ฟู่ ฟู่!
กู่เฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าค่ายกล เขาโคจรคัมภีร์ควบคุม์ตามที่บันทึกไว้ในตำราโบราณ
การฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ มีความคล้ายคลึงกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนเป็อย่างมาก ทว่าโครงสร้างหลักนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เคล็ดวิชาที่ผู้ฝึกตนฝึกฝนนั้น คือการสื่อสารกับปราณิญญาระหว่างฟ้าดิน ดูดซับมันเข้าสู่ร่างกาย และแปรเปลี่ยนเป็พลังิญญาของตนเอง
ส่วนเคล็ดวิชาที่ปรมาจารย์ค่ายกลฝึกฝน คือการััถึงกลิ่นอายของค่ายกลที่ซ่อนเร้นอยู่ ควบแน่นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีลักษณะคล้ายดวงตาและแฝงไปด้วยโชควาสนาอันกว้างใหญ่ไพศาลของดวงดาวขึ้นมา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า... การเบิกเนตรดารา
เมื่อเนตรดาราเบิกออก ย่อมหมายความว่าได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้ฝึกตน สามารถััถึงกลิ่นอายของค่ายกลที่ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่สามารถััได้ และพลังค่ายกลที่คนทั่วไปไม่อาจได้
เช่นนี้จึงจะสามารถควบคุมปราณิญญาฟ้าดิน และค่อย ๆ สร้างค่ายกลอันแข็งแกร่งที่มีความสามารถอันน่าทึ่ง ทั้งการโจมตี ค่ายกลลวงตา หรือการสะกดข่มออกมาได้
เพียงแต่ว่า ความยากในการเบิกเนตรดารานั้นสูงลิบลิ่ว ผู้ฝึกตนหนึ่งหมื่นคน ก็ยังไม่มีสักคนที่สามารถเบิกเนตรดาราได้
ต่อให้สามารถเบิกเนตรดาราได้ กระบวนการทั้งหมดก็ต้องใช้เวลายาวนานมาก ผู้ฝึกตนที่สามารถเบิกเนตรดาราได้ภายในหนึ่งปี ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะด้านค่ายกลแล้ว
หากเบิกเนตรดาราได้ภายในหนึ่งเดือน นั่นก็คืออัจฉริยะด้านค่ายกลที่หาตัวจับยากในใต้หล้า ความสำเร็จในอนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด
เนื่องจากปรมาจารย์ค่ายกลนั้นหาได้ยากยิ่งนัก เมืองชิงหลงจึงไม่มีปรมาจารย์ค่ายกลอยู่เลย กู่เฟิงไม่มีความรู้ความเข้าใจในเื่นี้มากนัก ผู้ที่ไม่รู้ย่อมไม่หวาดกลัว
ดังนั้นเขาจึงเกิดความคิดที่จะฝึกฝนคัมภีร์ควบคุม์ เบิกเนตรดารา และเข้าไปในค่ายกลเพื่อหลบเลี่ยงการไล่ล่าของสัตว์ิญญา ในสายตาของผู้อื่น การที่เขาทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับการรอความตาย
บนโลกใบนี้ มีคนที่สามารถเบิกเนตรดาราได้ในระยะเวลาอันสั้นอยู่จริง
เพียงแต่คนที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ ทั่วทั้งทวีปชิงซานก็ยังหาได้ยากยิ่งนัก เมื่อใดที่มีคนเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นมา ขุมกำลังต่าง ๆ ล้วนต้องแก่งแย่งชิงตัวกันอย่างดุเดือด ขอเพียงสามารถแย่งชิงอัจฉริยะด้านค่ายกลเช่นนี้มาได้ ก็ถือว่าได้เก็บของวิเศษมาแล้ว!
ในทวีปชิงซาน จำนวนของปรมาจารย์ค่ายกล นักปรุงยา และนักหลอมอาวุธนั้นมีน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ สถานะของปรมาจารย์ค่ายกล นักปรุงยา และนักหลอมอาวุธทุกคนจึงสูงส่งเป็อย่างยิ่ง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอัจฉริยะที่มีพร์และศักยภาพฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้ ไม่ว่าจะไปที่ใดล้วนเป็ที่้าตัวทั้งสิ้น
ที่เบื้องหน้าของกู่เฟิง เสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวที่ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนัก กำลังเบิกตากว้างที่เต็มไปด้วยเส้นเืฝอยอันกระหายเื ก้าวเดินเข้ามาหากู่เฟิงทีละก้าว
แม้ว่าพวกมันจะไม่อาจเอ่ยปากพูดได้ แต่สติปัญญาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ามนุษย์ที่โตเต็มวัยเลยแม้แต่น้อย พวกมันอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปี ย่อมรู้ดีว่าปลายทางของหุบเขาคือหน้าผาสูงชันที่ไม่อาจปีนป่ายขึ้นไปได้ กู่เฟิงไม่มีทางหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน พวกมันจึงมีท่าทีสุขุมเยือกเย็นเป็อย่างมาก
เหนือน่านฟ้าของหุบเขา ยังมีแมงมุมหยินเก้าหัวตัวหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในมวลเมฆหมอก กำลังเหาะเหินเดินอากาศตรงมายังหุบเขา
มันเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมานานนับสิบปี ในที่สุดก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนักได้สมดั่งใจหมาย สิ่งแรกที่มันทำก็คือการพุ่งตรงมายังหุบเขาแห่งนี้
เนื่องจากว่ามันกับเสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวที่อาศัยอยู่ในหุบเขามีความแค้นดั่งทะเลเืที่ไม่ขออยู่ร่วมโลกกัน เมื่อทะลวงระดับได้แล้ว มันก็้าจะย้อมหุบเขาแห่งนี้ให้กลายเป็สีเื!
"ข้าจะนำเืของพวกเ้า มาเฉลิมฉลองการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามตำหนักของข้า และค่ายกลอันแปลกประหลาดนั่น ก็ตกเป็ของข้าแล้วเช่นกัน"
เมื่อสัตว์ิญญาบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตสามตำหนัก ก็จะสามารถเหาะเหินเดินอากาศ และสามารถเอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ได้
ดวงตาของแมงมุมหยินเก้าหัวที่จับจ้องไปยังหุบเขา เผยให้เห็นถึงความโลภอย่างเห็นได้ชัด ความบาดหมางระหว่างมันกับเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัว มีต้นกำเนิดมาจากค่ายกลโบราณอันยิ่งใหญ่และลึกลับที่อยู่ตรงปลายทางของหุบเขา
ทั้งมันและเสือดาวโลหิตขนแดงล้วนมั่นใจว่าค่ายกลแห่งนี้ไม่ธรรมดา หากสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงความลับของค่ายกลแห่งนี้ได้ มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะได้รับโชควาสนาที่ะเืเลื่อนลั่นไปทั่วโลกหล้า ก่อนหน้านี้ มันไม่อาจต่อกรกับเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวได้ จึงจำใจต้องไปบำเพ็ญเพียรยังสถานที่อื่น
ระหว่างทางที่กู่ตงไล่ล่ากู่เฟิง เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัตว์ิญญาที่แข็งแกร่งจำนวนมากต้องใตื่น
เพียงแต่ว่า ในระหว่างที่พวกมันเร่งรุดไปนั้น ต่างพากันเงยหน้าทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า และเมื่อได้เห็นแมงมุมหยินเก้าหัวที่หอบเอาจิตสังหารอันกดดันฟ้าดินพุ่งตรงไปยังหุบเขา พวกมันก็พากันหวาดกลัว และล่าถอยกลับไปอย่างเงียบเชียบ
สัตว์ิญญาที่มีตบะบารมีในขอบเขตสามตำหนัก มีเพียงสัตว์ิญญาที่อยู่ในขอบเขตสามตำหนักเช่นเดียวกันเท่านั้นจึงจะสามารถต่อกรได้ สัตว์ิญญากลุ่มนี้ล้วนมีความแข็งแกร่งเพียงขอบเขติญญาก่อกำเนิด หากต้องมาพบกับแมงมุมหยินเก้าหัวตัวนี้ ก็คงทำได้เพียงกลายเป็อาหารในท้องของมันเท่านั้น
ตึง ตึง!
ภายในหุบเขาที่ถูกขนาบด้วยหน้าผาสูงชันดั่งใบมีดที่เสียดแทงทะลุเมฆา เสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวที่มีร่างกายใหญ่โตราวกับูเา กำลังก้าวเดินด้วยจังหวะที่หนักหน่วงตรงไปยังปลายทางของหุบเขา ลมกระโชกแรงพัดพาไปทั่วหุบเขา พัดขนสีเืบนร่างของพวกมันจนปลิวไสว ราวกับธาราสีเืที่กำลังกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ชวนให้รู้สึกหนาวสั่น
ปลายทางของหุบเขา กู่เฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าค่ายกล เขาโคจรคัมภีร์ควบคุม์ และดำดิ่งเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียร
เขาไม่รู้เลยว่าความยากในการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้สูงลิบลิ่วเพียงใด จึงฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับมัน เมื่อััได้ถึงแรงสั่นะเืจากพื้นดินที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็รู้ดีว่าเสือดาวโลหิตขนแดงที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดหวั่นทั้งสองตัวนั้นกำลังจะพุ่งเข้ามาสังหารเขาในไม่ช้า
สถานที่แห่งนี้มีหน้าผาสูงชัน ไม่อาจปีนป่ายได้ นอกจากการหนีเข้าไปในค่ายกลแล้ว เขาก็ไม่มีความเป็ไปได้อื่นใดที่จะหนีรอดไปได้อีก
ทว่า เขาไม่ล่วงรู้เลยว่า บนพื้นผิวของค่ายกลโบราณที่อยู่เื้ัของเขา กำลังค่อย ๆ ควบแน่นเป็ใบหน้าของชายชราผู้หนึ่ง ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องมองกู่เฟิงอยู่นานครู่ใหญ่
"ถึงกับเป็เคล็ดวิชาระดับ์เชียวหรือ เ้าหนูนี่มีที่มาไม่ธรรมดาจริง ๆ "
"น่าเสียดายนัก เคล็ดวิชาของปรมาจารย์ค่ายกลทั่วไปยังต้องใช้เวลาตั้งหลายวันจึงจะสามารถเรียนรู้ได้ ส่วนเคล็ดวิชาระดับ์อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักหนึ่งเดือน เ้าต้องตายอย่างแน่นอนแล้ว"
ใบหน้าของชายชราที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิวค่ายกลพึมพำกับตนเอง กล่าวถ้อยคำที่มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ได้ยิน
เขาคือผู้สร้างค่ายกลแห่งนี้ ที่มาของเขายิ่งใหญ่เกินหยั่งถึง
เมื่อหมื่นปีก่อน ทวีปชิงซานได้ปรากฏปรมาจารย์ค่ายกลผู้ไร้เทียมทาน ผู้ความเป็ใหญ่ในศาสตร์แห่งค่ายกลและไร้ผู้ใดเปรียบในใต้หล้า เขามีนามว่า 'ราชันเซียนเฝินเทียน'
ตบะบารมีของเขาจัดอยู่ในระดับที่อ่อนแอที่สุดในหมู่ราชันเซียน ทว่าความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของเขานั้นกลับหาตัวจับยากในอดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยค่ายกลอันฝืนลิขิตฟ้า เขาสามารถสังหารราชันเซียนได้มากมาย ทั่วทั้งทวีปชิงซานแทบจะไม่มีใครสามารถคุกคามเขาได้เลย
แต่ทว่า มนุษย์ย่อมหนีไม่พ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อายุขัยของเขาได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาจึงฝึกฝนวิชาอายุวัฒนะแห่งยุคา สังเวยร่างกายของตนเอง เพื่อแลกกับเวลาการดำรงอยู่ของจิติญญาเซียนไปอีกหลายหมื่นปี
ขอเพียงภายในเวลาหลายหมื่นปีนี้ เขาสามารถค้นพบ 'หญ้าเซียนวิถีสุดขั้ว' ในตำนานได้ เขาก็จะสามารถหล่อหลอมร่างกายขึ้นมาใหม่ ตบะบารมีพุ่งทะยาน และกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง!
เพียงแต่ เื่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เขาไม่กล้ามอบหมายให้ผู้อื่นทำอย่างบุ่มบ่าม ประกอบกับการตามหาหญ้าเซียนวิถีสุดขั้วนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะฝึกฝนวิชาอายุวัฒนะ เขาจึงได้วางค่ายกลแห่งนี้เอาไว้ เพื่อเฝ้ารอคอยผู้มีวาสนาที่จะมาเป็ผู้สืบทอดของเขา ให้สาบานต่อเต๋า์ว่าจะช่วยเหลือเขาตามหาหญ้าเซียนวิถีสุดขั้ว นี่คือวิธีที่ปลอดภัยและรัดกุมที่สุดเท่าที่เขาจะคิดออกได้
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เขาประเมินพร์ของผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ สูงจนเกินไป ตลอดหลายหมื่นปีมานี้ ไม่รู้ว่ามีปรมาจารย์ค่ายกลกี่คนต่อกี่คนที่บังเอิญเดินทางมาถึงค่ายกลแห่งนี้ และพยายามที่จะเข้าไปด้านใน
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนล้วนต้องกลับไปมือเปล่า ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถผ่านการทดสอบที่เขาทิ้งเอาไว้ กลายมาเป็ผู้สืบทอด และพาเขาออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้
เพื่อเป็การรักษาความลับ ปรมาจารย์ค่ายกลคนใดก็ตามที่ไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ ล้วนถูกค่ายกลแห่งนี้สังหารทิ้งจนหมดสิ้น ท้ายที่สุด จึงไม่มีปรมาจารย์ค่ายกลคนใดกล้ามาลิ้มลองอีก เื่ราวเกี่ยวกับการทิ้งมรดกสืบทอดเอาไว้ในป่าปีศาจ์ของเขา ก็ค่อย ๆ ถูกผู้คนในโลกหล้าลืมเลือนไป
เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนานแสนนาน รอจนกระทั่งวิถีแห่งใจแทบจะพังทลาย ข้อเรียกร้องของเขาก็ยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังคงเฝ้ารอผู้สืบทอดที่เหมาะสมไม่พบเสียที
เวลาล่วงเลยไปนับพันปี ในที่สุดเขาก็ได้เฝ้ารอผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่ง ดูจากท่าทางแล้วพร์ถือว่าไม่เลวเลย อายุยังน้อยก็สามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำได้แล้ว พลังโลหิตในร่างยิ่งพุ่งทะยานเข้าใกล้ขอบเขติญญาก่อกำเนิด
ผลปรากฏว่า กู่เฟิงกลับไม่ใช่ปรมาจารย์ค่ายกล จึงไม่อาจเข้าไปในค่ายกลแห่งนี้ได้ คาดว่าอีกไม่นาน ก็คงจะถูกเสือดาวโลหิตขนแดงจับกินเสียแล้ว เื่นี้ทำให้ราชันเซียนเฝินเทียนรู้สึกจนปัญญาเป็อย่างยิ่ง
"จิติญญาเซียนของข้าเหลืออยู่เพียงน้อยนิดแล้ว หากข้าออกจากค่ายกลไปลงมือช่วยเหลือเขา ก็จะนำพาความเสียหายใหญ่หลวงมาสู่ตัวข้า ช่างเถอะ การต้องมาเสียสละมากมายถึงเพียงนี้เพื่อเด็กหนุ่มที่บุ่มบ่ามและโง่เขลาเพียงคนเดียว นับว่าไม่คุ้มค่าเลยจริง ๆ "
ราชันเซียนเฝินเทียนส่ายหน้า เขารู้สึกว่าอีกเดี๋ยวเดียว กู่เฟิงก็จะต้องกลายเป็อาหารในท้องของเสือดาวโลหิตขนแดงแล้ว จึงค่อย ๆ จมลงไปจากพื้นผิวของค่ายกล เตรียมตัวที่จะจากไป
ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า ในขณะที่เขากำลังเตรียมจะจากไปนั้นเอง เขากลับััได้ถึงแสงเนตรดาราสีแดงอันเจิดจรัสสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา
เมื่อเพ่งมองดูก็พบว่าเป็เนตรดาราสีแดงดวงหนึ่ง กำลังค่อย ๆ ควบแน่นขึ้นเหนือศีรษะของกู่เฟิง ชั่วขณะต่อมา เนตรดาราสีแดงดวงนี้ก็ค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับหน้าผากของกู่เฟิง ภายใต้สายตาที่จับจ้องด้วยความตกตะลึงของราชันเซียนเฝินเทียน!
"เบิกเนตรดาราได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ซ้ำยังเป็เนตรดาราสีแดงที่มีระดับสูงสุดอีกด้วย!!!"
ราชันเซียนเฝินเทียนอ้าปากค้าง เผยให้เห็นท่าทางราวกับคนที่เพิ่งเคยออกมาเผชิญโลกและไม่เคยพบเคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน