วินาทีต่อมายูหมิงได้ตอบรับคําเชิญจากหานเยี่ยแล้วเดินมายังโต๊ะของพวกชวีเก้อเขาส่งยิ้มให้กับฮั่นเสี่ยวเป็นการทักทาย “ ว่าไง เราไม่ได้เจอกันนานนะ ’’
“ อือ’’ ฮั่นเสี่ยวส่งยิ้มกลับไป แต่คนอื่นๆที่ได้ยินถึงกับผงะไปตามๆกัน พวกเขามองประเมินชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งแล้วคิด‘ สองคนนี้รู้จักกันด้วย ? ’
“ คุณมาก็ดีแล้วเราจะมาประลองแข่งวาดรูปกัน ไม่ว่าคุณจะแพ้หรือชนะคุณก็จะได้เงินหนึ่งหมื่นหยวนแต่ถ้าคุณสามารถเอาชนะผมได้ ผมจะให้คุณหนึ่งล้านหยวน ! ’’ ทางด้านชวีเก้อรู้สึกตะหงิดๆใจเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรและเริ่มพูดกับยูหมิงด้วยความมั่นใจที่เขาจะไม่แพ้ !
ยูหมิงที่ได้ยินก็หันไปมอง “ อ้อ ได้เลย ’’ แม้เขาไม่รู้ว่าการประลองครั้งนี้มีขึ้นเพื่ออะไรแต่การได้เงินหนึ่งล้านหยวนเมื่อเอาชนะอีกฝ่ายได้มันช่างเป็นอะไรที่ดีจริงๆ
“ คุณวาดรูปเป็นด้วย? ’’ เห็นท่าทางสบายใจของอีกฝ่าย ชวีเก้อก็อดสดสัยไม่ได้เขาไม่รู้ว่าทําไมอีกฝ่ายถึงได้ดูสบายนักราวกับเงินล้านหยวนเป็นเรื่องเล่นๆรึว่าบางทีอีกฝ่ายอาจจะวาดรูปเป็นจนคิดว่าจะเอาชนะเขาได้ ?
ไม่ ! นั่นเป็นไปไม่ได้ !
ชวีเก้อปฏิเสธความคิดนี้เพราะเขาเชื่อว่าคนรู้จักของฮั่นเสี่ยวคงไม่บังเอิญเป็นนักวาดรูปขั้นเทพอะไรนั่นหรอก
“ วาดรูป ?ผมวาดไม่เป็นหรอก ! แต่ถ้าให้เวลาผมซักนิดเพื่อเรียนมันผมก็อาจจะสามารถวาดมันขึ้นมาได้ ! ’’ ยูหมิงส่ายหัวเขาเป็นเชฟจะไปวาดรูปเป็นได้อย่างไร ?
“ วาดไม่เป็น? ’’ ชวีเก้อถึงกับผงะคุณวาดไม่เป็นแล้วทําไมถึงต้องทําท่าทําทางเหมือนวาดเป็นด้วยเล่า ?
“ ใช่ !’’ ยูหมิงพยักหน้าเบาๆ เขาจะไปโกหกทําบ้าอะไร !
“ เธอรู้จักกับลูกสาวของฉัน? ’’ ฮั่นฟางอดใจถามไม่ได้ เพราะดูจากรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของชายหนุ่มแล้วมันอาจจะเป็นไปได้ว่าการที่ฮั่นเสี่ยวไม่ยอมแต่งงานกับชวีเก้อง่ายๆเหตุผลมันอาจจะมาจากชายหนุ่มคนนี้!
“ ใช่’’ ยูหมิงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจที่เขาตอบแบบนั้นเป็นเพราะเขากําลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะวาดรูปยังไงหรือเรียนจากไหนดี
ฮั่นฟางที่เห็นท่าทางไม่ใส่ใจของอีกฝ่ายถึงกับหน้าตึงขมวดคิ้วในความคิดของเขาชายหนุ่มคนนี้ช่างหยิ่งยโสมากนัก
ฮั่นเสี่ยวก็ผงะไปตามๆกันแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเธอรู้ดีว่าชายหนุ่มคนนี้มักจะมีนิสัยแปลกประหลาดเสมอเธอก็ไม่อยากจะแนะนําชายหนุ่มคนนี้ให้กับพ่อของเธอรู้จักหรอก เพราะยังไงซะพ่อของเธอก็คงไม่ได้อยากจะรู้จักอยู่แล้วล่ะนะ
“ คุณจะเรียนยังไง? ’’ ชวีเก้อมองชายหนุ่มแล้วถามคําถามที่อดถามไม่ได้ออกมาเขางุนงงกับชายคนนี้เป็นอย่างมาก เพราะการที่ชายคนนี้วาดรูปไม่เป็นและตั้งใจจะมาเรียนเพื่อวาดมันในตอนนี้นั่นช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระเอามากๆ!
ใครบ้างล่ะที่สามารถนึกอยากเรียนก็เรียนได้เลย?
วาดรูปก็เหมือนกันใช่ว่ามันจะเรียนแล้วสามารถวาดเป็นเลยซะหน่อย!
แล้วชายคนนี้ที่บอกว่าขอเวลาซักนิดเขาหลุดมาจากไหนกัน ?!
“ อ้อเรื่องนั้นคุณไม่ต้องใส่ใจหรอก คุณเริ่มวาดของคุณก่อนได้เลยเมื่อคุณวาดเสร็จแล้วเดี๋ยวผมค่อยวาด ! ’’ ยูหมิงครุ่นคิดพลางตอบในภพนิรันดร์ผันแปรที่เขาจากมามันก็มีอาชีพนักวาดรูปที่เรียกว่าจิตรกรด้วยเช่นกันเพียงแต่ในตอนนั้นเขาไม่ได้ไปรํ่าเรียนพวกมันก็เท่านั้นดังนั้นในตอนนี้เขาจึงไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย
อย่างไรก็ตามเรื่องภาพวาดหรือข้อมูลบางส่วนเขาก็พอรู้บ้างดังนั้นถ้าเขาลองวาดมันขึ้นมาบางทีเขาอาจจะสามารถรู้ได้ว่าตัวเองนั้นสามารถวาดรูประดับอะไรได้บ้าง
“ เอาตามนั้นก็แล้วกัน’’ ชวีเก้อรู้สึกว่าชายตรงหน้าเขาประหลาดเกินไปจึงพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจจากนั้นเขาก็หันไปหยิบกระเป๋าใบใหญ่มาข้างๆแล้วหยิบกระดานวาดรูปออกมาสองอันก่อนจะนํามาวางบนโต๊ะอาหาร“ อันนี้ของคุณ ’’ เขายื่นมันให้กับชายหนุ่มหนึ่งอัน
ยูหมิงรับมาอย่างไม่คิดไรมาก
‘ เขาจะมาไม้ไหนกันแน่’ ฮั่นเสี่ยวมองดูยูหมิงแล้วครุ่นคิด เธอเชื่อว่ายูหมิงจะต้องวาดรูปเป็นแน่ๆไม่งั้นเขาคงไม่รับคําท้าหรอกบางทีฝีมือในการวาดรูปของเขาอาจจะน่าตื่นตะลึงเหมือนกับฝีมือด้านทําอาหารก็ได้ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าท่าทางในตอนนี้ของเขาเป็นเพียงแค่การแสดง
“ ผมเริ่มล่ะนะ’’ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรับกระดานวาดรูปไปแล้วชวีเก้อก็หยิบอุปกรณ์การวาดขึ้นมาและลงมือวาดทันที
15 นาทีต่อมาภาพวาดบนกระดานวาดรูปของชวีเก้อค่อยๆชัดขึ้นหากสังเกตดีๆจะพบว่ามันเป็นเสือโคร่งสีขาวตัวหนึ่งที่ดูดุร้าย
“ โอ้ !นี่มันเสือโคร่งนี่หน่า ! นี่เขาตั้งใจวาดเสือโคร่งหรอกรึนี่แถมยังวาดได้เหมือนสุดๆไม่น่าแปลกใจเลยว่าทําไมเขาถึงได้ชื่อว่าเป็นนายน้อยอันดับต้นๆของเมืองหลวง !’’ ฮั่นฟางมองเสือโคร่งสีขาวที่อยู่ในกระดานวาดรูปของชวีเก้อและพยักหน้าชื่นชม
“ แน่นอนอยู่แล้ว! ฝีมือการวาดรูปของคุณชายน่ะเป็นของจริง ! ’’ หานเยี่ยที่ยืนข้างๆชวีเก้ออดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วย
กลับกันทางด้านฮั่นเสี่ยวมีสีหน้าไม่สู้ดีซักเท่าไหร่เพราะเธอพบว่าภาพวาดของอีกฝ่ายนั้นสวยงามเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ยังสมจริงไม่น้อยไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าวาดเสร็จจะสวยขนาดไหน ‘ แย่แล้ว ! ฉันไม่คิดเลยว่าหมอนี่มันจะวาดรูปได้เก่งขนาดนี้…’
ยูหมิงก็เพียงมองดูอย่างเงียบๆแล้วครุ่นคิดเหมือนเดิมโดยไม่ได้พูดอะไร
15 นาทีต่อมาในที่สุดชวีเก้อก็วางพู่กันลงและมองดูรูปภาพบนกระดานวาดรูปอย่างพึงพอใจ “ ภาพของผมเสร็จแล้ว ’’ ในกระดานวาดรูปตอนนี้นั้นภาพของเสือโคร่งสีขาวมันแจ่มชัดขึ้นเป็นอย่างมากราวกับเป็นภาพถ่ายยังไงยังงั้นแหละ
“ สุดยอด !ภาพของคุณชายนี่ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าเป็นผลงานจากสวรรค์ ! ’’ ฮั่นฟางยกย่องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ หึ ! หึ ! ถึงตาแกแล้วไอ้หน้าหล่อ ! ’’ หานเยี่ยหัวเราะอย่างพึงพอใจก่อนจะหันไปพูดกับยูหมิงที่ยืนอยู่
“ ได้เลย !ขอเวลาซักแป๊บละกัน ! ’’ ยูหมิงพยักหน้าก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเข้าอากู๋เพื่อค้นหาวิธีวาดรูปทันที
“ … ’’ ทุกๆคนที่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายกําลังทําอะไรถึงกับผงะและหมดคําพูดไปโดยปริยาย
นี่ชายหนุ่มคนนี้เขามาเดินเล่นรึ?
1 นาทีต่อมายูหมิงเก็บโทรศัพท์เข้าไปเหมือนเดิม แล้วหันไปทางชวีเก้อก่อนเกาหัวอย่างเขินอาย“ คุณมีดินสอสีให้ผมยืมป่ะ ? ’’
“ เอาไป !’’ แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเอามันไปทําอะไรแต่ชวีเก้อก็หยิบกล่องดินสอสีขึ้นมาแล้วโยนมันให้กับอีกฝ่ายพร้อมอุปกรณ์อื่นๆในการวาด
“ แค่ดินสอสีก็พอ! อย่างอื่นไม่ต้องหรอก ! ’’ ยูหมิงรับมาแค่กล่องดินสอสีแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งพร้อมกับดึงกระดานวาดรูปมาใกล้ๆ
“ คุณจะใช้ดินสอสีวาดรูป? ’’ หลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับอุปกรณ์อย่างอื่นไปชวีเก้อก็เผลอถามออกมาอย่างไม่รู้ตัวด้วยใบหน้าพิลึกพิลั่น
นั่นมันกระดานวาดรูปสําหรับใช้พู่กันวาดนะเฮ้ย!
คุณคงไม่ต้องการบอกผมใช่ไหมว่าคุณจะใช้ดินสอสีพวกนั้นวาด?
ในขณะที่เขากําลังคิดอยู่นั้นเสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น “ ใช่แล้ว! ผมเอามันมาจากบนเน็ตน่ะ ! ’’
พรวด !
ฮั่นฟางและหานเยี่ยที่กําลังดื่มนํ้าพอได้ยินประโยคนี้เข้าไปก็ถึงกับสําลักนํ้าพุ่งกระฉูดออกมาในทันที
ใบหน้าของทั้งสองในตอนนี้ต่างเหยเกด้วยความไม่อยากเชื่อ
พวกเขามองไปยังชายหนุ่มที่ถือดินสอสีด้วยแววตาแปลกๆ
ไอ้หมอนี่มันบ้ารึเปล่า ?
จะใช้ดินสอสีวาดรูปนี่น่ะ?
โอ๊ย ! ไอ้บ้า !
‘ อย่าบอกนะว่าไม่ได้แกล้งทําแต่วาดรูปไม่เป็นจริงๆ?! ’ อั่นเสี่ยวที่ได้เห็นท่าทางจริงจังและตั้งใจของยูหมิงก็ถึงกับหน้าถอดสี
จบกัน…
จบกันแล้วชีวิตวัยรุ่นของเธอ!
‘ ไอ้หมอนี่ก็นึกว่าจะวาดรูปเป็นอยู่บ้างแต่ดูทรงแล้วคงจะไม่ไหว… ’ ชวีเก้อมองดูยูหมิงที่เริ่มลงมือวาดรูปแล้วส่ายหัวอีกฝ่ายจะไปวาดได้ยังไง ดินสอสีนะเฮ้ย ไม่ใช่พู่กันเพราะกระดานวาดรูปนั่นมันสําหรับพู่กันเท่านั้นการวาดโดยใช้ดินสอสีจึงยากเป็นอย่างมาก ไม่สิ มันไม่มีใครวาดได้หรอกถึงจะวาดได้แต่ก็ไม่สามารถวาดได้ให้สวยงามหรอกนะ !
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไร้ฝีมือและดูท่าจะไม่เต็มทุกคนจึงเลือกที่จะหันหน้าไปทางอื่นเพื่อรอเวลามีเพียงฮั่นเสี่ยวเท่านั้นที่ยังคงจ้องภาพวาดของอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อเพราะยังไงซะถึงอีกฝ่ายจะวาดไม่เป็นแต่เขาก็คือความหวังของเธอ
3 นาทีต่อมาฮั่นเสี่ยวที่ได้มองดูภาพวาดบนกระดานอยู่ดีๆก็ได้อุทานออกมา “ นี่มันเสือโคร่งการ์ตูน ! ’’ บนกระดานวาดรูปนั้นมีรูปของเสือโคร่งสีขาวที่เป็นแบบการ์ตูนสวยงามอยู่
ทุกๆคนที่ได้ยินเสียงอุทานของฮั่นเสี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองตามกัน
“ เสร็จแล้วนี่แหละรูปของผม! ’’ ยูหมิงยิ้มจางๆแล้ววางดินสอสีลง
“ สวยมากแต่มันก็ยังไม่พอ! เพราะความสมจริงของผมเหนือกว่า ! ’’ ชวีเก้อมองดูรูปภาพของอีกฝ่ายด้วยความอัศจรรย์ใจเขานึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าอีกฝ่ายที่ใช้ดินสอสีจะสามารถวาดรูปได้สวยถึงเพียงนี้แต่ก็นั่นล่ะนะความสมจริงของอีกฝ่ายมันยังไม่พอที่จะเอาชนะเขาหรอก
“ ไอ้หน้าหล่อแกแพ้แล้ว! เอาไป ! เงินหนึ่งหมื่นหยวน ! ’’ หานเยี่ยมองชายตรงหน้าด้วยสายตาต่างไปจากเดิมก่อนจะหยิบเงินหนึ่งหมื่นหยวนมาวางไว้บนโต๊ะ
“ หนุ่มน้อยฉันต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการวาดรูปของเธอไม่เลวจริงๆแต่มันก็ยังเทียบชั้นกับคุณชายชวีเก้อไม่ได้ ! ’’ ฮั่นฟางชื่นชมออกมาจากใจจริงก่อนจะพูด“ ดังนั้นเธอตัดใจจากลูกสาวของฉันซะเถอะ ! ’’
“ อา !นี่ฉันต้องแต่งงานกับหมอนี่จริงๆเหรอเนี่ย ? ’’ เมื่อรู้ว่าผลแพ้ชนะออกมาอย่างห่างชั้นฮั่นเสี่ยวก็รู้สึกสิ้นหวัง
ในขณะที่ทุกคนกําลังคิดและออกความเห็นไปต่างๆนาๆยูหมิงที่ถูกเมินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว “ พวกคุณพูดบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย ? ผมนี่นะแพ้ ? แล้วไอ้การแต่งงานกับการตัดใจนั่นมันอะไร? เหอๆ !ผมลืมบอกไปเลยว่ารูปของผมถึงแม้มันจะวาดเสร็จแล้วแต่มันยังไม่ได้เสร็จจริงๆซะหน่อยดังนั้นผลแพ้ชนะยังไม่อาจตัดสินได้ ! ’’ สิ้นเสียงเขาก็หยิบดินสอสีขึ้นมาใหม่และเขียนชื่อภาพวาดลงไป ‘ เสือโคร่งที่ดุร้าย’
เสือโคร่งที่ดุร้าย !
เมื่อภาพวาดเสือโคร่งสีขาวในแบบการ์ตูนถูกเติมชื่อเข้าไปทันใดนั้นที่ภาพวาดก็เหมือนจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น...