“ทั้งหมดที่ขายได้คือ250ตำลึงทองสินะถ้าเทียบเป็ตำลึงเงินก็เท่ากับ สองพันห้าร้อยตำลึงเงิน ซึ่งก็ได้ให้ท่านหมอเป็ค่าตอบแทนไปห้าสิบตำลึงซื้อของหมดราวๆ สามร้อยตำลึงเงินส่วนเงินที่เหลือก็เอาไปฝากไว้ที่โรงฝากเงินหนึ่งร้อยตำลึงทอง ซึ่งที่เหลือกลับมาก็มีประมาณ100ตำลึงทองกับเศษอีก150 ตำลึงเงิน ที่ถูกแลกเป็ตั๋วเงินและเหรียญอีแปะ...”
หนิงหนิงกำลังมองเงินในหีบเก็บเงินที่ชุนหยางจื่อเอามาให้เมื่อเย็นพร้อมจดบัญชีไปพลางในหัวก็คิดหาที่ซ่อนเงินไปด้วยเพราะในหีบเก็บเงินนั่นมีตั๋วเงินอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยตำลึงทอง เงินตำลึงอีกราวๆหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง และป้ายฝากเงินจากโรงรับฝากที่มีเงินฝากไว้อีกหนึ่งร้อยตำลึงทองซึ่งได้มาจากขายโสมอายุห้าสิบปีในสภาพสมบูรณ์ทั้งหมดสองร้อยห้าสิบตำลึงทองตีเป็ตำลึงเงินได้ราวๆ สองพันห้าร้อยตำลึงเงินถ้าเป็เงินอีแปะก็ได้สองหมื่นห้าพันอีแปะ
ซึ่งเื่นี้มันก็สร้างความปวดหัวให้แก่นางมากเพราะจะบอกข้าวของมันขายถูก หรือเป็เพราะโสมของนางนั้นขายแพงเกินนางก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะเงินมากมายถึงเพียงนี้มันอาจจะดึงดูดให้ขโมยขึ้นบ้านนางได้น่ะสิดูเหมือนว่านางคงต้องรีบสร้างบ้านใหม่ให้เร็วๆ เสียแล้ว
“เฮ่อตอนไม่มีก็ต้องมากังวลวันรึเราจะอดตายพอมีก็ต้องมากังวลว่าตัวเองจะต้องมาตายเพราะขโมยเมื่อใดอีกนี่สินะที่เขาเรียกคนไม่ผิด แต่ผิดที่หยก”
เด็กสาวบ่นกับตัวเองก่อนจะแบ่งเงินอีกแปะจำนวนสิบตำลึงออกมาสองตำลึงไว้ในเป็ค่าขนมของน้องชายในเดือนนี้ ส่วนนางนั้นก็ได้เท่ากันซึ่งหนิงหนิงก็ลงบัญชีไว้เรียบร้อย พร้อมกับจัดสรรปันส่วนเงินที่ต้องใช้กินใช้สร้างบ้านใช้ซื้อของนั้นนี่อีกมากมายไว้ ก่อนจะปิดสมุดบัญชีเล่มใหม่ที่พึ่งได้มาพร้อมกับนวดขมับเพราะนางยังไม่รู้ว่าจะเงินไปซ่อนที่ใดดี
“พี่หญิงท่านเป็อะไรไปหรือขอรับ”หนิงหลงที่ในมือข้างหนึ่งถือแอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาลส่วนอีกมือก็เกาะขอบโต๊ะไว้แล้วเงยหน้ามามองนางด้วยดวงตากลม
“หืมเสี่ยวหลงเองหรือมาก็ดีแล้ว เอ้านี่เป็เงินค่าขนมของน้องในเดือนนี้เก็บเอาไว้ดีๆ เล่า”หนิงหนิงส่งเงินสองตำลึงหรือเงินอีแปะสองพ่วงให้ผู้เป็น้องชายส่วนนางก็เงยหน้าแล้วนวดขมับต่อ
“นี่...มันไม่มากไปหน่อยหรือขอรับ?”
“ไม่มากหรอกเพราะนี่เป็เงินค่าขนมเดือนหนึ่งของเ้า พี่เองก็ได้เท่ากันดังนั้นเก็บไว้ให้ดีเล่า”
“ขอบคุณขอรับ”หนิงหลงหยิบเงินมาใส่ไว้ในอกเสื้อ
“อื้อ...ผิงกั่วเคลือบน้ำตาลอร่อยหรือไม่”นางเอ่ยถามน้องชายเมื่อเห็นว่าเขากำลังกัดกินแอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาลที่นางทำไว้เมื่อตอนเย็น
ซึ่งนางก็เอาแอปเปิ้ลที่เหลืออยู่ทั้งหมดสามลูกมาทำส่วนน้ำตาลก็เป็ของที่นางฝากท่านปู่ชุนมาให้ซึ่งของส่วนใหญ่ก็จะเป็พวกเครื่องเทศกับข้าวสาร นอกนั้นก็เป็พวกไข่กับเนื้อนิดหน่อยและข้าวของเครื่องใช้
นอกจากนี้นางก็ได้ยินมาจากชุนหยางจื่อว่าในหมู่บ้านมีร้านค้าอยู่หาก้าซื้อของก็สามารถเดินไปซื้อได้ซึ่งนางก็บอกขอบคุณเขาพร้อมให้เงินเป็ค่าเดินทาง แต่เ้าตัวก็ไม่รับนางจึงให้เขาอยู่ทานมื้อเย็นด้วย พร้อมกับให้แอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาลแก่เขาไปด้วยหนึ่งลูก
“ก็พอใช้ได้”
“....”หนิงหนิง เมื่อไหร่น้องชายของนางจะเลิกปากไม่ตรงกับใจสักทีนะ ก็เห็นๆอยู่ว่าเขาชอบออกขนาดนั้น
“แล้วพรุ่งนี้ท่านจะขึ้นเขาอีกรึขอรับท่านหายกลัวงูแล้วรึ”
เมื่อหนิงหนิงได้ยินคำพูดนั้นในตอนแรกนางอยากปฏิเสธว่าไม่กลัว แต่ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดนางถึงได้รู้สึกขนลุกขึ้นมาแบบแปลกๆ ถึงที่อากาศก็ไม่ได้หนาวเลยกลับกันมันอากาศกำลังเย็นสบายเลยต่างหาก
“อื้อ..ตอนแรกพี่ว่าจะไปกับเ้าแค่สองคนแต่ตอนนี้พี่เปลี่ยนใจแล้ว พรุ่งนี้เ้าไปชวนพี่ชุนไปด้วยกันเถอะข้าชื่อว่าเขาคงไม่ปฏิเสธเ้าหรอก”นางพูดกับน้องชายก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปยังห้องครัว ซึ่งหนิงหลงก็ตามมาด้วย
หนิงหนิงมองปลาที่อยู่ในถังซึ่งมาขนาดใหญ่พอๆ กับฝ่ามือของบุรุษ แล้วพูดกับน้องชายที่กำลังยืนกินของว่างอยู่
“แล้วก็เอาปลาไปให้ท่านปู่ชุนด้วยสักสองตัวเผื่อว่าพี่ชุนปฏิเสธเ้าเ้าก็บอกท่านปู่ชุนเอา ข้าเชื่อว่าท่านปู่ต้องตอบตกลงเ้าแน่”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับเพียงแต่พี่หญิงแล้วเื่ผัก...”
“เดี๋ยวข้าจะเป็คนจัดการเองเ้าไม่ต้องห่วงเ้าเพียงแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ” เมื่อกล่าวจบหนิงหนิงก็ยกมือขึ้นลูบหัวของน้องชายก่อนจะเดินไปที่โต๊ะแล้วนั่งคิดบัญชีต่อทิ้งไว้แต่หนิงหลงที่ได้ยืนมองด้วยแววตาตกตะลึงที่พี่สาวลูบหัวเขาเพราะที่ผ่านมานางไม่เคยทำแบบนี้กับตนเลย
“ดูท่าพี่สาวนางจะเสียสติไปแล้วจริงๆหากแต่...นางที่เป็เยี่ยงนี้ข้าก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ”พูดจบร่างเล็กของเด็กน้อยก็เดินไปนั่งลงข้างพี่สาวเพื่อเฝ้าดูนางพร้อมกับกินแอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาล ที่นางทำให้ไปด้วย
.
.
.
ยามเหม่า(05:00-06:59)
วันนี้หนิงหนิงก็ตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคยหากแต่ที่แปลกไปคงเป็นางไปดูแลแปลงผักที่สวนหลังบ้านก่อนค่อยไปทำมื้อเช้าด้วยความที่เป็อดีตผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปลูกต้นไม้หายากจึงทำให้นางค่อนข้างคุ้นเคยกับงานเพาะปลูก เลยทำให้นางทำงานนี้เสร็จไวกว่าน้องชายอย่างหนิงหลง
เมื่อจัดการรดน้ำผักเสร็จแล้วนางก็เดินกลับเข้ามาในครัวเพื่อเตรียมมื้อเช้าต่อร่างบางยุ่งอยู่กับงานในครัวอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็ทำมื้อเช้าเสร็จซึ่งมื้อเช้าในวันนี้ก็ประกอบไปด้วยกับข้าวหนึ่งน้ำแกงหนึ่ง หนึ่งผัดผักและข้าวสวยร้อนๆดังนั้นเมื่อหนิงหลงตื่นนอน หนิงหนิงก็จัดการตั้งโต๊ะเสร็จแล้ว
“ตื่นแล้วหรือไปล้างหน้าบ้วนปากแล้วมากินข้าวเถอะ”
“ขอรับ”
มื้อเช้าวันนี้เป็แกงปลากับผัดผักกาดหมูสับและข้าวสวยซึ่งทั้งสองคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อทั้งคู่กินข้าวเสร็จหนิงหลงก็ไปบ้านท่านหมอชุนพร้อมกับเอาปลาสองตัวไปด้วยส่วนหนิงหนิงก็ทำหน้าล้างถ้วยจานพร้อมกับเตรียมของขึ้นเขา
เด็กสาวมองคันธนูที่สามารถใช้ได้เพียงอีกไม่ครั้งก็จะใช้ไม่ได้แล้วด้วยความหดหู่ก่อนจะตัดสินใจว่า ไว้จัดการเื่บ้านแล้วนางคงต้องแวะไปร้านขายอาวุธสักหน่อย เพื่อไปซื้อธนูกับลูกธนูอันใหม่
ผ่านไปประมาณสองเค่อหนิงหนิงที่กำลังนั่งเฝ้าของอยู่หน้าบ้านก็เห็นหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่เดินมาด้วยกันนางจึงหยิบตะกร้าสองใบพร้อมกับสะพายย่ามออกไปหาคนทั้งคู่ ซึ่งเมื่อทั้งสองคนมาถึงนางก็ยื่นตะกร้าใบเล็กให้หนิงหลง แล้วเดินนำไปก่อนส่วนบุรุษทั้งสองคนที่เหลือก็เดินตามหลังนางไป
เมื่อมาถึงทางขึ้นเขาหนิงหนิงก็หากิ่งไม้ยาวมาถือไว้ แล้วทำเหมือนครั้งที่แล้ว คือเอากิ่งไม้ฟาดไปตามพุ่มไม้ตามข้างทางซึ่งทั้งสองคนก็ได้แต่มองตามร่างบางไป
“พี่สาวนี่ไม่ใช่ทางที่เรามาเมื่อคราวที่แล้วนิขอรับ”หนิงหลงเอ่ยถามพี่สาวเมื่อเห็นว่าพวกตนไม่ได้ทางเดียวกับครั้งที่แล้ว แต่เป็คนละเส้นทางกัน
“หืมถ้าใช่แล้วมันทำไมหรืออาหลง?”
“ข้าก็แค่กลัวว่าท่านจะพาพวกข้าไปหลงน่ะสิ”
“ก็มีเขาอยู่ไม่ใช่รึ”
นางชี้ไปที่ชุนหยางจื่อที่เดินตามหลังมาเงียบๆและการที่เขาไม่ได้ทักท้วงอะไรนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาค่อนข้างชำนาญเส้นทางบนูเา ดังนั้นนางจึงคิดว่าถ้ามีเขามาด้วยครั้งนี้มันก็คงจะไม่เป็อะไรถ้าหากนางจะออกนอกเส้นทางไปบ้าง
แต่หนิงหนิงก็คงลืมคิดไปว่า ตัวนางนั่นไม่ถูกกับนามหยางจื่อเพราะทุกครั้งนางจะต้องเจ็บตัวเสมอเมื่ออยู่กับเขา....