ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 24: บ้าไปแล้ว

    ในเวลานั้นเอง เสียงเหล่านั้นก็ได้รบกวนชาวบ้านคนอื่น คนที่วิ่งอยู่ด้านหน้าสุดคือลูกชายหมอซ่ง ฉู่ต้าเกินราวกับได้เห็นผู้ช่วยชีวิตก่อนจะร้องตะโกนกับทุกคน “เขาบ้าไปแล้ว เขาบ้าไปแล้ว” ทุกคนเห็นฉู่เฉิงทำท่ากำลังกวัดแกว่งท่อนไม้ก็พากันตกใจ ภายใต้การร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคน ในที่สุดพวกเขาก็หยุดฉู่เฉิงเอาไว้ได้ ฉู่เฉิงยังคงดิ้นรนไม่หยุดพร้อมร้องตะโกนขึ้น “พี่สาว พี่สาว” ลูกชายหมอซ่งรู้ว่าต้องเกิดเรื่องแล้วแน่ๆ เมื่อเข้ามาดูในบ้านเขาก็เห็นหลินซีล้มฟุบอยู่กับพื้น ลูกชายหมอซ่งเข้าไปแตะชีพจรของหลินซี โชคดีที่แค่สลบไปเท่านั้น ลูกชายหมอซ่งรีบอธิบายให้ฉู่เฉิงฟัง “พี่สาวนายแค่สลบไปเฉยๆ ไม่เป็นอะไรมาก” แต่ฉู่เฉิงเหมือนไม่ได้ยิน เขายังคงกรีดร้องอย่างสุดเสียงอยู่เหมือนเดิม “พี่สาว พี่สาว” ลูกชายหมอซ่งก็ไม่ได้มีเวลาสนใจอย่างอื่นมากนัก เขาต้องรีบช่วยหลินซีก่อน เวลาผ่านไปไม่นาน หลินซีก็ค่อยๆสำลักลมหายใจออกมาก่อนจะก็ค่อยๆฟื้นคืนสติ เมื่อเห็นหลินซีฟื้นแล้ว ในที่สุดฉู่เฉิงก็เงียบลง ในขณะนั้นเขาก็อ่อนแรงลงแล้ว เมื่อเห็นเขาไม่ดิ้นแล้ว มือของชาวบ้านก็ปล่อยเขาไป เขาสะบัดมือของชาวบ้านอย่างสุดแรงแล้ววิ่งไปหาหลินซีพร้อมเบิกตามองหลินซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หลินซีไม่เคยเห็นฉู่เฉิงเป็นแบบนี้มาก่อน เธอคิดเพียงว่าเด็กน้อยคนนี้เหมือนกำลังตกอยู่ในสภาวะตกใจกลัว เธอจึงฝืนยิ้มออกมาแล้วปลอบใจฉู่เฉิง “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องกลัว”   ลูกชายหมอซ่งมองฉู่เฉิงแล้วพูดขึ้น “เขาไม่ได้กลัว แต่เขาบ้าไปแล้ว” ฉู่เฉิงยื่นมือสั่นระริกไปที่หน้าหลินซี แต่ในขณะที่มันใกล้จะสัมผัสกับใบหน้าของหลินซีแล้ว เขาก็เห็นรอยเลือดบนมือของตัวเองจึงรีบเก็บมือกลับมา หลินซีเพียงรู้สึกปวดไปทั้งตัวเท่านั้น หน้าผากของเธอเริ่มมีเหงื่อผุดออกมาและริมฝีปากก็ขาวซีด ลูกชายหมอซ่งเห็นแบบนั้นแล้วจึงเรียกฉู่เฉิงให้เอาเธอกลับเข้าไปในห้องนอนก่อน ฉู่เฉิงและลูกชายหมอซ่งประคองหลินซีกลับไปในห้องนอน เพิ่งจะพิงคั่งเสร็จถังเจี้ยนกั๋วก็มาถึงพอดี หลินซีจะลุกขึ้นยืนแต่ฉู่เฉิงได้ห้ามไว้ก่อน เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “พี่สาว ผมไปเอง พี่พักผ่อนเถอะ” แล้วเขาก็พูดกับลูกชายหมอซ่ง “พี่สาวถูกเตะเข้าหนึ่งที นายลองตรวจดูอาการของพี่สาวหน่อยสิ” เมื่อพูดจบเขาก็เดินออกไป ลูกเตะนั่นกระแทกเข้าที่หน้าท้องของหลินซีพอดี หลินซีลูบท้องของตัวเองแล้วรู้สึกว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก ลูกชายหมอซ่งยืนยันว่าจะตรวจให้ได้เพราะหากด้านในเป็นแผลเข้าจะยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่ หลินซีเถียงไม่ชนะเขาจึงทำได้เพียงให้เขาตรวจเช็กให้ ฉู่เฉิงในเวลานี้ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว เขายืนอยู่ในลานหน้าบ้านแล้วนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปบอกถังเจี้ยนกั๋ว ชาวบ้านที่ไกล่เกลี่ยเมื่อกี้นี้ต่างก็พากันนิ่งอึ้งไปสักพัก ฉู่เฉิงที่เหมือนจะเป็นบ้าไปเมื่อกี้นี้กับฉู่เฉิงที่อารมณ์สงบเงียบในตอนนี้เป็นคนเดียวกันหรือเปล่า? ถังเจี้ยนกั๋วเพิ่งมาจึงไม่รู้พฤติกรรมที่บ้าคลั่งของฉู่เฉิงในช่วงก่อนหน้านี้ เขาต้องจัดการปัญญาที่อยู่ตรงหน้าก่อน ตอนนี้เขาต้องการดูว่าในหัวของฉู่ต้าเกินคิดอะไรอยู่ถึงวิ่งมาหาเรื่องฉู่เฉิงที่นี่? คิดได้ยังไงว่าจะให้เด็กที่ถูกขโมยมาไปฝังศพโจร? ฉู่เฉิงไม่อยากดูว่าถังเจี้ยนกั๋วจะอบรมฉู่ต้าเกินอย่างไร เขาอยากไปดูพี่สาวว่าเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บหนักหรือเปล่า? เมื่อเปิดผ้าม่านออก ภาพที่เห็นก็คือบริเวณหน้าท้องของพี่สาวมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่หนึ่งวง ด้วยสีที่แตกต่างกับเนื้อผิวขาวผ่องจึงทำให้เขารู้สึกตกตะลึงไปทันที หลินซีตกใจแล้วรีบเอาเสื้อลงมาปิดรอยซ้ำ ฉู่เฉิงเห็นอย่างชัดเจน เขาในตอนนี้รู้สึกเหมือนความโกรธที่เพิ่งสงบลงเมื่อกี้กำลังเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง หลินซีได้ยินลูกชายหมอซ่งบรรยายพฤติกรรมบ้าคลั่งของฉู่เฉิงเมื่อกี้แล้ว ถึงแม้หลินซีจะรู้สึกว่าลูกชายหมอซ่งใช้เล่าเรื่องทั้งหมดเกินจริงไปหน่อย แต่พอเห็นดวงตาเย็นเฉียบของฉู่เฉิงในตอนนี้ หลินซีก็รู้สึกว่าควรจะปลอบขวัญเด็กน้อยคนนี้สักหน่อย หลินซีกวักมือเรียกฉู่เฉิง จากนั้นฉู่เฉิงก็ค่อยๆเดินมา เขาจ้องหลินซีขณะที่ในดวงตาก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ลูกชายหมอซ่งที่อยู่ข้างๆพูดปลอบขึ้น “น่าจะบาดเจ็บภายนอกน่ะ เธอคอยเฝ้าดูอาการ สังเกตตัวเองให้ดีๆ แล้วกัน ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบไปหาฉัน ห้ามปล่อยไว้เด็ดขาด ฉันไปเอายาแล้วเดี๋ยวเอามาทาให้” พูดจบเขาก็เดินจากไป เขาต้องนำเรื่องไปรายงานกับถังเจี้ยนกั๋ว ฉู่เฉิงนั่งอยู่ริมคั่ง หลินซีข่มความเจ็บแล้วพูดขึ้น “เมื่อกี้เธอคงตกใจล่ะสิ พี่ไม่เป็นอะไร ดูเหมือนน่ากลัวแต่ทายาไปเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว เธออย่ากังวลไปเลย ไม่เป็นไรจริงๆ” ฉู่เฉิงไม่พูดอะไรแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมา จากนั้นเขาก็เช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้หลินซี แต่พอจะพูดอีกครั้ง ในลำคอรู้สึกแหบแห้งนิดหน่อย   “พี่สาว เดี๋ยวผมไปเทน้ำมาให้พี่ล้างหน้าล้างตานะ” เมื่อกี้ตอนหลินซีล้มอยู่ที่พื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ตอนนี้บนใบหน้ายังมีเหงื่ออีก เห็นใบหน้าน้อยๆที่เปื้อนแบบนี้ก็ทำให้อดสงสารไม่ได้ ฉู่เฉิงตักน้ำแล้วบิดผ้าเช็ดหน้าอุ่นๆ เขาอยากเช็ดหน้าให้หลินซีแต่กลับถูกหลินซีรั้งไว้แล้วรับผ้ามาเช็ดเอง เนื่องจากขยับตัวเยอะไปความเจ็บจึงลามไปถึงบาดแผลและทำให้หลินซีร้อง “โอ้ย” ขึ้น และได้หยุดชะงักตัวไปทันที ฉู่เฉิงทนดูต่อไปไม่ไหว เขาอยากจะช่วย หลินซีเลยให้ฉู่เฉิงช่วยเช็ดมือให้เธอ ฉู่เฉิงยอมทำตามอย่างเชื่อฟัง หลินซีจึงได้เห็นรอยเลือดบนมือของฉู่เฉิง ทันใดนั้นในใจของเธอก็รู้สึกตื่นตระหนกจนต้องถามขึ้น “เธอบาดเจ็บเหรอ?”   ฉู่เฉิงเห็นบาดแผลบนมือแล้วรีบจุ่มน้ำในกะละมังล้างออกไปก่อนจะโชว์มือของเขาให้หลินซีดู เมื่อหลินซีดูแล้วก็เห็นว่าไม่ใช่บาดแผลใหญ่อะไร ก็แค่มือแดงนิดหน่อยเท่านั้น เธอจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย ฉู่เฉิงเทน้ำให้หลินซีอีกรอบ หลินซีดื่มน้ำลงไป จากนั้นฉู่เฉิงก็ให้หลินซีพักผ่อน วันนี้เขาจะทำอาหารเอง หลินซีไม่มีแรงจริงๆ เนื่องจากบาดแผลที่อยู่บนร่างกายจึงให้ฉู่เฉิงทำอาหารง่ายๆก็พอ ฉู่เฉิงจึงขานรับแล้วเดินออกไป เมื่อหลินซีเพิ่งจะนอนลงก็ได้ยินเสียงที่ไม่ได้ยินมาแสนนาน คำแจ้งเตือนระบบ “ยินดีด้วย ขณะนี้เธอบรรลุภารกิจต่อเนื่อง——เลี้ยงฉู่เฉิงให้เป็นผู้ใหญ่แล้ว อัตราความสำเร็จ 10% เธอจะได้รับเหรียญทอง 200 เหรียญและของขวัญหน้าหนาวหนึ่งอย่าง” หลินซีไม่มีอารมณ์มาคุยกับระบบในตอนนี้ เธอขอให้ระบบช่วยตรวจบาดแผลให้เธอ ถึงแม้ลูกชายหมอซ่งจะบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่หลินซีก็ยังแอบกังวลอยู่ดี ไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็อาศัยประสบการณ์ เมื่อคิดๆดูก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เชื่อถือไม่ค่อยได้เท่าไร ระบบได้ทำการสแกนหลินซีทั้งตัวอย่างละเอียด ผลวินิจฉัยออกมาว่าบาดเจ็บแค่ภายนอก หลินซีจึงโล่งอก ความเจ็บปวดทำให้หลินซีไม่อยากพูด ระบบเลยใจดีให้ยาแก้ปวดกับหลินซีหนึ่งกล่องแล้วยังแจ้งเตือนด้วยความหวังดี “มอบให้ฟรี กินให้สบายใจเถอะนะ”   หลินซีแสดงความไม่พอใจต่อระบบที่ดูเหมือนจะเยาะเย้ยเธอ เธอจึงปิดระบบไปเงียบๆโดยไม่พูดอะไร เรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน พฤติกรรมความบ้าคลั่งของฉู่เฉิงในวันนั้นถูกแพร่กระจายออกไป มีคำพูดต่างๆนานามากมายในหมู่บ้านเกี่ยวกับฉู่เฉิง มีคนคิดว่าฉู่เฉิงรู้จักบุญคุณที่รู้จักปกป้องหลินซี บางคนคิดว่าฉู่เฉิงนั้นโหดร้าย อย่างน้อยก็เคยอยู่บ้านตระกูลฉู่สิบปี ไม่ว่ายังไงก็ไม่ควรลงไม้ลงมือกับฉู่ต้าเกิน ทุกคนต่างก็เห็นรอยซ้ำที่ใบหน้าและลำตัวของฉู่ต้าเกินทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ลงมืออย่างหนักและใจร้ายขนาดไหน และยังมีคนจำนวนไม่น้อยเตือนลูกของตัวเองว่าถ้าไม่มีอะไรก็ให้ห่างจากฉู่เฉิงเข้าไว้ด้วย จะไปมีเรื่องกับคนบ้าแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ฉู่เฉิงไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร เขาตอนนี้เพียงต้องการตั้งใจดูแลหลินซี เพราะหลินซีไม่สบาย กินข้าวเย็นเสร็จเธอบอกว่าตัวเองเหนื่อยแล้ว สุดท้ายนอนไปไม่กี่ชั่วโมงก็ไข้ขึ้น โชคดีที่ฉู่เฉิงเห็นเข้าทันเวลาจึงได้ไปเคาะประตูบ้านหาหมอซ่งในช่วงกลางดึก หมอซ่งฉีดยาลดไข้ให้หลินซี ก่อนจากไปเขายังได้กำชับฉู่เฉิงให้ดูแลหลินซีดีๆด้วย หากมีปัญหาอะไรก็ให้มาเรียกเขาได้ ฉู่เฉิงส่งหมอซ่งกลับไปแล้วมาดูหลินซีที่กำลังป่วยต่อ ในใจฉู่เฉิงรู้สึกโกรธเกลียดฉู่ต้าเกินเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี หลินซีรู้สึกเย็นๆที่หน้าผาก แต่ความเจ็บปวดบนตัวทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวจนต้องฝืนลืมตาขึ้น ฉู่เฉิงกำลังมองมาที่เธอด้วยสีหน้ากังวล หลินซีอยากจะพูดแต่ลำคอกลับทำได้เพียงส่งเสียงแหบแห้งออกมา ฉู่เฉิงรีบยื่นน้ำหนึ่งแก้วให้ หลินซีจึงรับจากมือของฉู่เฉิงแล้วดื่มน้ำไปจนหมดแก้ว ลำคอที่แหบแห้งได้รับความชุ่มชื่นขึ้นมาอีกครั้ง หลินซีอยากจะดื่มอีก ฉู่เฉิงเลยยื่นให้อีกแก้ว จากนั้นเธอก็ดื่มอึกๆลงท้องไปครึ่งแก้วจนรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยถึงได้ถามฉู่เฉิง “พี่เป็นไข้แล้วเหรอ?”   ฉู่เฉิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนล้าเล็กน้อย “อืม พี่เป็นไข้แล้ว ฉีดยาลดไข้ไปแล้วด้วย พี่สาว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วหรือยังครับ?”   หลินซีพยักหน้าแล้วมองไปที่นอกหน้าต่างอันมืดมิดก่อนจะถามขึ้น “ดึกแล้วใช่ไหม เธอไปพักผ่อนเถอะ ไม่เป็นไรแล้ว”   ฉู่เฉิงจะยอมได้อย่างไรจึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ผมจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ ถ้าพี่มีอะไรก็เรียกผมนะ หมอซ่งยังบอกอีกว่าไข้ของพี่ยังไม่ลด ทางที่ดีต้องมีคนคอยดูแล” เมื่อหลินซีพูดมักจะกระทบไปถึงบาดแผล ในเวลานี้เธอไม่มีแรงจะมาเถียงกับเขา เธอจึงแสร้งทำเป็นโกรธแล้วพูดขึ้นอกีครั้ง “วันนี้เธอก็เหนื่อยแล้ว รีบไปนอนเร็วเข้า สองสามวันนี้ฉันต้องอาศัยเธอคอยดูแล ถ้าเธอล้มป่วยขึ้นมาพี่จะทำยังไง? รีบไปนอนเร็ว” ฉู่เฉิงยืนก้มหน้านิ่ง หลินซีรู้ว่านิสัยดื้อรั้นของเด็กคนนี้เริ่มขึ้นอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพูดโน้มน้าวเขา หลินซีตบลงบนที่นอนเพื่อให้เขามานั่งอยู่ข้างๆตัวเอง ฉู่เฉิงนั่งลงอย่างว่าง่าย หลินซีเลยถามขึ้นเสียงหวาน “เป็นอะไรไป? ไหนลองพูดมาสิ!”   ฉู่เฉิงเงียบไปสักพักก่อนจะพูดขึ้นอย่างเปิดเผย “พี่สาว ผมเป็นคนก่อเรื่องพวกนี้ทั้งหมด พี่อย่าโกรธเลยได้ไหม?” หลินซีรู้สึกจนปัญญา ทำไมเด็กคนนี้ชอบโทษตัวเองอยู่เรื่อย ครุ่นคิดสักพักเธอก็พูดขึ้น “ฉู่เฉิง พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้เธอยังเด็ก มีหลายๆเรื่องที่ต้องให้พี่เป็นคนรับหน้าแก้ปัญหา วันนี้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย พี่เองก็สะเพร่าด้วย ไม่คิดว่าเขาจะลงมือ แต่เธอก็ไม่ผิดนะ เธอไม่ได้มีความผิดในเรื่องนี้เลย เข้าใจไหม?” ฉู่เฉิงมองแววตาของหลินซีที่ไร้ซึ่งคำตำหนิหรือถือโทษ จากนั้นเขาจึงเชื่อในคำพูดของพี่สาวและรู้สึกโล่งใจขึ้น เขากลัวว่าพี่สาวจะโทษเขาแล้วไล่เขาออกไป แน่นอนว่าฉู่เฉิงยังคงต้องถูกไล่ออกจากห้องไป เขาตั้งมั่นว่าจะดูแลหลินซี แต่หลินซีไม่มีแรงจะมาทำตามใจเขา เธอเลยร้องไล่เขาออกไป เมื่อเป็นแบบนั้นฉู่เฉิงจึงยืนอยู่ท่ามกลางความมืดที่เงียบสงัดสักพักก่อนจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง ฉู่เฉิงมองดูหลังคาห้องแล้วคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ รอยฟกซ้ำขนาดใหญ่บนตัวพี่สาวลอยไปมาตรงหน้าเขา แม้ถังเจี้ยนกั๋วจะสั่งสอนฉู่ต้าเกินไปแล้ว แม้ฉู่ซานซูจะขอโทษกับถังเจี้ยนกั๋วอย่างสุดซึ้งไปแล้ว แต่พวกเขากลับไม่คิดจะมาขอโทษพี่สาวเลย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจงใจรังแกคนอื่น ฉู่เฉิงไม่อาจให้อภัยพวกเขาได้ เขาอยากจะรีบโตไวๆซะจริงๆ พอโตจะได้ปกป้องพี่สาวได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ ในระหว่างที่กำลังโทษตัวเองอยู่นั้น ฉู่เฉิงก็หลับไปถึงสามชั่วโมง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เพิ่งจะตีห้าครึ่งเท่านั้น เขาขจัดอาการสะลึมสะลือออกไปแล้วลุกขึ้นไปต้มโจ๊กให้พี่สาว ตอนที่ฉู่เฉิงไปดูหลินซี หลินซียังคงหลับอยู่ เมื่อฉู่เฉิงสัมผัสที่หน้าผากของหลินซีก็พบว่าไข้ลดลงไปแล้ว ความกังวลของฉู่เฉิงจึงก็ผ่อนคลายลง เขานั่งอยู่อีกฝั่งแล้วมองดูพี่สาวที่กำลังนอนอยู่ เส้นผมสีดำสนิทของพี่สาวสยายอยู่บนหมอน ส่วนคิ้วก็กำลังขมวดเข้าหากันน้อยๆ โดยไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้พี่สาวไม่สบายใจ ไว้รอให้พี่สาวตื่นแล้วค่อยถามเธอแล้วกัน เด็กตัวน้อยคิดฟุ้งซ่านไปทั่วก่อนจะเผลอฟุบหลับไปข้างเตียงโดยไม่รู้ตัว