนักมอบหมายให้ข้ามาสังเกตการณ์การคัดเลือกหัวหน้าบ้านในเวลานี้ที่บ้านเทียมฟ้าและบ้านพายุหวนก็มีผู้าุโคนอื่นประจำอยู่เช่นกัน”พูดจบชายผู้นั้นก็ใช้สายตาข้างขวาอันคมกริบจ้องมองมาที่จิวฟง
เ้าเปี๊ยกนั่งตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกเพราะชายผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น หากคือหวงหยินฟาแห่งหอหลอมศาสตราผู้ซึ่งรู้ว่าเขาบรรลุถึงขั้นแรกของการฝึกตน...แต่ในตอนนี้จิวฟงได้ปิดบังพลังปราณของเขาไว้
“จิวฟง...” หวงหยินฟาพูดโดยที่ไม่มีเสียงลอดออกจากริมฝีปากจากนั้นเขาก็แสยะยิ้มออกมา
จิวฟงอ่านปากของชายตาเดียวแล้วนั่งตัวสั่นพร้อมกับหลับตาปี๋ขณะนี้จิวฟงทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แล้วเ้าเปี๊ยกก็พึมพำออกมาเบาๆ
“ตายห่าแล้วกู”