ต้นเหลียนเฉียวชอบขึ้นตามป่าเขาที่มีพืชพันธุ์หนาแน่น
ูเาลูกที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เหมาะสมกับการเติบโตของเหลียนเฉียวเป็อย่างยิ่ง
ผ่านไปไม่นานนักหูหลันเยวี่ยกับหูถิงถิง ก็พบต้นเหลียนเฉียวที่ออกผลดกเต็มต้น
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหนึ่งชั่วโมงกว่าต่อมาสองพี่น้องก็เก็บเหลียนเฉียวใส่ถุงผ้าที่เตรียมมาด้วยจนเกือบเต็ม
หูหลันเยวี่ยรู้สึกปวดท้องขึ้นมาจึงรีบวางถุงผ้าลง แล้วมองหาที่เหมาะๆ เพื่อจัดการธุระส่วนตัว
สิ่งที่หูหลันเยวี่ยไม่คาดคิดก็คือขณะที่เธอกำลังหาที่หลบตาเพื่อปลดทุกข์นั้น กลับบังเอิญไปพบเข้ากับเหอโส่วอู
เหอโส่วอูที่หูหลันเยวี่ยเจอนั้นไม่ได้มีแค่ต้นเดียว แต่มีถึงสี่ต้นด้วยกัน
นอกจากต้นที่เล็กเป็พิเศษแล้วอีกสามต้นที่เหลือดูเหมือนจะมีอายุพอสมควร
หูหลันเยวี่ยจึงรีบเรียกให้หูถิงถิงมาขุดเหอโส่วอู
เธอชี้ไปยังต้นที่เล็กที่สุดแล้วบอกว่า"ตอนขุดเอาดินติดมาด้วยนะ ต้นเหอโส่วอูต้นนี้เล็กมากขายไปก็คงไม่ได้ราคา เอากลับไปเลี้ยงต่อที่บ้านดีกว่า"
หูถิงถิงขานรับแล้วค่อยๆ ขุดเหอโส่วอูต้นเล็กออกมาอย่างระมัดระวัง
จากนั้นเหอโส่วอูขนาดใหญ่อีกสามต้นที่เหลือ ซึ่งสามารถนำไปขายได้ก็ถูกหูถิงถิงขุดขึ้นมาทีละต้น
ในระหว่างที่สองพี่น้องขึ้นเขาไปนั้นจ้าวหงเหมยก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เช่นกัน
เธอไม่ได้ทำงานบ้านแต่กำลังวุ่นวายอยู่กับการรับมือสะใภ้สาม
สะใภ้สกุลหูมีสามคนแต่กลับแบ่งออกเป็สองฝ่าย
จ้าวหงเหมยอยู่แยกเป็ฝ่ายหนึ่งส่วนสะใภ้อีกสองคนอยู่ฝ่ายเดียวกัน
ไม่ใช่ว่าจ้าวหงเหมยอยากจะแยกตัวออกมาแต่เป็เพราะหลังจากที่สะใภ้สามเข้ามาในบ้าน เธอก็ถูกสะใภ้รองหลอกใช้
ตอนนั้นหลังจากที่สะใภ้สามคลอดลูกชายเธอก็ดูเหมือนจะมีเื่ให้คุยกับสะใภ้รองหูซึ่งมีลูกชายเหมือนกันมากขึ้น
จ้าวหงเหมยที่ไม่มีลูกชายจึงถูกสะใภ้ที่มีลูกชายทั้งสองคนกีดกันและดูถูก
แม้ว่าบ้านสามจะไม่ได้ขัดแย้งกันใหญ่โตแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็แค่การเสแสร้งแกล้งทำดีต่อกันเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวหงเหมยซึ่งเป็พี่สะใภ้ใหญ่มีนิสัยอ่อนโยนและรู้จักอดทนความสงบที่เห็นอยู่นี้อาจจะคงอยู่ไม่ได้นาน
ตอนที่สะใภ้สามมาถึงจ้าวหงเหมยเพิ่งให้นมยายาเสร็จพอดี
"สะใภ้สามมาแล้ว นั่งก่อนสิ" จ้าวหงเหมยยิ้มแย้มพร้อมกับทักทายและชวนให้สะใภ้สามนั่งลง
กระทั่งสะใภ้สามขยับเก้าอี้มานั่งลงเรียบร้อยจ้าวหงเหมยก็ถามขึ้น "สะใภ้สามวันนี้ทำไมไม่ลงไร่นาเลยล่ะ?"
จ้าวหงเหมยรู้ว่าถ้าไม่มีเื่สำคัญน้องสะใภ้คงไม่มาเยี่ยมเยือนกันถึงบ้าน
สะใภ้สามยิ้มให้จ้าวหงเหมยแล้วพูดว่า "ในไร่นาก็ไม่มีงานอะไรมากหรอกแค่พ่อของเจี้ยนิคนเดียวก็ทำได้หมดแล้ว ฉันคิดว่าพี่สะใภ้อยู่บ้านคงเบื่อๆก็เลยมาอยู่เป็เพื่อนชวนคุยด้วยหน่อย"
จ้าวหงเหมยยิ้มก่อนจะพูดว่า"อย่างนั้นก็ดีเลย ฉันเองก็เบื่อๆ อยู่เหมือนกัน"
"ทำไมไม่เห็นถิงถิงกับหลันเยวี่ยเลยล่ะ?" สะใภ้สามมองไปรอบๆแล้วเอ่ยปากถาม
จ้าวหงเหมยพูด"พวกเธอสองคนไปเล่นบนเขา อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำแล้วเจี้ยนิบ้านเธอ ไปไหนล่ะ?"
สะใภ้สามตอบ"เขาน่ะ ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำกับเจี้ยนผิงแล้วก็คนอื่นๆ น่ะ"
สองสะใภ้คุยเล่นกันอีกนิดหน่อยสะใภ้สามก็วกเข้าเื่หูหลันเยวี่ยที่แทบจะไม่สนิทกันเลย
สะใภ้สามเอ่ยว่า"พี่สะใภ้ หลันเยวี่ยอายุสิบแปดแล้วน่าจะหาบ้านสามีให้เธอได้แล้วนะ"
"เยวี่ยเยวี่ยเพิ่งจะมาอยู่กับพวกเราได้ไม่นานพี่กับพี่เขยของเธอยังไม่อยากหาบ้านสามีให้เธอเร็วขนาดนั้นหรอก" แม้ว่าน้ำเสียงของจ้าวหงเหมยจะยังฟังดูอ่อนโยนแต่ก็แฝงไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ทว่าสะใภ้สามไม่ได้สังเกตเห็นความไม่พอใจของจ้าวหงเหมยเลย"ตอนนี้พูดคุยเื่บ้านสามีไว้ก่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแต่งออกไปทันทีนี่นา พี่สะใภ้อย่าถือสาที่ฉันพูดตรงๆเลยนะ หลันเยวี่ยคนนี้นอกจากจะอ้วนท้วน ที่สำคัญคือทำอะไรก็ไม่เป็ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้จะยิ่งหาคู่ครองที่เหมาะสมยากนะ"
สีหน้าของจ้าวหงเหมยเริ่มไม่ค่อยดีแล้วแต่สะใภ้สามก็ยังไม่เอะใจ หลังจากได้พักหายใจแล้ว เธอก็ทำการพูดต่อ
"หลานชายทางฝั่งแม่ฉันคนหนึ่ง อายุยี่สิบสองปี รูปร่างสูงโปร่งหน้าตาก็ใช้ได้ ถึงจะพูดไม่ได้ั้แ่เกิด แต่ก็ขยันขันแข็งมากไม่ใช่แค่ทำงานในไร่นาเก่งเท่านั้น แต่ยังสานตะกร้าขายหารายได้เป็ด้วยนะ"
"บ้านสาม เธอหมายความว่ายังไง?" ตอนนี้สีหน้าของจ้าวหงเหมยบึ้งตึงยิ่งกว่าูเาฉางไป๋[1] เสียอีก
เพราะโกรธมากจ้าวหงเหมยจึงไม่ได้เรียก น้องสะใภ้ แต่เรียกออกมาตรงๆ ว่า บ้านสาม
ตอนนี้เองที่สะใภ้สามเพิ่งเห็นว่าจ้าวหงเหมยขุ่นเคือง"พี่สะใภ้ฉันรู้ว่าพี่รู้สึกเสียดายที่ต้องยกหลันเยวี่ยให้หลานชายที่เป็ใบ้ของฉันแต่พี่สะใภ้ลองคิดถึงตัวหลันเยวี่ยดูสิ ถึงจะอ้วนท้วนนิดหน่อยก็ไม่เป็ไรแต่ที่สำคัญคือเธอทำอะไรก็ไม่เป็ แถมยังตะกละและเอาแต่ใจอีกเื่ที่เด็กคนนี้ทะเลาะกับคุณย่า สะใภ้รอง และหลิงหลิง ฉันก็ได้ยินมาบ้างแล้ว"
"เธอหมายความว่าเยวี่ยเยวี่ยของฉันเหมาะสมที่จะแต่งงานกับแค่คนใบ้เท่านั้นใช่ไหม?"สายตาที่จ้าวหงเหมยมองไปยังสะใภ้สามนั้นช่างคมกริบ
ด้วยความเคยชินกับความอ่อนโยนของจ้าวหงเหมยจนถึงขั้นขี้ขลาดด้วยซ้ำ การที่เธอแสดงความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างกะทันหันทำให้สะใภ้สามรู้สึกตั้งตัวไม่ทัน
สะใภ้สามรีบยิ้มประจบแล้วพูดขึ้น"พี่สะใภ้ หลานชายของฉันน่ะ นอกจากพูดไม่ได้แล้ว ด้านอื่นๆก็ดีหมดทุกอย่าง ฉันรับประกันได้เลยว่าหลันเยวี่ยแต่งงานไปแล้วจะไม่มีใครกล้ารังแกเธอไม่อยากทำงานก็ไม่เป็ไร หลานชาย พี่ชาย และพี่สะใภ้ของฉันจะทำเอง"
หลังจากพูดมาถึงตรงนี้แล้วสะใภ้สามก็รู้สึกว่ายังพูดไปไม่หมด "พี่สะใภ้ใหญ่คนในแถบนี้ใครจะอยากแต่งงานกับผู้หญิงที่ทำอะไรก็ไม่เป็ แถมยังปากคอเราะรายอีกถ้าหลันเยวี่ยแต่งงานไปอยู่ในบ้านที่มีฐานะดีกว่านี้ แล้วเธอยังไม่ช่วยงานบ้านตะกละตะกลาม แถมยังเอาแต่ใจ ตัวพี่จะ..."
ต่อให้จ้าวหงเหมยเป็คนใจดีแค่ไหนเธอก็ต้องขัดจังหวะสะใภ้สาม "บ้านสามถึงเยวี่ยเยวี่ยของฉันจะต้องขึ้นคานอยู่ที่บ้านฉันก็ไม่มีวันยอมให้เธอแต่งงานกับคนใบ้หรอก"
จ้าวหงเหมยเป็คนอารมณ์ดีก็จริงแต่ลูกสาวคือเส้นขีดจำกัดของเธอ
ลูกสาวของเธอต่อให้เลวร้ายขนาดไหน เธอก็มีสิทธิ์ดุด่าได้คนเดียวเท่านั้น
ถ้าคนอื่นพูดว่าลูกของเธอเลวร้ายจ้าวหงเหมยย่อมไม่มีวันยอม
แม้ว่าสะใภ้สามจะเป็คนไม่คิดอะไรมากแต่เมื่อถูกจ้าวหงเหมยปฏิบัติด้วยท่าทีแบบนั้น เธอก็คงนั่งไม่ติดที่แล้ว
บังเอิญว่ายายาที่นอนหลับอยู่ข้างในร้องไห้ออกมาจ้าวหงเหมยจึงรีบลุกขึ้นไปดูลูกสาวคนเล็กที่อยู่ข้างใน
สะใภ้สามจึงรีบฉวยโอกาสนี้ออกไป
หลังจากที่สะใภ้สามออกไปแล้วเธอก็ไม่ได้กลับบ้านทันที แต่กลับไปที่บ้านรอง
เป็สะใภ้รองหูที่ยุยงให้เธอไปพูดกับจ้าวหงเหมยเื่จับคู่หลันเยวี่ยให้กับคนใบ้
สะใภ้รองหูไม่ได้มีจิตใจเอื้อเฟื้อขนาดนั้นเธอคาดการณ์ไว้แล้วว่าจ้าวหงเหมยคงไม่ยินยอม
บ้านใหญ่และบ้านสามจะต้องแตกคอกันเพราะเื่นี้อย่างแน่นอน
สะใภ้รองหูตั้งใจให้บ้านใหญ่และบ้านสามแตกคอกันเธอจะได้ดึงบ้านสามที่ไร้ความคิด แต่มีแรงผลักดันเต็มเปี่ยมมาเป็พวก
ตอนที่หลันเยวี่ยและถิงถิงกลับมาถึงบ้านตะวันก็ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
หูฉางหมินที่ไปทำงานในไร่นาก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านเช่นกัน
ขณะที่จ้าวหงเหมยกำลังจะทำกับข้าวหลันเยวี่ยกับถิงถิงก็ไม่ได้สนใจจะพักผ่อน พวกเธอช่วยกันทำอาหารเพื่อให้จ้าวหงเหมยได้มีเวลาพัก
เมื่อก่อนหูถิงถิงคิดว่าแม่ทำงานใน่อยู่เดือนก็ไม่เห็นจะเป็อะไรแต่หลังจากที่หลันเยวี่ยพูดถึงหลายครั้งเข้าเธอก็เข้าใจแล้วว่าผู้หญิงไม่ควรทำงานใน่อยู่เดือน
หูฉางหมินเห็นว่าภรรยาดูไม่ค่อยมีความสุขจึงเข้าไปถามด้วยความเป็ห่วง "หงเหมยผมว่าคุณดูไม่ค่อยสดชื่นเลยนะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
จ้าวหงเหมยเหลือบมองออกไปข้างนอกแล้วดึงแขนเสื้อของสามีเดินนำเข้าไปข้างใน
หูฉางหมินก็ลังเลเล็กน้อยก่อนจะรีบตามเข้าไป
เชิงอรรถ
[1]ูเาฉางไป๋ (长白山) เทือกเขาที่ทอดยาวและสูงใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน(และพรมแดนเกาหลีเหนือ) การเปรียบเทียบกับใบหน้าทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าใบหน้าของบุคคลนั้นแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหรืออยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นเคืองมาก