จางซิ่วอิงมารอขึ้นเกวียนก่อนเวลาราวสิบห้านาทีระหว่างนั้นเธอยืนรอเวลาอยู่เพียงเงียบ ๆ สายตารอบข้างที่มองมาราวกับพบเจอสิ่งแปลกประหลาดเสียงตินนินทาลอยแว่วมาตามลมเป็ระยะ หญิงสาวเพียงรับรู้ทว่าไม่ได้ให้ความสนใจเอาความแม้แต่น้อย
จากความทรงจำเดิม เ้าของร่างมักจะถูกมองและนินทาซึ่งหน้าแบบนี้อยู่เป็ประจำเธออ่อนแอเกินกว่าจะตอบโต้คนเ่าั้ในที่สุดจึงทำได้แค่เพียงเดินก้มหน้าอย่างยอมรับชะตากรรมเท่านั้น ต่างจากเธอคนนี้ที่เป็ิญญาจากยุคอนาคตแม้จะไม่ได้โต้ตอบแต่ก็ไม่ยอมจำนนอย่างที่แล้วมา
พลันดวงตาคู่เรียวตวัดมองเ้าของเสียงนินทาเ่าั้อย่างไม่ยินยอมก่อนจะเดินเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจ ไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมือง
หลังจากรอจนได้เวลา เกวียนสภาพกลางเก่ากลางใหม่ก็เคลื่อนตัวออกไปยังจุดหมายปลายทางทันทีเธอสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมทางมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็อย่างดีซึ่งสำหรับเธอในความทรงจำเดิมคนเหล่านี้นั้นไม่ได้น่าคบหาสักเท่าไหร่
“นี่ยายเฒ่าฟางแกจะเข้าไปซื้ออะไรล่ะวันนี้เมื่อวานแกก็ไปไม่ใช่หรือ?”เสียงเว่ยซื่อเอ่ยถามสหายที่รู้จักซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกันทั้งคู่รู้จักกันั้แ่สมัยสาว ๆ แม้ไม่ได้สนิทสนมกันนักแต่ถึงอย่างไรคำตอบของสหายก็ไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับหล่อนอยู่แล้วเพราะจุดประสงค์ของหล่อนคือหญิงสาวที่นั่งถัดยายเฒ่าฟางต่างหากล่ะ
“ฉันก็ไปซื้อเนื้อมาบำรุงลูกสะใภ้ฉันนะสิ นี่นะ! เมื่อวันก่อนหล่อนพึ่งคลอดหลานชายคนแรกของตระกูลออกมา หน้าตาน่าชัง ตัวนี่อวบขาวเชียวล่ะ”
ฟางซื่อที่อยากประกาศความดีใจที่มีอย่างท่วมท้นอยู่เป็ทุนเดิมเมื่อมีคนถามจึงไม่อาจกักเก็บคำพูดเหล่านี้ไว้ได้อีก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของหญิงชราที่ทำงานในแปลงนามาทั้งชีวิตยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงรูหู
จางซิ่วอิงที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆเหมือนคนอื่นก็ไม่ได้คิดอะไร หากว่าน้ำเสียงนั้นไม่ดังจนกระทบเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกับสายตาที่แฝงความหมายบางอย่างชำเลืองมองเธออยู่ตลอดเวลาสนทนา
“ดีจริง ๆ สะใภ้บ้านแกแต่งได้ปีกว่าก็คลอดหลานชายตัวอวบอ้วนออกมาแล้วเหมือนสะใภ้บางบ้าน…”หญิงชราร่างใหญ่กล่าวปากยื่นปากยาวระหว่างที่พูดไม่ลืมทิ้งสายตาไว้ที่สะใภ้คนเล็กของบ้านหยาง
เดิมทีเว่ยซื่อไม่ได้มีปัญหากับจางซิ่วอิงแม้แต่น้อยแต่ด้วยนิสัยที่ชอบติฉินนินทาคนอื่นเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเห็นคนที่มีจุดด่างพร้อยหรือด้อยกว่าเข้าหน่อยก็อดที่จะเหยียบย่ำด้วยคำพูดไม่ได้
จางซิ่วอิงเมื่อได้ฟังบทสนทนาของหญิงชราคู่นี้คุยกันก็เข้าใจได้ทันทีว่าตนกำลังถูกเหน็บแนมในระยะเผาขนอยู่ทว่าในยุคนี้ไม่เหมือนยุคที่เธอจากมา ชื่อเสียงของหญิงสาวเป็สิ่งสำคัญ แต่ในใจของเธอนั้นแอบลอบจำหน้ายายแก่สองคนนี้เอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
ระหว่างเดินทางยังคงมีประโยคเสียดสีมากมายจากยายแก่สองคนนี้ให้เธอได้ยินอยู่เนืองๆ จางซิ่วอิงทำเพียงแค่ทอดสายตามองไปยังข้างทาง ชื่นชมธรรมชาติอันแสนแร้งแค้นในยุคที่ไม่คุ้นเคยและไม่ได้ให้ความสนใจกับเสียงนกเสียงกาเหล่านี้มากนัก
ใช้เวลาเพียงสามสิบนาทีเกวียนก็พาเธอมาจนถึงอำเภอจางซิ่วอิงจ่ายค่าโดยสารเสร็จเรียบร้อยจึงเดินออกมาจากจุดนั้นทันที
ร่างบางเดินสำรวจตามท้องถนนมาเรื่อย ๆซึ่งที่นี่มีโรงเรียนประจำอำเภอขนาดใหญ่ โรงงานยาสูบที่พ่อเธอทำงานอยู่และโรงงานทอผ้าซึ่ง่เช้าและ่เย็นที่พนักงานเลิกงานคนค่อนข้างพลุกพล่านตอนที่เธอมาถึงที่นี่ยังเป็่บ่ายซึ่งอีกเกือบสามชั่วโมงกว่าที่คนงานจะเลิกงาน
จางซิ่วอิงเลือกเดินสำรวจร้านรวงต่างๆ รอบบริเวณเธอสังเกตเห็นแผงลอยที่ขายอาหารเป็ส่วนใหญ่ที่มีเพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น ร้านขายข้าวสารอาหารแห้งร้านใหญ่ที่มีลูกค้าเข้าออกตลอดไม่ขาดสายร้านเสื้อผ้าสองร้านตั้งอยู่คนละฝั่งมุมถนนก็ไม่ได้มีแบบให้เลือกมากนักส่วนใหญ่จะเป็ผ้าสีพื้นเรียบ ๆ เน้นไปทางสีเขียวเข้ม และสีกรมท่า
เมื่อเดินสำรวจอยู่สักพักเธอยังคิดไม่ออกว่าจะทำอาชีพอะไรในยุคนี้ดีพลันนึกขึ้นมาได้จากความทรงจำว่าที่นี่มีสถานที่หนึ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งเรียกว่า “ตลาดมืด”และในยุคนี้ก็ไม่ได้มีทางการควบคุมเข้มงวดอย่างเช่นหลายปีที่ผ่านมาหญิงสาวจึงพาตัวเองไปที่แห่งนั้นทันที
เพียงเวลาไม่นานจางซิ่วอิงเดินมาหยุดอยู่ที่ที่เรียกว่าตลาดมืด โดยใช้ความทรงจำที่ติดตัวมา ดวงตาคู่เรียวสอดส่ายไปทั่วพลางลอบสำรวจวิถีชีวิตของคนในยุคนี้เท่าที่เธอเข้าใจปีนี้ทางการได้ลดบทบาทหน้าที่ของคูปองต่าง ๆ ลงบ้างแล้วแต่ถึงอย่างนั้นทรัพยาการที่มีอย่างจำกัดก็ไม่ได้เพียงพอต่อความ้าขนาดนั้นเนื้อสัตว์ยังเป็สิ่งขาดแคลน รวมถึงอาหารอย่างอื่นด้วยเช่นกันยิ่งใกล้เข้าฤดูหนาวอาหารยิ่งเป็ที่้า
ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มพร้อมประกายวาววับในดวงตาเมื่อนึกถึงหนทางหาเงินต่อจากนี้ขึ้นมาได้แล้ว
มือเรียวกระชับกระเป๋าผ้าข้างกายที่พกติดตัวไว้แน่นจากนั้นจึงพาตัวเองเดินเข้าไปสำรวจภายในสถานที่แห่งนี้ทันทีการซื้อขายเป็ไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้เอิกเกริกแต่อย่างใด โดยตลอดทางที่ผ่านมาจะมีทั้งแบบยืนเร่ขายและวางแผงขายดูแล้วเ้าของตลาดมืดคงมีเส้นสายพอสมควรเลยล่ะ
ดวงตาคู่สวยสอดส่องไปทั่วทุกมุมที่ตนเองเดินผ่านก่อนจะไปสะดุดกับแผงขายของขนาดเล็กที่มีเนื้อวางอยู่หนึ่งชิ้นมีพ่อค้าที่ยืนทำสีหน้าลำบากใจ และตรงข้ามมีหญิงวัยกลางคนกับชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ กำลังพูดคุยกันด้วยบรรยากาศตึงเครียด
หลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มเป็ผู้หยิบเนื้อชิ้นนั้นขึ้นมาจ่ายเงินแล้วเดินจากไปในทันทีส่วนหญิงวัยกลางคนเมื่อไม่ได้เนื้อที่้าก็เดินหันหลังไหล่ตกออกมาจากแผงขายเช่นกัน
เห็นดังนั้นจางซิ่วอิงรู้สึกได้ถึงโอกาสอันพอเหมาะพอดีไม่รอช้าหญิงสาวรีบเดินตรงไปหาหญิงวัยกลางคนนั้นทันที
“สวัสดีค่ะคุณป้า มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ?”หญิงสาวถามออกไปด้วยท่าทีเป็มิตร ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเบาบางอยู่ตลอด
“เธอเป็แม่ค้าหรือเปล่า? พอดีฉันอยากได้เนื้อ แต่วันนี้ฉันมาช้าเลยไม่ทันแผงขายเนื้อไม่รู้วันนี้จะมีแผงอื่นมาขายอีกหรือเปล่า”ความกังวลฉายชัดอยู่ในน้ำเสียงของหญิงชรา
วันนี้ลูกสาวของเธอกับสามีจะมาเยี่ยมบ้านหลังจากแต่งออกไปเกือบครึ่งเดือนแล้วหากที่บ้านไม่มีอาหารจานเนื้อสักจาน เกรงว่าจะทำลูกสาวขายหน้าเอาได้ ซึ่งโดยปกติที่บ้านจะทำอาหารจานเนื้อหนึ่งจานขึ้นโต๊ะอยู่แล้วทว่าวันนี้เนื้อที่ซื้อไว้หมดเกลี้ยง อีกทั้งที่ร้านยังมีลูกค้าเข้ามาเนืองแน่นั้แ่เช้ากว่าจะปลีกตัวออกมาได้ก็เลยเวลาไปมากแล้ว
“หนูพอจะหาให้คุณป้าได้นะคะว่าแต่คุณป้า้าเนื้อส่วนไหน เท่าไหร่บ้างเหรอคะ?”จางซิ่วอิงถามขึ้นอย่างตื่นเต้นนี่คือโอกาสทำการค้าครั้งแรกของเธอในโลกนี้เธอไม่ปล่อยให้โอกาสนี้สูญเปล่ารีบถามความ้าของลูกค้ารายแรกในทันที
พอได้ยินว่าหญิงสาวรุ่นลูกสามารถหาเนื้อให้เธอได้ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยจึงคลายความกังวลลงได้หลายส่วนจากนั้นไม่ลืมที่จะถามหาของอย่างอื่นจากเธออีกด้วย “นอกจากเนื้อเธอมีอย่างอื่นขายอีกหรือเปล่าล่ะ?”
“ก็มีหลายอย่างค่ะคุณป้า พอดีว่าสามีของฉันพอจะมีเส้นสายอยู่บ้างน่ะค่ะ” จางซิ่วอิงรีบตอบรับด้วยความดีใจ ใบหน้าสวยยิ้งกว้างจนตาแทบปิด
“อย่างนั้นฉันเอาตามรายการนี้ เธอพอจะหาได้หรือไม่ล่ะ?”
มือเรียวรับกระดาษใบเล็กที่มีรายการสินค้านับสิบอย่างมาอ่านเพียงครู่เดียวก่อนจะตอบรับไป “อ่า ได้ค่ะ แต่ต้องใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงไม่ทราบว่าคุณป้าจะไปเดินดูอย่างอื่นก่อน หรือจะรออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้นะคะ”
จากรายการที่เธอถืออยู่ในมือ คร่าว ๆจะมีขาหมูห้าขา เนื้ออย่างดีราวแปดชั่ง เครื่องเทศและผักสดอีกหลายรายการ
จางซิ่วอิงไม่ได้มีปัญหากับรายการสินค้าแต่อย่างใดเพราะในมิติของเธอมีของพวกนี้เพียงพออยู่แล้ว แถมยังเป็วัตถุดิบอย่างดีอีกต่างหากแต่ทว่าจะให้ควักออกมามากมายขนาดนี้ในชั่วพริบตาก็เกรงว่าคุณป้าจะใเอาได้
“อย่างนั้นเธอเอาไปส่งฉันที่ร้านขายของแห้งที่มุมถนนฝั่งนู้นก็แล้วกันส่วนเื่ราคาเธอจะคิดอย่างไร?”เื่ราคาเป็สิ่งสำคัญมากที่แม่ค้าอย่างเธอต้องตกลงให้ชัดเจนทุกครั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน
จางซิ่วอิงหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เื่ราคาหนูคิดตามที่คุณป้าเคยซื้อก่อนหน้านี้เลยค่ะแล้วอีกครึ่งชั่วโมงหนูเอาไปส่งคุณป้าที่ร้านนะคะ”
ถึงอย่างไรสินค้าทุกรายการก็ไม่ได้มีต้นทุนอยู่แล้วไม่ว่าจะขายราคาไหนเธอก็ไม่มีวันขาดทุนอย่างแน่นอน
“ได้ ฉันชื่อหลี่ฟางอิง เป็เ้าของร้านนั้น”
“ค่ะ หนูชื่อจางซิ่วอิงนะคะ”หญิงสาวกล่าวแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะแยกตัวจากคุณป้าฟางอิงหลังจากนั้น
เธอเดินตรงไปยังมุมตึกที่ค่อนข้างไร้ผู้คนก่อนจะเลี้ยวขวาไปยังซอกตึกที่ลับตาคนมากพอที่จะหยิบของหายรายการออกมาตามคำสั่งซื้อ
ไม่นานจางซิ่วอิงพร้อมสินค้าพะรุงพะรังก็มาหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายอาหารแห้งตระกูลเฉิงภายในร้านมีสินค้าข้าวสาร และอาหารแห้งให้เลือกสรรละลานตาลูกค้าเดินเข้าออกกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย ดูแล้วกิจการคงรุ่งเรืองมากทีเดียวเห็นอย่างนั้นหญิงสาวยิ่งรู้สึกถึงไฟในกายกำลังลุกโชนขึ้นมาในหัวสมองเริ่มวาดฝันถึงธุรกิจในอนาคตของครอบครัว
“อ้าว! เธอนี่เอง เข้ามาก่อนสิ!!”