หมอกที่จางหายไป เผยให้เห็นเพียงคนสองคนที่ยืนอยู่ รอบๆ มีหอกน้ำแข็งที่พุ่งออกมาจากพื้นสังหารอสุรกายไร้ผิวของพวกเขาได้จนหมด เหลือเพียงพวกนักผจญภัยสองคนและการ์กอยล์ทมิฬที่ไร้าแ
“วิชาหอกของข้าทำอะไรเ้าการ์กอยล์นั่นไม่ได้เลยจริงๆ” ฟรอสต์สังเกตถึงิัสีดำของอีกฝ่าย ตามข้อมูลที่ได้มามีเพียงพลังเฉพาะเท่านั้นถึงจะสามารถจัดการได้ เขารีบปรับเปลี่ยนหอกทันที แม้ว่าระดับของหอกจะเป็หอกที่ระดับต่ำกว่าหอกประจำตัวของเขาก็ตาม แต่หากต้องปะทะกับการ์กอยล์ทมิฬก็ไม่อาจใช้หอกเดิมได้
“ฟรอสต์ กิลด์สิงโตแดง” กริมม์มองชายหนุ่มผมสีเงินประบ่า สวมชุดเกราะเบาสีเงินขัดเงาที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก พกหอกข้างกาย และ รอบๆ ยังมีหอกน้ำแข็งที่พุ่งออกมาจากพื้นสังหารอสุรกายไร้ผิวของพวกเขาจนหมด
“ฟรอสต์? เ้านักรบเวทที่บอกให้ระวัง” ไคม์ถาม
“ใช่ มันนั่นแหละ” กริมม์ตอบ ถึงแม้ว่าฟรอสต์จะเป็เพียงนักผจญภัยที่มีระดับพลังชนชั้นจ้าวมนตราที่หาได้ไม่ยาก แต่อีกฝ่ายกลับเป็สาย ‘นักรบเวท’ ที่สามารถใช้ได้ทั้งออร่าเวท วิชาหอก และ บทเวทแบบเดียวกับนักเวท ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาไม่อาจประเมินจากระดับพลังได้
“เหมือนข้าเองก็เคยเห็นเ้า?” ฟรอสต์เองก็รู้สึกคุ้นหน้ากริมม์ แต่เมื่อสังเกตจากชุดอัศวินแถมยศบนหน้าอกก็บ่งบอกถึงระดับรองหัวหน้า ทำให้ฟรอสต์เองก็นึกตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที
“เซเวียร์ รองหัวหน้าหน่วยอัศวินเวทเทรัส มิน่า.. กองอัศวินถึงพลาดได้ง่ายๆ ระดับรองหัวหน้ากับเป็ไส้ศึก”
"จะใครก็ช่าง... ในเมื่อพวกแกแส่หาที่ตาย ข้าก็จะจัดให้!" ไคม์คำรามด้วยโทสะที่แผนการถูกรบกวน เขาประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากัน ไอเวทสีโลหิตพวยพุ่งออกมาจากร่างกายก่อนจะไหลลงสู่พื้นดิน
"เวทอัญเชิญ กองทัพอสุรกาย"
พื้นดินสั่นะเืเลื่อนลั่น วงเวทสีโลหิตปรากฏขึ้นมานับสิบจุด ร่างของอสุรกายไร้ผิวและการ์กอยล์ทมิฬชุดใหม่พุ่งทะยานออกมา พวกมันมีขนาดใหญ่และดุร้ายกว่าชุดแรก
“สังหารมันพวกแล้ว รีบตามกลิ่นเืของพวกอัศวินไปซะ” ไคม์ะโสั่งการ
กล้ามเนื้อที่แดงฉานบิดตัวไปมาอย่างน่าสยดสยองหมายจะเข้ามารุมทึ้งอูซินและฟรอสต์จากทุกทิศทาง อีกทั้งยังมีอสุรกายโลหิตหลายตัวที่วิ่งออกไปอีกทิศทาง เพราะพวกมันรับรู้ถึงกลิ่นเืของอัศวินที่าเ็กำลังเคลื่อนที่หนี
ไสยเวทสายลมมรณะ ศรทมิฬกลืนิญญา
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ทว่าก่อนที่พวกมันจะตามทุกคนไปได้ ลูกศรพลังงานสีเขียวเข้มอมดำสลักอักขระมิติพุ่งแหวกอากาศลงมาจากยอดไม้สูงด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น ศรแต่ละดอกไม่ได้เล็งที่ร่างเนื้อ แต่พุ่งทะลวงเข้าใส่ 'แก่นโลหิต' ของอสุรกายที่กำลังกระโจนเข้ามาอย่างแม่นยำ หรือ ต่อให้มีอสุรกายไร้ผิวจะพยายามหลบหรือเคลื่อนย้าย แก่นโลหิต ของตัวเอง แต่พลังมรณะกลับกัดกร่อนกล้ามเนื้อของพวกมันราวกับพิษร้าย
เสียงะเิของพลังมรณะดังขึ้นทุกครั้งที่ศรปะทะเป้าหมาย อสุรกายไร้ผิวที่โดนยิงถึงกับชะงักและสลายกลายเป็ควันสีดำทันที พลังของ เรย์ ที่ซ่อนตัวอยู่ช่วยสกัดกั้นฝูงชนมหาศาลไว้ได้ทันท่วงที เปิดโอกาสให้อูซินได้เผชิญหน้ากับศัตรูเบื้องหน้าอย่างเต็มตัว
“บอกแล้ว พลังไสยเวทของเรย์ หากโจมตีจากระยะไกลละก็ช่วยได้เยอะเลย” อูซินเอ่ยขึ้นพร้อมกับกระชับด้ามขวานั์สองมือ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เ็าเยี่ยงเพชฌฆาต พลังไร้ธาตุอันบริสุทธิ์แผ่ออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
“ถือว่าพวกเรามองผิดไปเอง” ฟรอสต์ยอมรับ ตอนแรกพวกเขาเองก็คิดว่าจะพาคนที่มีพลังเวทเพียงระดับห้าขั้นต้นมาตาย แต่ด้วยฝีมือการยิงธนูระดับนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นเลยทีเดียว โดยที่ทั้งสองเองก็ไม่รู้เลยว่าฝีมือที่ว่า มาจากอาร์ติแฟกต์อักขระ
อสุรกายไร้ผิวสามตนพุ่งเข้าหาอูซินพร้อมกัน กรงเล็บกระดูกของพวกมันง้างสุดแขน แต่อูซินกลับเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยด้วยท่าเท้าอันแยบยล
เพลงขวานผ่าโลกา กระบวนท่าที่หนึ่ง เฉือนผ่า
คมขวานตวัดเป็วงกลมในแนวราบ รวดเร็วเสียจนมองเห็นเป็เพียงเส้นแสงสีขาว ร่างของอสุรกายไร้ผิวทั้งสามถูกตัดขาดกลางลำตัวในพริบตา การตัดของเขาตัดตรงไปยัง แก่นโลหิต ของอสุรกายไร้ผิวทั้งสามอย่างแม่นยำโดยที่เขาไม่จำเป็ต้องสวมแว่นตา
“พวกมัน!! มองเห็นแก่นโลหิตได้” ไคม์สบถออกมา พลังฟื้นฟูอันร้ายกาจกลับไม่อาจสร้างผลกระทบต่อชายหนุ่มตรงหน้าได้
“แถมพลังทำลายของขวานก็ไม่ธรรมดา.. ไม่เหมือนกับพลังของผู้มีพลังระดับห้าขั้นต้น ความรุนแรงพอๆ กับ ระดับหกขั้นต้นเลย” กริมม์บอก เพราะอสุรกายไร้ผิวที่ออกมารอบนี้ระดับต่ำสุดก็เทียบเท่าผู้มีพลังระดับหกแล้ว
“ไปซะ” กริมม์สั่งการ การ์กอยล์ทมิฬระดับราชัน มันพุ่งเข้าหาฟรอสต์และอูซินด้วยความเร็วสูง
“ฟรอสต์.. ทำตามแผน” ด้วยพลังของอูซินในตอนนี้ที่มีเพียงระดับห้าขั้นต้น ต่อให้ประสาน ‘แก่นแท้แห่งขวาน’ ก็ยังไม่อาจเข้าชนะอสุรกายที่มีชนชั้นจ้าวมนตราขึ้นไปได้ ยิ่งหากพวกมันโคจรพลังเวททั่วร่างกายแบบนี้
“จัดให้ตามคำขอ!” ฟรอสต์ประกาศก้อง เขาไม่ได้ขยับหอกเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับล้วงขวดเหล้าเซรามิกสีดำออกมาจากสายคาดเอว มันคือ ‘สุราิญญาหลับใหล’ เหล้ากลั่นเข้มข้นพิเศษที่มาร์ตินได้เตรียมเอาไว้เป็พิเศษ ฤทธิ์ของมันรุนแรงจนถึงกับมีผลต่อชนชั้นจักรพรรดิเลยทีเดียว
การ์กอยล์ทมิฬระดับราชันพุ่งทะยานเข้ามา กรงเล็บศิลาแฝงพลังมรณะหมายจะฉีกร่างทั้งสองให้แหลกในครั้งเดียว ทว่าฟรอสต์กลับสะบัดขวดเหล้าขึ้นสู่ฟ้าพร้อมตวัดปลายหอกวนเป็วงกลมอย่างรวดเร็ว
หอกน้ำแข็งกระแทกขวดเหล้าจนแตกละเอียด ของเหลวสีอำพันถูกพลังมานาน้ำแข็งที่หมุนวนบีบอัดจนกลายเป็ละอองไอละเอียดยิบกระจายไปทั่วรัศมีสิบเมตร ความเย็นของเวทน้ำแข็งดึงให้ไอระเหยคงตัวอยู่รอบร่างของการ์กอยล์ ทันทีที่อสุรกายหินสูดดมไอเหล้าเข้มข้นเข้าสู่ปอด ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ประสานด้วยมานาธาตุไฟก็เริ่มแผดเผาและปั่นป่วนระบบไหลเวียนมานาภายในของมันทันที
“โฮก...”
เสียงคำรามของการ์กอยล์เริ่มสั่นพร่า ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากลับโคลงเคลง กระแสพลังมรณะที่เคยเคลือบิัจนหนาแน่นเริ่มบิดเบี้ยวและเบาบางลงเพราะมานาภายในเกิดการ "มึนเมา" และขาดการควบคุม
“ตอนนี้แหละอูซิน!!” ฟรอสต์ะโก้องขณะใช้หอกน้ำแข็งยันกรงเล็บของมันไว้สุดแรง
อูซินไม่รอช้า เขาขยับเท้าเข้าสู่ระยะสังหารในพริบตาเดียว บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มพลันเปลี่ยนไป แสงสีขาวหม่นของพลังไร้ธาตุะเิออกมาจากร่างจนพื้นดินใต้เท้าทรุดตัวลง แรงกดดันิญญาพุ่งทะยานจนไคม์และกริมม์ที่ยืนดูอยู่ถึงกับหน้าถอดสี
อูซินหลับตาลงพลังสมาธิพุ่งสู่จุดสูงสุด จิตสำนึกของเขาดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะที่กาลเวลาแทบหยุดนิ่ง สำนึกรู้ระดับสูงพุ่งะเิออกมาจากร่างกาย พร้อมๆ กับพลังเวทและพลังิญญา จนแม้แต่ฟรอสต์ที่ยืนข้างๆ ยังขนลุก
“พลังแบบนี้!! แก่นแท้ พลังเวทระดับห้าเนี่ยนะ บรรลุแก่นแท้ได้” ไคม์ะโออกมาด้วยความใ
‘สำนึกรู้’ ความแข็งแกร่งที่ไม่อาจเอาระดับพลังมาเป็ตัววัดได้ มันคือ ความชำนาญของสิ่งที่ตนฝึกฝน แบ่งออกเป็ ขั้นต้น ขั้นจิต ขั้นแก่นแท้ ขั้นเจตจำนง และ กฎเกณฑ์ โดยส่วนมากภายในโลกมนตราผู้ที่บรรลุแก่นแท้ได้ย่อมเป็ชนชั้นจักรพรรดิไม่ก็จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยมีพลังระดับห้าขั้นต้นบรรลุแก่นแท้ได้มาก่อน
“ความรู้สึกแบบนี้? ไม่ได้มีแก่นแท้ประเภทเดียว” กริมม์เองก็กล่าวออกมาอย่าตกตะลึง
ความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ถูกปล่อยออกมาจากอูซิน บรรยากาศในสนามรบพลันนิ่งงันเหมือนกับถูกหยุดเวลาไว้ภายใต้สำนึกรู้ของชายเพียงคนเดียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับไม่ใช่ความมืดมนหรือจิตสังหารอันรุนแรง แต่มันคือ
"ความสงบนิ่งและว่างเปล่าอันไพศาล" ที่ทำให้มานาธาตุรอบสงบนิ่งเหมือนกับถูกหยุดเวลาไว้
ใบขวานั์เริ่มสั่นะเืด้วยความถี่ที่มองไม่เห็น สำนึกรู้ระดับแก่นแท้ทั้งสี่สายพวยพุ่งออกมาจากจิติญญาของอูซิน ร้อยเรียงและถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็พลังงานสีขาวอันบริสุทธิ์
แก่นแท้แห่งขวาน ขวานั์และร่างกายประสานกันจนไร้รอยต่อ ไม่มีช่องว่างระหว่างศาสตราและผู้ใช้ ทุกองศาของการขยับคือความสมบูรณ์แบบที่กาลเวลาไม่อาจขัดขวาง
แก่นแท้แห่งการทำลาย ดวงตาของอูซินสะท้อนภาพ "เส้นใยแห่งความวินาศ" ที่ผ่านร่างศิลาของการ์กอยล์ทมิฬ มองเห็นการทำลายลงบนจุดที่เปราะบางที่สุดของทุกสิ่ง
แก่นแท้แห่งิญญา พลังิญญาสีขาวอันบริสุทธิ์ที่สุดถูกรีดเร้นออกมาอาบไล้คมขวานจนเกิดเป็ประกายแสงสีขาวที่กรีดแทงดวงตาของผู้ที่จ้องมอง
แก่นแท้แห่งไร้ธาตุ พลังแห่ง "ความเป็กลาง" ควบเน้นลงบนขวานประคับประคองพลังทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน พลังงานสีขาวบริสุทธิ์และเป็กลางถูกควบเน้นเอาไว้เพียงที่ขวานเท่านั้น ขวานั์สองมือเปล่งแสงสีขาวสว่างจนตาพร่ามัว
ยังไม่ทันที่ไคม์หรือกริมม์จะได้ขยับตัว อูซินก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ทว่าแรงส่งกลับหนักแน่นดุจขุนเขา ขวานั์ในมือส่องแสงสีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้าจนบดบังแสงอาทิตย์ พลังทั้งสี่สาย ขวาน ทำลาย ิญญา และ ไร้ธาตุ หมุนวนประสานกันเป็หนึ่งเดียว
ฉับ!!!
ขวานั์ฟาดฟันลงไปตรงๆ ไร้ซึ่งกระบวนท่าที่ซับซ้อน ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยสำนึกรู้อันแข็งแกร่ง การ์กอยล์ทมิฬระดับราชันที่กำลังเมามายและสูญเสียการป้องกันถูกผ่าออกเป็สองท่อนอย่างง่ายดายราวกับฉีกกระดาษ พลังไร้ธาตุสลายพลังมรณะจนเกลี้ยงเกลา ขณะที่แก่นแท้แห่งิญญาพุ่งทะลวงลึกเข้าถึงแกนกลางแห่งความทุกข์ทรมานของดวงิญญาดั้งเดิม
เพล้ง!
เสียงหินแตกสลายไม่ได้ดังขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเสียงที่คล้ายกับโซ่ตรวนที่ผูกมัดดวงิญญาขาดสะบั้นลง ท่ามกลางร่างการ์กอยล์ที่ะเิออก พลังิญญาสีขาวสะอาดตาพลันปรากฏขึ้น มันคือดวงิญญาเดิมของหญิงสาววัยรุ่นผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็อสุรกาย
นางไม่ได้แสดงท่าทีโกรธแค้น ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวด้วยคำสาปกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็น นางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งขณะจ้องมองมาที่อูซิน
“ไปสู่สุคติเถอะ ข้าจะช่วยแก้แค้นให้”
"ขอบคุณ..."
น้ำเสียงแ่เบาที่ดังขึ้นในใจของอูซินเป็คำกล่าวก่อนที่ร่างิญญานั้นจะสลายกลายเป็ละอองแสง เป็การชำระล้างที่งดงามที่สุดท่ามกลางสมรภูมิที่นองเื
อูซินยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันทมิฬ ลมหายใจของเขาหนักหน่วงแต่แววตากลับคมกล้าดุจเทพา เขาค่อยๆ ลดขวานลง
ขณะที่ไคม์จ้องมองซากอสุรกายที่หายไปด้วยความช็อกสุดขีด
“ระดับราชัน... โดนเด็กระดับห้าฟันตายในฉับเดียวงั้นเหรอ!?” กริมม์มองความหวาดหวั่นภายในใจ
อูซินสะบัดคราบเขม่าออกจากใบขวานพลางจ้องเขม็งไปที่ศัตรู
สมรภูมิพลันเดือดพล่านด้วยโทสะของ ไคม์ กัดฟันกรอดจนเืซึมตามไรฟัน ความอัปยศที่หมากระดับราชันถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มระดับห้าเป็ดั่งน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงแห่งความอาฆาต
“ข้าจะฉีกกระชากดวงิญญาของแกออกมาให้เปื้อนเื!” ไคม์คำรามลั่น เนตรต้องสาปสีแดงฉานหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยินดังลั่นภายในดวงตา
“เนตรต้องสาป มหาพยุหะิญญาอาฆาตกลืนกิน”
พริบตานั้น เงาร่างรูปร่างเหมือนกับโครงกระดูกสีแดงดำนับร้อย พุ่งออกมาจากเงามืดรอบตัวไคม์ พวกมันคือดวงิญญาที่ถูกสังหารอย่างทารุณเพื่อให้เกิดจิตอาฆาตก่อนตาย แฝงไปด้วยสีแดงเข้มข้นของวิชาโลหิตที่คอยกระตุ้นความบ้าคลั่ง มวลพลังงานมลทินแปดเปื้อนจนท้องฟ้าเหนือสมรภูมิกลายเป็สีดำแดง ิญญาอาฆาตเ่าั้พุ่งตรงเข้าหาอูซินหมายจะกัดกินจิตใจและลากดวงิญญาลงสู่นรก
ทว่า อูซินกลับยืนนิ่งสงบ เขาไม่ได้ยกขวานขึ้นตั้งรับ แต่กลับหลับตาลงช้าๆ รีดเร้น ‘สี่แก่นแท้ประสาน’ จนถึงขีดสุด ประสานไว้ทั่วร่าง ผิวกายมีไอพลังงานสีขาวปรากฏขึ้นบางๆ
วูบ!
ทันทีที่ิญญาอาฆาตััถูกตัวอูซิน แสงสว่างจ้าสีขาวบริสุทธิ์ก็ะเิออกมาจากร่างของเขา! มันไม่ใช่สีทองที่ดูสูงส่ง หรือสีเหลืองที่ดูแข็งแกร่ง แต่มันคือ "สีขาวพิสุทธิ์" ที่ไร้สิ่งเจือปน
“พะ...พลังิญญาสีขาว!? เป็ไปไม่ได้!……. พลังิญญาความบริสุทธิ์ร้อยส่วนเต็มงั้นเหรอ! ต่อให้เป็มหาปราชญ์ที่บำเพ็ญเพียรมาพันปี นักบวชศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ 'ธิดาเทพ' ก็มีเพียงพลังิญญาสีทองเท่านั้น ... แกเป็ตัวอะไรกันแน่!” ไคม์เบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า
ในโลกมนตรา ความแข็งแกร่งของพลังิญญานอกจากจะวัดจากระดับพลังและพร์แหล่งกำเนิด ยังสามารถวัดตามความบริสุทธิ์ของพลังิญญาได้อีกด้วย
‘พลังิญญาสีเขียว’ บริสุทธิ์หนึ่งส่วนถึงยี่สิบเก้าส่วน
‘พลังิญญาสีฟ้า’ บริสุทธิ์สามสิบถึงห้าสิบเก้าส่วน
‘พลังิญญาสีเหลือง’ บริสุทธิ์หกสิบส่วนถึงเจ็ดสิบเก้าส่วน
‘พลังิญญาสีทอง’ บริสุทธิ์แปดสิบส่วนถึงเก้าสิบเก้าส่วน
‘พลังิญญาสีขาว’ บริสุทธิ์ร้อยส่วนพลังิญญาแห่งการชำระล้างที่แท้จริง
แม้ว่าดวงิญญาอาฆาตที่เปื้อนสีดำ คือพลังิญญาแห่งมลทินที่แปดเปื้อนด้วยพลังชั่วร้ายไร้ความบริสุทธิ์ สามารถกัดกินพลังชีวิตและพลังิญญาอื่นๆ ได้ แต่นั่นไม่ใช่กับพลังิญญาสีทองและขาวที่มีความบริสุทธิ์สูง
พลังิญญาอาฆาตสีดำแดงที่พุ่งเข้าใส่อูซิน สลายไปในทันทีที่ััถูกรัศมีพลังิญญาสีขาว มวลพลังชั่วร้ายที่เกิดจากการสังหารคนนับร้อยถูก ชำระล้างจนกลายเป็เพียงละอองแสงที่ว่างเปล่า ความอาฆาต ความโกรธแค้น และมลทินจากการนองเื ถูกแสงสีขาวของอูซินชำระล้างและปลดปล่อยให้เป็กลาง
“พลังิญญาสีขาวจริงงั้นเหรอ!!” กริมม์มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
“ถึงจะเป็พลังิญญาสีขาวในตำนานก็เถอะ แต่สลายิญญาอาฆาตของชนชั้นจ้าวมนตราได้ง่ายๆ แบบนั้น แถมยังมีแก่นแท้สี่อย่าง… หรือว่ามันเป็ ‘ผู้กำเนิดใหม่’ ” ไคม์นึกถึงความเป็ไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะต่อให้เป็พลังิญญาสีขาว แต่ขั้นพลังที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวของพลังระดับห้าและชนชั้นจ้าวมนตรา ย่อมทำให้เขาสามารถสังหารอีกฝ่ายได้โดยง่าย
“ผู้กำเนิดใหม่? พลังิญญาแข็งแกร่งขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็ชนชั้นจักรพรรดิที่กลับมาเกิดใหม่แล้ว” กริมม์บอก
“ชิ… อุตส่าห์วางกับดักมหาตระกูลเอาไว้ได้แล้วเชียว แถมเ้ายังเปิดตัวไปแล้วด้วย” ไคม์สบถออกมา
อูซินไม่รอช้า เมื่อไม่มีสิ่งใดขว้างเขารีบพุ่งเข้าไปหากริมม์และไคม์ด้วยความเร็วสูงสุดที่ตัวเองจะทำได้ ตวัดขวานั์ตรงไปยังไคม์ สัญชาตญาณของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ทั้งๆ ที่ััถึงพลังได้เพียงระดับห้า แต่ทั้งกริมม์และไคม์อย่างไม่อาจคิดภาพที่จะเอาชนะคนตรงหน้าได้
‘ต้องหนี / หนี ไม่งั้นตายแน่!!’ ทั้งสองอย่างคิดเหมือนกัน
เนตรอเวจี สะบั้นมานา
กริมม์ะเิพลังทั้งหมดของวิชาดวงตาออกมา กระแสมานารอบตัวของอูซินสั่นะเือย่างรุนแรง บีบอัดเข้าหากันราวกับคมมีดและค้อนไร้รูปร่าง โดยมีอูซินเป็จุดศูนย์กลาง
เพลงขวานผ่าโลกา กระบวนท่าที่สอง ผ่าปราการเหล็ก
ขวานั์ถูกควงสว่านอย่างรวดเร็วไปตามมือ ฟาดฟันเข้าปะทะกับการโจมตีของกระแสมานาที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
ตูม!! แรงปะทะรุนแรงเกิดขึ้นร่างของอูซินกระเด็นออกมา ร่างกายเกิดาแเต็มไปทั่วร่าง เืมากมายไหลออกตามาแ บางาแลึกจนถึงกระดูก
“ได้ผล.. ถึงดวงิญญาจะแข็งแกร่งเพราะเป็ดวงิญญาของ'ผู้เกิดใหม่' แต่ร่างกายยังสามารถโจมตีเข้าได้” กริมม์ยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าการโจมตีของเขาได้ผล แต่รอยยิ้มของเขากลับค่อยๆ หายไป เพราะว่าาแของอูซินกลับฟื้นฟูได้เร็วพอๆ กับอสุรกายไร้ผิว โดยไม่มีการร่ายเวท
“ร่างกายฟื้นฟูได้เอง! เหมือนกับอสุรกายไร้ผิว” ไคม์จ้องร่างกายของอูซินอย่างแปลกใจ