“ผู้น้อยคือฉู่จวินหลัน พวกท่านคือ?”
“องครักษ์เสื้อแพรกำลังปฏิบัติหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพูดมาก ตามพวกข้าไปเสีย!”
เมื่อคนผู้นั้นเอ่ยคำสั่งจบพลันมีทหารในเครื่องแบบองครักษ์เสื้อแพรสองนายก้าวขึ้นมาขวางทางฉู่จวินหลันไว้ทั้งซ้ายขวา
ฉู่จวินหลันมีสีหน้าสงบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่ร่างกายกลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดพร้อมจะตอบโต้ได้ทุกเมื่อ
“ใต้เท้า ผู้น้อยปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอดไม่ทราบว่าทำผิดสิ่งใดหรือ”
“ไม่ต้องถาม! พาตัวไป!”
“ในเมื่อท่านจะพาตัวข้าไปเช่นนั้นก็ขอให้ผู้น้อยแจ้งครอบครัวเสียก่อนได้หรือไม่”
ชายผู้นั้นเบิกตากว้างตวาดว่า “องครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติหน้าที่ยังจะให้เจ้าต่อรองเงื่อนไขอีกหรือ หากมัวชักช้าเสียเวลาเรื่องสำคัญของเบื้องบนเจ้าจะแบกรับไหวหรือ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแข็งกร้าวฉู่จวินหลันก็เร่งประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วหากยังไม่ทราบชัดเจนว่าเกิดสิ่งใดขึ้น การลงมือย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด
คาดไม่ถึงว่านางจะถูกพาตัวตรงเข้าสู่วังหลวง!
ใต้ฟ้าครามกำแพงสีชาดกระเบื้องเคลือบเหลืองทองแม้แต่อากาศก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความเคร่งขรึม
ฉู่จวินหลันเดินตามองครักษ์เสื้อแพรด้วยท่าทีสงบนิ่งมองสำรวจรูปแบบภายในวังหลวงอย่างไม่ปิดบัง
ระหว่างทางเหล่าทหารองครักษ์เดินผ่านด้วยท่าทางองอาจนางกำนัลในชุดสีชมพูอ่อนและขันทีในเสื้อคอจีนลายดอกทานตะวันเดินเรียงรายอย่างเงียบงัน
ด้วยความสามารถในการจดจำอันยอดเยี่ยมแผนผังของวังหลวงจึงถูกจารึกไว้ในใจ พร้อมคิดหาเส้นทางหลบหนีไว้เรียบร้อยแล้ว
ไม่นานพวกนางก็เดินทางมาถึงลานแห่งหนึ่งในตำหนักอวี้ซิ่ว
ขันทีผู้หนึ่งเดินยิ้มแย้มออกมาต้อนรับพลางโค้งคำนับอย่างมีมารยาท “ใต้เท้าลี่”
ลี่อิงก้าวขึ้นหน้า “พานางมาแล้วบรรพชนเฒ่าว่างหรือไม่”
“บรรพชนเฒ่าเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องนี้อยู่พอดีผู้น้อยจะเข้าไปแจ้งให้ขอรับ”
ขันทีโค้งคำนับอีกครั้งไม่นานก็กลับออกมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ทุกคนเข้าไปด้านใน
ลี่อิงให้คนอื่นรออยู่หน้าประตูก่อนหันมากล่าวกับฉู่จวินหลันเสียงเบา “วันนี้เฉากงกงเรียกพบเจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลเป็นอันขาด”
ฉู่จวินหลันพยักหน้า
คนที่ถูกองครักษ์เสื้อแพรเรียกว่า ‘บรรพชนเฒ่า’ และใช้สกุลเฉา หากจำไม่ผิดคงเป็นเฉาเฉินอดีตผู้ดูแลตำหนักบูรพาผู้เกษียณแล้ว
แม้ราชวงศ์ต้ายงจะไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ที่นางรู้จักมาก่อนทว่าในความทรงจำของร่างเดิมเกี่ยวกับตำหนักบูรพาและองครักษ์เสื้อแพรกลับสอดคล้องกับสิ่งที่นางเคยเรียนรู้ในชาติก่อน
เฉาเฉินเคยรับใช้ฮ่องเต้พระองค์ก่อนเป็นบุคคลทรงอิทธิพลอันซับซ้อนและยากจะหยั่งถึง
เดิมนางยังคิดว่าเรื่องเมื่อวานคงทำให้องค์ชายหกขายหน้าแล้วซูเฟยจะออกหน้าล้างแค้นให้บุตรชายทว่าตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์จะร้ายแรงกว่าที่นางคาดไว้
ฉู่จวินหลันเดินตามลี่อิงเข้าไปในเรือนผ่านเตาทองสัมฤทธิ์กลางห้องเข้าสู่ห้องด้านข้าง
ชายชราผมขาวทั้งศีรษะนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงติดหน้าต่างเบื้องหน้ามีอ่างเคลือบขาวใบใหญ่ซึ่งบรรจุน้ำแข็งอยู่เต็มขันทีน้อยคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง คอยโบกพัดในมือส่งลมเย็นออกมา
“ขอสวรรค์คุ้มครองท่านบรรพชนเฒ่าให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว”
ท่าทีแข็งกร้าวของลี่อิงยามอยู่ต่อหน้าฉู่จวินหลันกลับกลายเป็นนอบน้อมประหนึ่งพบญาติของตนเอง
เฉาเฉินยิ้มละไม แววตาอ่อนโยนเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างสุภาพ “ลำบากเจ้าแล้ว”
“ได้ทำงานให้บรรพชนเฒ่าถือเป็นเกียรติของผู้น้อยผู้น้อยพาคุณหนูฉู่มาแล้ว”
แววตาที่แฝงรอยยิ้มของเฉาเฉินหันมามองฉู่จวินหลันเสียงแหบพร่ากล่าวอย่างเชื่องช้า “แม่นางผู้นี้ไม่กลัวข้าเลย”
ขันทีที่ยืนรับใช้ด้านข้างพลันสีหน้าเย็นชาตำหนิทันที “เจอหน้าบรรพชนเฒ่ายังไม่คารวะอีก!”
เวลานี้ฉู่จวินหลันสังเกตเฉาเฉินได้อย่างชัดเจนแม้ดูภายนอกจะชรา แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นยอดฝีมือผู้มีพลังภายในล้ำลึก!
นางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะคารวะตามมารยาท
ไม่คาดคิดว่าในชั่วพริบตานั้นจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นหัวเข่าทั้งสองข้างของนางราวกับถูกมือใหญ่ที่มองไม่เห็นยกพยุงไว้ไม่อาจขยับย่อลงได้แม้แต่น้อย
“เจ้าพวกลิงน้อยทั้งหลายจงปฏิบัติกับคุณหนูฉู่ให้สุภาพหน่อย หากทำให้แม่นางไม่พอใจไม่กลัวว่ายามที่นางลงมือรักษาจะจิ้มเข็มใส่ข้าหรือไร”
น้ำเสียงแม้ดูรื่นเริงคล้ายหยอกล้อแต่พลังภายในกลับแข็งกร้าวเด็ดขาด
นี่กำลังข่มขวัญกันชัดๆ!
ฉู่จวินหลันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยนางเร่งรวบรวมพลังภายในต่อต้านพลังที่มองไม่เห็นที่หัวเข่าก่อนจะสามารถคุกเข่าคารวะสำเร็จ
“เฉากงกงกล่าวเกินไปแล้วแม้ผู้น้อยจะไม่ได้เก่งกล้าอันใด แต่ผู้น้อยยังมีจรรยาบรรณของหมออยู่ เดิมทีท่านต้องการให้ผู้น้อยมารักษาหากคนของท่านพูดให้ชัดกว่านี้สักหน่อย ผู้น้อยคงไม่ตกใจถึงเพียงนี้”
นางไม่เพียงไม่หวาดหวั่นยังสามารถต้านพลังภายในและคุกเข่าคารวะได้สำเร็จแม้แต่สีหน้าก็ไม่เผยความยากลำบากใดๆ ออกมาเลย
เฉาเฉินเผยรอยยิ้มดวงตาเป็นประกายขึ้นมาอีกเล็กน้อย “ดูท่าลิงน้อยพวกนี้จะทำงานไม่รอบคอบทำให้คุณหนูฉู่ไม่พอใจเสียแล้ว อาอิงเอ๋ย”
ลี่อิงรู้สึกขนลุกซู่รีบคารวะฉู่จวินหลันทันที “เป็นความผิดของผู้น้อยเอง ขอคุณหนูฉู่โปรดอภัย”
ฉู่จวินหลันรู้ถึงความน่ากลัวขององครักษ์เสื้อแพรจึงไม่คิดรื้อฟื้น “พวกท่านทำเพื่อเฉากงกง ผู้น้อยจะโทษได้อย่างไรไม่ทราบว่าท่านบรรพชนเฒ่าไม่สบายตรงไหนหรือ”
ขันทีที่อยู่ด้านข้างจะอ้าปากตอบเฉาเฉินก็ยกมือห้ามไว้ แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “รบกวนคุณหนูฉู่ช่วยตรวจดูอาการให้ข้าที”
นี่คือการทดสอบฝีมือของนางโดยเจตนา
ฉู่จวินหลันรีบก้าวขึ้นไปตรวจชีพจรให้เฉาเฉินอย่างไม่อิดออด
“เฉากงกงร่างกายแข็งแรงเหมือนชายฉกรรจ์อวัยวะภายในทำงานดีมาก ขอกล่าวอย่างไม่เกรงใจร่างกายท่านยังแข็งแรงกว่าชายหนุ่มหลายคนที่ผู้น้อยเคยพบไม่ทราบว่าท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ”
เฉาเฉินยิ้มพลางชี้ไปที่ขาของตนเอง “ตรงนี้เจ็บอยู่นาน จนไม่ได้หลับเต็มตาเลย”
ฉู่จวินหลันเอ่ยขออภัยเบาๆแล้วรวบชายกางเกงของเขาขึ้นอย่างระมัดระวัง จึงเห็นว่าหัวเข่าด้านขวาบวมจนผิดรูป
นางตรวจเส้นเลือดที่ขาเขาอย่างละเอียดแล้วหันไปพินิจหัวเข่าที่บวมผิดรูปอีกครั้ง
ในระหว่างที่นางกำลังตรวจอาการเฉากงกงลี่อิงกับขันทีที่อยู่รอบข้างล้วนจ้องมาที่นางเขม็งราวกับว่าหากนางเคลื่อนไหวผิดพลาดแม้แต่น้อยก็จะถูกฆ่าทิ้งในทันที
เฉาเฉินยิ้มละม้ายเทพเซียนผู้ใจดี “คุณหนูฉู่มองออกหรือไม่ว่าอาการของข้าเป็นเช่นไร”
“เจ้าค่ะอาการนี้ของเฉากงกง เกรงว่าคงพบหมอมาหลายคนแล้วท่านป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างรุนแรง”
เฉาเฉินพยักหน้าเบาๆ “ใช่แล้วหมอหลวงหลิวจากสำนักหมอหลวงก็ว่าเช่นนี้ บอกว่าข้อต่อผิดรูป โรคนี้รักษาได้ยาก”
“ก็จริงอยู่เพียงแต่ความจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้นเล็กน้อย ตามที่ผู้น้อยดูจากชีพจรพบว่าเกิดก้อนเนื้อขึ้นมาที่หัวเข่าของท่าน ประกอบกับอาการที่ปรากฏก้อนเนื้อนี้น่าจะเป็นก้อนเนื้อธรรมดาไม่ใช่เนื้อร้าย”ฉู่จวินหลันชี้ให้เฉาเฉินดูตำแหน่งของก้อนเนื้อ
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉาเฉินสังเกตเห็นว่าในหัวเข่าที่ผิดรูปของตนมีก้อนเนื้ออยู่
ฉู่จวินหลันอธิบายต่อ “สาเหตุที่ท่านปวดเข่าอย่างรุนแรงก็เพราะก้อนเนื้อนี้ไปกดทับเส้นลมปราณโดยรอบ หากปล่อยไว้เกรงว่าเส้นลมปราณและเลือดลมจะติดขัด ส่งผลเสียต่อร่างกายของท่าน”
สาเหตุเรียบง่าย เฉาเฉินฟังก็เข้าใจดี “คุณหนูฉู่เห็นว่าควรรักษาอย่างไร”
“สามารถควบคุมโรคข้อเข่าเสื่อมได้ด้วยการฝังเข็มร่วมกับยาทายากินแต่ก้อนเนื้อนี้ จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดเนื้อหนังแล้วตัดออก”
ผ่าตัดเปิดเนื้อหนัง?
เฉาเฉินยังไม่ทันพูดอะไรเหล่าขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พากันโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
ลี่อิงถึงกับชักดาบออกมา “บังอาจ!กล้าคิดร้ายต่อบรรพชนเฒ่า!”
ฉู่จวินหลันหน้าไม่เปลี่ยนสีราวกับมองไม่เห็นดาบที่จ่ออยู่ที่ลำคอนางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม้คำพูดนี้จะฟังดูเหลือเชื่อไปสักหน่อยแต่ตามความเห็นของผู้น้อย อาการนี้ควรต้องรักษาเช่นนี้”
“แน่นอน หากจะผ่าตัดก้อนเนื้อออกก็ต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมซึ่งสามารถจัดเตรียมได้ท่านเองก็ไปพบหมอท่านอื่นเพิ่มเติมได้บางทีอาจมีหมอฝีมือดียิ่งกว่าที่มีวิธีรักษาที่ปลอดภัยกว่านี้”
“คุณหนูฉู่พูดมีเหตุผล”เฉาเฉินพยักหน้าพลางยิ้ม แล้วหันไปสั่งลี่อิง “อาอิง เจ้าอย่าบุ่มบ่ามนักระวังจะทำให้คุณหนูฉู่ตกใจ”
ลี่อิงเก็บดาบ ก้มหน้ารับคำ
เฉาเฉินหัวเราะ “เจ้าพวกลิงน้อยของข้าล้วนใจร้อนทำให้คุณหนูฉู่หัวเราะเยาะแล้ว วันนี้ลำบากคุณหนูแล้ว อาอิงเจ้าไปส่งคุณหนูฉู่กลับเถิด”
ลี่อิงรับคำ
ฉู่จวินหลันคารวะร่ำลาเฉาเฉินแล้วเดินออกจากตำหนักอวี้ซิ่ว นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ลี่อิงนำองครักษ์เสื้อแพรเจ็ดแปดคนเดินล้อมนางไว้ทั้งหน้าและหลังราวกับคุมตัวนักโทษ
จนกระทั่งออกจากประตูวังฉู่จวินหลันจึงยิ้มกล่าวว่า “ใต้เท้าลี่ ท่านกลับไปเถิด ข้ากลับเองได้”
“ไม่ได้” ลี่อิงกล่าวเสียงขรึม “นี่คือคำสั่งของบรรพชนเฒ่าใครจะกล้าฝ่าฝืนเล่า คุณหนูฉู่อย่าได้คิดว่า...”
ลี่อิงยังพูดไม่ทันจบเงาร่างสีเงินก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือนาง แล้วดึงออกจากวงล้อมขององครักษ์เสื้อแพร จากนั้นก็ถูกรวบเอวกระโดดขึ้นหลังม้าขาวตัวใหญ่
ฉู่จวินหลันเห็นชัดว่าเป็นใครจึงไม่ขัดขืน
เมื่อควบม้าฝ่าฝุ่นออกไปฉู่จวินหลันหันกลับไปมอง เห็นลี่อิงกับองครักษ์เสื้อแพรอีกสองสามนายทำท่าจะไล่ตามแต่สุดท้ายก็หันกลับไป ไม่ไล่จริงจัง
บุรุษบนหลังม้ากอดรัดเอวของนางไว้แน่นขณะยังควบม้าอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่นานก็พานางออกห่างจากเขตวังหลวง
“คุณชายท่านนี้ ไม่ทราบว่าจะพาผู้น้อยไปที่ใดหรือ”เมื่อแน่ใจว่าไม่มีขุนนางเฝ้าประตูวังหรือองครักษ์เสื้อแพรตามมาฉู่จวินหลันจึงเลิกคิ้วเอ่ยถามพลางยิ้ม