ตอนที่1 หมู่บ้านซานเหอ
ทางตอนเหนือของหมู่บ้านซานเหอซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาเหอซาน อันมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลจากูเา ชาวบ้านเรียกแม่น้ำสายนี้ว่าลำน้ำเหอ
สายธารเส้นนี้เป็แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตชาวซานเหอมาหลายชั่วอายุคนริมลานหินที่น้ำไหลผ่าน เป็สถานที่ชาวบ้านมาตักน้ำ ซักผ้า เป็ที่พบปะกันกลายๆ
เด็กหลายคนติดตามมารดามาเล่นน้ำบริเวณน้ำตื้นใกล้ๆเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว
หญิงออกเรือนผู้หนึ่งตั้งปุจฉาขึ้นระหว่างใช้ไม้ทุบผ้าเสียงดังตุบ! ตุบ! “ข้าได้ยินมาจากผู้ใหญ่บ้านว่ากันว่าปีนี้สำนักศึกษาเซียนฉีจะมารับเด็กจากหมู่บ้านเราด้วยนะ”
เสียงทุบผ้าที่ดังแข่งกันหยุดลงอย่างพร้อมเพรียงสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งหันมาถามดวงตาเป็ประกาย “จริงรึ?สำนักศึกษาเซียนที่รับเด็กอายุน้อยเพื่อไปบ่มเพาะไม่ค่อยมาที่หมู่บ้านห่างไกลของเรานักเหตุใดปีนี้จึงมาที่นี่”
สตรีออกเรือนคนแรกส่ายหน้า “ข้าก็ไม่ทราบพอแอบได้ยินเซียนแจ้งข่าวกับผู้ใหญ่บ้าน ก็รีบกลับไปอบรมบุตรชายให้เริ่มฝึกตนทันทีวาสนาหาได้ยาก มีไว้สำหรับผู้พร้อมเท่านั้น”
จู่ๆหญิงออกเรือนอีกคนที่ซักผ้าห่างออกไปก็ทุ่มผ้าทั้งถังลงไปในน้ำทำให้คนอื่นใจนลืมเอ่ยวาจาพอเห็นหญิงคนนั้นบิดผ้าใส่กลับลงถังจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา “จูซื่อ เ้าซักเสร็จแล้วหรือ?”
“เสร็จแล้วข้าลืมไปว่ายังไม่ได้ทำอาหารให้เสี่ยวหลงเลย ข้าไปล่ะ” จูซื่อยกถังและจากไป
คนที่เหลือจึงหันมาสนทนากันต่อ ไม่ช้าพวกนางก็เริ่มสะกิดใจเหมือนจับได้ถึงสัญญาณบางอย่าง
“จูซื่อมาช้าเพราะเพิ่งกินข้าวเช้าไม่ใช่หรือ?”
ทุกคนชะงัก หันมามองกันราวกับเข้าใจบางสิ่ง แล้วรีบเก็บของ เรียกลูกกลับบ้านอย่างรีบร้อน
ไม่ไกลจากแม่น้ำ งด้านทิศตะวันออกเป็ที่ตั้งของโรงตีเหล็กประจำหมู่บ้าน
เสียง ตึง! ตึง! สะท้อนออกมาจากอาคารเล็กๆ ที่สร้างด้วยไม้เก่าและกำแพงดินอัด หลังคาฟางถูกควันไฟรมจนเปลี่ยนสีดำคล้ำด้านในอบอวลด้วยกลิ่นเหล็กเผาและควันถ่านจนแสบจมูก
กลางห้องมี ‘เตาหลอม’ ที่สร้างจากหินและดินเหนียวทนไฟเปลวเพลิงลุกโชนแดงฉานราวกับัเพลิงคอยคำรามหีบลมไม้ขนาดใหญ่ถูกเด็กชายตัวผอมดึงขึ้นลงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเปลวไฟพลันพุ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่ลมโหมเข้าไป
ใกล้กันนั้น ‘ทั่งเหล็ก’ วางแน่นบนแท่นไม้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยบาก
ค้อนเหล็กในมือบุรุษฉกรรจ์ฟาดลงบนแท่งโลหะแดงร้อนเสียงดังราวกับสายฟ้าฟาดเศษสะเก็ดไฟแตกกระจายส่องประกายวาววับราวกับดวงดาวหล่นร่วง
จูซื่อประคองถังไม้แนบเอวเดินกลับจากลำธารมาหยุดอยู่หน้าประตูโรงตีเหล็กมองเข้าไปยังเด็กชายอายุราวเก้า-สิบขวบข้างเตาหลอม ดวงตาของนางหม่นหมองมือเผลอจิกปากถังแน่น
นางหันไปมองบุรุษผิวทองแดงผู้เป็สามี ‘ซือคง’ ไม่ได้หันมามอง เขากำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการตีเหล็กเหงื่อไหลลงมาตามมัดกล้ามแขนสีทองแดง ซึมลงสู่ด้ามค้อน แต่มือของเขายังคงหนักแน่นฟากลงแต่ละครั้งกล้ามเนื้อสั่นกระเพื่อม
ริมฝีปากของนางขยับแต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา เด็กชายหันมาเห็นเข้าจึงร้องทักเสียงร่าเริง“ท่านแม่กลับมาแล้วหรือขอรับ”
จูซื่อยิ้มเจื่อนๆ ตอบบุตรชายเสียงแ่เหมือนกลืนบางอย่างไว้ในอก“อืม... วันนี้ผ้าไม่เยอะ แม่เก็บหินประหลาดจากแม่น้ำมาให้เสี่ยวหลงด้วยนะเดี๋ยวแม่วางไว้ให้ในห้องนอนนะลูก”
“ขอรับ!” เสียงสดใสดังรับก่อนจะหันไปดึงคันชักอัดลมเข้าเตาต่อทันที
จูซื่อถอนสายตากลับ เดินผ่านโรงตีเหล็กไปยังลานบ้านหลังเล็กที่สร้างจากไม้เป็ที่พักอาศัยนางตากผ้าเงียบๆ แล้วจึงนำหินเข้าไปในห้องนอนบุตรชาย วางไว้ข้างเตียงแล้วหยุดมองมันครู่หนึ่ง
หินมีลักษณะกลมมนคล้ายไข่ แต่ก้อนใหญ่ราวกับชามบะหมี่ด้านหนึ่งสีขาวทึบอีกด้านโปร่งแสง มองเข้าไปเห็นแกนกลวง มีผลึกแวววาวราวอัญมนีอัดแน่นนอกจากความงาม ยังรับรู้ถึงไออุ่นวูบหนึ่งยามัั
นางเคยได้ยินว่า เหล่าผู้ฝึกตนใช้หินิญญาช่วยในการบำเพ็ญหินเ่าั้ที่มีขายทั่วไปในตัวเมืองใหญ่ๆ มนุษย์ธรรมดาไม่ได้ใช้แต่สำหรับผู้ฝึกตนมันมีค่ามาก จึงมีชาวบ้านบางกลุ่มทำอาชีพเก็บหินิญญาขาย
แต่ของดีเช่นนี้ไม่ได้มีเกลื่อนกล่นตามข้างทางเสียหน่อยนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันมีหน้าตาอย่างไร
ได้แต่หวังว่ามันจะเป็เช่นหินก้อนนี้แต่ถึงจะไม่ใช่ อย่างน้อยความงามของมันคงพอจะปลอบใจเฟิงหลงได้บ้าง
นางให้อนาคตที่ดีกว่านี้แก่บุตรชายไม่ได้ได้แต่หวังว่าเขาจะมีพลังิญญาสามารถฝึกตน บำเพ็ญเพียรได้ในอนาคต
เมื่อจู่ซื่อเดินออกมาจากห้องนอนแสงประกายมลังเมลืองก็เปล่งออกมาจากผลึกหิน จากนั้นกลุ่มหมอกที่มนุษย์มองไม่เห็นก็หลั่งไหลเข้าไปช้าๆ
ทั้งไอขาวจากน้ำในลำธารไอแดงจากไฟในเตาหลอม ไอสีทองจากเหล็กที่กำลังหลอมละลาย ไอสีน้ำตาลแดงจากใต้ดินและไอสีไม้จากต้นไม้ใหญ่บนูเาด้านหลัง
ล้วนไหลมารวมกันลอดผ่านประตูหน้าต่างเข้าสู่ห้องนอนของเด็กชายก่อนจะถูกหินผลึกก้อนนั้นดูซับไว้จนเกลี้ยง!
่เวลาบ่ายแก่เป็เวลาที่ซือเฟิงหลงต้องไปตักน้ำจากแม่น้ำมาเติมในโองให้มารดาเขาออกจากบ้านพร้อมถังบนคานหาบเช่นปกติ
เสื้อผ้าของเด็กชายสกปรกเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะจากการช่วยบิดาทำงานมาทั้งวัน เวลานี้เขาปรารถนาเพียงได้ะโลงไปในน้ำแหวกว่ายให้หนำใจสักคราจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
ตอนเดินผ่านบ้านจ้าวโถวเด็กอ้วนที่มักจะติดสอยห้อยตามเฟิงหลงไปอาบน้ำทุกครั้ง วันนี้กลับไม่พบแม้เงา
เด็กชายชะเง้อมองข้ามรั้วดินเตี้ยระดับอกเข้าไปยังลานบ้านเห็นจ้าวโถวนั่งขัดสมาธิอยู่บนโต๊ะหิน ร่างอวบอ้วนโอนไปเอนมาคิ้วกระตุกชนิดที่ว่าแม้แต่เฟิงหลงยังมองเห็นจากที่ไกลๆ
“จ้าวโถว เ้าทำอะไรหรือ?” เสียงเล็กๆดังขึ้น จ้าวโถวสะดุ้ง เหมือนคนถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหล
มันเช็ดน้ำลายจากมุมปากดวงตาปรือมองมาทางเด็กชายที่อยู่นอกรั้ว ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยแววยินดีทำท่าจะตะกายลงมาจากโต๊ะ ปากร้องเรียก “หลงเกอ!”
ยังไม่ทันที่เท้ามันจะแตะพื้นเสียงแหลมของไฉ่ซื่อ มารดาอายุมากของจ้าวโถวก็ดังขึ้น “อาหลง เ้ามาทำอะไรตรงนี้!”
จ้าวโถวหดคอกลับยืนสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันใด ซือเฟิงหลงมองอย่างแปลกใจ ดวงตากระจ่างใสงุนงงเล็กน้อย“ข้ามาชวนจ้าวโถวไปอาบน้ำขอรับ”
“โอ้ย! ไม่ต้องแล้วตอนนี้เสี่ยวโถของเรากำลังเร่งบ่มเพาะพลังเซียนอยู่มารดาเ้าไม่บอกให้เ้าเร่งมือรึ! เวลามีค่าเ้ารีบทำให้ตนเองมีพื้นฐานดีๆให้สำนักศึกษาเซียนเลือกเ้าไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนเวทเถอะนะ”
“ท่านแม่ ข้าอยากอาบน้ำ” เสียงของจ้าวโถวดังแทรกขึ้น
“เ้าอาบไปแล้วเมื่อตอนสาย จะอาบอะไรอีกเข้าไปนั่งสมาธิต่อในบ้าน” เสียงของนางขึงขัง
ก่อนจะต้อนบุตรอ้วนของตนเข้าบ้านยังไม่ลืมหันมาเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่นอกรั้ว“จากนี้ เ้าไม่ต้องมาเล่นกับเสี่ยวโถแล้วนะ เขาไม่มีเวลาเที่ยวเล่นแล้ว”
ซือเฟิงหลงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสีหน้าว่างเปล่าอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเรียกสติกลับมาได้ มองไปรอบๆก็พบว่าวันนี้ไม่มีเด็กคนไหนออกมาจับกลุ่มเล่นสนุกเลยสักคน
เขาหมุนกายเดินไปทางแม่น้ำอย่างเงียบเหงาอาบน้ำเสร็จก็ถอดเสื้อผ้าออกมาซักแล้วจึงใส่กลับเมื่อเห็นว่านานแล้วก็ยังไม่มีเด็กบ้านใดออกมา จึงหาบน้ำกลับบ้านตามกิจวัติเดิม
เมื่อเดินเข้ามาในลานหลังบ้านกำลังจะยกน้ำเทลงโอ่ง เด็กชายก็ได้ยินเสียงสนทนาดังขึ้นเบาๆ มาจากในเรือน
“ลองดูก่อนก็ได้ไม่ใช่หรือ?หากเสี่ยวหลงถูกเลือก ลูกเราก็จะสามารถฝึกบำเพ็ญได้ ถึงตอนนั้นท่านจะไม่ดีใจกับเขาเลยเชียวหรือ?”เสียงของจูซื่อสั่นเครือ
เฟิงหลงชะงัก มือเล็กๆที่จับคานหาบอยู่สั่นน้อยๆ
แม่กำลังพูดเื่ที่แม่จ้าวโถวเอ่ยตอนนั้นหรือ...จะมีสำนักศึกษาเซียนมาคัดเลือกเด็กจริงหรือ?
หลังจากเสียงเงียบไปครู่ใหญ่ซือคงก็เอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเรียบนิ่ง “เขาจะต้องสืบทอดกิจการโรงตีเหล็ก แล้วจะไปทดสอบให้เสียเวลาทำไมทดสอบผ่านก็ไม่ได้เรียน ทดสอบไม่ผ่านก็เสียกำลังใจลูกจะไม่เสียใจยิ่งกว่าเดิมหรือ?”
“ท่านอยากให้เขาเป็ช่างตีเหล็กไปทั้งชีวิตเชียวหรือ”เสียงของจูซื่อดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ช่างตีเหล็กไม่ดีอย่างไร?ข้าเลี้ยงครอบครัวมาได้จนถึงตอนนี้ ไม่ใช่เพราะงานตีเหล็กหรือ?” เสียงกังวาลลึกของซือคงดังราวกับกำลังข่มความรู้สึกบางอย่าง
“ผู้ฝึกตน... อย่างมากก็อายุยืนขึ้นอีกไม่กี่ร้อยปีถึงตอนนั้นเสี่ยวหลงที่ไม่มีวิชาชีพติดตัว จะอยู่อย่างไร หากเขาพบรักกับสาวชาวบ้านจะไม่ต้องทนอยู่กับความเ็ปในอีกหลายร้อยปีที่เหลือหรือ?”
“ข้าอยากให้ลูกได้เลือกชีวิตของเขาเองไม่ว่ามนุษย์ธรรมดาก็ดี ผู้ฝึกตนก็ช่าง ขอเพียงเขาทำแล้วมีความสุขข้าล้วนสนับสนุนทั้งสิ้น” เสียงของจูซื่อแ่ลง
“หลันเอ๋อร์... เส้นทางบำเพ็ญคือการฝืนลิขิตฟ้า ไม่ต่างจากการว่ายทวนกระแสน้ำ หากไม่มีพร์อันหาได้ยากเสี่ยวหลงจะต้องมีความอดทนตั้งใจมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัวและจะต้องมีเงินทองสำหรับซื้อหาของวิเศษมาใช้ในการฝึกฝนบ้านเราไม่มีทุนรอนมากเพียงนั้น”
“ข้าไม่กินยาบำรุงแล้วก็ได้ท่านใช้เงินส่วนนั้นซื้อหินิญญาให้เสี่ยวหลง...”
“ไม่ได้!” เสียงของบุรุษดังก้องขึ้นแม้แต่หลังคามุ่งหญ้ายังสั่นะเื เศษหญ้าแห้งร่วงกราวลงมา
“เราเลิกพูดเื่นี้เถอะจะให้ลดยาของเ้า ข้าไม่ทำเด็ดขาด”
เสียงจูซื่อเงียบไป
เฟิงหลงหลุบตาลง ค่อยๆวางคานหาบน้ำไว้ข้างถังไม้ แล้วจึงเดินอ้อมกลับไปทางหน้าบ้าน แสร้งส่งเสียงให้ดังขึ้นเพื่อเตือนบิดามารดาว่าเขากลับมาแล้ว
“เสี่ยวหลงกลับมาแล้วหรือลูกมากินข้าวเถอะ” เสียงขึ้นจมูกของจูซื่อเรียกมาจากครัว
“ข้าเปลี่ยนเสื้อก่อนนะขอรับ”เด็กน้อยตอบ ราวกับไม่เคยได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่มาก่อน ร่างเล็กๆที่เปียกชื้นเดินหายเข้าไปในห้องนอนเล็กแล้วยืนนิ่งอยู่
ดวงตาเหม่อมองพื้นแม้แต่เสียงหายใจก็ถูกกลืนหายไป มีเพียงเสียงน้ำหยดดังติ๋ง! ติ๋ง! จากชายเสื้อเปียกปอนดังสะท้อนอยู่ภายในห้อง กระทั่งเสียงมารดาขึ้นอีกครั้งจึงได้สติรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนำชุดเก่าไปตาก