38 | ผมจะพาคุณกลับแคมป์เอง
เพลงพนัสลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ฝืนสู้กับความปวดระบมทั่วทั้งกาย ค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่ง ความเจ็บแปลบที่ข้อเท้าขวาประท้วงจนต้องกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้อง
“คุณเพลง คุณเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ชัชแสนย์ทรุดนั่งอยู่ข้างกาย ไล่มองสำรวจทั่วร่างเธอด้วยแววตาร้อนรน จนมาหยุดที่ข้อเท้าขวาซึ่งมือบางของเธอเกาะกุมอยู่
“คุณข้อเท้าแพลง?”
เพลงพนัสพยักหน้า พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดเพื่อตอบไปว่า “น่าจะใช่นะคะ”
“เจ็บมากไหม”
เขาสัมผัสข้อเท้าเธอแผ่วเบาและนุ่มนวลเช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เอ่ยถาม สบตาด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใย หญิงสาวยิ้มบาง เพียงความห่วงใยจากเขาเท่านี้ ความเจ็บปวดทั้งหลายก็เหมือนจะหายไปหมดสิ้น
ชัชแสนย์ค่อย ๆ พยุงให้เธอลุกขึ้นยืน ทุกการเคลื่อนไหวนั้นช่างอ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงกระแทกเพียงนิดเดียวจะทำให้เธอบอบช้ำ
“มาครับ ขึ้นหลังผม ผมจะพาคุณกลับแคมป์เอง”
หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างตกใจ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉัน...ฉันเดินเองได้”
พร้อมกันนั้นเธอก็ก้าวเท้าเพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็น แต่เพียงแค่ปลายเท้าสัมผัสพื้น ร่างก็ทรุดลงด้วยไม่อาจต้านทานแรงเจ็บแปลบที่พวยพุ่งขึ้นมาไหว ลำแขนแข็งแรงของชายหนุ่มโอบประคองเหมือนรอรับอยู่แล้ว
“ยังจะดื้ออีก เจ็บขนาดนี้จะไหวได้ยังไงล่ะคุณ มาครับ ขึ้นหลังผมเถอะ”
เด็กดื้ออย่างเธอทำหน้าราวจะร้องไห้ เขาจึงยิ้มให้เป็นเชิงปลอบใจ เพลงพนัสทั้งแสนเกรงใจและตื่นเต้น แต่สุดท้ายก็ยอมเชื่อฟังชายหนุ่มแต่โดยดี
แผ่นหลังกว้างของคุณแสนย์ช่างอบอุ่นแข็งแรงราวเกราะหนาที่ปกป้องเธอได้จากอันตรายทั้งหมด ลำแขนแกร่งที่ประคองเรียวขาอยู่ก็มั่นคงและแสนสุภาพ เมื่อรู้สึกผ่อนคลายหายจากความเก้อเขิน จึงค่อย ๆ โอบรอบลำคอของชายหนุ่มไว้เพียงหลวม ๆ
เพลงพนัสหลับตาลง ซึมซาบไออุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนผมสีเข้มของเขา ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง…เคยได้ยินมานานแล้วว่า ‘ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร’ เพิ่งมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์บ้างก็วันนี้
ใช่แล้ว...นี่มันฉากคลาสสิกในละครไทยชัด ๆ
ลูกไม้หรือไม่ก็ขี้ของตัวอะไรสักตัวหล่นกระแทกปั้กกลางหน้าผาก หญิงสาวลืมตาโพลงขึ้นอย่างมึนงง
ภาพที่เห็นเต็มตาคือร่มไม้ใหญ่ รอบด้านมีแต่พุ่มไม้และต้นไม้เขียวพรืดไปหมด เนินสูงทางซ้ายมีร่องรอยพุ่มไม้และกิ่งไม้หักพังราบเป็นทาง คงไม่พ้นฝีมือเธอเองนั่นแหละ หญิงสาวปัดก้อนมูลตัวอะไรก็ไม่รู้นั่นออกจากหน้าผาก แล้วเอามือเหม็น ๆ มาปัดแข้งปัดขาไล่กิ่งไม้ใบหญ้าที่ติดตามตัวทิ้ง ยันกายลุกขึ้นยืน ขยับแข้งขยับขาสองสามทีจนแน่ใจว่าทุกอย่างเป็นปกติ ถึงจะเจ็บระบมบ้าง แต่อวัยวะทุกอย่างยังใช้การได้ดีครบสามสิบสอง
คุณแสนย์...คุณแสนย์ล่ะ
นึกขึ้นได้หญิงสาวก็สะดุ้งเฮือก หันขวับไปมา ก่อนจะพบว่าชายหนุ่มกำลังนั่งกุมข้อเท้าขวาอยู่ไม่ไกล
เร็วเท่าความคิด เพลงพนัสรีบวิ่งไปหา ร้องเรียกอย่างร้อนรน
“คุณแสนย์ เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
ใบหน้าขาวใสบัดนี้แดงก่ำด้วยความเจ็บปวด เขาเอ่ยตอบโดยไม่มองหน้าเธอ
“สงสัยจะข้อเท้าแพลงครับ”
เพลงพนัสอ้าปากค้าง ตบหน้าตัวเองทีหนึ่งเผื่อว่าละครไทยยังไม่จบ แต่ตบแล้วเจ็บก็แสดงว่าไม่ใช่
ชัชแสนย์เงยหน้ามอง “คุณดูไม่เป็นอะไรเลยนะ”
หญิงสาวแอบค้อนใส่ เขาน่าจะถามว่า ‘คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า’ มากกว่าไม่ใช่เหรอ แต่ก็ช่างเถอะ ในเมื่อเขาไม่ถาม เธอไม่เจ็บก็ได้
คิดได้ดังนั้นเธอจึงค่อย ๆ ประคองให้เขาลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังให้
“มาค่ะคุณแสนย์ ขึ้นหลังฉัน เดี๋ยวฉันจะพากลับแคมป์เอง”
“โห ไม่เป็นไรก็ได้คุณ ผมน่าจะเดินเองได้”
เพลงพนัสคอยประคอง แต่พอเดินไปได้ก้าวเดียวเขาก็หยุด สีหน้าของเขาช่างดูทรมานจนเธอใจคอไม่ค่อยดี
“คุณแสนย์ขึ้นหลังฉันเถอะค่ะ”
เขาส่ายหน้า “คุณช่วยหาไม้ให้ผมสักอันได้ไหม”
เธอทำตามที่ขอ หาไม้ยาวขนาดเหมาะ ๆ ให้เขาใช้ต่างไม้เท้า แต่ทางเดินกลับขึ้นเนินนั้นใช่ว่าจะเดินง่าย สุดท้ายก็เป็นเธอเองที่อดรนทนไม่ไหว คว้าไม้จากมือชายหนุ่มโยนทิ้งไป
“คุณแสนย์ขึ้นมาเถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ ฉันแบกคุณไหวค่ะ”
เขามองหน้าเธอนิ่งเหมือนไม่แน่ใจ หญิงสาวจึงต้องพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง “มาเถอะค่ะ อย่าดื้อ เดี๋ยวหายช้าไม่รู้ด้วยนะ”
เขายิ้มออกมาจนได้ ถอนหายใจยาวครั้งหนึ่งก่อนจะยอมขึ้นหลังแต่โดยดี เพลงพนัสค่อย ๆ พาคนเจ็บลัดเลาะไปตามทาง จนกลับขึ้นไปข้างบนได้สำเร็จ
ตลอดทางเดินกลับนั้น ร่างอุ่น ๆ ซึ่งอยู่บนหลังไม่ได้เอ่ยคำใด เขาอาจกัดฟันข่มความเจ็บปวดอยู่ หรืออาจเพลียจนหลับไปแล้วก็ไม่รู้ได้ หญิงสาวซึมซาบไออุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนผมสีเข้มของเขาซึ่งอยู่ตรงหลังคอเธอนี้เอง
เพลงพนัสคลี่ยิ้มบาง ไม่ว่าตัวเธอจะเป็นคนร้ายหรือเป็นใครในสายตาเขา แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต เธอก็เคยทำอะไรเพื่อเขาบ้าง และถ้ามีโอกาสก็จะขอทำแบบนี้เรื่อยไป
ไม่รู้เป็นไงมาไง ตื่นเช้ามาอีกทีทอรุ้งก็เห็นพี่แสนย์กับลูกไม้นั่งสวีตหวานแหววกะหนุงกะหนิงอยู่ในเต็นท์ส่วนกลางนั่นแล้ว หญิงสาวยิ้มกริ่มเข้าไปทักทาย เพิ่งสังเกตว่าชายหนุ่มขาเจ็บ และเป็นเพื่อนเธอที่นั่งเอาน้ำแข็งประคบเย็นให้
ครู่หนึ่งทอรุ้งก็กลับออกมา ปล่อยให้คนเจ็บกับพยาบาลสาวส่วนตัวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่ ส่วนเธอนั้นรีบไปล้างหน้าแปรงฟัน จะได้ไปช่วยโคชโอห์มทำกับข้าวแทนพี่แสนย์
โคชโอห์มยืนคนหม้อข้าวต้มหมูทรงเครื่องอยู่ ควันฉุยที่ลอยมาเตะจมูกช่างหอมจนน้ำลายสอ
“มาค่ะ โคช รุ้งช่วย” หญิงสาวเอ่ยเสียงสดใส ทว่าชายหนุ่มกลับเหล่ตามอง
“ทำอะไรเป็นบ้างล่ะเราน่ะ”
“ก็...” ทอรุ้งทำหน้าเก่ง ไม่อยากจะนับนิ้วเพราะจริง ๆ ไม่มีสักเมนูให้นับ “อะไรก็ได้ แค่โคชบอกมา รุ้งทำได้หมดแหละ”
“โอเค งั้นผัดถั่วนะ”
“เอ่อ ถั่วฝักยาวนั่นน่ะเหรอ ทำยังไงน่ะโคช”
เขาหันไปเลิกคิ้วใส่ “ไหนว่าทำเป็น”
“ก็ทำเป็น แต่โคชต้องบอกก่อนซี เดี๋ยวทำไม่ถูกใจจะมาว่ารุ้งอีก”
ชายหนุ่มหันกลับไปสนใจหม้อข้าวต้มต่อ “ก็เหมือนผัดผักธรรมดานั่นแหละ ใส่น้ำมัน ใส่ถั่ว ใส่หมู เครื่องแกงก็อยู่ในถุงนั่น ถั่วฝักยาวพี่ล้างหั่นใส่ชามไว้แล้ว เกลือ น้ำตาล น้ำปลา มาหยิบเอาแถวนี้”
อีตาพ่อครัวตัวโตพูดยาวรวดเดียวยังกับหายใจทางรูขุมขน ไม่หันมามองหน้ากันสักนิด ขนาดแอบเบะปากใส่เขาก็ไม่มอง เธอจึงเดินบ่นหมั่นไส้คนเดียวไปยังเตาแก๊สปิกนิกซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล
“จะยากอะไรเชียว กับอีแค่ผัดถั่ว”
หญิงสาวติดเตาแก๊สแล้วตั้งกระทะ เมื่อกี้โคชโอห์มบอกว่าให้ใส่น้ำมัน ใส่ถั่ว ใส่หมู ดังนั้นพอเทน้ำมันพืชลงไปแล้ว เธอก็คว้าชามถั่วฝักยาว เทพรวดตามลงไปทันที
“รุ้ง! ทำอะไรน่ะ”
แล้วคนที่ไม่มองหน้ากันเลยก็ร้องเสียลั่น ก้าวยาว ๆ มาถึงตัว คว้าตะหลิวมาตักถั่วฝักยาวขึ้นจากกระทะอย่างรวดเร็ว
จัดการกู้ชีพผัดถั่วเสร็จแล้ว เขาก็หันมาเล่นงานเธอต่อ
“ไหนว่าทำเป็นไง ใครเขาผัดถั่วกันอย่างนี้”
“อ้าว ก็โคชบอกให้ใส่น้ำมัน ใส่ถั่ว ใส่หมู” เธอประท้วงเสียงอ่อย งงไปหมด
“พี่ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น” เขาหันไปคว้าถุงเครื่องแกงมาตักใส่กระทะ “ผัดถั่วน่ะ มันต้องผัดเครื่องแกงก่อน พอเครื่องหอมก็ใส่หมู พอหมูสุกค่อยใส่ถั่วทีหลัง ผักน่ะต้องใส่ทีหลังเนื้อ ถ้าใส่ก่อน กว่าเนื้อจะสุกมันก็เหี่ยวหมดสิ”
“อ้าว ก็โคชไม่บอกรุ้งนี่” ทอรุ้งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ “โอเค พี่ผิดเองแหละ รุ้งทำกับข้าวไม่เป็นก็ไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
แล้วเขาก็เทหมูลงกระทะดังซู่ ผัดไปผัดมา ไม่สนใจเธออีกเช่นเคย ทอรุ้งน้ำตารื้น ยืนมองอยู่ครู่ก็เดินคอตกจากมาเงียบ ๆ
ทันใดนั้นเอง ใครคนหนึ่งก็มาดักขวางหน้า ดวงตากลมโตนั้นลุกโพลงอย่างเอาเรื่อง
“ไงยะ หล่อนทำกับข้าวไม่เป็นสินะ”
ทอรุ้งหน้าตึง “ทำไมยะ ฉันจะทำกับข้าวเป็นหรือไม่เป็นแล้วมันเกี่ยวอะไรกับหล่อนด้วย นังปลาคาร์พ”
สีหน้าบึ้งตึงของสมาชิกร่วมแคมป์บอกให้รู้ว่า ครั้งนี้ไม่ใช่แค่หาเรื่องลับฝีปากธรรมดา ปลาคาร์พเอาจริง ทอรุ้งยืนจังก้าไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเธอก็พร้อมลุยเหมือนกัน
“เกี่ยวสิ เพราะถ้าเธอทำกับข้าวไม่เป็น แล้วตำหน่อวันนั้นหมายความว่ายังไง เธอโกงฉันใช่ไหม นังทอรุ้ง!”
“แล้วเมื่อวานใครไม่ทราบยะที่มาออดอ้อนออเซาะขอให้พี่แสนย์สอนทำต้มยำ เธอก็ทำกับข้าวไม่เป็นเหมือนกันนั่นแหละ”
“ฉันทำต้มยำไม่เป็น ก็ไม่ได้หมายความว่าทำตำหน่อไม่เป็น”
“งั้นฉันก็เหมือนกัน” ทอรุ้งเชิดหน้าใส่ “ถึงจะทำผัดถั่วไม่ได้ แต่ทำตำหน่ออร่อยมาก อร่อยกว่าของใครบางคนแถวนี้จนเทียบไม่ติดขี้ดินเลยด้วยซ้ำ”
“ไม่จริง! ฉันไม่เชื่อ!” ปลาคาร์พผลักไหล่ทอรุ้งอย่างแรง “แกโกหก แกมันขี้โกง ฉันจะไม่ยอมแกอีกแล้ว จากนี้ไปข้อตกลงบ้าบออะไรนั่นถือเป็นอันยกเลิก”
เมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนสรรพนาม ทอรุ้งก็เปลี่ยนบ้าง “ถึงจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก แกก็คอยหาจังหวะแทะเล็กแทะน้อยพี่แสนย์อยู่แล้วนี่ อีกอย่าง คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าตำหน่อที่แกเอามาแข่งก็คือตำของเจ๊นกนั่นแหละ”
“ใช่ ฉันยอมรับก็ได้ว่ามันคือตำเจ๊นก แต่ฉันไม่ได้ไปซื้อเฉย ๆ ฉันไปขอให้เจ๊นกช่วยสอน ไม่ได้ขี้โกงหน้าด้าน ๆ แบบแก” ปลาคาร์พชี้หน้า
ทอรุ้งปัดมือนั่นออกอย่างแรง “งั้นถ้าแกมีคนช่วยได้ ฉันก็ให้เพื่อนช่วยได้เหมือนกัน”
ปลาคาร์พแค่นหัวเราะ “นั่นไง ยอมรับแล้วสินะว่าไม่ได้ทำเอง ฉันจะไปฟ้องพี่แสนย์ว่าแกมันงูพิษ กลับกลอก เป็นพวกตอแหลตีสองหน้า”
“เอาสิ เอาเลย” ทอรุ้งยักไหล่ “ถึงยังไงฉันก็ไม่สน เพราะฉันไม่ได้ชอบพี่แสนย์ เพื่อนฉันคนที่ทำตำหน่อนั่นต่างหากที่ชอบ และมันก็ชนะแกไปแล้วด้วย”
ปลาคาร์พถึงกับอึ้ง นิ่งไปอึดใจใหญ่ “แกหมายถึงใคร”
ฝ่ายคนตอบทำลอยหน้าลอยตา “ก็ใครคนหนึ่งที่ทำกับข้าวเก่งกว่าแก ช่างดูแลเอาใจใส่กว่าแก น่ารัก นิสัยดี เพียบพร้อมกว่าแก ไม่ต้องห่วงนะ กับคนนี้แกไม่ต้องเสียเวลาแข่งหรอก เพราะถ้าฉันเป็นพี่แสนย์นะ ฉันจะไม่ตาต่ำทิ้งคนดี ๆ แบบนั้นมาเลือกแกอยู่แล้ว”
ปลาคาร์พหน้าแดงก่ำ มือไม้สั่น ไม่รู้ว่าโกรธที่โดนด่าหรือเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าเสียรู้ สู้ผิดคนมาตลอดกันแน่ แล้วก็เหมือนเจ้าหล่อนมองเข้าไปในเต็นท์ส่วนกลาง เพ่งมองครู่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะแหลม
“นี่อย่าบอกนะว่า เพื่อนที่แกหมายถึงก็คือยายแม่บ้านนั่น”
ทอรุ้งขมวดคิ้ว “ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
“กระจอก! ยายหน้าจืดนั่นน่ะเหรอจะมาสู้กับฉัน โธ่...นึกว่าจะน่ากลัว ที่แท้ก็กะโหลกกะลา”
หญิงสาวผิวน้ำผึ้งขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงอีกเพราะรังแต่จะทำให้เสียอารมณ์เปล่า ๆ ในเมื่อความแตกซะแล้วก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน จากนี้จะได้ส่งลูกไม้ไปสู้ ตาต่อตาฟันต่อฟันให้รู้กันไป
ยายปลาคาร์พยิ้มเยาะ ดูจะย่ามใจไม่น้อยที่ได้เห็นว่าคู่ต่อสู้ตัวจริงคือลูกไม้ ไม่ใช่เธอ แต่ทอรุ้งก็หาได้หวั่นไม่ ในเมื่อลูกไม้ได้มาอยู่ที่ยูโดซันแล้ว ใกล้ชิดพี่แสนย์ไม่น้อยกว่ากัน ทั้งยังมีกำลังเสริมอย่างเธอช่วยหนุนทัพอีกทั้งคน แล้วจะมีอะไรต้องกลัวอีก
***ลง 60% ของเรื่อง หลังจากนั้นจะเปิดพรีออเดอร์เล่ม+อีบุ๊กค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ***
นางเอกฉันสายสตรอง แบกนักยูโดขึ้นหลัง ปีนขึ้นเนินได้ 55 รักจะเป็นแฟนนักยูโด ก็ต้องอึดนะคะคุณลูกไม้ขาาา