คนที่ส่งเสียงะโหยุดเขาไว้คือหญิงสาวคนนั้นซึ่งก็คือลูกสาวคนโตของจี้ลี่ผิงนั่นเอง
‘จี้ซือเหล่ย’ ลุกพรวดพลางสาวเท้าเข้ามาหาด้วยท่าทางเอาเื่ “คุณปู่ยังไม่ทันอนุญาตแกกล้าดียังไงจะเดินออกไป ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยหรือไง?”
จี้ทิงมองท่าทางฟัดเหวี่ยงของเธออยู่สองวินาทีก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “คุณคือ...?”
เื่นี้จะโทษจี้ทิงก็คงไม่ได้เพราะเ้าของร่างเดิมแทบจะนับครั้งในการมาเยือนคฤหาสน์เฮ่อหยวนได้และทุกครั้งที่มาก็มักจะก้มหน้าก้มตาด้วยความขลาดกลัวจนแทบไม่เคยเงยหน้ามองใครจึงไม่แปลกที่เขาจะยังจำสมาชิกตระกูลจี้ได้ไม่ครบทุกคน
จี้ซือเหล่ยรู้สึกเหมือนเดินเอาหน้าไปกระแทกกำแพงจนจุกอกเธอโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “แก...”
“พอได้แล้ว”
สิ้นเสียงทรงอำนาจของจี้เจิ้นถิงบรรยากาศรอบข้างก็พลันเย็นเยียบลงทันตา หญิงวัยกลางคนรีบส่งสายตาปรามจี้ซือเหล่ยก่อนจะเริ่มสะอึกสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
จี้ซือเหล่ยถลึงตาใส่จี้ทิงอย่างคาดโทษแล้วกลับไปนั่งลงข้างๆ พลางเอ่ยปลอบโยนหญิงผู้นั้นด้วยเสียงเบาเสียงสะอื้นไห้ที่ดังระงมทำให้จี้เจิ้นถิงเริ่มขมวดคิ้ว“สะใภ้รอง”
เพียงคำพูดแค่สามคำจ้าวหลินก็รีบหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับดวงตาและเงียบเสียงลงทันทีโดยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
อาสะใภ้รองงั้นเหรอ?ที่แท้ผู้หญิงสองคนนี้ก็คือภรรยาและลูกสาวของจี้ลี่ผิงนี่เอง
ในขณะที่จี้ทิงเพิ่งจะเรียงลำดับความสัมพันธ์ในหัวเสร็จสายตาของจี้เจิ้นถิงก็ตวัดมองมาที่เขา “ได้ยินว่าวันที่อารองของแกมีเื่แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยใช่ไหม?”
“คุณปู่หมายถึงวันที่เขาคุกเข่าให้จี้เยี่ยนจื๋อน่ะเหรอครับ?”
จี้ทิงเพียงแค่้ายืนยันเหตุการณ์ทว่าจี้ซือเหล่ยกลับกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นราวกับพร้อมจะกระโจนเข้ามาขย้ำเขาได้ทุกเมื่อ
จี้เจิ้นถิงดูจะไม่พอใจกับคำพูดของเขานักน้ำเสียงจึงเข้มขึ้นหลายส่วน “ในเมื่อแกเองก็รู้เื่ดีถ้างั้นก็บอกมาสิว่าวันนั้นแกพูดอะไรกับพี่ชายของแกบ้าง?”
จี้ทิงรู้สึกว่าคำถามนี้ช่างประหลาดนักแต่เขาก็ยังตอบไปตามตรง “ก่อนที่จี้ลี่ผิงจะถูกหามออกไปผมยังไม่ได้พูดสักคำ...”
จี้เจิ้นถิงขัดจังหวะเขาทันควัน“ที่ฉันถามคือ ทำไมพี่ชายแกถึงเข้าไปในห้องของแกแค่เดี๋ยวเดียวพอลงมาข้างล่าง ท่าทีที่มีต่ออารองถึงได้เปลี่ยนไป?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจี้ทิงก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงไปย้อนดูภาพจากกล้องวงจรปิดในคฤหาสน์มาแล้วและในเมื่อเห็นภาพทั้งหมดแต่ยังมาตั้งแง่ซักไซ้กับเขาเช่นนี้ย่อมมีความหมายแฝงเพียงอย่างเดียว
“คุณปู่เลยคิดว่าผมเป็คนแฉอะไรบางอย่างกับจี้เยี่ยนจื๋อเขาถึงได้จัดการจี้ลี่ผิงอย่างไม่ไว้หน้าแบบนั้นสินะครับ?”
จี้เจิ้นถิงไม่ตอบเขาเพียงแค่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบนิ่งทว่าจี้ซือเหล่ยกลับเหมือนได้รับสัญญาณไฟเขียว เธอดีดตัวลุกขึ้นทันที“แกยอมรับแล้วใช่ไหม!”
จี้ทิงเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย“ฟังน้ำเสียงประชดประชันไม่ออกเหรอครับ?”
จี้ซือเหล่ยไม่สนอะไรทั้งนั้นเธอชี้หน้าเขาอย่างเกรี้ยวกราด “แกนั่นแหละ!แกเป็คนเป่าหูพี่ชายให้ส่งพ่อฉันเข้าสถานีตำรวจ!”
จี้ทิงรู้ดีว่าต่อให้เขาปฏิเสธไปอีกฝ่ายก็ยังคงหาเื่ระรานไม่จบไม่สิ้นอยู่ดี เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า“ตามมาตรา 114 ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุไว้ชัดเจนว่าพลเมืองมีสิทธิและหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดหรือผู้ต้องสงสัยต่อให้ผมจะเป็คนพูดจริงๆผมก็แค่กำลังใช้สิทธิพลเมืองตามกฎหมายอย่างถูกต้องเท่านั้น”
จี้ซือเหล่ยจ้องมองจี้ทิงด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยความเกลียดชัง“พ่อกับน้องชายฉันไปทำอะไรให้แก แกถึงได้ใจคอโเี้แบบนี้?”
“เป็เพราะพวกเขาทำผิดกฎหมายเอง คุณ...”
จี้ซือเหล่ยไม่ยอมให้เขาพูดจบเธอแผดเสียงะโอย่างเสียสติ “พ่อบอกฉันเองว่าแกเป็คนป้ายความผิดให้ท่านกับน้องแล้วแกยังกล้ามาแจ้งความซ้ำเติมอีกเหรอ จี้ทิง แกยังมียางอายอยู่บ้างไหม!”
เมื่อได้ยินประโยคนี้จี้ทิงก็พลันเข้าใจ
มิน่าล่ะ...มิน่าจี้เจิ้นถิงที่ปกติไม่เคยเห็นหัวเ้าของร่างเดิมถึงได้ทำเื่ใหญ่โตเรียกเขามาที่นี่ในวันนี้
ภาพตรงหน้ากลายเป็เื่ตลกขบขันในสายตาของเขาขึ้นมาทันทีเขามองไปยังจี้เจิ้นถิงที่นั่งนิ่งอยู่ในตำแหน่งประธานอีกฝ่ายถึงกับหลับตาลงครึ่งหนึ่งราวกับไม่ยินดียินร้ายประหนึ่งว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่มีเืเนื้อแต่เป็เพียงเบี้ยที่พร้อมจะถูกเขี่ยทิ้งเพื่อสังเวยผลประโยชน์ให้ตัวเอง
ไอเย็นค่อยๆแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอกของจี้ทิง เขารั้งสายตากลับมาในขณะที่จี้ซือเหล่ยยังคงข่มขู่ไม่เลิก “ฮึอย่าคิดว่าเงียบแล้วจะไม่มีเื่นะ ฉันบอกเลยว่าวันนี้ฉันจะคิดบัญชีกับแกให้ครบ!”
สิ้นเสียงนั้นจี้ทิงก็โพล่งขึ้นมานิ่งๆ “คุณบอกว่าจี้ลี่ผิงพูดเองกับปากว่าผมใส่ร้ายเขาแล้วเขาบอกคุณตอนไหน ที่ไหนล่ะ?”
“ก็เมื่อวานซืน ที่เรือนจำไง!”
มุมปากของจี้ทิงหยักโค้งขึ้นอย่างเย็นเยียบ“นักโทษคดีอาญาก่อนจะมีการตัดสินอย่างเป็ทางการไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมมีเพียงทนายความในฐานะผู้รับมอบอำนาจเท่านั้นที่ยื่นขอเข้าพบได้นี่คุณปีนกำแพงเข้าไปงั้นเหรอ?”
จี้ซือเหล่ยชะงักจนหน้าถอดสีก่อนจะรีบเปลี่ยนคำพูด “จี้รุ่ยต่างหาก!จี้รุ่ยบอกฉันนานแล้วว่าแกมันไม่น่าไว้ใจ เขา...”
ครั้งนี้เป็ฝ่ายจี้ทิงที่ขัดจังหวะเธอ“ถ้าน้องชายคุณพบหลักฐานการกระทำผิดของผมตั้งนานแล้วทำไมเขาไม่ไปแจ้งตำรวจล่ะ หรือว่าจะรอให้ผมใส่ร้ายเขาก่อนงั้นเหรอ?”
“นั่นเป็เพราะเสี่ยวรุ่ยเห็นแก่ความเป็ครอบครัว เลย...เลยอยากจะให้โอกาสแกสักครั้ง” จ้าวหลินเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงสะอื้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “ใครจะไปนึกว่าแกจะใจคออำมหิตป้ายสีความผิดทั้งหมดไปให้พวกเขาแบบนี้”
จี้ซือเหล่ยด่าทอซ้ำ“ลูกนอกสมรสก็คือลูกนอกสมรสเืในตัวมันก็ต่ำต้อยเหมือนกับแม่ของมันนั่นแหละ น่ารังเกียจที่สุด!”
จี้ทิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงจี้ลี่ผิงตอนนั้นเพียงแค่จี้เยี่ยนจื๋อพูดว่า ‘พ่อลูกได้พร้อมหน้า’อีกฝ่ายก็กระโจนขึ้นมาด่ากราดด้วยสีหน้าอัปลักษณ์แบบนี้เช่นกันช่างสมกับเป็ครอบครัวเดียวกันจริงๆ
การสื่อสารกับคนที่ไร้เหตุผลและดีแต่ด่าทอนั้นไม่มีประโยชน์จี้ทิงจึงเอ่ยเรียบๆ “ถ้าพวกคุณมั่นใจว่าผมใส่ร้ายก็แจ้งความจับผมเลยแล้วกัน”
พูดจบเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไปและหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องทันที
จี้ซือเหล่ยแผดเสียงสั่งให้เขาหยุดอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถหยุดฝีเท้าของจี้ทิงได้เมื่อเห็นว่าเขาใกล้จะเดินพ้นประตูไป เธอจึงคว้าแจกันบนโต๊ะขึ้นมาด้วยความขาดสติและทุ่มสุดแรงไปยังท้ายทอยของจี้ทิง
เพล้ง!
....
ย้อนกลับไปเมื่อเช้าตรู่ของวันเดียวกันนั้นวันนี้สวีเหรินถูกเลี่ยวข่ายมารับตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทั้แ่พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นเช่นกันระหว่างทางเขาแอบส่งข้อความหาจี้ทิงแต่จนกระทั่งก้าวเท้าเข้าสู่ตึกซื่อลี่ก็ยังไร้ซึ่งการตอบกลับ
เลี่ยวข่ายพาเขาขึ้นลิฟต์จากลานจอดรถตรงไปยังห้องประชุมชั้นยี่สิบสอง
ฟางเจี๋ยเลขาประธานบริหารที่มารออยู่ก่อนแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อย“ขออภัยครับคุณสวี ประธานจี้ยังมีธุระที่ต้องจัดการรบกวนคุณรอสักครู่นะครับ”
สวีเหรินโบกไม้โบกมืออย่างเกร็งๆ“ไม่เป็ไรครับๆ ผมไม่รีบ”
เวลาประมาณ9.30น. จี้เยี่ยนจื๋อก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใครบางคน
“ท่านนี้คือวิศวกรด้านทัศนศาสตร์ของบริษัท ซุนจื้อเสวียครับ” จี้เยี่ยนจื๋อแนะนำ
ซุนจื้อเสวียยื่นมือออกมาทักทายพลางยิ้มแย้ม“ไม่นึกเลยว่าคุณสวีที่ประธานจี้พูดถึงจะยังหนุ่มขนาดนี้อนาคตไกลจริงๆ ครับ”
สวีเหรินรู้สึกประหม่าจนเหงื่อซึมฝ่ามือ“คุณชมเกินไปแล้วครับ”
หลังจากทักทายกันพอสังเขปทั้งสามก็เริ่มเข้าเื่สวีเหรินส่งฮาร์ดดิสก์พกพาให้เลขาเพื่อเชื่อมต่อกับหน้าจอขนาดใหญ่
เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วโมง
ซุนจื้อเสวียดูจะตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง “ถ้าเทคโนโลยีนี้สามารถทำได้จริงกระบวนการผลิตของเราในอนาคตจะแตกต่างไปจากการประมวลผลระดับไมโครนาโนแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง!”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง“แต่มีจุดที่น่าเสียดายอยู่นิดหน่อยข้อมูลการทดลองของคุณสวีในตอนนี้ยังมีน้อยเกินไปยังไม่สามารถการันตีความเสถียรได้อย่างเต็มที่ครับ”
ซุนจื้อเสวียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาจี้เยี่ยนจื๋อ“ประธานจี้ครับ ท่านพอจะให้คุณสวี...”
ก๊อกๆ!
คำพูดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูจี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง “เข้ามา”
เลี่ยวข่ายผลักประตูเข้ามา“ท่านประธานจี้ครับ มีเื่ด่วนต้องรายงานครับ”
เลี่ยวข่ายติดตามจี้เยี่ยนจื๋อมานานเจ็ดแปดปีเขาย่อมรู้กฎระเบียบดีที่สุด ถ้าไม่ใช่เื่สำคัญคอขาดบาดตายเขาไม่มีทางเสียมารยาทเข้ามาขัดจังหวะใน่เวลาเช่นนี้แน่นอน
จี้เยี่ยนจื๋อเองก็ตระหนักในข้อนี้ดีเขาจึงเอ่ยขึ้น “พวกคุณปรึกษากันต่อเถอะ เดี๋ยวผมมา”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินตามเลี่ยวข่ายออกไปนอกห้องประชุม
“มีเื่อะไร”
เลี่ยวข่ายลดเสียงต่ำลงแต่พูดด้วยความรวดเร็วทันที“คนของเราเพิ่งพบคุณหลิงซีที่คลับจุนเตี่ยนครับ”
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากัน“เขาไปทำอะไรที่นั่น?”
“ไปเป็พนักงานเสิร์ฟครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจหนักๆออกมาหนึ่งครั้ง “ไปพาตัวเขากลับมา” พูดจบเขาก็เสริมอีกประโยค “อย่าบังคับเขาถ้าหลิงซีไม่เต็มใจ ก็ให้รั้งตัวเขาไว้ก่อน เดี๋ยวประชุมเสร็จ ฉันจะตามไป”
แต่เื่ที่ลำบากใจมันอยู่ตรงนี้เลี่ยวข่ายรายงานต่อ “ลูกน้องของผมรายงานว่าคนของฉินไจ้เย่ก็ไปถึงที่นั่นแล้วเหมือนกันและกำลังจะพาตัวคุณหลิงซีไปครับ”
ปลายนิ้วที่ทิ้งข้างลำตัวของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเกร็งขึ้นมาวูบหนึ่งเขาเงียบไปอึดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง“ไป”
ไม่กี่นาทีต่อมาเลี่ยวข่ายก็ขับรถพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถ
จี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งเบาะหลังกำลังพิมพ์ข้อความสั่งเลขาให้จัดมื้อเที่ยงรับรองซุนจื้อเสวียและสวีเหรินแต่ในขณะที่เขากำลังจะกดส่ง สายเรียกเข้าจากพ่อบ้านก็ดังขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อกดตัดสายทันทีแต่เพียงไม่นาน พ่อบ้านก็ส่งข้อความตามมา
[คุณชายใหญ่ครับ คุณชายรองเพิ่งถูกคนของท่านประธานใหญ่พาตัวไปครับ]